บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2025 มาพบพานแล้วทั้งที ไฉนจึงต้องจาก
บทที่ 2025 มาพบพานแล้วทั้งที ไฉนจึงต้องจาก
กาลก่อน เยี่ยชุนชิวเลือกจํานน เขาจึงกลายเป็นผู้ใต้บัญชาของท่านยายผู้นั้น
และการที่เขาสามารถสังหารสางเทพล้างแค้นให้เซียวหรูอี้กับซูฝูซื่อได้ ก็พิสูจน์เหตุสองประการ
หนึ่งคือ หลังยอมสยบแก่ท่านยายผู้นั้น ความแข็งแกร่งของเขาก็พัฒนาอย่างน่าอัศจรรย์จนสามารถประหารสาง เทพได้
สองคือ ท่านยายผู้นั้นให้ค่าเยี่ยชุนชิวไว้สูงยิ่ง!
เพราะถึงอย่างไร ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นสางเทพในนครสาบสูญ เขาก็ต้องเป็นผู้ใต้บัญชาท่านยายผู้นั้นด้วยเช่นกัน การที่เยี่ยชุนชิวฆ่าสางเทพโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่กลับลอยนวลได้นั้นจึงแสดงให้เห็นว่าท่านยายให้ค่าสําคัญเขามาก เพียงไร
ซูอี้แน่ใจว่าหากท่านยายนั่นคิดห้ามเยี่ยชุนชิวไม่ให้ล้างแค้นในนครสาบสูญ นางก็สามารถทําได้อย่างง่ายดาย
ทว่าท่านยายกลับไม่ทํา
จึงเห็นได้ว่าในใจนาง มูลค่าของเยี่ยชุนชิวสูงกว่าสางเทพผู้นั้นเป็นไหนๆ
นี่คือเหตุที่ซูอี้รําพึงออกมา
“เฒ่าหวัง เจ้าโทษข้าอยู่หรือ?”
เยี่ยชุนชิวยิ้มขื่น
ซูอี้ส่ายหน้า “ไม่หรอก จากสันดานเจ้า หากไม่ใช่เพราะคิดล้างแค้นให้เซียวหรูอี้กับซูฝูซื่อ เจ้าคงยอมตายดีกว่า ยอมทนก้มหัว”
เยี่ยชุนชิวยกไหสุราขึ้นจิบและกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้ายังคงรู้จักข้าดีเช่นเคย วาจาเช่นนี้ ข้าพูดได้กับแค่เจ้า เท่านั้น”
เช่นนี้เองจึงเรียกว่าเปิดอกเปิดใจ
เข้าใจอุปนิสัยกันเป็นอย่างดี ไม่ต้องอธิบายมากก็เข้าใจสถานการณ์
ทว่าซูอี้นั้นไม่แน่ใจว่าผลจากการติดในนครสาบสูญมาเนิ่นนาน เยี่ยชุนชิวจะเปลี่ยนไปหรือไม่
เขาจึงกล่าวเข้าประเด็น “เจ้ามาที่นี่เพื่อตอบแทนบุญคุณท่านยาย เกลี้ยกล่อมข้าให้จํานน หรือแค่มาเพื่อระลึก ความหลังกันเล่า?”
เยี่ยชุนชิวแย้มยิ้ม
ทว่ารอยยิ้มนั้นแฝงด้วยความเศร้าหมอง กระซิบออกมาว่า “เฒ่าหวัง เจ้ามิใช่คนเดิมเช่นกาลก่อนแล้วจริงๆ”
เขาลุกขึ้นจากบันไดศิลา ผ่อนหายใจยาวและกล่าวว่า “หากเป็นเจ้าเมื่อกาลก่อน คงไม่มีทางถามไร้สาระเช่นนี้”
ซูอี้นิ่งไปก่อนจะเงียบกริบสิ้นวจี
ว่ากันตามตรง ชายหนุ่มเวียนวัฏฝึกฝนใหม่มาหลายหน ซึ่งหวังเย่ก็เป็นเพียงหนึ่งในชาติภพเหล่านั้น ดังนั้นเขาจึง แตกต่างจากหวังเย่ที่เยี่ยชุนชิวรู้จักอยู่นิดหน่อยจริงๆ
แต่เพราะว่าเขามีประสบการณ์ชีวิตอันสมบูรณ์ของหวังเย่ ซูอี้จึงตระหนักทันทีว่าวาจาของตนทําร้ายจิตใจเยี่ยชุน ชิว!
ขออภัย?
เหลวไหลเกินไป นั่นไม่ใช่วิสัยของหวังเย่
ซูอี้ลุกจากเก้าอี้หวาย นําสุราอีกไหโยนให้เยี่ยชุนชิว “เจ้าจะทําอันใด?”
เยี่ยชุนชิวเชิดหน้าดื่มสุราหมดไหก่อนจะก่นด่ายิ้มๆ “ยังจะถามอีก นี่คิดจะกวนให้ข้าโกรธจนตายหรือ?”
เพล้ง!
เขาทิ้งไหสุราลงพื้นและเรอออกมาอย่างพึงพอใจ “อันที่จริง ข้ารู้แต่แรกแล้วว่าใครคือผู้ฆ่าเซียวหรูอี้กับซูฝูซื่อ และตลอดกาลนานมา ข้าก็เก็บความแค้นนี้ลึกๆ ในใจ รอระเบิดออกในสักวัน ณ ภายหน้ามาตลอด”
เขาหันไปยิ้มเจื่อนๆ ให้ซูอี้ “แต่ไม่คาดเลยว่ายามข้ายังมิทันสั่งสมอํานาจเพียงพอ เจ้าจะปรี่มาเสียก่อน แน่นอน ข้าก็ทําได้เพียงต้องสะสางกันตรงๆ!”
ท้ายที่สุด นํ้าเสียงของเขาก็เจือความหมายมาด
ซูอี้แย้มยิ้ม
แน่นอน ตัวการก็คือท่านยาย! สางเทพผู้สังหารเซียวหรูอี้และซูฝูซื่อก่อนหน้านี้เป็นเพียงผู้ใต้บัญชาคนหนึ่งของท่านยายนั่น! ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เยี่ยชุนชิวนั้นเลือกจํานน ทว่าแท้จริงอดกลั้นลอบสั่งสมอํานาจ รอเวลาหาโอกาสสังหารท่าน
ยายผู้นั้นอยู่ และเพราะชายหนุ่มบุกเข้ามาในนครสาบสูญ เยี่ยชุนชิวจึงถูกเปิดโปงก่อนกาล และจึงตัดสินใจแตกหักในยามนี้! นั่นหมายความว่า……เยี่ยชุนชิวไม่ได้เปลี่ยนแปลง!
สิ่งนี้ล้างความเคลือบแคลงกังวลทั้งหมดไปจากใจซูอี้ เขารู้สึกละอายน้อยๆ ในใจ วาจาก่อนหน้านี้ของตนทําร้ายจิตใจเยี่ยชุนชิวมากไปจริงๆ “ข้ากะแล้วเชียว ไม่ว่าเจ้าจะทําตัวดีเพียงไร เจ้าก็ไม่ยอมให้ข้าใช้งานจริงๆ หรอก”
เสียงสตรีเยียบเย็นดังขึ้น แล้วความรู้สึกกดดันร้ายแรงก็พลันปรากฏบนถนนสายยาวท่ามกลางม่านหมอกอีกครั้ง
เยี่ยชุนชิวรําพึง “ก่อนหน้านี้ที่เจ้าขอให้ข้ามาเกลี้ยกล่อมเฒ่าหวัง ไม่ใช่เจ้าอยากฉวยโอกาสนี้ทดสอบความภักดี ของข้าอยู่แล้วหรือ? พอใจกับผลลัพธ์หรือยังล่ะ?”
“เจ้ารู้ราคาของการทรยศข้าหรือไม่?”
เสียงสตรีผู้นั้นดังอีกหน เยี่ยชุนชิวหัวเราะร่า “อย่างมากก็แค่ตาย มีอันใดให้กลัว!” “ไม่เลย การอยู่อย่างแย่กว่าตายต่างหากที่เป็นบททัณฑ์ต่อทรชนที่ดีที่สุด”
เสียงสตรีผู้นั้นเฉยชา “ข้าผู้นี้ไม่เพียงทําให้เจ้าอยู่รอด เถลิงเจ้าเป็นเทพได้ แต่ยังสามารถทําให้เจ้าอยู่ก็มิได้ ตายก็ มิสมหวังเช่นกัน!”
เยี่ยชุนชิวแย้มยิ้ม ชี้ซูอี้กล่าวว่า “หากข้าต้องอยู่อย่างแย่กว่าตายจริงๆ เฒ่าหวังนี่จะเป็นคนแรกที่จะให้ข้าตาย อย่างผ่าเผยแน่นอน!”
ซูอี้ส่ายหัว “มีข้าอยู่ ผู้ใดก็ฆ่าเจ้ามิได้” เสียงสตรีนั้นพลันเสสรวล “งั้นข้าผู้นี้ก็จะรอดูว่าพวกเจ้าจะรอดได้นานเพียงไร” วจีนั้นเย็นเยียบเสียดกระดูก ก่อนจะสิ้นสูญหายไป
ลึกเข้าไปในถนนสายยาวท่ามกลางม่านหมอก บัณฑิตรูปงามพลันสาวเท้าออกมา “พี่เยี่ย ไฉนต้องทําเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ด้วย?” บัณฑิตรูปงามโบกพัดขนนกเบาๆ ด้วยสีหน้าเจือความเสียดาย
“แม้ข้าจะกลายเป็นสางเทพ ความกล้าของข้าก็ไม่เสื่อมสลาย เจ้าเล่า ติดอยู่ในนครสาบสูญเสียเนิ่นนาน ยังคิด เต็มใจติดอยู่ที่นี่ตลอดกาลหรือไร?”
เยี่ยชุนชิวโบกแขนเสื้อ ดาบวิถีเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในมือ เมื่อเผชิญหน้าบัณฑิตรูปงาม สีหน้าของเจ้าตัวพลันแปรเปลี่ยนอย่างหายาก
“อํานาจของธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยกําลังค่อยๆ เหือดหาย จากการอนุมานของท่านยาย อีกไม่กี่ปี คําสาป เทพโบราณในนครสาบสูญก็จะไม่อาจจองจําเราได้อีก ถึงยามนั้น จะท่องโลกหล้ากว้างใหญ่หนใดมิได้บ้าง?”
บัณฑิตรูปงามกล่าว “แม้จะบุกไปยังโลกแห่งเทพกับท่านยายยังไม่ยากเลย! น่าเสียดายนะพี่เยี่ย เจ้าเลือกทรยศ เสียก่อน”
เขาส่ายหน้า วาจาแสนเสียดาย “ข้าไม่เคยมองนางเป็นนาย ไฉนเลยจะกล่าวได้ว่าทรยศ?” เยี่ยชุนชิวกล่าว “เอาล่ะ พอแล้ว ไม่ต้องพูดพรํ่ามากความ ลงมือเลย!”
เพียงหนึ่งโบกดาบวิถีในมือ ปราณทั่วร่างของเขาพลันดุดันยิ่งใหญ่เยี่ยงเทพดาบไร้เทียมทาน จิตสังหารพลุ่งพล่าน สะท้านฟ้าดิน
“เฒ่าหวัง เจ้าพาคนกลับทางเดิมไปก่อน!” ดวงตาของเยี่ยชุนชิววาวโรจน์เยี่ยงอัสนี กล่าวขึ้นอย่างเฉียบขาด “ข้าจะตามหลังไป!”
ซูอี้กล่าว “มาพบพานแล้วทั้งที ไฉนจึงต้องจากด้วย?” เยี่ยชุนชิวผงะไป
ซูอี้ก้าวเข้ามาตบบ่าเยี่ยชุนชิว “ฆ่าท่านยายนั่นแล้วค่อยไปก็ไม่สาย ช่วยข้าดูแลพวกเขาสองคนก็พอ” “ฮ่าๆ”
บัณฑิตรูปงามเสสรวล “ช่างกล้าจริงๆ!” เยี่ยชุนชิวกล่าวอย่างจนใจ “กระทั่งเรื่องตายเจ้ายังจะแย่งจากข้าหรือ? หรือเจ้าคิดจะตายไปกับข้ากัน?” วาจานี้ดูเหมือนพรํ่าบ่น แต่ก็เห็นได้ว่าในใจเยี่ยชุนชิวมีหวังรอดชีวิตน้อยนัก เขาพร้อมสู้จนตัวตายอยู่แล้ว!
ซูอี้กล่าวอย่างฉุนเฉียว “แค่ฆ่าตัวตนกเฬวรากพวกนี้ ยามใดกันที่ข้าต้องทําเป็นห้าวหาญ?”
เขาคว้าตัวเยี่ยชุนชิวโยนไปหาอู่หลิงชงและสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สาน “ยามข้ารับไม่ไหว เจ้าค่อยลงมือ ก่อนหน้า นั้นจงมองเฉยๆ ไปเสีย”
มุมปากเยี่ยชุนชิวกระตุก เจ้านี่กล้าถือสางเทพเป็นพวกกเฬวรากหรือ? เฮอะ!
ยังคงโอหังเช่นกาลก่อนจริงแท้! จะรอดูว่าเจ้าจะทําเช่นไรได้!
ไกลออกไป บัณฑิตรูปงามเฝ้ามองอยู่เฉยๆ ไม่ได้อาจหาญ ร้อนใจหรือเร่งรีบ
เมื่อเห็นซูอี้และเยี่ยชุนชิวเกี่ยงกันตาย เขารู้สึกขบขันนักและกล่าวว่า “พี่เยี่ยไม่ต้องห่วงหรอก ถึงปล่อยเฒ่าหวังนี่ ไป ข้าก็ปราบเจ้าเอง แล้วให้ท่านยายมาจัดการที่เหลือก็ได้”
ว่าแล้วเจ้าตัวพลันโบกพัดขนนกในมือ เปรี้ยง!
บนเส้นทางสายยาวในม่านหมอก สายหมอกพลุ่งพล่าน โคมไฟใต้ชายคาสองข้างถนนสั่นสะท้านรุนแรง
จากนั้น เงาร่างผู้คนก็พากันพุ่งออกจากโคมไฟ
รวมทั้งสิ้นร้อยสามสิบสามคน
ในจํานวนนั้นรวมสางเทพอยู่สิบสามตน!
ทุกคนล้วนพลุ่งพล่านด้วยปราณชั่วร้ายกระหายเลือดอันประหลาดรุนแรง บรรยากาศดุร้ายรอบกายก็เพียงพอให้ ฟ้าดินสิ้นรัศมี สุญตากระเพื่อมสั่นได้
คลื่นจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวกระจายตัวบ้าคลั่ง
“ตลอดกาลนานมา ทวยเทพยังไม่อาจหนีพ้นถนนสายยาวในม่านหมอกนี้ได้เลย เห็นหรือไม่ นี่คือผู้เร่ร่อนร้อย สามสิบสามคน แม้จะสิ้นความทรงจําไม่เหลือตัวตนมาเนิ่นนาน ทว่าความแข็งแกร่งของพวกเขาก็หายิ่งหย่อนกว่ายามมี ชีวิตไม่”
“เฒ่าหวัง หากเจ้ารอดมาได้ ข้าจะนับถือเจ้าเลยจริงๆ!”
บัณฑิตรูปงามเสสรวลลั่น ก่อนจะหันหลังหายลับไป
ตูม!!
‘ผู้เร่ร่อน’ อันร้ายกาจทั้งร้อยสามสิบสามล้วนลงมือโจมตีซูอี้ในพลัน
สางเทพทั้งสิบสามนําอยู่หน้าสุด บ้างควบคุมมังกรอสรพิษสีเลือด บ้างสะท้อนรัศมีนับพันล้าน บ้างถือบรรพต ลําธารในมือ บ้างระเบิดแสงดาบเจิดจรัส
อํานาจดุดันน่าสะพรึงกลัวก่อบังเกิดเยี่ยงทวยเทพประชันศึก สะท้านทั่วแดนดิน ถนนสายยาวในม่านหมอกล้วน ปกคลุมด้วยปราณทําลายล้างเยี่ยงวันวิปโยค
ไกลออกไป อู่หลิงชงและสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานล้วนแทบหยุดหายใจ
เยี่ยชุนชิวโบกแขนเสื้อ ม่านดาบสีเลือดแดงฉานก่อตัวขึ้นขวางตรงหน้าพวกเขา และพร้อมกันนั้น เขาก็ปลอบคน ทั้งสอง “อย่ากลัวไป อย่างมากก็แค่ตาย หากเฒ่าหวังรับไม่ไหว ก็ยังมีข้าอยู่อีกคน!”
ตูม!
ไกลออกไป ฟ้าดินปั่นป่วนเลื่อนลั่น
ยามนี้ ซูอี้เองก็ลงมือ
โลกหล้าวัฏสงสารอันมืดมนลึกลับสะท้อนขึ้นจากร่างสูงใหญ่ของเขาลงบนพื้น ยิ่งใหญ่ราวหุบเหว
และเมื่อวจีดาบเคียงประชิดขับขาน ซูอี้พลันทะยานออกไปกวัดแกว่งดาบฟาดฟัน
หนึ่งดาบแกว่งไกว สุญตาดูประหนึ่งระเบิดแหลก ทะเลทุกข์อันไพศาลไร้ขอบเขตปกคลุมทั่วนภา กระหนํ่าหลาก ลงมาใส่
ภาวะดาบวัฏสงสาร……ทะเลทุกข์อับปาง!
การโจมตีประสานของสิบสามสางเทพถูกต้านไว้โดยเฉียบพลัน และพวกเขาก็ถูกเกลียวคลื่นไร้สิ้นสุดอันน่าสะพรึง กลัวกวาดเข้าใส่ อํานาจการจมจากทะเลทุกข์เปรียบดั่งหัตถ์ใหญ่ล่องหน ลากพวกเขาจมสู่ส่วนลึกแห่งทะเลทุกข์ชั่วนิรัน ดร์!
เปรี้ยง!
เสียงระเบิดสนั่นหล้าเลื่อนลั่น
สางเทพทั้งสิบสามดิ้นรนต่อสู้สุดกําลัง
ทว่าร่างของผู้เร่ร่อนอีกร้อยกว่าคนนั้นล้วนถูกกวาดไปในทะเลทุกข์ไร้ประมาณเยี่ยงจอกแหนจมสมุทร
เพียงพริบตา ผู้เร่ร่อนหลายสิบคนก็จมหาย สีหน้าของแต่ละคนล้วนเปี่ยมความสะพรึงกลัวจนปัญญา จากนั้นร่าง ของพวกเขาก็กลายเป็นควันสีเขียว หายไปในทะเลทุกข์!
ครืน!
ทะเลทุกข์เชี่ยวกราก สาดซัดทะยานนภา ผู้ใดพบเห็นล้วนอดรู้สึกว่าตนช่างเล็กจ้อยมิได้ และอํานาจวัฏสงสาร ภายในนั้นก็ยิ่งร้ายแรงไปกว่ากัน มันมีอํานาจสยบเหนือผีสาง และยังเป็นภัยถึงตายสําหรับผู้เร่ร่อนทั้งหลาย
ไกลออกไป เยี่ยชุนชิวอดเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจมิได้
เฒ่าหวังนี่ทรงพลังกว่าอดีตชาติมากนัก!