บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2022 สางเทพ -2024
บทที่ 2022 สางเทพ
ตู้ม!
หมู่เมฆในท้องนภาปั่นป่วน
ในความว่างเปล่ารอบกายชายชราร่างผอม มีอักขระสีโลหิตแปลกประหลาดนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้น อักขระนี้ต่าง อ้อยอิ่งไปมา ก่อนจะก่อตัวเป็นวงแหวนศักดิ์สิทธิ์ คุ้มกันอยู่ทางด้านหลังของเขา
อู่หลิงชงและสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานในตอนนี้ไม่อาจปกปิดความหวาดกลัว และอาการขนหัวลุกได้
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ชายชราร่างผอมผู้นี้คือสางเทพอันทรงพลังยิ่ง!
เขาน่าหวาดกลัวยิ่งกว่า ‘อวี่เฉียน’ ผู้เป็นผู้นําวิญญาณร้ายเสียอีก
“กลเล็กน้อยหรือ?”
ชายชราร่างผอมยิ้มเล็กน้อย ก่อนคว้ามือออกไป
เคร้ง!
เตาอั้งโล่บนพื้นพลันกลายเป็นดาบกระดูกสีเขียวซีด ก่อนจะตกมาอยู่ในมือของเขา
ดาบเล่มนี้ถูกเผาไหม้ด้วยเปลวเพลิงสีเขียว ด้ามจับมีรูปทรงแปลกประหลาดยิ่งราวกับกระดูกมือมนุษย์
เมื่อดาบกระดูกอยู่ในมือ พลังของชายชราคนนั้นพลันดุร้ายขึ้นมา วงแหวนศักดิ์สิทธิ์ทางด้านหลังที่เต็มไปด้วย อักขระโลหิตหมุนช้าๆ บดขยี้พื้นที่รอบข้าง
พลังของเขาน่าสะพรึงกลัวยิ่ง จนทําให้อู่หลิงชงและสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานครํ่าครวญพร้อมกัน วิญญาณของ พวกเขาแทบหลุดออกจากร่าง
ซูอี้สะบัดแขนเสื้อ
ตึง!
พลังเกรี้ยวกราดแผ่กระจายจากร่างของชายชรา เข้าต้านพลังของอีกฝ่ายในทันที
“ไม่ยอมงั้นหรือ?” ซูอี้ถามอย่างแผ่วเบา
ท่าทางของเขาสงบนิ่ง ทําให้ชายชราต้องหรี่ตา พลางกล่าวด้วยนํ้าเสียงราวรําลึกความทรงจําว่า “ยุคสมัยผันผ่าน ไร้สิ้นสุด แม้กระทั่งเทพผู้เข้าสู่นครสาบสูญ ก็ไม่อาจขัดขืนคําสาปของเทพโบราณได้ แต่หนูน้อยผู้มีรากฐานการฝึกฝนที่ ขอบเขตมหาศาลสามระดับเช่นเจ้า กลับไม่เกรงกลัวมัน ช่างน่าประหลาดยิ่งนัก”
แสงอันน่าสะพรึงกลัวปรากฏขึ้นในดวงตาที่จับจ้องอีกฝ่ายอย่างเงียบงัน “เจ้าหนูน้อย เจ้าบอกข้าได้หรือไม่ว่า ที่แท้เจ้าเชี่ยวชาญพลังแบบใดกันแน่?”
ซูอี้เก็บไหสุราในมือ ก่อนจะกล่าวว่า “หากเจ้ารอดจากเงื้อมมือของข้าไปได้ ข้าก็ไม่รังเกียจหากจะสนทนากับ เจ้า”
จิตสังหารอันแรงกล้าปรากฏขึ้นตรงหว่างคิ้วของชายชรา เห็นได้ชัดว่าเขากําลังหงุดหงิด ตอนนี้เอง นํ้าเสียงลุ่มลึกสายหนึ่งพลันดังขึ้น “จื่อเจี้ยง ท่านยายบอกข้ามาว่าถ้าเจ้าทําไม่ได้ ให้ข้าลงมือเอง”
สิ้นเสียงดังกล่าว ร่างหนึ่งสาวเท้าเข้ามาทางถนนสายยาวในหมอกลับลวงที่อยู่ไกลออกไป เป็นชายร่างยักษ์สูงสิบจั้ง ตรวนกระดูกขาวปกคลุมรอบกาย ดวงตาเจิดจ้าดูน่าสะพรึงราวกับโคมไฟสีทองคู่หนึ่ง บนไหล่ของเขามีพลองสําริดที่มีความยาวมากกว่าสิบจั้ง!
เมื่อตัวคนก้าวเดิน ปฐพีสั่นสะเทือน หมอกสลายหายไป กระดูกและโซ่บนร่างกายสั่นสะท้าน กลิ่นอายลางร้าย มหาศาลแผ่กระจายออกมา
นี่คือสางเทพอีกตน! เมื่อตัดสินด้วยกลิ่นอายแล้ว เขาแข็งแกร่งกว่าชายชราร่างผอมเสียอีก “เหอะ! ทําไมเจ้าต้องลงมือด้วย?” ชายชราดูเย็นชา “เบิกตาสุนัขของเจ้าให้กว้างไว้ดีกว่า คอยจับตาดูอยู่ไกลๆ นั่นล่ะ!” “โห หมายความว่าเจ้ายังไม่ได้เอาจริงสินะ?”
ชายร่างยักษ์ยิ้มกว้าง
เขายืนอยู่ไกลออกไป ไม่ขยับเขยื้อนอีก
ฉากนี้ทําให้หัวใจของอู่หลิงชงและสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานดิ่งวูบ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ตําแหน่งของพวกเขาถูกสางเทพในนครสาบสูญนี้ค้นพบนานแล้ว ดังนั้นสางเทพสองตนนี้จึง ปรากฏตัวทีละตน เพื่อปิดกั้นถนนหมอกลับลวง!
ทว่าซูอี้กลับไม่สนใจ เขาชําเลืองมองชายร่างยักษ์ ก่อนจะกล่าวว่า “ข้าแนะนําให้พวกเจ้าร่วมมือกันดีกว่า”
ชายร่างยักษ์ผงะ จากนั้นจึงหัวเราะเสียงดัง “จื่อเจี้ยง เจ้าได้ยินหรือไม่ ชายหนุ่มผู้นี้ไม่ได้ดูถูกเจ้า หากเจ้าไม่ทํา อันใดเลย ข้าก็จะไม่เกรงใจแล้ว!”
ชายชราร่างผอมดูหมองหม่น
เขากวัดแกว่งดาบกระดูกเพลิงสีเขียวในมือ ร่างหายวับไปในทันที
ชั่วอึดใจต่อมา ใครบางคนปรากฏขึ้นในสุญญะเหนือศีรษะของซูอี้ ก่อนจะฟาดลงมาในครั้งเดียว
วูบ!
สุญญะพลันแยกออกจากกัน เปลวไฟลุกโชนขึ้นมา
ดาบถูกปกคลุมด้วยเปลวเพลิงสีเขียวเจิดจ้า ดูแปลกประหลาดน่าหวาดกลัว ภายใต้ดาบเล่มนี้ โลกหล้าสั่น สะเทือน มหาวิถีกรีดร้อง
ปัง!!
ทว่าชายหนุ่มเพียงสะบัดฝ่ามือ ส่งพลังเข้าปะทะกับปราณดาบ ก่อเกิดเป็นกระแสทําลายล้างกวาดผ่านราวพายุ หมุน
ชายชราร่างผอมสั่นไหว
พื้นใต้เท้าของซูอี้พังทลาย
ทั่วทั้งร่างของเขาถูกดาบเล่มนี้บดขยี้จนกระทั่งจมลงกับพื้น
“เด็กดี เจ้าสามารถขัดขืนดาบของจื่อเจี้ยงได้อย่างไร? ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุใดถึงทําตัวอวดดีนัก ด้วยความ แข็งแกร่งขนาดนี้… ช่างผิดปกติเสียจริง!”
ไกลออกไป ชายร่างยักษ์ส่งเสียงด้วยความประหลาดใจ เมื่อเสียงดังขึ้น ชายชราก็ลงมืออีกครา
ปราณดาบแพรวพราวฟาดฟันออกไปราวกับพายุ รวดเร็วปานลําแสง ทรงพลังราวกับทําลายล้างธารสวรรค์ ทั้ง รุนแรงและดุร้าย
ในปราณดาบ เปลวเพลิงสีเขียวคลุ้มคลั่ง ภาพมายาภูตผีนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้น พวกมันอ้าปากยิงฟันเผยเขี้ยวเล็บ หรือไม่ก็แผดเสียงคํารามอันเศร้าโศก พวกมันทั้งหมดน่าสยดสยองยิ่ง!
ที่ที่ซูอี้ยืนอยู่พลันพังทลายลงจากปราณดาบบ้าคลั่งสายนี้ ทั่วทั้งร่างของเขาถูกฟันจากทางด้านหลังอย่างต่อเนื่อง! ชายชราร่างผอมผู้นั้นโหดเหี้ยมยิ่งนัก
พลังที่คนผู้นี้ครอบครอง แปลกประหลาดและชั่วร้าย รุนแรงทะลุทะลวง ดุร้ายยิ่งกว่าเทพที่เพิ่งบรรลุอย่างเจียง ไท่เออเสียอีก
อู่หลิงชงและสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานถอยออกมาไกลแล้ว ไม่ใช่ว่าพวกเขากลัวตาย แต่วิถีเต๋าของพวกเขา ต่อให้เป็นผลพวงจากการต่อสู้ ก็เป็นไปได้ที่จะจบลงด้วยหายนะ! เมื่อเห็นภาพที่ซูอี้ถูกกดดัน พวกเขาทั้งสองหน้าถอดสีด้วยความหวาดกลัว หัวใจแทบแล่นมาจุกที่ลําคอ มันเป็นเพียงสางเทพ แต่ซูอี้ยังถูกกดดัน แล้วไกลออกไป มีสางเทพที่น่าสะพรึงยิ่งกว่ากําลังจับตาดูการต่อสู้!! “สุดยอดๆ! ตลอดเวลาที่ผ่านมา ขอบเขตมหาศาลมีพลังต่อสู้ขนาดนี้เชียวหรือ? มันช่าง…ร้ายกาจ!” ชายร่างยักษ์ประหลาดใจ สับสนงุนงงยิ่งนัก
ความแข็งแกร่งของจื่อเจี้ยงไม่ใช่ผู้แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาสางเทพ แต่ในนครสาบสูญนี้ จื่อเจี้ยงสามารถสําแดง พละกําลังกดดันเพื่อสังหารเทพได้!
แต่เขากลับไม่สามารถโค่นตัวตนขอบเขตมหาศาลมาได้สักพักแล้ว ชายร่างใหญ่ผู้นี้จะไม่ประหลาดใจได้อย่างไร?
“อย่างนี้นี่เอง เต๋าที่เจ้าเด็กนี่เชี่ยวชาญสามารถต้านทานคําสาปของเทพโบราณได้ เพราะงั้นถึงสามารถต่อสู้กับ จื่อเจี้ยงได้…”
ไม่ช้า ชายร่างยักษ์ก็มองเห็นเบาะแส จนอดที่จะรู้สึกเคารพยําเกรงไม่ได้ “ไม่สงสัยเลยว่าเหตุใดท่านยายถึงตื่นตัว เด็กคนนี้พิเศษยิ่งนัก!”
“ตาย!”
ทันใดนั้น ชายชราร่างผอมพลันตะโกนก้อง ก่อนฟาดฟันดาบเข้าใส่อย่างเกรี้ยวกราด
การที่ไม่สามารถโจมตีใส่อีกฝ่ายได้พักใหญ่แล้ว ทําให้ในใจเขาวิตกขึ้นมาเล็กน้อย ดังนั้นชั่วยามนี้จึงใช้พละกําลัง ทั้งหมดที่มี เพื่อพยายามโจมตีให้โดนสักครั้ง หมายจะสังหารซูอี้ให้จงได้
ตู้ม!
ท้องนภาสั่นสะเทือน สุญญะถูกย้อมด้วยสีเขียวมรกต
ดาบกระดูกที่เคลื่อนลงมาคล้ายกับจุดเปลวเพลิงสีเขียวสายยาวที่ลากมาจากท้องนภา เข้ากลืนกินในที่ที่ซูอี้ยืนอยู่ จนสิ้น
พื้นที่ตรงนั้นระเบิด ถูกเผาไหม้อย่างรุนแรง
วิญญาณของอู่หลิงชงกับสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานแทบจะเตลิดที่เห็นภาพฉากนี้
สหายเต๋าซู…จะแพ้งั้นหรือ!?
ไกลออกไป ชายร่างยักษ์พึมพําว่า “ตายหรือ? นี่มันน่าผิดหวังเกินไปหรือไม่? แบบนี้ข้าก็ไม่ได้ทําอะไรเลยน่ะสิ!”
ชายชราถอนหายใจยาวออกมา พลางกล่าวว่า “ชิวหมาน เจ้ากลับไปบอกท่านยายได้แล้ว ว่าเจ้าเด็กนี่ไม่ได้รับมือ ยากอย่างที่นางคิด ขอให้ท่านยายโปรดวางใจ…”
ทันทีที่กล่าวเช่นนั้น สีหน้าของเจ้าตัวพลันเปลี่ยนไปมาก สายตากลายเป็นลึกลํ้า ขณะร้องเสียงหลงว่า “เป็นแบบ นี้ได้อย่างไร!?”
ไกลออกไป หมอกควันปกคลุมไปทั่วทั้งอากาศ กระจายอยู่ในโลกหล้าอันโกลาหล ก่อนร่างยักษ์จะปรากฏขึ้นจาก สุญญะ!
เป็นซูอี้!!!
ตู้ม!
ทันทีที่ปรากฏตัว ภาวะดาบแหลมคมที่สามารถสะกดสวรรค์ได้ก็แผ่กระจาย ก่อนจะเข้ากวาดล้างเปลวเพลิงสี เขียวที่ปกคลุมท้องนภาออกไปในชั่วอึดใจเดียว
ราวกับพายุหมุนเคลื่อนผ่าน แม้แต่หญ้าก็ไม่อาจขึ้น
เมื่อมองซูอี้อีกครั้ง เส้นผมยาวของเขาพลิ้วไหว ประกายดาบแห่งวัฏสงสารปกคลุมทั่วทั้งกาย ตัวคนราวกับยืนอยู่ เหนือหุบเหวมืดมิด ระดับพลังแตกต่างจากก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง
“นี่…”
ไกลออกไป ดวงตาของชายร่างยักษ์แข็งทื่อ
อู่หลิงชงและสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานตื่นเต้นจนแทบกรีดร้องออกมา
ก่อนหน้านี้ พวกเขาคิดว่าซูอี้ประสบกับปัญหาเข้าแล้ว!
“ข้าพอจะรู้แล้วว่าเขาหยิบยืมอํานาจมาจากนครแห่งนี้”
ดวงตาของซูอี้ลุ่มลึก พลางกล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “แต่ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการใช้อํานาจคําสาปของนครสาบสูญ แห่งนี้ อมตะอันใดกัน? สางเทพอันใดกัน? ในความเห็นข้า เมื่อพวกมันไม่อาจอยู่หรือตายดั่งใจต้องการ……เช่นนี้ พวกมัน ก็หาได้ต่างจากนักโทษที่ถูกคําสาปของนครสาบสูญนี้จองจําชั่วนิรันดร์ไม่!”
ขณะกล่าว เขาพลันเดินเข้าหาชายชรา “การได้พบกับข้า น่าจะทําให้เจ้ายินดีนะ เพราะถึงอย่างไร มีเพียงข้าที่ สามารถทําให้เจ้าหายไปจากโลกได้ตลอดกาล ราวกับไม่เคยมีตัวตนบนโลกนี้มาก่อน”
ตู้ม!
เสียงยังคงดังก้อง ยามตัวคนก้าวทะยานออกไป หมายจะสังหารอีกฝ่ายด้วยการส่งดาบอันกล้าแกร่ง ทะลวง สวรรค์และปฐพี!
ชายชราร่างผอมที่เห็นดังนั้นพลันพ่นลมออกจมูกอย่างเย็นชา กวัดแกว่งดาบแล้วฟาดฟันอย่างเกรี้ยวกราด
แต่ซูอี้กลับยกมือขึ้น ก่อนคว้าดาบกระดูกเพลิงหยกไว้ แล้วหมุนข้อมือ!
แคร็ก!!
ดาบกระดูกเพลิงหยกหักครึ่ง! ชายชราสีหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัวทันที ด้วยซูอี้ในขณะนี้คล้ายกับเป็นคนละคน!
ทว่าในขณะที่เขากําลังจะหลบ แขนข้างหนึ่งกลับถูกอีกฝ่ายคว้าจับ จากนั้นทั่วทั้งร่างพลันถูกเหวี่ยงขึ้น ก่อนจะ กระแทกกับพื้นอย่างแรง!
ปัง!! ปฐพีพลันแตกออก รอยร้าวจํานวนมากปรากฏขึ้นบนร่างของชายชราร่างผอม เขาครํ่าครวญด้วยความเจ็บปวด ดิ้นรนไปมาอย่างรุนแรง แต่สุดท้ายก็เปล่าประโยชน์!
ซูอี้เหยียบบนตัวของอีกฝ่าย คว้าแขนแล้วออกแรงดึง แขนถูกฉีกกระชาก!
ฉากโหดร้ายรุนแรงนั้นทําให้ผู้ชมตกตะลึงในทันที ชายชรากรีดร้องออกมา เขากล่าวด้วยความหวาดกลัวว่า “ชิวหมาน มาช่วยข้าที!!” ตู้ม!
ไกลออกไป ชายร่างยักษ์ผู้กําลังมองดูการต่อสู้พลันขยับไหว ตัวคนก้าวไปข้างหน้า กวัดแกว่งพลองสําริดขนาด ใหญ่ที่มีความยาวมากกว่าสิบจั้งบนบ่า ฟาดเข้าใส่ชายหนุ่มอย่างรุนแรง!
ด้วยพลังมหาศาลนี้ ทําให้ท้องนภาแตกสลาย กลิ่นอายชั่วร้ายแปลกประหลาด เคลื่อนไปตามไม้พลอง คล้ายกับ จะกลืนกินสวรรค์และปฐพีเข้าไป
ขณะที่ซูอี้สะบัดแขนเสื้อเข้าต้าน! ตึง!!!
มีเสียงกระแทกดังขึ้น ก่อนชายร่างยักษ์สูงสิบจั้งพร้อมกับพลองสําริดขนาดใหญ่ในมือ จะสั่นสะท้านพร้อมกับ ถอยร่นกลับไปอย่างรวดเร็ว
ในเวลาเดียวกัน ซูอี้พลันออกแรงกระทืบเท้า แคร็กๆ!
ร่างของชายชราฉีกขาดในฉับพลัน ราวกับกระเบื้องเคลือบแตกหัก เศษตัวคนกระจัดกระจายไปทั่วพื้น! “รนหาที่ตายนัก!!”
ชายร่างยักษ์ทะยานขึ้นบนอากาศ ถือพลองสําริดด้วยมือทั้งสองข้าง พุ่งเข้าใส่อีกครั้ง ราวกับคนเถื่อนโบราณ เมื่อพลองสําริดฟาดลงมา สุญญะพลันแตกสลาย ทั่วทศทิศสั่นสะท้าน! แต่ก่อนที่การโจมตีจะถึงตัว ฝ่ามือของซูอี้ขยับไหว ฟาดฟันเข้าไปในอากาศธาตุ
ปัง!!! พลองสําริดสั่นสะท้าน เสียงกรีดร้องสั่นสะเทือนท้องนภา หลังจากนั้นชายร่างยักษ์กระเด็นออก พลองสําริดในมือร่วงหล่น ทุกสิ่งเกิดขึ้นในพริบตาเดียวเท่านั้น!
มันเร็วจนน่าเหลือเชื่อ
สิ่งนี้ทําให้อู่หลิงชงและสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานประหลาดใจ ตัวคนยืนนิ่งงัน คนคนเดียวกลับสามารถเก็บสางเทพได้ถึงสองตนงั้นหรือ!? ในชั่วขณะนั้น ซูอี้พลันสะบัดแขนเสื้อ ก่อนที่วานรน้อยที่มีความสูงสี่ฉื่อจะปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า
“เจ้าวานรน้อย สนใจอาหารสักหน่อยหรือไม่?” ซูอี้ยื่นแขนที่เพิ่งขาดออกจากร่างของชายชราร่างผอมให้กับวานร น้อย
วานรน้อยไม่ตอบ มันจับจ้องแขนที่ถูกฉีก ดวงตาทอประกายด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะเปิดปากแล้วดูดเข้าไป
กร้วม! แขนข้างนั้นพลันถูกบดขยี้ด้วยพลังร้ายกาจแปลกประหลาด ก่อนถูกวานรน้อยที่อ้าปากกว้างกลืนกินเข้าไป ซูอี้ลอบพยักหน้า
เขาบอกได้ว่าวานรน้อยพึงพอใจกับ ‘ยาชูกําลัง’ นี้มากทีเดียว
บทที่ 2,023 สรรพสิ่งล้วนมีสิ่งเหนือกว่า
ณ น่านนํ้าอีกาอัคคี วานรน้อยเคยเขมือบอํานาจที่เทพมารอีกาอัคคีทิ้งไว้ไปหนหนึ่ง ส่งผลให้วานรน้อยเกิดการแปรเปลี่ยนอย่างอัศจรรย์
เหตุนั้นจึงทําให้ซูอี้ตระหนักว่าการแปรเปลี่ยนอํานาจของวานรน้อย ทารกเทพผู้กําเนิดจากที่มาฮุ่นตุ้นน่าจะเกี่ยว กับการเขมือบเทพ!
เพราะเหตุนี้ หลังสังหารชายชราร่างผอมผู้นั้นลง ซูอี้จึงนึกถึงวานรน้อยขึ้นมา
ก่อนชายชราร่างผอมจะตกตาย เขาก็เป็นเทพมาก่อน จิตวิญญาณของเขาถูกแทรกซึมโดยคําสาปจากนคร สาบสูญจนกลายเป็นสางเทพ
แต่ท้ายที่สุดแล้ว ชายชราร่างผอมก็ยังเป็นเทพผู้หนึ่งอยู่ดี! และอํานาจในวิญญาณของเขาก็อาจเป็นยาบํารุงให้วานรน้อยได้ และยามนี้ เมื่อเห็นวานรน้อยเขมือบกินแขนข้างนั้น ซูอี้ก็ยืนยันการคาดเดาของตนได้แล้ว…… วานรน้อยตัวนี้สามารถกลืนกินวิญญาณเทพได้! และดูเหมือนมันจะติดใจยามรู้รสชาติ วานรน้อยจึงก้มลงมองพื้น ณ จุดที่ร่างฉีกขาดของชายชราตัวผอมปรากฏอยู่
จากนั้น วานรน้อยก็อ้าปากสูบ
ซูดดดด! ร่างแหลกสลายของชายชราร่างผอมแปรเปลี่ยนเป็นดวงแสง ถูกสูบลงท้องวานรน้อยไปจนสิ้น ก่อนมันจะลูบท้องแล้วฉีกยิ้ม ชายร่างยักษ์ผู้เห็นเรื่องทั้งหมดนี้เต็มตาจากไกลๆ อดผงะขนลุกขนพองมิได้
ชายหนุ่มผู้นี้ก็ร้ายกาจบ้าบอพอแล้ว แต่ดูเหมือนวานรหน้าขนนี่จะยิ่งน่าสะพรึงกลัวเกินใคร มันเขมือบได้กระทั่ง สางเทพ!!
ตูม!
ขนของวานรน้อยลุกชันทั่วตัว พิรุณแสงฮุ่นตุ้นผุดพรายกระเพื่อมเป็นคลื่น กระดูกกล้ามเนื้อทั่วกายเสียดสีเลื่อน ลั่นเยี่ยงวาตะอัสนี
หลังกินสางเทพชายชราร่างผอมลงไป ความแข็งแกร่งของมันก็พัฒนาขึ้นอีกครั้ง!
ภาพนี้ทําให้สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานผงะหงาย
นี่… เป็นสัตว์ประหลาดแบบใดกัน!?
ส่วนอู่หลิงชงไม่ประหลาดใจ
เพราะเขาเคยพบเห็นยามวานรน้อยเขมือบวิญญาณร้ายของเทพมารอีกาอัคคีมาก่อน
“ดูเหมือนว่าท่านยายจะกล่าวไว้ถูกต้อง หากไม่ใช้อํานาจเต็มที่ ก็มิอาจกําจัดเจ้าได้!”
ไกลออกไป ชายร่างยักษ์สูงสิบจั้งกล่าวเสียงลุ่มลึก
เปรี้ยง!
เขายกมือขึ้นคว้า ตรวนกระดูกขาวรอบร่างพลันคลายสิ้น
จากนั้นอํานาจทั่วกายชายร่างยักษ์ก็โถมทะยานทีละขั้นราวถูกปลดปล่อยพันธนาการ ทวีความทรงพลังขึ้นจาก กาลก่อนในพริบตา!
“โฮกกกก!”
ชายร่างยักษ์กู่คํารามก้องนภา วจีสะเทือนทั่วทศทิศ หมอกทมิฬบดบัง นภากระจายแหลก เมฆสายฟ้าสีเลือด กลุ่มหนึ่งโถมลงปกคลุมชายร่างยักษ์สูงสิบจั้งนั้นไว้เสียมิด
เพียงพริบตา ทั่วร่างของเขาก็เปี่ยมล้นด้วยอํานาจทรงพลังอันแปลกประหลาด ปราณดูจะหลอมรวมเป็นหนึ่งกับ ฟ้าดินโดยสมบูรณ์
เยี่ยงเจ้านครสาบสูญ!
ม่านตาของซูอี้หดตัว เขาสัมผัสแรงกดดันเคลื่อนปะทะหน้าได้ เพราะยามนี้ ชายร่างยักษ์นั้นแตกต่างจากกาลก่อนราวคนละคนจริงๆ! “ตาย!”
ชายร่างยักษ์ฟาดพลองสําริดยาวสิบกว่าจั้ง ทะยานเวหาเข้าโจมตีพร้อมเสียงตะโกนสนั่น อัสนีสีเลือดพรั่งพรู ห้อมล้อม เผยอํานาจประหลาดอันร้ายแรง
มันคือปราณคําสาปจากเทพโบราณซึ่งแปรเปลี่ยนเป็นอสนีบาตสายฟ้าสีเลือดปกคลุมนครสาบสูญ และเมื่อ อํานาจเช่นนี้ถูกใช้ ชายร่างยักษ์ก็เปรียบประหนึ่งอวตารเจ้าครองนคร!
เปรี้ยง!! เพียงหนึ่งหวดฟาด ซูอี้ก็กระเด็นปลิว เลือดลมทั่วกายปั่นป่วนจนแทบกระอัก
คนผู้นี้ทรงพลังยิ่งกว่าเทพชั้นล่างในขอบเขตสรรสร้าง ทว่าไม่ใช่เพราะการฝึกฝนร้ายกาจกว่าเทพชั้นล่างเหล่านั้น แต่เป็นเพราะอํานาจเทพโบราณในมือเขาแข็งแกร่งเกินไป!
เปรี้ยง!
ท้องนภาสะท้านเลื่อนลั่น ชายร่างยักษ์ยกพลองสําริดขึ้นกระหนํ่าฟาดซูอี้เยี่ยงพายุคลั่ง สุญญะแหลกระเบิด ฟ้า ดินสั่นสะท้าน
ยามซูอี้ถูกกระหนํ่าโจมตีอย่างร้ายแรงกะทันหัน แม้จะใช้วิถีเต๋าทั่วกายเร่งอํานาจวัฏสงสารสุดกําลัง เขาก็ทําได้ เพียงปัดป้อง!
ตูม!!
ซูอี้ถูกฟาดกระเด็นไปอีกหน เส้นผมยาวปลิวไสวยุ่งเหยิง สภาพสะบักสะบอมอย่างยิ่ง “เจ้าอ่อนแอเกินไป หากขึ้นเป็นเทพ เจ้าอาจยังสู้ข้าไหว” ชายร่างยักษ์หัวเราะลั่นเยี่ยงสายฟ้าคํารณ เจ้าตัวพูดแล้วก็สาวเท้าเข้ามา พลองสําริดแปลบปลาบพลุ่งพล่านด้วยอสนีบาตสีเลือด
“เจ้าคิดมากไปแล้ว” ซูอี้กล่าวเสียงเย็น ตูม!
ดาบเคียงประชิดปรากฏขึ้นขนานนภา แปรความยาวเป็นสี่ฉื่อ เมื่อมันร่วงลงในมือซูอี้ คมดาบโบราณนี้พลัน โปรยปรายด้วยปราณดาบฮุ่นตุ้นเกินคณานับ
เมื่อซูอี้เหวี่ยงดาบ เคร้ง!!!
อสนีบาตสีเลือดกลางนภาแหลกสลาย พลองสําริดในมือชายร่างยักษ์ถูกดาบเคียงประชิดหยุดไว้อย่างง่ายดาย คมดาบไร้ใดเทียบนี้ทิ้งรอยไว้บนพลองสําริด! “สมบัติเทพแห่งยุคสมัย!?”
ชายร่างยักษ์ตกตะลึง “เจ้าโง่พอจะคิดว่าข้าไม่มีแม้แต่สมบัติสักชิ้นหรือไร?” ซูอี้กล่าวอย่างเฉยชา
ฉัวะ! เขายกดาบขึ้นและเริ่มโจมตีตอบโต้
ยามมหาสงครามบังเกิด ปราณดาบโปรยปรายทั่วฟ้าดิน สาดแสงฮุ่นตุ้นไร้ใดเทียบอันบรรจุเคล็ดวัฏสงสารไว้ ภายใน
ชายร่างยักษ์สัมผัสภัยคุกคามได้ชัดเจน การโจมตีของเจ้าตัวจึงทวีความดุเดือดรุนแรง พลองสําริดเหวี่ยงฟาด ทลายนภา สะบั้นสุญตาเยี่ยงเสาคํ้าสวรรค์
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
ชั่วขณะนั้น เสียงโลหะประชันสนั่นลั่นต่อเนื่องสะเทือนโสต ผลกระทบจากศึกพลุ่งพล่านดูจะพลิกฟ้าดินตาลปัตร
ไม่นานนัก ทั้งซูอี้และชายร่างยักษ์ต่างผละถอยจากกัน
ซูอี้ไร้บาดแผลใดๆ
ขณะที่ร่างสูงสิบจั้งของชายร่างยักษ์นั้นปรากฏแผลจากดาบชวนตะลึงขึ้นมากมาย แต่ละรอยมีอํานาจวัฏสงสาร ฉาบเคลือบอ้อยอิ่ง กัดกร่อนชายร่างยักษ์ไปเรื่อยๆ
สีหน้าของชายร่างยักษ์บิดเบี้ยวและกู่คํารามก้องพร้อมเข้าต่อสู้อีกครั้ง
ทว่ายามโบกพลองสําริด สมบัตินี้กลับระเบิดแหลกไปทีละน้อย
ปรากฏว่าในศึกอันดุเดือดเมื่อครู่ ดาบเคียงประชิดได้ทิ้งรอยแผลบนพลองสําริดไว้มากมาย และในที่สุดพลอง สําริดก็ไม่อาจทานทน แหลกสลายไป ณ ยามนี้จนได้
เหตุกะทันหันนี้ทําให้ชายร่างยักษ์ผงะตะลึง
ซูอี้ฟาดฟันดาบเข้าใส่ ตัวคนวูบไหวไปบนอากาศ
ฉัวะ!
ดาบของซูอี้ทะลวงร่างสิบจั้งของชายร่างยักษ์ ก่อนจะปรากฏตัวขึ้นเบื้องหลังชายร่างยักษ์สิบจั้ง
“เจ้า……” ชายร่างยักษ์มองลงไปยังรูมหึมาที่ปรากฏบนร่าง สีหน้าเปี่ยมความตกตะลึง ท่าทางเหมือนอยากกล่าว บางอย่าง ทว่าร่างของเขาก็ไม่อาจทานทนและร่วงหล่นลงจากท้องนภา
เปรี้ยง!
ดุจขุนเขาถล่มลงสู่ธรณี ฝุ่นควันตลบกระจายทั่วฟ้า
วานรน้อยรี่เข้าไปหาทันที
ขนของมันชี้ชัน ปราณฮุ่นตุ้นปกคลุมหนาแน่น ลวดลายวิถีลึกลับที่หว่างคิ้วของมันก็ปรือเปิดราวเนตรที่สามอ้า ออก
วูบ!
ลวดลายวิถีที่หว่างคิ้วของมันเปล่งแสงสีเทาออกมาปกคลุมร่างของชายร่างยักษ์ และแล้วร่างนั้นก็แปรเปลี่ยน เป็นกลุ่มแสงจิตวิญญาณอันดิ้นพล่านแล้วถูกสูบเข้าปากของวานรน้อยไปทันที
เขมือบสางเทพไปอีกหนึ่ง! ทว่าวานรน้อยก็ดูจะอิ่มจนอืดอย่างเห็นได้ชัด พุงของมันบวมเบ่ง เดินโซเซราวมึนเมา เลือดพลุ่งพล่านทั่วกาย
มันอ้าปากพะงาบราวอยากสํารอก แต่ก็ใช้อุ้งมือปิดปากตนไว้ ภาพอันน่าขันนี้ทําให้ซูอี้ยิ้มขําอยู่ชั่วขณะ กินไม่ไหวก็ยังจะฝืน
ซํ้ายังกินเทพ… ไปจริงๆ! ไกลออกไป อู่หลิงชงและสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานขําไม่ออก หัวใจของพวกเขาล้วนเปี่ยมความตะลึง นับแต่เข้ามาในนครสาบสูญจนยามนี้ ซูอี้ประหารสางเทพไปสามตน รวมถึงผู้นําวิญญาณร้าย ‘อวี่เฉียน’ ด้วย! ไม่ต่างจากการประหารเทพโดยแท้จริง และในนครสาบสูญนี้ สางเทพพวกนั้นน่าสะพรึงกลัวกว่าทวยเทพเสียอีก
ทว่าพวกเขาก็ยังพ่าย! อํานาจคําสาปจากเทพโบราณนั้นร้ายแรงมากจริงแท้ เพียงพอเป็นภัยต่อทวยเทพได้ ทว่าอํานาจในมือซูอี้กลับสามารถกําราบคําสาปเทพโบราณได้ คงกล่าวได้ว่าสรรพสิ่งล้วนมีสิ่งเหนือกว่า!
แน่นอน แก่นของมันอยู่ที่อํานาจต่อสู้ของซูอี้ท้าทายสวรรค์เกินไป หาไม่ ต่อให้เขาจะมีอํานาจสยบคําสาปเทพ โบราณในมือ ชายหนุ่มก็จะยังแพ้อยู่ดี
นอกจากซูอี้ วานรน้อยนั่นก็ผิดปกติเช่นกัน มันสามารถเขมือบเทพได้! ใครเล่าจะเคยเห็นวานรน้อยผู้กินเทพเป็นอาหารตราบชั่วกาลนานในธารนทีแห่งยุคสมัย? ยามศึกจบลงกะทันหัน ฟ้าดินจึงคืนสู่ความเงียบงัน
เรื่องเหลือเชื่อก็คือ แม้อํานาจทําลายล้างในศึกเมื่อครู่จะแสนร้ายกาจ ทว่าถนนสายยาวในม่านหมอกนี้กลับไร้ ผลกระทบใดๆ
อยู่รอดสมบูรณ์!
เรื่องนี้ผิดปกติมาก ทว่าซูอี้ก็สังเกตเห็นแล้วว่าทุกความเสียหายที่เกิดในนครสาบสูญจะฟื้นกลับมาสมบูรณ์อย่าง รวดเร็ว!
นครลึกลับอันปกคลุมด้วยคําสาปจากเทพโบราณแห่งนี้ให้บรรยากาศมิดับมิสลายเหมือนเช่นสางเทพ!
“ข้าเกือบจะบาดเจ็บ กระทั่งวิถีเต๋ายังถูกใช้ไปมาก แต่โชคดีที่มิได้ส่งผลใดๆ ต่อศึก”
ซูอี้ตรวจสอบสภาพตนและวิถีเต๋า ก่อนจะตัดสินใจลงมือต่อ
เมื่อกวาดตามอง จะพบม่านหมอกที่ปกคลุมบนถนนสายยาว โคมไฟซึ่งห้อยใต้ชายคาสิ่งปลูกสร้างสองข้างทาง เรืองประกายเหลืองเป็นหย่อมๆ อย่างเงียบเชียบ
สิ่งปลูกสร้างสองข้างทางล้วนปิดประตูหน้าต่างสนิท ไร้บานใดเผยอแง้ม
เพียงชําเลืองมองยามเดินผ่าน ก็พบว่าถนนสายนี้ช่างยาวยิ่ง ดูไร้ซึ่งจุดจบ
ซูอี้ถือมุกผดุงวิญญาณของเยี่ยชุนชิวไว้ในมือ สงบใจตนขณะก้าวเดินไปเบื้องหน้า
อู่หลิงชงและสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานตามเขาไปติดๆ
พวกเขาล้วนละอายแก่ใจ
เพราะตลอดทางผ่านมา แทนที่จะได้ช่วยสักหน่อย พวกเขากลับเหมือนเป็นตัวถ่วง ซึ่งทําให้ทั้งสองรู้สึกไม่ สบายใจ
แต่เมื่อพวกเขานึกขึ้นได้ว่าที่นี่คือนครสาบสูญ สถานที่ร้ายกาจที่แม้แต่เทพยังรอดไม่ได้ พวกเขาก็รู้สึกดีขึ้นมากใน ใจ
ส่วนซูอี้นั้น……
พวกเขาไม่กล้านําตนเองไปเทียบ!
แม้พวกเขาทั้งคู่จะเป็นตัวตนในขอบเขตมหาศาลเหมือนกัน แต่พวกเขาก็ไร้คุณสมบัติเทียบตนกับซูอี้!!
ยามบุคคลร่วมรุ่นทรงพลังจนเหลือเชื่อ ผู้คนก็ทําได้เพียงทอดถอนใจแต่ไม่อาจอิจฉาริษยาได้! ทันใดนั้น ซูอี้พลันชะงักแล้วกล่าวว่า “พวกเจ้าเห็นกันหรือไม่ว่าถนนสายยาวนี้เหมือนไร้จุดจบ ไม่ว่าเราจะเดิน
เนิ่นนานเพียงไรก็เหมือนวนอยู่กับที่” อู่หลิงชงและสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานต่างผงะไป ก่อนจะมีปฏิกิริยาอย่างรุนแรงโดยฉับพลัน จริงด้วย พวกเขาเข้ามาเดินบนถนนสายยาวในม่านหมอกนี้ครึ่งชั่วโมงแล้ว แม้จะไม่ได้เดินเร็ว แต่ก็มิได้ช้าแน่นอน แต่จนบัดนี้ ก็ยังมิถึงสุดถนนสายยาวนี้เสียที! แม้ยามทอดสายตาไปไกลบนสายถนน ยังมีความรู้สึกประหนึ่งห่างไกลเกินเอื้อมอีก “ถนนสายยาวในม่านหมอกนี้… เป็นวงกตหรือ?”
อู่หลิงชงอดกล่าวมิได้ “หากเป็นวงกต คงมองทะลุได้นานแล้วล่ะ”
ซูอี้ส่ายหัวน้อยๆ “ในความคิดข้า ถนนสายยาวนี้น่าจะเกิดขึ้นจากอํานาจคําสาปเทพโบราณเหมือนเช่นกฎบัญญัติ วิถีสวรรค์ที่นี่ และน่าจะใช้เพื่อควบคุมสางเทพบางตน ซึ่งเมื่อเราเข้ามา มันก็ไม่ต่างกับโยนตัวเองลงร่างแหเลย”
วจีมิทันสิ้น เสียงปรบมือสายหนึ่งพลันดังแว่วมาบนถนนสายยาว “ไม่ธรรมดาจริงๆ ที่ตรวจจับเรื่องนี้ได้รวดเร็วเพียงนี้! มิน่าเล่า เจ้าจึงสังหารอวี่เฉียน จื่อเจี้ยง และชิวหมานได้” พร้อมกันนั้น ร่างหนึ่งได้ปรากฏขึ้นจากในม่านหมอก
บทที่ 2,024 การปฏิเสธ
ม่านหมอกปกคลุมถนนสายยาวเป็นทิวไกล หนึ่งตัวตนเยื้องย่างทอดน่อง สวมอาภรณ์บัณฑิตขงจื๊อ ใบหน้าหล่อเหลา โพกผ้าสี่เหลี่ยมบนศีรษะ ในมือถือพัด
ขนนก ดูประหนึ่งบัณฑิตหนุ่มรูปงามแห่งหล้า ยามเขาปรากฏกาย โคมไฟใต้ชายคาสองข้างทางเอนไสว แสงเงาเหลืองสลัวเคลื่อนคล้อยเยี่ยงคลื่นกระเพื่อม ปราณของอีกฝ่ายราบเรียบเช่นผืนนที ไร้อํานาจใดๆ ให้ตรวจจับ ทว่าเมื่อเห็นคนผู้นั้นมาจากไกลๆ อู่หลิงชงและสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานต่างหนาวยะเยือกในใจอย่างเกินพรรณนา
รู้สึกไม่สบายใจกันโดยถ้วนหน้า
มันคือความรู้สึกอันตรายซึ่งกรีดร้องขึ้นโดยสัญชาตญาณ! ปลายนิ้วของซูอี้ลูบบนดาบเคียงประชิดอย่างแผ่วเบา ดวงตาลึกลํ้า บัณฑิตขงจื๊อรูปงามผู้นี้ทําให้เขาสัมผัสภัยคุกคามร้ายแรงได้ ไม่ธรรมดาเลย!
คนผู้นี้เป็นศัตรูอันตรายยิ่ง!
“การอยู่บนถนนสายยาวในม่านหมอกนี้ก็เหมือนถูกจองจําในกรง แต่ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อส่งพวกเจ้าทั้งสามสู่ความ ตายหรอก”
ไกลออกไป บัณฑิตรูปงามโบกพัดขนนกเบาๆ ขณะแย้มยิ้มเสวนา ดูแสนโดดเด่นสุขุม ซูอี้กล่าว “เช่นนั้น เจ้ามาทําอันใดที่นี่?”
บัณฑิตรูปงามแย้มยิ้มแล้วประสานมือกล่าว “ท่านยายมีคําสั่งเชิญเจ้าทั้งสามไปยังภูเขาเดือนม่วง ที่นั่นมีงานเลี้ยง ดําเนินอยู่ รอเพียงทั้งสามไปเข้าร่วมเท่านั้น”
ทุกคนล้วนประหลาดใจ
ซูอี้ครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า “ท่านยายที่เจ้าว่าคือใครหรือ?”
บัณฑิตรูปงามกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ท่านยายคือเจ้านครสาบสูญ เป็นเทพมาเนิ่นนานนับแต่ยุคสมัยที่เทพ โบราณทรงอํานาจ!”
วาจานั้นเปี่ยมความกริ่งเกรง
ซูอี้ถอนใจ กล่าวถามอีกครั้ง “ไฉนนางจึงเชิญเราไปร่วมงานเลี้ยงหรือ?”
บัณฑิตรูปงามแย้มยิ้มกล่าวขึ้น “ข้าเห็นแล้วว่าเจ้ามีความสับสนมากมายในใจ ไปพบท่านยายสิ แล้วความเคลือบ แคลงเหล่านั้นจะได้รับการคลี่คลายเอง”
ซูอี้ว่า “แล้วหากข้าปฏิเสธเล่า?”
บัณฑิตรูปงามรําพึง “ท่านยายไม่ได้เป็นฝ่ายเชิญชวนคนนอกมาร่วมงานเลี้ยงเนิ่นนานแล้ว นํ้าใจเช่นนี้หากเจ้ามิ ถนอมไว้ ข้าก็มีแต่ทําตัวลําบากขึ้นนะ”
ว่าแล้ว เจ้าตัวพลันยกพัดขนนกในมือขึ้นชี้โคมไฟใต้ชายคา “บนถนนสายยาวท่ามกลางม่านหมอกนี้ แขวนโคม ห้ามวิญญาณไว้ทั้งสิ้นร้อยสามสิบสามดวง แต่ละดวงคุมขังดวงวิญญาณผู้เร่ร่อนไว้หนึ่งคน”
“ในหมู่ผู้เร่ร่อนหลงทางเหล่านี้ มีเทพอยู่สิบสามตน ขณะที่ร้อยยี่สิบคนที่เหลือต่างก็เป็นวีรชนผู้กล้าในโลกหล้า และที่สําคัญสูงสุดคือพวกเขาล้วนเป็นที่โปรดปรานของท่านยายมาก่อน”
“ทว่าพวกเขานั้นดื้อด้านไม่เข้าท่า ไม่ยอมรับนํ้าใจท่านยาย ท้ายที่สุดจึงถูกคุมขังไว้ในโคมห้ามวิญญาณเหล่านี้ชั่ว นิรันดร์ สิ้นความเป็นตัวตนไปโดยสมบูรณ์”
บัณฑิตรูปงามถอนหายใจ “ข้ามิอยากให้พวกเจ้าทั้งสามเดินซํ้ารอยความผิดนี้ หวังว่าท่านจะคิดให้ดี”
อู่หลิงชงและสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานสูดหายใจเฮือก
ยามนี้เอง พวกเขาจึงเข้าใจว่าโคมไฟข้างทางบนถนนสายยาวท่ามกลางม่านหมอกยังซ่อนปริศนาเช่นนี้ไว้!
ซํ้ายังมีกระทั่งเทพถึงสิบสามผู้ซึ่งถูกกักขังไว้ภายใน!
ทว่าซูอี้หาประหลาดใจไม่ แต่กลับกล่าวขึ้นอย่างสนใจ “หมายความว่าตลอดกาลนานมา ผู้รับนํ้าใจท่านยายนั่นก็ กลายเป็นข้ารับใช้ของนางเช่นเจ้าหรือ?”
บัณฑิตรูปงามแย้มยิ้มกล่าวขึ้น “กล่าวเช่นนั้นก็ได้”
ซูอี้กล่าวกับตนเอง “มิน่าเล่า ที่แท้ผู้ไม่คิดเป็นสุนัขรับใช้ต่างล้วนถูกขังอยู่นี่เอง” รอยยิ้มบนใบหน้าบัณฑิตรูปงามชะงัก เขาหรือจะฟังไม่ออกว่าซูอี้กําลังเหน็บแนมกันซึ่งหน้า?
ซูอี้กล่าวขึ้นโดยไม่รออีกฝ่ายปริปาก “เช่นนี้เป็นไร ข้าจะตั้งเงื่อนไขสองข้อ ขอเพียงรับปากข้า ข้าจะไปร่วมงาน เลี้ยง”
บัณฑิตรูปงามกล่าว “ท่านโปรดว่ามา”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาเลือนหายไปแล้ว “ข้ามาที่นี่เพื่อพบสหายเก่า และเท่าที่ข้ารู้ พวกเขาต้องเป็นผู้ไม่ยินยอมเป็นลิ่วล้อให้ผู้ใดเป็นแน่” เมื่อซูอี้กล่าวถึงตรงนี้ สีหน้าของบัณฑิตรูปงามพลันดําคลํ้า แต่ท้ายที่สุดก็สะกดกลั้นไว้
ซูอี้จึงกล่าวต่อเหมือนไม่รู้สึกรู้สา “ขอเพียงพวกเจ้าปล่อยพวกเขาไป ข้าจะไปพบท่านยายที่ว่านั่นทันที” “ท่านขานนามพวกเขาออกมาเถิด”
บัณฑิตรูปงามกล่าว ซูอี้ว่า “เยี่ยชุนชิว เซียวหรูอี้ ซูฝูซื่อ อ้อใช่ หลีหย่งอันอีกคน” หัวใจของสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานตกตะลึง ใบหน้าของนางเผยความตื้นตันซาบซึ้ง หลีหย่งอันเป็นบิดาของนาง! คิ้วของบัณฑิตรูปงามขมวดมุ่น ตกสู่ความนิ่งงันเงียบไป
ครู่ต่อมา เขาก็พลันแย้มยิ้มกล่าวขึ้น “ท่านยายทราบคําขอของสหายเต๋าแล้ว และเมื่อสหายเต๋าไปร่วมงานเลี้ยงที่ ภูเขาเดือนม่วง ก็จะได้พบคนเหล่านี้เอง”
ซูอี้จับจ้องบัณฑิตรูปงามอย่างลึกลํ้า และกล่าวว่า “เจ้าจะพูดจริงหรือไม่ไม่สําคัญ เรื่องสําคัญคือข้าบอกไปแล้ว ปล่อยพวกเขาไป แล้วข้าจึงไปร่วมงานเลี้ยง”
รอยยิ้มบนใบหน้าบัณฑิตรูปงามเลือนหาย การวางตัวของซูอี้ทําให้เขาไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
ซูอี้กล่าว “กระทําการใดต้องไม่เกินสาม ข้าพูดสองหนแล้ว หากยังไม่อาจตัดสินใจได้ ก็ให้ท่านยายเจ้าตัดสิน แทน”
สีหน้าของบัณฑิตรูปงามพลันดําทะมึนโดยสมบูรณ์ ขณะที่เขากําลังจะกล่าวบางอย่างนั้นเอง เสียงสตรีอันเฉยชาเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเยียบเย็น
“เจ้าหนู ได้คืบอย่าเอาศอก เจ้าจะตายเสียเปล่าๆ ในเมื่อเจ้าตั้งเงื่อนไขมาเช่นนั้น ข้าก็จะประกาศจุดยืนออกมาให้ ชัดเช่นกัน”
วจีนั้นกังวานทั่วฟ้าดิน มิอาจบอกได้ว่ามาจากหนใด ทว่าอํานาจในวจีนั้นน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง กระทั่งเผยความรู้สึกกดดันชวนผงะตะลึงออกมา “ว่ามา”
ซูอี้กล่าวเบาๆ
“หากเจ้ายอมจํานน ข้าผู้นี้จะมอบโอกาสบรรลุเทพ ปล่อยเจ้ารอดจนเป็นเทพให้! ไม่ให้ต้องคําสาปจนเร่ร่อนเดียว ดายอีก”
เสียงสตรีผู้นั้นดังกังวาน ถ้อยคําของนางทําให้บัณฑิตรูปงามตื่นตะลึง เผยแววตานิ่งอึ้งออกมายากเกินสะกด เขาคงไม่คาดเลยว่าท่านยายผู้เป็นเจ้านครแห่งนี้จะมอบเงื่อนไขอันแสนใจกว้างเช่นนี้ออกมาแก่ซูอี้! “หากเจ้าปฏิเสธ เจ้าและผู้คนรายล้อมเจ้าจะต้องตาย!” “ทว่าไม่ต้องรีบตอบก็ได้ เมื่อพบเยี่ยชุนชิว บางทีเจ้าอาจตัดสินใจดีๆ ได้เอง”
เสียงของสตรีผู้นั้นหายไป
และความรู้สึกกดดันนั้นก็หายไปด้วยทันที พร้อมกันนั้น ร่างหนึ่งพลันเดินออกมาจากในม่านหมอกบนถนนไกลออกไป เขาเป็นนักพรตผู้ดูเยาว์วัย ขมวดผมเป็นมวยบนศีรษะ สวมชุดคลุมนักพรตสีเข้ม ร่างสูงใหญ่ เมื่อเห็นคนผู้นี้ ซูอี้ก็อดผงะไปมิได้
อีกฝ่ายก็คือเยี่ยชุนชิว แต่นี่คือเยี่ยชุนชิวยามยังหนุ่ม!
ในความทรงจําของหวังเย่ เยี่ยชุนชิวนั้นแก่หงําเหงือก ผมเผ้ารุงรัง รูปลักษณ์บรรยากาศแตกต่างจากยามเยาว์ เป็นไหนๆ
เรื่องสําคัญที่สุดคือเยี่ยชุนชิวผู้มาหาเขา ณ ยามนี้ไม่เพียงอ่อนวัยลง กระทั่งปราณรอบกายยังแตกต่างจากกาล ก่อนโดยสิ้นเชิง และแปรเปลี่ยนทรงพลังขึ้นอย่างยิ่ง!
“พี่เยี่ย ที่นี่ฝากเจ้าจัดการต่อด้วย” บัณฑิตรูปงามก้าวเข้าไปคํานับเยี่ยชุนชิว เยี่ยชุนชิวโบกมือ “ไปเถอะ” บัณฑิตรูปงามพยักหน้าแล้วหันหลังจากไป ซูอี้ไม่ได้หยุดเขา เขามองเยี่ยชุนชิว ไร้วจีเอื้อนเอ่ย สหายรักของเขาดูเหมือน… จะมิแย่เช่นที่คิด!
เยี่ยชุนชิวเองก็จ้องมองซูอี้ ในสายตาเขา ซูอี้และหวังเย่นั้นมีรูปลักษณ์และบรรยากาศแตกต่าง จึงรู้แก่ใจแล้วว่าเกิดอันใดขึ้น “ไปหาที่คุยกันเถอะ”
เยี่ยชุนชิวแย้มยิ้ม เป็นรอยยิ้มจากใจอันปนเปด้วยปรีดา โล่งใจ และตื่นเต้นที่ได้หวนพานพบหลังห่างหายเนิ่นนานอย่างเกินบรรยาย “ที่นี่ก็ได้”
ซูอี้กล่าวขณะนําสุราไหหนึ่งส่งให้เยี่ยชุนชิว จากนั้นก็นําเก้าอี้หวายออกมานั่ง
เยี่ยชุนชิวนิ่งไปก่อนจะรําพึงว่า “เจ้าแตกต่างจากกาลก่อน ข้าเองก็ใช้ชีวิตที่สอง หากพบกันโดยบังเอิญ เกรงว่า คงไร้ผู้ใดมองกันออก”
ว่าแล้วเขาก็ยกไหสุราขึ้นกระดกดื่ม นั่งลงบนบันไดศิลาใต้ชายคาใกล้เคียง เหยียดกายสบายใจ
โดยไม่ห่างไปนัก อู่หลิงชงและสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานมองหน้ากัน ทั้งคู่ล้วนรู้สึกราวกับเห็นบางสิ่งอันแสนเกิน จริง
ที่นี่คือนครสาบสูญ ถนนสายยาวท่ามกลางม่านหมอกนี้เป็นสถานที่อันตรายน่าสะพรึงกลัว ไม่อาจทราบได้ว่าทั้ง ที่ลับที่แจ้งมีสางเทพจับจ้องสนใจมากเพียงไร
นี่คือแหล่งซุ่มโจมตีทุกทิศทางชั้นเลิศโดยแท้ โอกาสสังหารเกิดขึ้นได้ทุกกาลเวลา แต่ทั้งซูอี้และเยี่ยชุนชิวต่างก็มิให้ความสนใจเรื่องนี้นัก หนึ่งคนนั่งบนเก้าอี้หวาย หนึ่งคนเหยียดกายบนบันไดศิลา รํ่าสุราเสสรวลเยี่ยงสหายเก่าหวนพานพบ!
ดูผิดที่ผิดทางยิ่งนักโดยไร้กังขา ท่าที่ทั้งสองผ่อนคลายยิ่ง
“ไม่กี่ปีก่อนข้ากลับไปยังแดนเซียน และก่อนมายังธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย ข้าก็เปลื้องความแค้นเก่าก่อนไป ได้บ้างแล้ว”
ซูอี้กล่าวเบาๆ “น่าเสียดายที่ยามนั้นพวกเจ้าไม่ได้อยู่ดูด้วย” เยี่ยชุนชิวยิ้มขื่น “ยามนั้นเกิดเหตุเกินคาดฝันมากมายเกินไป สามวันสามคืนเสวนามิสิ้นหรอก” “งั้นก็อย่าพูดเลย”
ซูอี้แย้มยิ้ม “ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ดีใจแล้วที่ได้เห็นว่าเจ้าเฒ่าจมูกวัวยังมีชีวิตอยู่” “ข้าก็เช่นกัน” เยี่ยชุนชิวแย้มยิ้มตบหน้าตัก “ตลอดกาลผ่านมา ข้าไม่เคยปรีดาได้เท่าวันนี้เลย!” ทั้งสองยกไหสุราในมือขึ้นกระดกดื่ม
“แล้วเซียวหรูอี้กับซูฝูซื่อเล่า?” ซูอี้ถามอย่างสงสัย
เยี่ยชุนชิวฟังแล้วก็เงียบไป ครู่ต่อมาจึงกล่าวว่า “ตายไปแล้ว”
ซูอี้ผู้เพิ่งจรดไหสุราแตะปากบนเก้าอี้หวายอดตกใจมิได้ จากนั้นจึงค่อยๆ ลดไหสุราในมือลงถาม “พวกเขาตาย เช่นไร?”
สีหน้าของเยี่ยชุนชิวปรากฏความสะเทือนใจเล็กน้อย “กาลก่อน เราเข้ามาในนครสาบสูญด้วยกันเพื่อค้นหา โอกาสบรรลุเทพ แต่หลังจากเข้ามาได้ เราก็พบว่าที่นี่อันตรายเกินไป!”
เขาถอนหายใจยาว “ติดอยู่ในนคร ไร้ทางหลบเลี่ยง เราผ่านสุสานมาตลอดทางจนมาถึงถนนสายยาวในม่าน หมอกนี้ ก่อนจะพบสางเทพผู้หนึ่งเข้า”
“ยามนั้น เราก็เผชิญสถานการณ์เดียวกับเจ้าในวันนี้นี่แหละ…”
ว่าแล้วซูอี้ก็พลันกล่าวขึ้น “เฒ่าเยี่ย ไม่ต้องพูดลงรายละเอียดมากนักหรอก สรุปผลมาก็พอ”
เยี่ยชุนชิวพยักหน้ากล่าว “เซียวหรูอี้และซูฝูซื่อล้วนตกตายที่ทางเข้าถนนสายยาวในม่านหมอกด้วยฝีมือสางเทพ นาม ‘อวี๋หมิง’ ……”
ซูอี้ว่า “แล้วเจ้าเลือกจํานนหรือ?”
เยี่ยชุนชิวถอนใจด้วยสีหน้าซับซ้อน “ใช่ หากข้าตายไป ใครเล่าจะล้างแค้นให้พวกเขาทั้งสอง?”
ซูอี้จิบสุราเงียบๆ และกล่าวว่า “แล้วเจ้าได้ล้างแค้นหรือยัง?”
“เรียบร้อย”
เยี่ยชุนชิวกล่าว “ข้าจับคนผู้นั้นไปยังทางเข้าถนนสายยาวในม่านหมอกและฆ่าเขาด้วยตนเองในจุดที่พวกเซียวหรู อี้ตาย!”
เขาถอนใจอีกครั้ง “น่าเสียดาย ข้าไม่อาจช่วยชีวิตเซียวหรูอี้และซูฝูซื่อได้ และทุกครั้งที่นึกถึงเหตุนี้ ข้าก็ยังโศก เศร้ามิหาย”
ซูอี้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรําพึงเบาๆ “ข้ารู้แล้วว่าเจ้าเป็นที่ชื่นชอบจากท่านยายนั่นนัก”
เยี่ยชุนชิวสะดุ้ง มือซึ่งถือไหสุราอยู่ชะงักกับที่
บรรยากาศ ณ ขณะนี้พลันเงียบงันวังเวงลง