บุพผาพิษแห่งหอเย่วเซียง - ตอนที่ #27 : ตัวอักษรใต้แสงกองไฟ
ค่ำคืนสุดท้ายของการล่าสัตว์
ลานกว้างหน้าค่ายถูกจัดเป็นงานเลี้ยงใหญ่
กองไฟหลายกองลุกโชนส่องแสงส้มอุ่นไปทั่วบริเวณ
เสียงดนตรีพื้นเมืองดังคลอเบา ๆ
เหล่าขุนนาง แม่ทัพ และสตรีสูงศักดิ์นั่งล้อมวงสนทนา
คืนนี้เป็นคืนแห่งความผ่อนคลาย
ก่อนที่ทุกคนจะเดินทางกลับเมืองหลวงในวันรุ่งขึ้น
หลินเซียงหลัวนั่งอยู่แถวของสตรี
ผ้าคลุมหน้ายังคงปกปิดใบหน้าของนางเช่นเดิม
กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากกายของนางลอยอยู่ในอากาศ
ทำให้ผู้คนแอบหันมามองอยู่บ่อยครั้ง
แต่แล้ว
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“คุณหนูจากหอเยว่เซียง”
หลินเซียงหลัวเงยหน้าขึ้น
อ๋องเสวียน
เดินเข้ามาหยุดตรงหน้านาง
เขายิ้มเล็กน้อย
ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ นาง
โดยที่บังเอิญ
อีกด้านหนึ่งของนาง
คือ รัชทายาท เซียวเหยียน
หลินเซียงหลัวชะงักเล็กน้อย
เพราะตอนนี้
นางนั่งอยู่ระหว่างบุรุษสองคนที่ทรงอำนาจที่สุดในงาน
สายตาหลายคู่เริ่มหันมามองทันที
อ๋องเสวียนยกถ้วยสุราขึ้น
ก่อนจะพูดเสียงเรียบ แต่ชัดเจน
“ข้าได้ยินชื่อเสียงของเจ้าอยู่บ่อยครั้ง”
“ทั้งเสียงพิณ ทั้งความสามารถ”
เขามองนางตรง ๆ
“ข้าชื่นชมเจ้า”
ประโยคนั้นทำให้ผู้คนรอบ ๆ เริ่มเงียบลง
อ๋องเสวียนพูดต่ออย่างไม่ลังเล
“แม้เจ้าจะมาจากหอคณิกา”
“แต่ข้าไม่ถือสา”
คำพูดนั้นทำให้หลายคนตกใจ
เพราะมันแทบจะเป็นการประกาศความสนใจต่อหน้าทุกคน
รัชทายาทที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เงียบไปเล็กน้อย
แต่สายตาของเขาเริ่มเย็นลง
อ๋องเสวียนยังคงพูดต่อ
“หากเจ้าตกลง”
“ข้าสามารถรับเจ้าเข้าจวนอ๋อง”
“เป็นสนมของข้า”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที
หลินเซียงหลัวเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะพูดอย่างสุภาพ
“ท่านอ๋องให้เกียรติหม่อมฉันมากเกินไปแล้วเพคะ”
อ๋องเสวียนยิ้ม
“เจ้าปฏิเสธหรือ”
ก่อนที่นางจะตอบ
เสียงหนึ่งก็แทรกขึ้น
“ท่านอ๋องช่างใจร้อนจริง ๆ”
รัชทายาทพูดขึ้นอย่างเรียบ ๆ
เขายกถ้วยสุราขึ้นจิบ
ก่อนจะพูดต่อ
“นางยังไม่ทันได้ตอบ”
อ๋องเสวียนหัวเราะเบา ๆ
“รัชทายาทดูเหมือนจะสนใจเรื่องนี้มากกว่าที่ข้าคิด”
เซียวเหยียนยิ้มบาง ๆ
“ก็แค่ไม่อยากให้ท่านอ๋องทำให้สตรีลำบากใจ”
หลินเซียงหลัวรู้สึกได้ทันที
ว่าเขากำลัง ช่วยนาง
นางจึงลุกขึ้นช้า ๆ
ก่อนจะคำนับฮ่องเต้และฮองเฮาที่ประทับอยู่ด้านหน้า
“หม่อมฉันมีความสามารถเพียงเล็กน้อย”
“หากฮ่องเต้และฮองเฮาไม่รังเกียจ”
“หม่อมฉันอยากแสดงบางอย่างถวายเพคะ”
ฮ่องเต้ยิ้ม
“โอ้? เจ้าจะเล่นพิณหรือ”
หลินเซียงหลัวส่ายศีรษะเบา ๆ
“หม่อมฉันอยากถวายอักษรเพคะ”
ไม่นาน
โต๊ะเขียนพู่กันก็ถูกนำมาตั้ง
หลินเซียงหลัวหยิบพู่กันขึ้น
มือเรียวงดงามจับพู่กันอย่างมั่นคง
แสงจากกองไฟสะท้อนบนกระดาษสีขาว
นางเริ่มเขียน
พู่กันเคลื่อนไหวอย่างสง่างาม
เส้นอักษรไหลลื่นราวกับสายน้ำ
ไม่นาน
บทกวีสั้น ๆ ก็ปรากฏบนกระดาษ
ใจหนึ่งมุ่งสู่เส้นทางไกล
มิอาจหยุดอยู่เพียงวังวนแห่งรัก
หากวันหนึ่งวาสนาบรรจบ
จึงค่อยปล่อยใจให้บุรุษผู้เดียว
เมื่อฮ่องเต้อ่าน
พระองค์ก็หัวเราะเบา ๆ
“ดี!”
ฮองเฮายิ้มอย่างพอใจ
“ทั้งอักษรและความหมายงดงาม”
คำพูดนั้นทำให้ผู้คนปรบมือชื่นชม
หลินเซียงหลัวหันไปทางอ๋องเสวียน
ก่อนจะพูดอย่างสุภาพ
“หม่อมฉันยังต้องดูแลหอเยว่เซียง”
“จึงยังไม่คิดเรื่องความรัก”
“ขอให้ท่านอ๋องโปรดอภัยเพคะ”
คำปฏิเสธนั้น
สุภาพ
แต่ชัดเจน
อ๋องเสวียนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
“ไม่เป็นไร”
“ข้ารอได้”
เขามองนางด้วยสายตาลึกซึ้ง
ก่อนจะพูดประโยคหนึ่ง
“แต่สักวันหนึ่ง”
“ข้าจะทำให้เจ้ามาอยู่ข้างกายข้าให้ได้”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศเงียบลงเล็กน้อย
หลินเซียงหลัวสบตาเขา
ก่อนจะตอบช้า ๆ
“ท่านอ๋อง”
“ในใจของหม่อมฉัน…”
“มีคนอยู่แล้วเพคะ”
ประโยคนั้นทำให้หลายคนตกใจ
รวมถึง
รัชทายาท
แต่ในดวงตาของเขา
กลับมีประกายบางอย่าง
เหมือนกำลังอยากรู้คำตอบ
ว่าบุรุษคนนั้น
คือใคร
กองไฟยังคงลุกโชนในค่ำคืน