บุพผาพิษแห่งหอเย่วเซียง - ตอนที่ #38 : ศาลาริมน้ำใต้แสงจันทร์
ค่ำคืนนั้น
พระจันทร์ลอยเด่นอยู่เหนือฟ้า
แสงสีเงินสาดลงบนผิวน้ำของสระหลวงที่อยู่นอกกำแพงเมือง
ลมเย็นพัดผ่านต้นหลิวที่โน้มกิ่งลงเหนือผิวน้ำ
กลางสระมีศาลาไม้เล็ก ๆ ตั้งอยู่
สถานที่แห่งนี้เงียบสงบจนแทบไม่ได้ยินเสียงผู้คน
มีเพียงเสียงน้ำกระทบขอบศาลาเบา ๆ
หญิงสาวในชุดคลุมสีอ่อนเดินมาหยุดอยู่ใต้โคม
ผ้าคลุมหน้าของนางปลิวไหวตามสายลม
นางคือ
หลินเซียงหลัว
คืนนี้นางไม่ได้พาสาวใช้มาด้วย
เพราะการพบกันครั้งนี้
ไม่ควรให้ผู้ใดรับรู้
ไม่นานนัก
เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากทางเดินหิน
บุรุษผู้หนึ่งก้าวเข้ามาใต้แสงจันทร์
เสื้อคลุมสีหมึกพริ้วไหวตามลม
ใบหน้าคมเข้มสงบนิ่ง
เขาคือ
เซวียอวี้เฉิน
แม่ทัพหนุ่มจากแคว้นซีหลิง
เขาหยุดยืนห่างจากนางเพียงไม่กี่ก้าว
ดวงตาคมจับจ้องนางอย่างพิจารณา
“เจ้าคือคนที่นัดข้ามา”
น้ำเสียงของเขาต่ำและมั่นคง
หลินเซียงหลัวค้อมศีรษะเล็กน้อย
“ข้าต้องการถามท่านบางเรื่อง”
เซวียอวี้เฉินเลิกคิ้วเล็กน้อย
“เรื่องใด”
หลินเซียงหลัวเงยหน้าขึ้น
ดวงตาของนางสะท้อนแสงจันทร์อย่างสงบ
“เรื่องของแคว้นซีหลิง”
ลมยามค่ำคืนพัดผ่านศาลา
ทำให้ชายเสื้อของทั้งสองคนไหวเบา ๆ
เซวียอวี้เฉินมองนางอยู่นาน
ก่อนจะถามช้า ๆ
“เหตุใดเจ้าจึงสนใจเรื่องแคว้นของข้า”
หลินเซียงหลัวเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะตอบเรียบ ๆ
“เพียงอยากรู้”
แต่คำตอบนั้น
กลับทำให้ดวงตาของเซวียอวี้เฉินหรี่ลงเล็กน้อย
ตั้งแต่เขาเข้ามาในหอเยว่เซียง
เขารู้สึกบางอย่างกับหญิงสาวคนนี้
ความคุ้นเคย
ที่อธิบายไม่ได้
เขาก้าวเข้ามาใกล้อีกก้าว
สายตาคมจับจ้องนาง
“ข้าขอถามเจ้าตรง ๆ”
“เจ้าเคยมีนามว่าอะไร”
หลินเซียงหลัวนิ่งไปเล็กน้อย
ก่อนจะยิ้มบาง
“ท่านแม่ทัพถามคำถามแปลกนัก”
เซวียอวี้เฉินยังคงมองนาง
ไม่ละสายตา
“แล้ว…”
เขาหยุดเล็กน้อย
ก่อนจะถามคำถามที่อยู่ในใจ
“เจ้ามี ปานรูปดอกเหมย อยู่ที่หลังใช่หรือไม่”
ลมกลางคืนเหมือนหยุดพัดไปชั่วขณะ
หลินเซียงหลัวเงียบลง
สายตาของนางลึกขึ้นเล็กน้อย
เซวียอวี้เฉินพูดต่อช้า ๆ
“เมื่อหลายปีก่อน ข้าเคยรู้จักเด็กหญิงคนหนึ่ง”
“นางเป็นบุตรสาวของเจ้าหญิงซีหลิง”
“และนางก็มีปานแบบเดียวกัน”
คำพูดนั้นทำให้หลินเซียงหลัวหันหน้าหนีเล็กน้อย
ก่อนจะหยิบสิ่งหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ
มันคือ
จี้หยกสีขาวแกะสลักรูปดอกเหมย
หยกชิ้นนั้นเก่า
แต่ยังคงงดงาม
เซวียอวี้เฉินเบิกตาเล็กน้อยทันที
“หยกชิ้นนั้น…”
เขาก้าวเข้ามาอีกก้าว
“มันเป็นของเจ้าหญิงซีหลิง”
หลินเซียงหลัวมองหยกในมือ
ดวงตาของนางนิ่งสงบ
“มันเป็นของที่มารดาทิ้งไว้ให้ข้า”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของเซวียอวี้เฉินกระแทกแรง
“เช่นนั้น…”
เขาพูดเบา ๆ
“เจ้าคือ—”
แต่ในขณะนั้นเอง
เสียงกิ่งไม้ไหวเบา ๆ ก็ดังขึ้นจากเงามืด
ไม่มีใครรู้ว่า
บนกิ่งต้นหลิวใกล้ศาลา
มีบุรุษอีกคนยืนอยู่เงียบ ๆ มาตั้งแต่ต้น
เสื้อคลุมสีดำของเขากลืนไปกับความมืด
ดวงตาคมเย็นจับจ้องภาพตรงหน้า
เขาคือ
เซียวเหยียน
ตั้งแต่วินาทีที่เห็น
หลินเซียงหลัวกับบุรุษอีกคนยืนใกล้กันเช่นนี้
แววตาของเขาก็เย็นลงอย่างน่ากลัว
มือที่วางอยู่บนกิ่งไม้กำแน่นเล็กน้อย
“นัดพบกันลับ ๆ ใต้แสงจันทร์…”
เขาพึมพำเบา ๆ
มุมปากยกขึ้นเพียงเล็กน้อย
แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความหึงหวงที่เขาเองก็ไม่อยากยอมรับ
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่
จี้หยกรูปดอกเหมย
แล้วความทรงจำเมื่อสิบปีก่อนก็ผุดขึ้นมา
เด็กหญิงตัวเล็ก
ที่เคยช่วยเขาไว้
เด็กหญิงที่มี
แววตาแบบเดียวกัน
เซียวเหยียนหรี่ตาลงช้า ๆ
หัวใจของเขาเต้นแรงอย่างที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น
“หลินเซียงหลัว…”
เขาพึมพำเบา ๆ
“เจ้า…เป็นใครกันแน่”
ใต้แสงจันทร์
ความลับที่ซ่อนมานานกว่าสิบปี
กำลังเริ่มเผยตัวออกมาทีละน้อย
และไม่มีใครรู้ว่า
คืนแห่งการพบกันนี้
จะเปลี่ยนชะตาของทุกคนไปตลอดกาล