บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2026 วิหคเทพชงหมิง
บทที่ 2026 วิหคเทพชงหมิง
พวกเขาไม่เหมือนกับวิญญาณร้ายซึ่งกระจัดกระจายอยู่ตามจุดอื่นๆ ทั่วนครสาบสูญ
‘ผู้เร่ร่อน’ ผู้ถูกสะกดไว้บนถนนสายยาวกลางม่านหมอกนี้ถูกอํานาจคําสาปกัดกร่อนจิตวิญญาณ จนกลายเป็น ส่วนหนึ่งของถนนสายยาวนี้ไปแล้ว
ความแข็งแกร่งของพวกเขาจึงสูงส่งอย่างไม่ต้องสงสัย
ทว่าเรื่องที่น่ากลัวที่สุดของมันคือ ต่อให้ถูกทําลายไป พวกเขาก็จะฟื้นตัวขึ้นมาได้ในชั่วพริบตา
ต่อสู้ได้อย่างไร้สิ้นสุด!
เว้นเพียง…ถนนสายยาวกลางม่านหมอกนี้จะถูกทําลาย!
ทว่าถนนสายยาวกลางม่านหมอกนี้เป็นส่วนหนึ่งของนครสาบสูญ มันถูกสร้างขึ้นโดยคําสาปเทพโบราณ และยัง ไม่เคยถูกทําลายได้มาก่อน
ทั้งหมดนี้หมายความว่า ขอเพียงเข้ามาในถนนสายยาวกลางม่านหมอก ต่อให้เป็นทวยเทพก็ยังต้องตกตายยาม เผชิญศึกอันไร้สิ้นสุด!
เมื่อสองฝ่ายต่อสู้กัน ฝ่ายหนึ่งยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม ขณะที่อีกฝ่ายคืนชีพได้ไม่รู้จบ สุดท้ายผู้แพ้พ่ายย่อมเป็น ฝ่ายแรก
ฆ่าไม่ตาย นี่เป็นเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด!
เยี่ยชุนชิวรู้เรื่องทั้งหมดนี้ดี
เขากระทั่งรู้ที่มาของผู้เร่ร่อนระดับเทพทั้งสิบสามในถนนสายยาวกลางม่านหมอก รวมถึงความแข็งแกร่งอันน่าสะ พรึงกลัวของพวกเขาเป็นอย่างดี
ด้วยเหตุนี้ เขาในกาลก่อนจึงเลือกเป็นฝ่ายฆ่าศัตรูก่อน
เพราะเขาเองก็เป็นสางเทพ สามารถควบคุมอํานาจคําสาปเทพโบราณได้เช่นกัน!
ทว่าซูอี้ผู้หารู้เรื่องใดไม่ แต่กลับอยากออกหน้าลงมือก่อน เขาจึงอดหลั่งเหงื่อไม่ได้ ทั้งแสนรําคาญใจและไร้ หนทาง
เขาคิดว่าหากซูอี้ถูกอัดมากเข้า อีกฝ่ายคงเข้าใจไปเองว่าสถานการณ์ในยามนี้อันตรายเพียงไร
ทว่าเมื่อได้ประจักษ์ฤทธิ์ดาบของซูอี้ในยามนี้ เยี่ยชุนชิวจึงตระหนักได้ว่าตนประเมินความแข็งแกร่งของสหายเก่า ผู้นี้ตํ่าไปมาก
ไม่สิ กล่าวได้ว่ามิได้พบกันนาน ต้องประเมินกันใหม่!
สิ่งน่าสะพรึงกลัวที่สุดเกี่ยวกับถนนสายยาวกลางม่านหมอกนั้นคือ มันทําให้ผู้เร่ร่อนฟื้นคืนชีพได้ในชั่วกาลอันสั้น ต่อสู้เวียนวนไร้สิ้นสุด
ทว่าซูอี้สามารถสยบและทําลายความสามารถนี้ลงได้! ลบล้างเหล่าผู้เร่ร่อนไปอย่างสมบูรณ์ ไร้โอกาสคืนชีพได้ อีก!!
“นี่หรืออํานาจวัฏสงสาร……”
หัวใจของเยี่ยชุนชิวสั่นสะท้าน
ทั้งความตกตะลึงและตื่นเต้นปะปน ทว่ายิ่งกว่านั้นคือความปรีดาแทนสหาย
เวียนวัฏคืนวิถี หวนฝึกฝนใหม่ ทวยเทพพรั่นพรึง หมื่นมารยากประชัน!
นี่เป็นอํานาจอันน่าสะพรึงกลัวเช่นไร?
กระทั่งคําสาปจากเทพโบราณทั่วทั้งนครสาบสูญยังสลายไปได้ด้วยหนึ่งดาบ!
ขณะที่ความคิดของเยี่ยชุนชิวกําลังว้าวุ่น ผู้เร่ร่อนอีกสิบกว่าตนก็จมลงในทะเลทุกข์ไร้สิ้นสุดอันแปรเปลี่ยนจาก ปราณดาบของซูอี้ สูญสลายไปโดยสมบูรณ์
แต่เยี่ยชุนชิวตระหนักดีว่าก่อนผู้เร่ร่อนเหล่านั้นจะสูญสลายโดยสมบูรณ์ สีหน้าของพวกเขาปรากฏความโล่งใจ
หัวใจของเขาตื่นตะลึง ความคิดฟุ้งซ่านสับสน
นั่นสินะ ผู้ต้องติดอยู่บนถนนสายยาวกลางม่านหมอกนี้ชั่วนิรันดร์ สูญสิ้นตัวตน อยู่ก็มิได้ ตายก็มิอาจ ต้องทุกข์ ทรมานเพียงไร?
ผู้เร่ร่อนเหล่านั้นในยามนี้ดูเหมือนจะถูกสังหาร ทว่าแท้จริง นี่คือการปลดปล่อยพวกเขาต่างหาก!
เปรี้ยง!
เพียงครู่สั้นๆ ต่อมา ในทะเลทุกข์อันเชี่ยวกราก สิบสามสางเทพผู้เร่ร่อนพลันเผยอํานาจยิ่งใหญ่น่าสะพรึงกลัว และเพียงชั่วพริบตา หนึ่งในพวกเขาก็รอดออกมาจากในทะเลทุกข์!
นางเป็นสตรีผู้มีเรือนผมขาวเยี่ยงหิมะ ใบหน้างดงามทรงเสน่ห์ ทั่วทั้งร่างอาบด้วยอํานาจคําสาปสีเลือด ดุดันน่า สะพรึงกลัว
เยี่ยชุนชิวมองออกในทันทีว่าสตรีผู้นั้นมีนามว่ากูซิงอี้!
เทพชั้นล่างผู้หนึ่งซึ่งมีวิถีเต๋าขอบเขตสรรสร้างก่อนตกตาย นางมาจากโลกแห่งเทพเพื่อจับตัวสางเทพในนคร สาบสูญเพื่อสร้างสมบัติเทพแห่งยุคสมัยของตัวเอง
กาลก่อน ท่านยายชื่นชมกูซิงอี้ผู้นี้อย่างยิ่ง และให้ข้อยกเว้นโทษแก่นางสามหน หวังว่ากูซิงอี้จะยอมจํานน
ทว่ากูซิงอี้กลับปฏิเสธ
ยอมเป็นผู้เร่ร่อนไร้สติดีกว่าก้มหัว!
เขาคาดเดาได้เลยว่ากูซิงอี้ทะนงตนเพียงไร
และเมื่อเห็นกูซิงอี้ทะลวงทะเลทุกข์พุ่งเข้าหาซูอี้ หัวใจของเยี่ยชุนชิวก็อดบีบรัดตัวมิได้
หากว่ากันเพียงอํานาจต่อสู้ แม้กูซิงอี้จะไร้สติปัญญา นางก็ยังแข็งแกร่งกว่าจื่นเจี้ยนและชิวหมาน!
“ตาย!”
ดวงตาของกูซิงอี้แดงกํ่า และยามโจมตี คําสาปสีเลือดบนร่างของนางพลันแปรเปลี่ยนเป็นปราณดาบแดงฉานนับ ไม่ถ้วน ฉวัดเฉวียนพลิ้วทะยานเข้าใส่ซูอี้
ดวงตาของซูอี้คมปลาบเยี่ยงสายฟ้า เหยียบยํ่าบาทาเข้าใส่
ตู้ม!
แสงเงาวัฏสงสารอุบัติขึ้น ปลดปล่อยอํานาจเข้าขวางปราณดาบแดงกํ่าเหล่านั้น
และเมื่อเขากวัดแกว่งดาบแทงทะลวง
เปรี้ยง!
บุปผาสุดวิถีนับไม่ถ้วนพลันผลิบาน เพียงหนึ่งดาบ เส้นทางสุดวิถีก็สะท้อนขึ้นบนสุญตามืดดํา พิรุณแสงพร่าง พราวแต่งแต้มเยี่ยงภาพฝัน ส่องทางอันมืดมิดเบื้องหน้า
ภาวะดาบวัฏสงสาร……ยามบุปผาสุดวิถีผลิบาน!
พิรุณดาบสีเลือดนับไม่ถ้วนแหลกสลายไปกลางอากาศ และร่างของกูซิงอี้ก็ร่วงลงบนเส้นทางสุดวิถีอย่างเกิน ควบคุม
กลีบบุปผาแดงฉานปลิดปลิวโอบล้อมกายของนางไว้ทันที
พรึ่บ! พรึ่บ!!
เสียงหวีดหวิวดังระรัว
อํานาจคําสาปสีเลือดบนร่างของกูซิงอี้ถูกบดขยี้จนสลายหายไปอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ร่างของนางถูกลากไปสู่ อนธการ ณ อีกฟากหนึ่งของเส้นทางสุดวิถี
ร่างของกูซิงอี้นิ่งงัน หันกลับมามองราวฟื้นจากความฝัน
คู่เนตรแดงกํ่านั้นแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบตั้งแต่ยามใดไม่อาจทราบ และใบหน้างดงามของนางก็ปรากฏสีหน้า เหม่อลอย ตื่นเต้น และอึดอัดใจอย่างหาได้ยาก
เสียงของซูอี้พลันดังขึ้นอย่างทรงอํานาจ “หากอยากรอดไปจากนครสาบสูญ จงอย่าขัดขืน!”
กูซิงอี้มองไปรอบๆ ด้วยคู่เนตรกระจ่าง และนางดูจะเข้าใจสถานการณ์ขึ้นมาในทันที
นางยกคู่หัตถ์ขึ้นประสานคํานับให้แก่ซูอี้ “ขอบคุณสหายเต๋าที่ช่วยเหลือ!”
จากนั้นนางพลันหยุดดิ้นรน ปล่อยให้ร่างถูกปกคลุมด้วยพิรุณแสง
วูบ!
ทันใดนั้น ร่างของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นดวงแสง โอบล้อมด้วยกลีบบุปผาสุดวิถีแล้วร่วงลงในมือซูอี้
บุปผาสุดวิถีสีแดงเพลิงเจิดจรัส กระจ่างโชติช่วง ทันทีที่ซูอี้คํานึง บุปผาสุดวิถีนี้พลันแปรเปลี่ยนเป็นตราลึกลับพุ่ง หายเข้าไปในฝ่ามือซูอี้
นี่คือสรรพคุณเลิศลํ้าของเคล็ดพลังสุดวิถีซึ่งสามารถผนึกจิตวิญญาณได้
เมื่อซูอี้ครอบครองเคล็ดวัฏสงสารอันสมบูรณ์ในภายหน้า เขาจะสามารถลบจิตวิญญาณได้ในชั่วพริบตาหรือส่งไป เกิดใหม่ ณ ‘แท่นเกิดใหม่’ แห่งหกวิถีเวียนวัฏก็ย่อมได้!
ไกลออกไป เยี่ยชุนชิวอดตะลึงมิได้
แล้วเขาจึงตระหนักว่าวัฏสงสารนี้ไม่เพียงสามารถต้านทานพลังคําสาปของเทพโบราณ แต่ยังดูเหมือนจะสามารถ ช่วยเหลือ ‘ผู้เร่ร่อน’ จากภาวะสิ้นเป็นตายได้!!!
เปรี้ยง!
ทะเลทุกข์สาดซัด และหลังจากกูซิงอี้ถูกผนึก สางเทพเร่ร่อนอีกสิบสองตนก็หลุดพ้นออกมาได้สําเร็จ
ทว่าเมื่อซูอี้ใช้เคล็ดพลังสุดวิถี เขาก็ส่งผู้เร่ร่อนเหล่านี้เข้าสู่เส้นทางสุดวิถี ผนึกไว้พร้อมกัน
มิได้ประสบอันตรายมากมาย
เหตุผลนั้นคือ เมื่อเคล็ดพลังสุดวิถีสลายคําสาปเทพโบราณบนร่างผู้เร่ร่อนเหล่านั้นไป พวกเขาก็ล้วนคืนสติส่วน หนึ่งและตระหนักได้ว่าซูอี้กําลังช่วยพวกตนอยู่ จึงได้ละทิ้งการขัดขืนทั้งหมด!
เหตุการณ์นี้ทําให้อู่หลิงชงและสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานตกตะลึง พวกเขาไม่มีทางคาดคิดออกเลยว่าซูอี้ทําได้เช่น ไร
ในทะเลทุกข์ยังมีผู้เร่ร่อนมากมายดิ้นรนตะเกียกตะกาย ร้องโหยหวนอย่างพรั่นพรึง จมดิ่งสลายหายจากโลกหล้า ตามกัน
ซูอี้รู้สึกเสียใจเล็กน้อย
ผู้เร่ร่อนเหล่านี้ไม่ได้เป็นเทพยามมีชีวิต และแม้จะยังกล่าวได้ว่าเป็นตัวตนชั้นหนึ่งในขอบเขตมหาศาล สติของผู้ เร่ร่อนเหล่านี้ก็เลือนหายไปจนเกินเยียวยาตั้งนานแล้ว
ความตายสําหรับผู้เร่ร่อนเหล่านี้คือการปลดปล่อยอันแท้จริง
ซูอี้ก้าวเข้าไปโดยไร้ความลังเล จากนั้นก็ใช้อํานาจทะเลทุกข์ลบล้างผู้เร่ร่อนทั้งหลายให้จมหายไปทันที
ยามที่ทุกผู้ตกตาย พวกเขาล้วนเผยสีหน้าโล่งใจ ไม่นานนัก ทะเลทุกข์ก็มลายหาย และร่างของซูอี้ก็ร่องลงสู่พื้น ไร้รอยขีดข่วนใดๆ
ทว่าเมื่อสายตาของเยี่ยชุนชิว อู่หลิงชง และสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานมองมายังซูอี้ สายตาของพวกเขาก็แตกต่าง จากกาลก่อน
สิบสามสางเทพผู้เร่ร่อนถูกผนึกสิ้น ขณะที่ผู้เร่ร่อนอีกร้อยกว่าตนตกตาย! ใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจ ศึกอันตรายนี้พลันจบลง
ถนนสายยาวกลางม่านหมอกยังคงมีหมอกลงหนา เย็นชาว่างเปล่าเช่นกาลก่อน ทว่าโคมไฟใต้ชายคาทั้งสองข้าง ทางต่างดับสนิท
และบนท้องนภา เมฆสายฟ้าสีเลือดหนาแน่น หมอกทมิฬแผ่ซ่าน ดูประหลาดชวนขนลุกไม่แตกต่าง “เฒ่าเยี่ย เจ้ารู้วิถีออกจากที่นี่หรือไม่?”
ซูอี้มองไปรอบๆ
เขารู้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วว่าถนนสายยาวกลางม่านหมอกนี้สร้างขึ้นจากอํานาจคําสาปเทพโบราณในนครสาบสูญ เทียบได้กับบัญญัติวิถีสวรรค์
การติดอยู่ภายในนี้จึงเปรียบได้กับการถูกขังในวงกต หากไม่อาจหาทางออก ก็ต้องเร่ร่อนที่นี่ไปตลอดกาล “รู้” เยี่ยชุนชิวกล่าว “จากตรงนี้ เปิดประตูเข้าร้านที่ร้อยเก้าขวามือบนถนนสายยาวกลางม่านหมอกก็ไปได้แล้ว” “จะไป? ผ่านข้าไปก่อนสิ!”
ไกลออกไปบนถนนสายยาวกลางม่านหมอก ร่างของบัณฑิตรูปงามก็ปรากฏกายขึ้นอีกครั้ง และเดินเข้ามาหาพวก เขา
ขณะย่างก้าว ประตูหน้าต่างของสิ่งปลูกสร้างตลอดสองข้างทางพลันเปิดอ้า ส่งกระแสหมอกทมิฬพวยพุ่ง
เปรี้ยง!
มวลหมอกไหลทะลัก ซึมลึกเข้าสู่ร่างของบัณฑิตรูปงาม แปรเปลี่ยนทั้งรูปลักษณ์และอํานาจของเขาไป
ร่างผอมของอีกฝ่ายพลันแปรเปลี่ยนเป็นสูงใหญ่กํายํา กล้ามเนื้อขยายตัว อาภรณ์ขาดวิ่น ศีรษะแปรเปลี่ยนเป็น หัวนก คู่เนตรดุดันแดงเลือด สองมือแปรเปลี่ยนเป็นกรงเล็บสีทอง ปีกดําคู่ใหญ่ทะลวงออกมาจากหลัง
ตู้ม!
ตัวคนทะยานสู่เวหา หัววิหคร่างคน คู่ปีกเบื้องหลังกระพือไหว จากนั้นพัดขนนกในมือก็แปรเปลี่ยนเป็นหอกศึก อันเปี่ยมปราณชั่วร้ายดําทะมึน
คู่เนตรสีเลือดลึกลํ้าเยี่ยงวังวนจับจ้องทะลวงถึงวิญญาณ!
“นี่มันสัตว์ประหลาดอันใดกัน?”
อู่หลิงชงอุทาน
“วิหคเทพชงหมิงกําเนิดจากที่มาฮุ่นตุ้น เป็นหนึ่งในเก้าสางเทพพิทักษ์ใต้บัญชาท่านยาย ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขา ประหารเทพมามากมาย กลืนกินอํานาจเทพมากกว่าหนึ่ง และครอบครองกฎแห่งยุคสมัยห้าประการ!”
สีหน้าของเยี่ยชุนชิวเคร่งขรึม วาจาของเขาไม่อาจซุกซ่อนความครั่นคร้ามได้
เพราะวิหคเทพชงหมิงนี้คือหนึ่งในเก้าสางเทพพิทักษ์ซึ่งแข็งแกร่งสูงสุดในนครสาบสูญ
ตลอดเวลาที่ผ่านมา สิบสามสางเทพผู้เร่ร่อนในถนนสายยาวกลางม่านหมอกนี้ ครึ่งหนึ่งเป็นฝีมือของสางวิหคเทพ ชงหมิงนี่ล่ะ!
“ที่แท้ก็เป็นสัตว์ขนเรียบตัวหนึ่งนี่เอง”
ซูอี้เองก็ประหลาดใจเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้ยามแรกพบบัณฑิตถือพัดขนนกผู้นี้ เขาผ่าเผยสง่างาม กิริยานับว่าโดดเด่นยิ่ง
ใครเล่าจะคิดว่าเนื้อแท้ของอีกฝ่ายจะเป็นปีศาจตนหนึ่ง
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิหคเทพชงหมิงนี้น่าสะพรึงกลัวยิ่ง! เมื่อดูดซับหมอกทมิฬไปมากเข้า บรรยากาศดุร้ายจากร่างสางเทพนี้ก็ยิ่งโผทะยาน! โดยเฉพาะปีกดําคู่นั้นซึ่งมีดวงเนตรประหลาดแดงกํ่าชวนขนลุกผุดขึ้นแน่นไปหมด เพียงมองก็ชวนอึ้งตะลึง