บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2028 ชี้ดาบสู่ภูเขาเดือนม่วง
บทที่ 2028 ชี้ดาบสู่ภูเขาเดือนม่วง
ท้องนภาเนืองแน่นด้วยเมฆสายฟ้าสีเลือด
ขณะที่ถนนอันทอดยาวทั้งสายเหลือเพียงซาก
และยามนี้เอง ในที่สุดพวกซูอี้ก็ได้ประจักษ์ชัดถึงขุนเขาใหญ่ซึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางฟ้าดินที่อยู่เยียบเย็น
ขุนเขาลูกนี้ชี้ตรงสู่นภา เชื่อมต่อฟ้าดินเข้าหากัน ปกคลุมด้วยหมอกทมิฬหนาทึบ จนไม่อาจมองเห็นรูปลักษณ์ได้ อย่างชัดเจน
และบนยอดเขาก็ได้มีจันทร์เพ็ญสีม่วงดวงมหึมาสะท้อนอยู่ มันกลมเกลี้ยงกระจ่างชัด รัศมีแสงสีม่วงสาดส่องสู่ แดนดิน
ช่างน่าแปลกนักที่ทั้งเมฆสายฟ้าสีเลือดเหนือนภาและหมอกทมิฬปกคลุมขุนเขาล้วนไม่กล้าเข้าใกล้จันทร์เพ็ญสี ม่วงนั้น
มิต้องสงสัยเลยว่านั่นคือภูเขาเดือนม่วง
“เฒ่าหวัง เมื่อครู่เจ้าดุมากจริงๆ”
เยี่ยชุนชิวเดินเข้ามาทอดถอนใจ
ก่อนหน้านี้ เขาคิดว่าซูอี้จะพ่ายแพ้
ใครเล่าจะคาดคิดว่าซูอี้ไม่เพียงผนึกสางวิหคเทพชงหมิงได้ แต่ยังทําลายถนนสายยาวในม่านหมอกเสียเละใน ทันที!
อู่หลิงชงและสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานเองก็เดินเข้ามา จนเมื่อเผชิญหน้ากับซูอี้อีกครั้ง พวกเขาทั้งสองพลันแสดง ท่าทีกริ่งเกรงออกมา!
“ดีใจตอนนี้ยังเร็วไป”
ซูอี้ส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนจะใช้เตาเสริมสวรรค์และสั่งอู่หลิงชงกับสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานให้ไปซ่อนในนั้นทันที เพื่อไม่ให้ศึกต่อจากนี้กระทบไปถึงคนทั้งสอง
แน่นอน ทั้งสองย่อมรีบตอบตกลง ด้วยจะให้ทําเช่นไรได้ พวกเขาก็รู้ตัวเช่นกันว่าตนเองเป็นภาระอยู่…… “ไปภูเขาเดือนม่วงกัน”
ซูอี้เดินตรงไป “เจ้าจะไม่พักสักหน่อยหรือ?” เยี่ยชุนชิวอดถามมิได้
ซูอี้แย้มยิ้มกล่าวเย้า “เจ้าเชื่อหรือไม่ว่า หากข้าเผยจุดบอดออกมาแม้เพียงนิด ท่านยายนั่นจะหาเรื่องฆ่าข้า แน่นอน?”
เยี่ยชุนชิว “……” “อย่าห่วงเลย พวกเขาทําอันใดข้าไม่ได้หรอก”
ซูอี้ตบบ่าเยี่ยชุนชิว หลังเดินต่อไปได้สักพัก ก่อนจะถึงภูเขาเดือนม่วง อากาศที่อยู่ไกลออกไปพลันปั่นป่วนอย่างรุนแรง
ตู้ม! ง้าวศึกสีเลือดเล่มหนึ่งพลันฟาดลงจากนภา รวดเร็วประหนึ่งเคลื่อนย้ายในพริบตา ซูอี้สะบัดแขนเสื้อ ส่งดาบเคียงประชิดปรากฏขึ้นในอากาศ เข้าขวางการโจมตีนี้ไว้ได้ เคร้ง!!
ง้าวศึกสีเลือดสะท้านสั่นอย่างรุนแรง กระเด็นออกไป แทบจะพร้อมกันนั้น ร่างของซูอี้ก็หายวับไป ปรากฏห่างออกไปพันจั้ง ก่อนจะฟาดฟันดาบลงมา สุญตาถิ่นนั้นพังทลาย ด้วยปราณดาบบดขยี้จนเกิดหลุมมหึมา
จังหวะนั้นเอง เงาดําสายหนึ่งโซเซ เผยตนออกมาจากหลุมยักษ์นั้น
เขาเป็นชายในชุดเกราะศึกสีเลือดผู้หนึ่ง ดวงตาแดงกํ่า เส้นผมยุ่งเหยิงเช่นหย่อมหญ้า เมื่อถูกปราณดาบบีบให้เผยตัว ชายผู้นั้นก็อดเปลี่ยนสีหน้าไม่ได้ แล้วไหวร่างหายไปในอากาศอีกครา ทว่าไม่ทันไร พิรุณดาบฮุ่นตุ้นอันหนาแน่นก็โปรยปรายทั่วทุกทิศรอบกาย จนสิ้นหนทางหลบเลี่ยง “ย้าก!”
ชายในชุดเกราะศึกสีเลือดตวาดลั่น มือขวาสะบัดวาด แล้วหอคอยกระดูกขาวที่มีความสูงพันจั้งก็ทะยานเวหา ชักนําอสนีบาตสีเลือดเหนือนภาฟาดลงมา
เปรี้ยง!
ปราณดาบอันพร่างพรมพลันระเบิดแหลก ทว่าชายในชุดเกราะศึกสีเลือดยังไม่ทันได้ถอนใจโล่งอก อํานาจดาบยิ่งใหญ่สายหนึ่งก็พลันกวาดมาหา ยามนี้ ซูอี้ฟาดดาบเคียงประชิด ใช้อํานาจดาบเก้าคุมขังฟาดฟันออกมาอีกครั้ง!!
เปรี๊ยะ!
หอคอยกระดูกขาวแหลกสลาย ร่างของชายในชุดเกราะศึกเองก็ถูกผ่าครึ่ง ถูกภาวะดาบวัฏสงสารหนาหนักผนึกเป็นตราบุปผาสุดวิถีไปในทันที ก่อนจะถูกผนึก ดวงตาของอีกฝ่ายพลันเหลือกถลน สีหน้าเปี่ยมความตะลึงไม่เต็มใจตาย คงไม่คาดคิดว่าตนจะพ่ายแพ้ไวเพียงนี้!
เยี่ยชุนชิวที่อยู่ไกลออกไปถึงกับเหงื่อกาฬไหลริน
เขาเห็นแล้วว่าตัวตนของชายในชุดเกราะศึกสีเลือดนั้นคือ ‘สางเทพเซวี่ยเหอ’ หนึ่งในเก้าสางเทพพิทักษ์ใต้อาณัติ ของท่านยาย!
หอคอยกระดูกขาวในมือของสางเทพเซวี่ยเหอนั้นมีนามว่า ‘หอคอยสมบัติกักสวรรค์’ ท่านยายเป็นผู้ให้เขามา มันสามารถชักนําอํานาจคําสาปเทพโบราณในนครสาบสูญมาใช้ได้ ไม่ได้อ่อนแอไปกว่าถนนสายยาวในม่านหมอกเลย
ยิ่งกว่านั้น ความแข็งแกร่งของสางเทพเซวี่ยเหอก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าสางวิหคเทพชงหมิง
ทว่าเพียงชั่วประกายเพลิงวูบไหวเมื่อครู่ สางเทพเซวี่ยเหอก็ถูกปราบลง!! เฉียบขาดคมคายเช่นนี้ เยี่ยชุนชิวมีหรือจะไม่ประหลาดใจ? แล้วเขาก็เอ่ยถามผ่านกระแสปราณด้วยความกังวลยิ่งว่า “เฒ่าหวัง เจ้าพักบ้างเถอะ ยิ่งใช้อํานาจดาบวิถีนั่นเท่าไร
มันจะยิ่งเป็นภาระต่อตัวเจ้าเอง ท่านยายจับจ้องเจ้าอยู่ ขอเพียงเผยความอ่อนแอแม้เพียงน้อยก็จบเห่เลยนะ!” “เฒ่าเยี่ย เจ้าเองก็รู้ว่าสถานการณ์อันตรายเพียงใด หากไม่รีบฆ่าศัตรูลงให้ไว ยิ่งยืดเยื้อยิ่งไม่ดีสําหรับเรานะ” ซูอี้นําไหสุราออกมายกดื่มอึกใหญ่ “ข้าจึงไร้หนทางอื่นนอกจากบุกแลกชีวิตสู่ภูเขาเดือนม่วง”
เยี่ยชุนชิวพลันเงียบไป เขาหรือจะไม่เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน?
ท่านยายไม่ได้ลงมือแต่ต้นจนจบ และยังมีเก้าสางเทพพิทักษ์ในอาณัติซึ่งแข็งแกร่งน่าสะพรึงกลัว แม้จะปราบไป ได้สองตนแล้วในยามนี้ ก็ยังเหลืออยู่ถึงเจ็ดตน!
นอกจากนั้นยังมีสางเทพตนอื่นๆ กระจายกันในภูเขาจันทร์ม่วงอีก แม้ความแข็งแกร่งของสางเทพเหล่านั้นจะ ด้อยกว่าเก้าสางเทพพิทักษ์มากโข พวกเขาก็ยังรับมือยากยิ่งอยู่ดี!
ด้วยเหตุนี้ อันตรายที่เขาต้องเผชิญยามบุกสู่ภูเขาเดือนม่วงก็ย่อมคาดเดาได้ ทว่าซูอี้ในยามนี้ไร้หนทางอื่นจริงๆ!
เขาเผยจุดอ่อนหรือหลบลี้หนีไม่ได้เลย เพื่อล้างแค้นให้แก่เซียวหรูอี้และซูฝูซื่อ ชายหนุ่มจึงทําได้เพียงจู่โจมเคลื่อน ประชิด!
ใช่แล้ว ซูอี้ ณ ขณะนี้ดูแข็งแกร่งทรงพลัง ทว่าแท้จริงเขากําลังเมินความเป็นความตาย คิดเสี่ยงเดิมพันชีวิต! เปรี้ยง!!
ขณะเยี่ยชุนชิวคิดคะนึงในใจ สี่ร่างก็ปรากฏขึ้นไกลๆ บนอากาศ หนึ่งเป็นหลวงจีนถือตะเกียงทองแดงสีเลือดดวงหนึ่ง ดวงตาแดงกํ่าดูเลื่อนลอย หนึ่งเป็นชายหัวล้าน สองมือโอบรอบเตาหลอมสีดําซึ่งมีอํานาจคําสาปเทพโบราณสีเลือดคุกรุ่นอยู่ภายใน
อีกสองคนเป็นหนึ่งชายในอาภรณ์มังกรเยี่ยงฮ่องเต้ สวมมงกุฎศึกบนศีรษะ และหนึ่งหญิงสาวรูปลักษณ์งดงาม ผู้แรกถือตราประทับวิถีสีเลือดในมือ เหนือศีรษะคนหลังมีม้วนภาพซึ่งหมุนวนรอบตนเองลอยอยู่ ชักนําเมฆสายฟ้าสีเลือดเหนือนภาเข้าหา แปร
เปลี่ยนเป็นวังวนอสนีบาตสีเลือดอันโอฬารขึ้นบนอากาศ “บัดซบเอ๊ย สี่คนนี้ออกมาพร้อมกันเสียได้! เฒ่าหวัง เจ้าต้องระวังตัวนะ พวกเขาคือ……”
สีหน้าของเยี่ยชุนชิวพลันแปรเปลี่ยน กําลังจะแนะนําตัวตนสางเทพพิทักษ์ทั้งสี่เหล่านี้ ทว่าซูอี้กลับขัดวาจาเขา ทันใด
“ก็แค่ผีใกล้ตายสี่ตัว มิต้องแนะนําหรอก” เยี่ยชุนชิว “……”
“โอหัง!” ไกลออกไป หลวงจีนผู้มีแววตาแดงกํ่าแค่นเสียง เขาและสางเทพพิทักษ์อีกสามคนลงมือร่วมกันทันใด เปรี้ยง!
ตะเกียงทองแดง เตาหลอม ตราประทับวิถี และม้วนภาพในมือคนทั้งสี่ต่างทะยานเวหาเข้าโจมตีซูอี้
มองด้วยตาเปล่าก็เห็นได้ว่าสมบัติทั้งสี่ล้วนเปล่งอํานาจประหลาดน่าสะพรึงกลัว ชักนําเมฆสายฟ้าเหนือนภามา หาตน ปกคลุมฟ้าดินถิ่นนี้ไปจนสิ้น!
ต้องกล่าวว่าสี่สางเทพพิทักษ์เหล่านี้น่าสะพรึงกลัวยิ่ง พวกเขารู้แก่ใจว่าซูอี้นั้นน่าเกรงขาม จึงลงมืออย่างเต็มกําลัง ทันทีที่เปิดฉากสงคราม!
และซูอี้เองก็ไม่ได้ออมมือ เขายืมอํานาจดาบเก้าคุมขัง โคจรเคล็ดพลังวัฏสงสารอย่างสุดกําลัง ฟาดฟันดาบประหารทันที มหาศึกพลันบังเกิดขึ้น
ซูอี้กระโจนเข้าเข่นฆ่า หนึ่งดาบฟาดสี่สมบัติกระเด็นปลิว ยามปราณดาบฮุ่นตุ้นแผ่ซ่านเยี่ยงคลื่นธาร เงาลวงแห่ง โลกหล้าวัฏสงสารก็กดลงบนเวหา
เปรี๊ยะ!
ตะเกียงทองแดงสีเลือดเสียหายเป็นอันดับแรก ถูกบดขยี้จนบังเกิดรอยร้าวขึ้นเต็มไปหมด
สีหน้าของหลวงจีนผู้มีแววตาเลื่อนลอยจึงแปรเปลี่ยนอย่างมหันต์ เร่งต่อสู้ประชันสุดกําลัง
แต่สุดท้ายก็ไร้ผล ชั่วพริบตาถัดมา ซูอี้ก็เหวี่ยงดาบประหาร ใช้วิชาดาบ ‘ชีวันละล่อง ใดเล่าจะช่วย’ ผนึกหลวง จีนผู้นี้ในทันที
หัวใจของสางเทพพิทักษ์ที่เหลืออีกสามตนสั่นสะท้าน พวกเขาล้วนกึ่งสู้กึ่งหลบ พยายามลดทอนกําลังของซูอี้โดย ไม่กล้าปะทะกันซึ่งๆ หน้าอีก
แต่ซูอี้หรือจะปล่อยพวกเขาสมหวัง?
ชายหนุ่มไม่มีเวลาจะเสียอีกแล้ว!
และทันใดนั้นเอง ความเลิศลํ้าของดาบเคียงประชิด สมบัติลับแห่งจักรวาลนี้พลันถูกเปิดเผย ไม่ว่าจะเร้นกายอยู่ หนใด เพียงใจคํานึง ดาบเคียงประชิดก็จะเมินเฉยต่อระยะห่าง เพียงหินขว้างก็กระเทือน!
“สยบ!”
ซูอี้หันไปฟาดดาบลง
ห่างออกไปหลายพันจั้ง ร่างของชายร่างสูงผู้กําลังหลบเลี่ยงพัลวันพลันสั่นสะท้าน ก่อนจะถูกปกคลุมด้วยปราณ ดาบฮุ่นตุ้นอันน่าสะพรึงกลัว
ตู้ม!!
ทั้งตัวเขาและเตาหลอมสีดําตรงหน้าล้วนถูกปราบไปด้วยกัน
“สยบ!”
แทบจะพร้อมกันนั้น ซูอี้ก็เปลี่ยนเป้าหมายไปเหวี่ยงดาบโจมตีชายในอาภรณ์มังกรแล้ว
“ถอย! ถอยเร็ว!!”
คนผู้นี้ร้องลั่นอย่างตื่นตระหนก หันหลังเผ่นหนีไปยังภูเขาเดือนม่วง แต่โดยไม่ทันไร ม่านดาบก็โถมลงมาใส่เขาเยี่ยงบรรพตศักดิ์สิทธิ์กระแทกจากสรวง ภาวะดาบวัฏสงสาร……วงล้อดาบหกวิถี!
เปรี้ยง!! ร่างของชายในอาภรณ์มังกรหายไปในพริบตาก่อนซูอี้จะทันได้ผนึก ซึ่งทําให้ชายหนุ่มรู้สึกเสียดายเล็กน้อย
สตรีซึ่งเหลืออยู่เพียงหนึ่งหน้าซีดขาวอย่างหวาดหวั่น เมื่อสังเกตเห็นสายตาของซูอี้ นางก็กรีดร้องอย่างหวาดกลัว “อย่าฆ่าข้า ข้ายอมจํานนแล้ว!”
ฉับ!
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ปราณดาบสายหนึ่งก็วูบไหว และที่หว่างคิ้วของหญิงสาวก็ปรากฏรูเลือดขึ้น! ดวงตาของนางเบิกโพลง ร่างถูกอํานาจวัฏสงสารผนึกไว้ทันที สามชั่วดีดนิ้วจนบัดนี้ สามจากสี่สางเทพพิทักษ์ล้วนถูกผนึก ขณะที่หนึ่งตกตาย!
การกระทําทั้งหมดนี้แทบจะเสร็จสิ้นในชั่วพริบตา และการประหารศัตรูของซูอี้นั้นก็รุนแรงราวขยี้พสุธา ไร้ อุปสรรคใดกั้นขวางได้!!!
“เฒ่าเยี่ย ดูเหมือนเจ้าจะพูดถูกนะ สาเหตุที่สางเทพพิทักษ์เหล่านี้ทรงพลังได้ก็เพราะหยิบยืมอํานาจคําสาปเทพ โบราณในนครสาบสูญ ทว่าลําพังกําลังตนไม่ได้ต่างจากเทพชั้นล่างเท่าไรนัก”
ซูอี้กล่าวเบาๆ เยี่ยชุนชิวยิ้มแห้ง
ปรากฏว่าเจ้าเฒ่าหวังนี่ไม่ได้มีสางเทพพิทักษ์ในสายตาเท่าไรเลย! “เหตุใดจึงทําเช่นนี้เล่า ไม่ใช่ว่าที่เจ้าฆ่าพวกเขาได้ง่ายๆ ก็เพราะยืมอํานาจวัตถุภายนอกเหมือนกันหรือ?” เยี่ยชุนชิวกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
ซูอี้กล่าว “ผิดแล้ว หากวัดกันด้วยกําลังตน ในสายตาข้า พวกเขาเทียบได้เพียงเทพชั้นล่างเท่านั้น ไม่ได้แตกต่าง จากไก่พื้นบ้านสุนัขพื้นเมืองเลย”
เยี่ยชุนชิว “……”
นี่เฒ่าหวังไม่เห็นเทพชั้นล่างในขอบเขตสรรค์สร้างในสายตาตั้งแต่ยามใดกัน? ทันใดนั้น หัวใจของเยี่ยชุนชิวพลันสะท้าน สีหน้าแปรเปลี่ยนทันควัน เขาสัมผัสได้ว่าปราณของซูอี้ผิดเพี้ยน มันเผยเค้าความอ่อนแอออกมาจางๆ เห็นได้ชัดว่าสิ้นเปลืองพลังเกินไป ที่สําคัญ ใบหน้าของชายหนุ่มกลายเป็นซีดขาว! ในขณะที่เยี่ยชุนชิวกําลังจะกล่าวบางอย่างอยู่นั้น ซูอี้ก็โบกมือกล่าวขึ้น “ขึ้นเขากันเถอะ!” ยามนี้ พวกเขามาถึงตีนเขาเดือนม่วงกันแล้ว! เยี่ยชุนชิวเงยหน้าขึ้นมองยอดเขา และในที่สุดก็สะกดความกังวลไว้
“ไฉนต้องรักตัวกลัวตาย การได้พบกับเฒ่าหวังในครานี้นับเป็นวาสนายิ่งใหญ่ในชีวิตของข้าเยี่ยชุนชิวแล้ว! ไปก็ ไป!”
เยี่ยชุนชิวสูดหายใจลึกๆ แล้วสาวเท้าตามซูอี้ไป