บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2027 ภายใต้วัฏสงสาร วิถีเทพล้วนว่างเปล่า
บทที่ 2027 ภายใต้วัฏสงสาร วิถีเทพล้วนว่างเปล่า
ตู้ม!
อํานาจของสางวิหคเทพชงหมิงทวีความน่าสะพรึงกลัวขึ้นทุกขณะ ทําให้ถนนสายยาวในม่านหมอกทั้งเส้นสะท้าน สั่น
ปีกของอีกฝ่ายกางออก ดวงตาสีเลือดเกินคณานับเบิกโพลง ปลดปล่อยปราณประหลาดอันน่าสะพรึงกลัว เพียง พอให้จิตวิญญาณคู่ต่อสู้สะท้านเสียหายร้ายแรงได้ทันที
“ระวัง!”
เยี่ยชุนชิวฟาดฟันดาบยาวในมืออย่างดุเดือด สร้างม่านแสงวิถีดาบคุ้มกันอู่หลิงชงและสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานไว้ ข้างใน
แทบจะพร้อมกันนั้น ซูอี้ก็เลิกลังเล เป็นฝ่ายชิงลงมือก่อน!
ชิ้ง!
ดาบเคียงประชิดเปล่งเสียงกังวาน แสงเงาวัฏสงสารระเบิดจ้า ทะยานนภาเข้าโจมตี
ดาบนี้ ซูอี้ทุ่มสุดกําลัง
“มิรู้จักประมาณตน!”
ร่างของสางวิหคเทพชงหมิงวูบไหว ปีกข้างหนึ่งฟาดลงมาเยี่ยงคมมีด ทําลายปราณดาบของซูอี้จนระเบิดแหลก อย่างไร้อุปสรรค
ขณะที่ร่างของเขาทะยานเข้ามาหาซูอี้
ตู้ม!
สองมือซึ่งแปรเปลี่ยนเป็นกรงเล็บยักษ์สีทองพลันเงื้อขึ้น ฉีกกระชากอากาศแหลกละเอียดเยี่ยงกระดาษทันใด
ซูอี้ฟาดฟันดาบโรมรันอย่างเต็มกําลัง ทว่าก็ยังถูกฟาดกระเด็นในชั่วพริบตา
เปรี้ยง! ร่างของอีกฝ่ายกระแทกลงกับพื้น เลือดลมปั่นป่วนทั่วกาย ดวงตาเปี่ยมความประหลาดใจ เจ้านี่ อํานาจน่าสะพรึงกลัวอะไรเช่นนี้!!
“เฒ่าหวัง เจ้านี่ใช้อํานาจคําสาปเทพโบราณบนถนนสายยาวในม่านหมอกอยู่ ลําพังกําลังเขาเองไม่ได้แข็งแกร่ง เลย หากคิดจะจัดการกับมัน ต้องตัดการเชื่อมต่อระหว่างเขากับถนนในม่านหมอกนี้ให้ได้เสียก่อน เขาจึงจะสูญเสียการ ควบคุมอํานาจคําสาปเทพโบราณ!”
ไกลออกไป เยี่ยชุนชิวรีบกล่าวเตือน
ส่วนซูอี้ก็เข้าใจในทันที
สรุปก็คือ ศัตรูของเขาในยามนี้ไม่ได้มีเพียงสางวิหคเทพชงหมิงตรงหน้า แต่ยังมีถนนสายยาวในม่านหมอกทั้งสาย อันสร้างจากอํานาจคําสาปเทพโบราณด้วย!
แต่เขาก็รู้ว่าการสะบั้นการเชื่อมต่อระหว่างสางวิหคเทพชงหมิงและถนนสายยาวในม่านหมอกต้องแสนยากเย็นไร้ กังขา
ปราณของคนผู้นี้หลอมรวมเป็นหนึ่งกับถนนสายยาวในม่านหมอกอย่างสมบูรณ์ ราวเป็นอวตารผู้ครองฟ้าดิน ไร้ จุดอ่อนใด
“พี่เยี่ย เจ้าทําให้ข้าผิดหวังนัก!” วาจาของสางวิหคเทพชงหมิงเย็นเยียบ วจีดังก้องสะท้านสะเทือน
ปีกของอีกฝ่ายสั่นกระพือ พุ่งเข้าโจมตีซูอี้อีกครั้ง กรงเล็บยักษ์คมกริบสีทองฟาดฟันสร้างเป็นพายุคลั่งสีเลือด แน่นอนว่าซูอี้ไม่ได้หลบเลี่ยง กลับโจมตีอย่างเต็มกําลัง ใช้เคล็ดมหาวิถีวัฏสงสารออกมาอย่างเต็มที่ เปรี้ยง!
เสียงปะทะสะท้านภพดังลั่นมิขาดสาย ถนนสายยาวในม่านหมอกสะเทือนอย่างรุนแรง เพลิงสีเลือดลุกโหม
สางวิหคเทพชงหมิงเผยอิทธิฤทธิ์ดุร้ายอันไร้ขอบเขต ทุกการโจมตีอัดแน่นด้วยคําสาปประหลาดอันโหดเหี้ยม รุก คืบจู่โจมผลักซูอี้กระเด็นออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า!
“ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้าหลอมรวมอํานาจของถนนสายยาวในม่านหมอกเข้าสู่วิถีเต๋าของข้าได้แล้ว ข้าคือนาย เหนือวิถีสวรรค์ที่นี่ เจ้าจะใช้อันใดมาสู้ข้ากัน?”
สางวิหคเทพชงหมิงยิ้มเย้ย คู่ปีกฟาดฟันอย่างรุนแรง ดาบเคียงประชิดสั่นสะท้าน พิรุณแสงพร่างพรมเหนือนภา กระแทกร่างซูอี้กระเด็นไปอีกหน
ซูอี้ในยามนี้สะบัดสะบอมยิ่ง
หากไม่ใช่เพราะอํานาจวัฏสงสารของเขาสยบอํานาจคําสาปนั้นได้ ตัวเขาคงพ่ายแพ้ไปแล้ว!
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะสางเทพนี้ทรงพลังจนไร้เทียมทานหรอก
แต่เพราะอํานาจของถนนสายยาวในม่านหมอกในมือของอีกฝ่ายเป็นส่วนหนึ่งของกฎเกณฑ์ในนครสาบสูญ และ เป็นอํานาจคําสาปของเทพโบราณต่างหาก!
“ท่านยายเห็นแก่ความสามารถของเจ้า จึงอดทนต่อเจ้ามาจนป่านนี้ คิดจริงๆ หรือว่าตัวตนขอบเขตมหาศาลเช่น เจ้าจะกร่างอํานาจในนครสาบสูญได้?”
สางวิหคเทพชงหมิงโจมตีอย่างรัวเร็ว ดุดันอหังการ กดข่มซูอี้อยู่ตลอดทาง
ห่างออกไป เยี่ยชุนชิวสีหน้าเปลี่ยนอย่างมหันต์ หัวใจแล่นมาจุกที่ลําคอ
แม้เขาจะคาดการณ์ไว้ว่าสถานการณ์วันนี้คงยากพลิกผัน แต่เมื่อเห็นซูอี้ถูกกระหนํ่าโจมตีเข้าจริงๆ เจ้าตัวก็ยังร้อน ใจอยู่ดี
“ไม่ว่าเทพในนครสาบสูญจะสูงส่งทรงพลังเพียงไร ขอเพียงไม่อาจฝืนอํานาจคําสาปเทพโบราณได้ ก็ย่อมต้องถูก ปราบพยศลงอย่างไร้ความปรานีทั้งสิ้น!”
ขณะกู่ร้องลั่น คู่กรงเล็บสีทองของสางวิหคเทพชงหมิงก็ทะลวงอํานาจคุ้มกายของซูอี้ คว้าร่างชายหนุ่มไว้
คู่เนตรลึกลํ้าสีเลือดมองลงมายังอีกฝ่ายอย่างเย็นชาโหดเหี้ยม “เจ้าพ่ายแพ้แล้ว!”
พร้อมกันนั้น คู่กรงเล็บแหลมคมก็ออกแรง เพลิงแสงพร่างพราย เตรียมฉีกกระชากร่างซูอี้เป็นชิ้นๆ
เยี่ยชุนชิวตะลึงตาถลน
ทันใดนั้น ซูอี้พลันพูดขึ้น “แน่ใจหรือ?”
หือ? ม่านตาของสางวิหคเทพชงหมิงหดเล็ก มิอาจไหวตัวทัน ตู้ม!!
อํานาจดาบสูงส่งเหนือบรรยายระเบิดออกจากร่างของซูอี้ บดขยี้กรงเล็บยักษ์สีทองทั้งสองของสางวิหคเทพชงห มิงไปทันที!
“วอนตายนัก!”
สางวิหคเทพชงหมิงคํารามอย่างเจ็บปวด กระพือปีกบินหลบไปข้างๆ แต่ถึงกระนั้น อํานาจดาบน่าสะพรึงกลัวจากร่างของซูอี้ก็แฉลบผ่านร่างของเขาไป บดขยี้จนเลือดเนื้อแหลกเละ เหตุเกินคาดฝันนี้ทําให้เยี่ยชุนชิวผงะหงาย ร่างของซูอี้ในยามนี้ระเบิดอํานาจดาบยิ่งใหญ่อันเกินพรรณนาออกมา ทรงพลังเสียจนทําให้ผู้พบพานสั่นเทิ้ม ภายในโลกมายาแห่งวัฏสงสารที่สะท้อนอยู่เบื้องหลังเขา มีเงาดาบวิถีเล่มหนึ่งลอยอยู่ในนั้นให้เห็นรางๆ นั่นคืออํานาจดาบเก้าคุมขัง!!
“เป็นไปไม่ได้! นั่นไม่ใช่อํานาจที่เจ้าจะมีได้ในระดับสุดลึกลํ้าเลยสักนิด!!” ไกลออกไป สางวิหคเทพชงหมิงตะโกนอย่างเดือดดาล
คู่กรงเล็บแหลมคมของเขาถูกทําลาย ร่างกายบาดเจ็บ ใบหน้าเปี่ยมความไม่อยากเชื่อ เมื่อครู่ หากหลบไม่ทัน เขาก็เกือบถูกโจมตีถึงตายไปแล้ว!
ตัวเขาจะยอมรับเรื่องนี้ได้เช่นไร? “เจ้ายังควบคุมอํานาจของถนนสายยาวในม่านหมอกซึ่งมิใช่ของเจ้าได้ แล้วไฉนข้าจะทําบ้างมิได้?” ซูอี้แค่นเสียง
ว่าแล้ว ร่างชายหนุ่มพลันก้าวเข้ามา ชิ้ง!
ดาบเคียงประชิดฉาบด้วยอํานาจดาบสูงส่งของดาบเก้าคุมขัง ส่งวจีขับขานเยี่ยงเกลียวคลื่น ตัวดาบโปรยปราย พิรุณแสงฮุ่นตุ้นเกินคณา สมบัติเทพปฐมสวรรค์อันเป็นอันดับสามจากเก้าความลับแห่งจักรวาลปลดปล่อยอํานาจ อัศจรรย์ออกมา ณ ยามนี้
เมื่อซูอี้เร่งใช้เคล็ดพลังวัฏสงสาร ตู้ม!
เพียงชั่วพริบตา ปราณดาบฮุ่นตุ้นก็กู่ก้องปรกนภา และท่ามกลางฮุ่นตุ้นอันไร้สิ้นสุดก็ดูจะปรากฏโลกหล้า วัฏสงสารอันสมบูรณ์ขึ้น
ถนนสายยาวในม่านหมอกทั้งสายสะเทือนเลือนลั่น สุญตาพังทลาย สรรพสิ่งล้วนโรยรา ราวกับฟ้าดินทั้งปวงถูกลากลงสู่วัฏสงสาร! และสางวิหคเทพชงหมิงพลันตัวแข็งค้าง ขนลุกขนพอง ในใจบังเกิดความกลัวอันไม่อาจบรรยาย “ขึ้นมา!”
ด้วยเสียงคํารามนั้น ทั่วทั้งถนนสายยาวในม่านหมอกพลันสั่นสะเทือน อสนีบาตสีเลือดนับไม่ถ้วนโปรยปรายลง มาจากนภา สิ่งปลูกสร้างทั้งสองข้างทางแปรเปลี่ยนเป็นหมอกทมิฬอันแปลกประหลาด
ชั่วขณะนั้น อสนีบาตสีเลือดฟาดผ่า หมอกประหลาดสีดําเคลื่อนคล้อย ทะยานเข้าสะกดปราณดาบฮุ่นตุ้นวัฏ สงสารที่ถาโถมเข้ามาด้วยกัน
เหตุการณ์นี้ชวนตะลึงเกินไป ประหนึ่งสองบัญญัติวิถีสวรรค์สูงสุดเผชิญหน้ากัน!
ปราณดาบสายนั้นเปรียบดั่งพิรุณฮุ่นตุ้น แปรเปลี่ยนเป็นมุมหนึ่งของโลกหล้าวัฏสงสารอันโบราณลึกลับ ขณะที่ อํานาจคําสาปเทพโบราณแปรเปลี่ยนเป็นอสนีบาตสีชาด ทําให้ถนนสายยาวในม่านหมอกทั้งสายฟุ้งไปด้วยหมอกทมิฬ อันไร้สิ้นสุด
อํานาจนี้ทําให้เยี่ยชุนชิวสูดหายใจเฮือกอย่างตกตะลึง ทว่าไม่นานการเผชิญหน้านี้ก็จบลง
พิรุณดาบวัฏสงสารกู่ก้องแผ่ขยาย อํานาจวัฏสงสารกัดกร่อนอํานาจคําสาปเทพโบราณนั้นอย่างต่อเนื่องเยี่ยงหิน โม่บดเบียดวิถีสวรรค์!
อสนีบาตสีเลือดสลายสูญ หมอกทมิฬเคลื่อนหายเยี่ยงคลื่นวารีคืนสมุทร เปรียบเช่นทัพเดนตายพ่ายศึกซึ่งถูก ปราบลงอย่างเฉียบขาด
สิ่งปลูกสร้างสองข้างทางบนถนนสายยาวในม่านหมอกถล่มร่วง ผืนพสุธาทรุดลงแหลกสลาย
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าด้วยอํานาจวัฏสงสาร คําสาปเทพโบราณอันสร้างขึ้นเป็นถนนสายยาวในม่านหมอกเองก็เสีย หายอย่างหนักหน่วงจนเริ่มสลายไป!
“ไม่!!” สางวิหคเทพชงหมิงหวาดผวา ไม่อาจยอมรับเรื่องทั้งหมดนี้ได้ นั่นมันคําสาปเทพโบราณเชียวนะ! ตลอดเวลาที่ผ่านมา มันปราบเทพมาเกินคณานับ ทว่ามันในยามนี้กําลังกร่อนสลายไป!!
สิ่งนี้มีหรือสางวิหคเทพชงหมิงจะยอมรับได้? โครม!!
ท้องนภามืดมิด อํานาจฮุ่นตุ้นวัฏสงสารโปรยลงกดร่างของสางวิหคเทพชงหมิงจนสั่นสะท้าน ปีกคู่นั้นแหลกสลาย ไปก่อนอื่นใด ตามด้วยผิวกายที่เริ่มปริแยก
ร่างของเขาถูกบดขยี้อย่างรุนแรงเยี่ยงเมล็ดข้าวซึ่งหล่นลงเครื่องโม่แป้ง! “ท่านยายช่วยด้วย! ช่วยข้าด้วย!!” เขากรีดร้องโหยหวน สีหน้าเปี่ยมความหวาดผวาไม่ยอมตาย ทว่าชั่วพริบตานั้น ร่างของเจ้าตัวก็ถูกขยี้ กลายเป็นตราผนึกบุปผาสุดวิถีร่วงลงสู่มือของซูอี้ แม้จะถูกผนึกไปแล้ว เสียงโหยหวนขวัญผวานั้นก็ยังคงก้องกังวาน
และถนนสายยาวทั้งสายในม่านหมอกก็พังทลายเป็นซากทั่วทั้งแดนดิน กระทั่งเมฆสายฟ้าสีเลือดเหนือนภายังสลายไปกลุ่มใหญ่!!
ตู้ม! ซูอี้ยกมือขึ้น ดาบเคียงประชิดทะยานกลับสู่แขนเสื้อ
พิรุณแสงดาบฮุ่นตุ้นและปราณวัฏสงสารเองก็พลอยสลายไปด้วย เหล่าผู้ชมเงียบกริบ
เยี่ยชุนชิวยืนตะลึงสิ้นวจีอยู่ไกลๆ
ส่วนอู่หลิงชงและสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สาน ก็ได้รับการพิทักษ์นับตั้งแต่เริ่มศึกก่อนหน้านี้ และแม้จะไม่ถูกลูกหลง จากการต่อสู้ พวกเขาก็ไม่อาจรับรู้รายละเอียดของศึกสะเทือนหล้านี้ได้
แต่เมื่อเห็นว่าถนนสายยาวในม่านหมอกทั้งสายกลายเป็นซาก พวกเขาหรือจะยังไม่รู้ว่าศึกเมื่อครู่น่าสะพรึงกลัว เพียงไร?
ท่ามกลางบรรยากาศกดดันนี้ เสียงสตรีหนึ่งอันเยียบเย็นพลันดังขึ้น
“ว่าแล้วเชียว ภายใต้วัฏสงสาร วิถีเทพล้วนว่างเปล่า! หากคาดไม่ผิด เจ้าก็คือจอมดาบหลิงซูผู้เป็นที่ชิงชังจากทั่ว ทั้งแดนเซียนใช่หรือไม่?”
นํ้าเสียงของนางดูเคร่งขรึมและประหลาดใจอย่างไม่อาจปกปิด ภายใต้วัฏสงสาร วิถีเทพล้วนว่างเปล่า! ข้อความนี้ทําให้ทุกคนซึ่งฟังอยู่ใจสะท้าน ส่วนถ้อยวจีครึ่งหลังทําให้ทุกผู้สับสนงุนงง ซูอี้มีตัวตนอื่นอยู่หรือ? และตัวตนนี้ยังเป็นที่ชิงชังของทวยเทพในโลกเทพด้วย!?
ทว่าซูอี้กลับเมินเรื่องนี้ไป ทําเพียงกล่าวเนิบๆ ว่า “ภูเขาเดือนม่วงอยู่หนใด ชี้ทางมา แล้วข้าจะไปร่วมงานเลี้ยง”
ก่อนหน้านี้ สางวิหคเทพชงหมิงเคยกล่าวว่าท่านยายจัดงานเลี้ยงขึ้นบนยอดเขาเดือนม่วง และเชิญซูอี้ไปเข้าร่วม ซูอี้ในยามนั้นตอบปฏิเสธ แต่ตั้งเงื่อนไขของตนออกมา และเมื่อซูอี้รู้ว่าตัวการผู้ฆ่าเซียวหรูอี้และซูฝูซื่อคือท่านยายในยามนี้ เขาย่อมไม่ปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป! หลังจากเงียบไปครู่สั้นๆ เสียงอันเยียบเย็นของสตรีนั้นพลันดังเย้ย “ด้วยวิถีเต๋าของเจ้า ฝืนใช้ดาบวิถีที่ไม่ใช่ของตนเช่นนั้น เจ้าคงเปลืองพลังไปไม่น้อย เช่นนั้น ข้าก็แค่ส่งคนไปขวาง
เจ้าเสียก็ปราบได้แล้ว ไฉนต้องจัดงานเลี้ยงให้เจ้าอีก?” “หากเจ้ารอดไปถึงภูเขาเดือนม่วงได้ ข้าผู้นี้ก็ไม่คิดมากหากต้องรับรองเจ้าเอง!”
เสียงนั้นหายไป ซูอี้อดเสสรวลกล่าวกับตนเองมิได้ “พูดพล่ามเสียยืดยาว ที่แท้ก็แค่กลัว” หากไม่กลัว ไฉนจึงมิกล้าปรากฏขึ้นในสมรภูมิเอง?
หากไม่กลัว ไฉนต้องเลือกใช้กลยุทธ์ขัดขวางบั่นทอนกําลังกันด้วย? ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ศึกต่อสู้กับสางวิหคเทพชงหมิงเมื่อครู่ ทําให้ท่านยายผู้นั้นรู้สึกถึงภัยร้าย ไม่อาจสงบใจลงได้!!