บุพผาพิษแห่งหอเย่วเซียง - ตอนที่ #34 : บุรุษจากแดนไกล
ลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านกำแพงเมืองหลวงอย่างแผ่วเบา
ประตูเมืองตะวันตกเปิดออกต้อนรับขบวนม้าจำนวนหนึ่งที่กำลังเคลื่อนเข้ามาอย่างสง่างาม
ธงผืนใหญ่สีครามปักลาย ดอกเหมยสีเงิน โบกสะบัดอยู่เหนือขบวน
ผู้คนสองข้างทางเริ่มซุบซิบกันทันที
“ขบวนจากต่างแคว้น…”
“ได้ยินว่าเป็นทูตจากแคว้นซีหลิง”
“แม่ทัพหนุ่มของพวกเขาก็มาด้วย”
ท่ามกลางขบวนทหารม้า
ชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งอยู่บนหลังม้าสีดำสนิท
รูปร่างสูงสง่า
ใบหน้าคมคายราวกับสลักจากหยก
ดวงตาลึกสงบนิ่ง
ชุดคลุมยาวสีหมึกปักลายเมฆเงินพลิ้วไหวตามแรงลม
เขาคือ
เซียวอวี้เฉิน
แม่ทัพหนุ่มแห่งแคว้นซีหลิง
และในอีกสถานะหนึ่ง
เขาคือ หลานชายของเจ้าหญิงซีหลิง ผู้ที่หายสาบสูญไปจากเมืองหลวงเมื่อกว่าสิบปีก่อน
หนึ่งในองครักษ์เอ่ยขึ้นเบา ๆ ข้างหลัง
“ท่านแม่ทัพ เมืองหลวงของแคว้นนี้ยังคงคึกคักเช่นเดิม”
เซียวอวี้เฉินมองไปข้างหน้า
สายตาเงียบสงบ
แต่ลึกลงไปในดวงตานั้น
กลับมีบางอย่างที่หนักแน่น
“ที่นี่…”
เขาพึมพำเบา ๆ
“คือที่ที่อาหญิงของข้าจากไป”
สายลมพัดผ่าน
ธงดอกเหมยพลิ้วไหวอีกครั้ง
หลายปีที่ผ่านมา
เขาไม่เคยหยุดตามหาความจริง
หลังจาก เจ้าหญิงซีหลิง ผู้เป็นอาหญิงของเขาแต่งงานเข้ามาในแคว้นนี้
ไม่นานนัก
ข่าวร้ายก็เดินทางกลับไปยังแคว้นซีหลิง
—เจ้าหญิงสิ้นชีวิต
—บุตรสาวของนางเสียชีวิตในกองเพลิง
คดีถูกปิดลงอย่างรวดเร็ว
รวดเร็วเกินไป
และเงียบงันเกินไป
เซียวอวี้เฉินไม่เคยเชื่อข่าวนั้น
เพราะหลายเดือนก่อนเดินทางมา
สายลับของเขานำข่าวบางอย่างกลับมา
ข่าวที่ทำให้เขาเดินทางมาที่เมืองหลวงแห่งนี้
“ในเมืองหลวง มีสตรีผู้หนึ่ง…”
สายลับเคยรายงาน
“นางมีกลิ่นหอมประหลาดติดกาย”
“และมีปานรูปดอกเหมยที่แผ่นหลัง”
คำพูดนั้น
ทำให้เซียวอวี้เฉินเงียบไปนาน
เพราะ ปานดอกเหมย
คือสัญลักษณ์สายเลือดของราชวงศ์ซีหลิง
และมีเพียงไม่กี่คนในโลกที่มีมัน
เขามองกำแพงเมืองหลวงเบื้องหน้า
ก่อนพูดเบา ๆ
“ข้าอยากรู้…”
“ว่าเจ้าคือใครกันแน่”
ในเวลาเดียวกัน
ที่ หอเยว่เซียง
โคมแดงจำนวนมากแกว่งไกวเบา ๆ ตามแรงลมยามเย็น
เสียงพิณและเสียงหัวเราะของแขกยังคงดังอยู่ด้านล่าง
แต่ภายในห้องด้านบน
หลินเซียงหลัวกำลังนั่งอ่านรายงานบางอย่าง
สาวใช้คนสนิทรีบเดินเข้ามา
“นายหญิง”
นางคำนับก่อนพูด
“วันนี้มีขบวนจากต่างแคว้นเข้ามาในเมืองหลวงเจ้าค่ะ”
หลินเซียงหลัวเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“ต่างแคว้นหรือ”
“เจ้าค่ะ”
“ได้ยินว่ามีแม่ทัพหนุ่มมาด้วย ผู้คนกำลังพูดถึงกันทั่วเมือง”
หลินเซียงหลัวเพียงพยักหน้าเบา ๆ
เรื่องการเมืองระหว่างแคว้น
นางไม่ค่อยสนใจนัก
ในตอนนี้
สิ่งที่นางต้องสนใจมากกว่า
คือตระกูลหลิน
นางวางกระดาษลง
ก่อนลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง
แสงอาทิตย์ยามเย็นตกกระทบใบหน้าของนาง
ดวงตาคู่งามเย็นเฉียบ
“อีกไม่นาน…”
นางพึมพำกับตัวเอง
“ข้าจะทำให้พวกเขาชดใช้ทุกอย่าง”
แต่ในเวลานั้นเอง
นางยังไม่รู้เลยว่า
บุรุษจากต่างแคว้นที่เพิ่งเข้ามาในเมืองหลวง
กำลังตามหานางอยู่เช่นกัน
ค่ำวันนั้น
ภายในโรงเตี๊ยมใหญ่กลางเมือง
เซียวอวี้เฉินนั่งอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่าง
ถ้วยสุราถูกวางลงอย่างเบามือ
สายลับคนหนึ่งกำลังรายงานเบา ๆ
“ท่านแม่ทัพ ข้าสืบได้แล้ว”
“สตรีที่มีข่าวลือเรื่องกลิ่นหอมและปานดอกเหมย…”
เซียวอวี้เฉินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“นางคือใคร”
สายลับตอบทันที
“นางชื่อ หลินเซียงหลัว”
“เป็นผู้ดูแลหอเยว่เซียง”
ดวงตาของเซียวอวี้เฉินนิ่งลงทันที
“หอคณิกา…”
เขาพึมพำเบา ๆ
สายลับพูดต่อ
“ไม่มีใครเคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของนาง”
“นางมักสวมผ้าคลุมหน้า”
เซียวอวี้เฉินเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนยกถ้วยสุราขึ้นช้า ๆ
แสงตะเกียงสะท้อนในดวงตาของเขา
“หอเยว่เซียง…”
มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย
“ดูเหมือน…”
“ข้าจะต้องไปเยือนที่นั่นสักครั้งแล้ว”
ลมยามค่ำคืนพัดผ่านถนนของเมืองหลวง
โคมแดงส่องแสงสลัว
และไม่มีใครรู้เลยว่า
การมาถึงของบุรุษจากต่างแคว้น
กำลังจะทำให้ชะตาของหลายคนในเมืองหลวง
เริ่มเปลี่ยนแปลง
รวมถึง
ชะตาของหลินเซียงหลัวด้วย
เพราะเขา
คือคนแรก
ที่อาจมองเห็นความจริง
ว่า
คุณหนูที่ตายไปในกองไฟเมื่อสิบปีก่อน
ยังมีชีวิตอยู่