บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2029 โชคเคราะห์พึ่งพากัน
บทที่ 2029 โชคเคราะห์พึ่งพากัน
ณ ส่วนลึกแห่งนครสาบสูญ จันทร์เพ็ญอันโอฬารลอยตระหง่านใต้ท้องนภา สาดรัศมีม่วงทอประกายลงสู่ยอดขุนเขาใหญ่เยี่ยงมายาฝัน บนยอดเขานั้นมีวิหารเทพโบราณหลังหนึ่งตั้งอยู่
ตรงหน้าวิหารเทพนั้นมีแท่นบูชาสีเลือด ขณะนี้ มีบุคคลสามคนอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับแท่นบูชาสีเลือด
หนึ่งเป็นชายชุดดําผู้มีรูปร่างหน้าตาเยี่ยงเด็กชาย ผิวพรรณขาวซีด นั่งบนบงกชสีเลือดดอกมหึมา ดวงตาแดงฉาน เยี่ยงโลหิต
หญิงชรานางหนึ่งถือไม้เท้านั่งอยู่เบื้องหน้าแท่นบูชา ใบหน้ายับย่น ดวงตาลึกโหลมัวหมอง ที่ไหล่มีพลั่วสีเลือดอัน หนึ่ง
และชายชราในชุดนักพรตใบหน้าอัปลักษณ์ถือม้วนไม้ไผ่เรียบๆ ผู้หนึ่งซึ่งทอดสายตาอันเรืองรองเพลิงศักดิ์สิทธิ์สี เขียวมองไปไกล
ทั้งสามล้วนแต่เป็นสางเทพพิทักษ์ของท่านยาย และยังเป็นสามคนที่แข็งแกร่งที่สุดในเก้าสางเทพพิทักษ์ พวกเขาคือสางเทพเทียนเซียว สางเทพเสวี่ยฉาน และสางเทพหวงเหยียน! “ท่านยาย ร่างเวียนวัฏของจอมดาบหลิงซูบุกมาถึงตีนเขาเดือนม่วงแล้วนะขอรับ”
สางเทพเทียนเซียวผู้ตัวเล็กเหมือนเด็กกระซิบ จอมดาบหลิงซูหลี่ฝูโหยว!
นามนี้โจษจันทั่วโลกหล้าแห่งเทพแต่เนิ่นนาน สื่อถึงตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวเพียงพอให้จอมเทพทั้งหลาย หวาดหวั่น!
พวกเขาเคยได้ยินนามนี้นับแต่ยังไม่ได้เป็นเทพ และยังเคยได้ยินข่าวลือลับซึ่งกล่าวไว้ว่าจอมดาบหลิงซูหลี่ฝูโหยว ผู้ครอบครองอํานาจวัฏสงสาร ได้ไปเวียนวัฏฝึกฝนใหม่แล้ว
ทว่าเมื่อกาลก่อน เรื่องลับนี้ถือเป็นเพียงข่าวลือมาเนิ่นนาน ไร้ผู้ใดคิดถือเป็นเรื่องจริง
แต่ยามนี้ ในที่สุดพวกเขาก็เชื่อแล้ว!
ซูอี้ผู้คาดว่าจะเป็นร่างเวียนวัฏของจอมดาบหลิงซูนั้นได้ทะลวงสังหาร ตะลุยมาจนถึงตีนเขาเดือนม่วงอย่างราบ รื่น
กระทั่งอํานาจคําสาปเทพโบราณยังถูกสยบสลายโดยอํานาจวัฏสงสารในมือเขา!!
คนผู้นี้น่าสะพรึงกลัวอย่างไม่ต้องสงสัย
“กลัวหรือ?”
เสียงสตรีเยียบเย็นพลันดังออกมาจากแท่นบูชาสีเลือด
ณ ยามนี้ สามสางเทพทั้งเทียนเซียว เสวี่ยฉาน และหวงเหยียนล้วนก้มหัวลงโดยไม่ได้นัดหมาย สีหน้าปรากฏ ความยําเกรงจากใจ
“ไม่ใช่ว่ากลัวหรอกขอรับ แต่มิอาจทราบได้ว่าท่านยายจะทําเช่นไรต่อ”
สางเทพเทียนเซียวอธิบาย “ข้าย่อมงุนงงในใจเป็นธรรมดาขอรับ”
ก่อนหน้านี้ หลังซูอี้เข้ามาในนครสาบสูญ เขาเผยอํานาจต่อสู้ท้าทายสวรรค์อันกล่าวได้ว่าทําลายล้างฝ่ายเดียว แม้แต่ถนนสายยาวในม่านหมอกยังถูกทําลาย หกสางเทพอารักษ์อย่างชงหมิงและเซวี่ยเหอล้วนถูกโค่นล้มตามๆ กัน
เหตุนั้น ทุกคนล้วนได้ประจักษ์
ทว่าท่านยายกลับไม่เคยลงมือ นั่นย่อมทําให้พวกเขารู้สึกพิกล
เพราะในความคิดของพวกเขา หากท่านยายลงมือเอง นางคงปราบร่างเวียนวัฏของจอมดาบหลิงซูซึ่งมีการฝึกฝน เพียงขอบเขตมหาศาลลงได้แล้ว!
“นับแต่ยุคสมัยที่เทพโบราณสัญจรทั่วธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย มีข่าวลือกล่าวไว้ว่าหากไร้วัฏสงสาร ธารนที สายยาวแห่งยุคสมัยจะสิ้นสลายเป็นแน่แท้”
เสียงสตรีเย็นเยียบดังออกมาจากแท่นบูชาสีเลือดอีกครั้ง “ตลอดเวลานานมา อํานาจของธารนทีสายยาวแห่งยุค สมัยกําลังอ่อนแรงลงเรื่อยๆ และอํานาจภายในเขตหวงห้ามต่างๆ ก็กําลังเสื่อมสลาย รวมถึงนครสาบสูญด้วย”
ทันใดนั้น สางเทพพิทักษ์ทั้งสามก็แสดงท่าทีตั้งใจฟัง
“จากการอนุมานของข้า ภายในพันปี เราจะสามารถใช้อํานาจตนฝืนทะลวงออกจากนครสาบสูญ ทําลาย พันธนาการอํานาจคําสาป และคืนอิสรภาพได้”
“ทว่า… ข้าไม่คิดเลยว่าอํานาจวัฏสงสารจะหวนปรากฏ!”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ นํ้าเสียงเย็นเยียบของสตรีผู้นั้นก็เจือความไม่ยินยอม “กาลเวลาเอย? ชีวิตเอย! การหวน ปรากฏของวัฏสงสารนั้นจะแปรเปลี่ยนระบบระเบียบแห่งสรวงสวรรค์หมื่นภูมิ ธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยจะแปร เปลี่ยนอย่างมหันต์ และ… กระทบต่อสถานการณ์ของเทพสวรรค์ต่างๆ ด้วย!”
เกิดเสียงสูดหายใจเฮือกดังขึ้น
แม้สางเทพพิทักษ์ทั้งสามจะรู้ว่าอํานาจวัฏสงสารร้ายกาจสุดขั้ว แต่พวกเขาก็หาคาดคิดไม่ว่าอํานาจมหาวิถีเช่นนี้ จะสามารถกระทบถึงระบบระเบียบแห่งสรวงสวรรค์หมื่นภูมิ ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยและ ทวยเทพ ณ โลกเทพ!
“สิ่งเหล่านี้อาจหรือไม่อาจเกิดในภายหน้าก็ได้ แต่ขอเพียงมีอํานาจวัฏสงสาร ตัวแปรก็จะยังคงอยู่”
เสียงสตรีเยียบเย็นกล่าวต่อ “สําหรับเรา การปรากฏของวัฏสงสารในนครสาบสูญนั้นกล่าวได้ว่าเป็นทั้งโชคและ เคราะห์”
สางเทพพิทักษ์ทั้งสามผงะไป โชคเคราะห์พึ่งพากัน นี่มิได้หมายความหรือว่าการมาของร่างเวียนวัฏหลี่ฝูโหยว ไม่ใช่เพียงหายนะ แต่ยังมีโอกาสติดตาม?
“อย่างนี้เอง!”
สางเทพเทียนเซียวตบตัก “วัฏสงสารนั้นไม่เพียงแต่สามารถสยบอํานาจคําสาปเทพโบราณ แต่ยังสามารถทะลวง นครสาบสูญคืนสู่โลกภายนอกได้โดยง่ายด้วย!”
สางเทพเสวี่ยฉานเองก็กล่าวอย่างตื่นเต้น “ถูกต้อง หากเราปราบร่างเวียนวัฏของหลี่ฝูโหยวได้ เราก็ออกจากนคร สาบสูญได้ทันทีโดยไม่ต้องรีรออีก!”
สางเทพหวงเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อยและกระซิบออกมาว่า “แต่ประเด็นของเรื่องนี้ก็คือ เราต้องปราบร่างเวียน วัฏของหลี่ฝูโหยวนั่นให้ได้เสียก่อน คนผู้นั้น… รับมือยากนะ!”
วาจานั้นทําให้บรรยากาศตึงเครียดอีกครั้ง
“ท่านยาย ท่านมีแผนหรือไม่?” สางเทพเทียนเซียวอดถามมิได้ ทันทีที่สิ้นคํา
ตูม!
เกิดเสียงศึกดุเดือดสนั่นออกมาจากภูเขาเดือนม่วงเบื้องล่าง สางเทพทั้งสามพลันรู้สึกพรั่นพรึงในใจ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าร่างเวียนวัฏของหลี่ฝูโหยวเริ่มขึ้นเขามาแล้ว!! “เทียนเซียว เจ้านําธงหมื่นวิญญาณไป”
เสียงสตรีเยียบเย็นดังขึ้น “เขามาที่นี่เพื่อช่วยคน แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ต้องสู้กับวิญญาณซึ่งติดค้างในธงหมื่น วิญญาณอยู่ดี”
ธงสีดําผืนหนึ่งลอยออกมาจากแท่นบูชาสีเลือดและตกลงสู่มือของสางเทพเทียนเซียว “เสวี่ยฉาน เจ้าจงนํา ‘ลัญจกรสาบสูญ’ ไปช่วยเทียนเซียว”
“รับทราบ!” สางเทพเทียนเซียวและสางเทพเสวี่ยฉานตอบตกลงอย่างพร้อมเพรียง
บุคคลแรกวูบไหวร่างลงจากบงกชสีเลือดอันโอฬารและเดินลงเขาไปพร้อมกับธงสีดํานามธงหมื่นวิญญาณ ขณะที่สางเทพเสวี่ยฉานผู้ดูเหมือนหญิงชรารับลัญจกรสาบสูญมาไว้ในมือแล้วตามเขาไป ไม่นานนัก ร่างของทั้งสองก็หายลับไป
เสียงสตรีเยียบเย็นดังขึ้นอีกครั้ง “หวงเหยียน ในนครสาบสูญนี้ มีเพียงเจ้าที่ข้าเชื่อใจที่สุด ไม่ว่าเรื่องใดจะเกิดขึ้น วันนี้ สิ่งเดียวที่เจ้าต้องทําคือเฝ้าที่นี่ไว้”
“ขอรับ!” ชายชราอัปลักษณ์ถือม้วนไม้ไผ่พยักหน้า ……
ณ ภูเขาเดือนม่วงเบื้องล่าง ปราณดาบฉวัดเฉวียนทลายภพ
ซูอี้บุกทะลวงตลอดทางขึ้นสู่ยอดเขาลําพัง
ระหว่างทาง สารพัดสางเทพพุ่งทะยานออกมาจากหมอกทมิฬอันปกคลุมทั่วทิศ บางตนซึ่งแข็งแกร่งหน่อยก็เทียบ กับจื่อเจี้ยงและชิวหมานได้!
สางเทพเหล่านี้ ล้วนแต่ถือครองอํานาจคําสาปเทพโบราณอันดุร้ายทรงพลังไม่ต่างกัน และพวกมันล้วนไม่กลัวความตาย!
พวกเขายื้อยุดซูอี้ไว้ไม่ให้ขึ้นเขาไปไกลกว่านี้ ทว่าโชคร้าย การสกัดขวางของพวกเขาล้วนไม่ต่างจากตั๊กแตนขวางเกวียน
ซูอี้ไม่ได้ใช้อํานาจดาบเก้าคุมขังในการกวาดล้างสางเทพเหล่านี้ เพียงอํานาจวัฏสงสารที่เขามีก็ปราบผนึกสางเทพ เหล่านี้ไปตามๆ กันได้แล้ว!
เยี่ยชุนชิวไม่ได้ปรีดา ทว่ากังวลร้อนใจแทน
ซูอี้บุกทะลวงตลอดทาง ดูไร้เทียมทานประหนึ่งผ่าไม้ไผ่ ทว่าเยี่ยชุนชิวก็สังเกตเห็นว่าพลังปราณของซูอี้เผยเค้า อ่อนกําลังลง!
สีหน้าของชายหนุ่มซีดลง! เพียงมองก็รู้ว่ากําลังจะทนไม่ไหว!! “เฒ่าหวัง เจ้าพักเถอะ ให้ข้าลงมือดีกว่า”
เยี่ยชุนชิวรี่เข้าไปพยายามลงมือแบ่งเบาภาระซูอี้อยู่หลายหน ทว่า เจ้าตัวก็ต้องจนใจที่ไม่อาจคว้าซูอี้ไว้ได้เลย ทุกครั้งที่จะลงมือ ซูอี้ก็ชิงกวาดล้างศัตรูสิ้นไปก่อนแล้ว ยามมาถึงไหล่เขา ซูอี้ก็สยบสางเทพสามสิบสามตนตามกัน พร้อมทั้งฆ่าผู้เร่ร่อนไปเกือบสามร้อย! และยามนี้เอง ในที่สุดซูอี้ก็ชะงักเท้า
เขานําไหสุรายกดื่มอึกใหญ่ ถอนหายใจยาว และกล่าวว่า “เฒ่าเยี่ย อึดใจแรกผลาญสิ้น อึดใจสองล้า อึดใจสาม สลาย เจ้าไม่เข้าใจสัจธรรมนี้เลย หากเรามัวเอ้อระเหยมาตลอดทาง ข้าเกรงว่าเราคงบุกถึงที่นี่มิได้ในกาลอันสั้น”
ว่าแล้ว เขาก็หันไปกล่าวกับเยี่ยชุนชิวด้วยรอยยิ้ม “หากถึงกาลต้องชี้วัดเป็นตายกันจริงๆ ข้าจะทะลวงเปิดทางให้ เจ้าแน่นอน”
หัวใจของเยี่ยชุนชิวร่วงลงตาตุ่ม เฒ่าหวังกําลังสั่งเสียหรือไม่? หรือเขาจะใกล้สิ้นแรงจนกล่าวเช่นนี้อย่างหดหู่ใจ? “เจ้ามาช่วยข้าแท้ๆ แล้วข้าจะทิ้งเจ้าได้เช่นไร?” เยี่ยชุนชิวแค่นเสียงเย็นชา “หากอยากตาย เราก็ตายด้วยกัน!”
ซูอี้ยิ้มบางพลางตบบ่าเยี่ยชุนชิว “อย่าห่วงเลย เป็นตายยังมิกําหนดชัด สรรพสิ่งเปี่ยมตัวแปร ข้าจะพาเจ้าออก จากที่นี่ให้ได้!”
ว่าแล้วชายหนุ่มก็เบนสายตามองเหนือเส้นทางต่อไป สางเทพเทียนเซียวผู้มีรูปร่างเล็กจ้อยเช่นเด็กกับสางเทพเสวี่ยฉานผู้ดูเหมือนหญิงชรากําลังมาจากไกลๆ “ท่านไม่ได้มาเพื่อช่วยคนหรือ? ท่านยายบัญชาให้สนองเจ้าแล้ว”
สางเทพเทียนเซียวยกธงหมื่นวิญญาณในมือขึ้น “ตลอดกาลนานมา วิญญาณผู้เร่ร่อนที่ท่านยายปราบไว้ต่างถูก ผนึกในธงนี้ และยังมีผู้ที่เจ้าจะช่วยอยู่ด้วย!”
ดวงตาของซูอี้วูบไหว “ผู้ใดบ้าง?”
หัวใจของเยี่ยชุนชิวร่วงลงตาตุ่ม มีหรือเขาจะไม่เห็นว่านี่คือกลยุทธ์ถ่วงเวลาของท่านยาย หญิงชราตั้งใจจะถ่วง เวลากัดกร่อนฤทธิ์ซูอี้!
“ดูเอาเองเลย” สางเทพเทียนเซียวแสยะยิ้มก่อนจะโบกธงหมื่นวิญญาณในมือ พรึ่บ!
ยามผืนธงสะบัดโบก อํานาจคําสาปสีเลือดพลันพวยพุ่งทะลักแผ่ เกิดเป็นประตูวังวนขึ้นในพริบตา ราวเบิกทางสู่ ขุมนรกสีเลือด
จิตวิญญาณเกินคณานับพุ่งออกมา!
หนาแน่นเยี่ยงคลื่นนที
จิตวิญญาณเหล่านี้คือ ‘ผู้เร่ร่อน’ ซึ่งอาบคําสาปเทพโบราณจนสิ้นสติ มีทั้งตัวตนระดับเทพเหมือนกูซิงอี้และตัว ตนขอบเขตมหาศาลอื่นๆ
จํานวนมีนับพันนับหมื่น!
“ทุกคน หยุด!”
สางเทพเทียนเซียวตวาดลั่น
ทันใดนั้นร่างวิญญาณของผู้เร่ร่อนนับพันหมื่นก็หยุดค้างกลางอากาศ แววตาว่างเปล่า ยืนนิ่งเช่นหุ่นเชิด
สางเทพเทียนเซียวกล่าวเสียงเรียบ “หลีหย่งอันอยู่ไหน ออกมาซิ!”
ทันใดนั้น ผู้เร่ร่อนคนหนึ่งพลันปรากฏตัวขึ้น
เขาเป็นชายผู้มีใบหน้าเคร่งขรึม ร่างผอมสูง ดวงตาแดงฉาน คําสาปเทพโบราณทั่วร่างแปรเปลี่ยนเป็นปราณดาบ คมกล้า
หลีหย่งอัน
บิดาของสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สาน นักดาบครึ่งเทพผู้เป็นตํานานในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย อดีตผู้อาวุโสใหญ่ ของหอพิงนภา!
ทว่ายามนี้หลีหย่งอันกลายเป็นเพียงผู้เร่ร่อนไร้สติ!
“ขู่กันหรือ?”
ซูอี้เก็บไหสุราไป
“เปล่า ในเมื่อเจ้ามาช่วยคน เราก็ไม่ควรให้เจ้ามาเสียเปล่า”
สางเทพเทียนเซียวแย้มยิ้ม “เอาล่ะ ขอเพียงรับปากข้าข้อหนึ่ง ข้าจะให้เจ้า……” ทว่าก่อนจะทันพูดจบ ปราณดาบสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้นฟาดฟันใส่สางเทพเทียนเซียวเสียแล้ว!