บุพผาพิษแห่งหอเย่วเซียง - ตอนที่ #51 : เปลวเพลิงและอ้อมแขนของรัชทายาท
เปลวไฟสีแดงฉานลุกโชนอยู่หน้าหอเยว่เซียง
เสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่วถนน
ผู้คนแตกตื่นวิ่งหนีกันวุ่นวาย
ควันดำพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี ราวกับเป็นสัญญาณเตือนของพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะโหมกระหน่ำเมืองหลวงแห่งนี้
“ถอยไป!”
เซียวเหยียนออกคำสั่งเสียงเฉียบ
เหล่าองครักษ์จากตำหนักบูรพารีบกรูเข้ามาควบคุมสถานการณ์ทันที
หลินเซียงหลัวยืนอยู่ข้างเขา
สายตาจับจ้องรถม้าที่กำลังถูกไฟเผาไหม้
กลิ่นน้ำมันเพลิงแรงผิดปกติ
นี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ
แต่เป็นการ “เตือน”
และอีกฝ่ายจงใจเลือกลงมือหน้าหอเยว่เซียง
เพื่อส่งสารบางอย่างถึงทั้งนาง…และเซียวเหยียน
ทันใดนั้นเอง
เสียงแหวกอากาศพลันดังขึ้น!
ฟึ่บ—!
“ระวัง!”
เซียวเหยียนคว้าร่างหลินเซียงหลัวเข้าหาอกแทบจะในทันที
ลูกธนูสีดำพุ่งเฉียดผ่านไหล่ของนางไปเพียงนิดเดียว ก่อนปักลงเสาไม้ด้านหลังอย่างแรง
ผู้คนด้านล่างร้องลั่น
“มีนักฆ่า!”
องครักษ์ชักกระบี่ออกพร้อมกันในพริบตา
แต่ยังไม่ทันได้เคลื่อนไหว
เงาดำหลายสายก็พุ่งลงมาจากหลังคาโดยตรง!
ประกายดาบสะท้อนแสงไฟวาบวับกลางความมืด
เซียวเหยียนดันหลินเซียงหลัวไปด้านหลังตนเอง
ก่อนชักกระบี่ออกอย่างรวดเร็ว
เคร้ง—!
เสียงเหล็กปะทะกันดังสนั่น
หนึ่งกระบี่ของเขากวาดฟันจนชายชุดดำถอยหลังไปหลายก้าว
ท่วงท่าคมกริบราวมังกรเหิน
สง่างาม
เด็ดขาด
และอันตรายจนผู้คนรอบด้านไม่กล้าแม้แต่หายใจ
หลินเซียงหลัวมองภาพนั้นนิ่งงันไปชั่วขณะ
แม้นางจะเคยเห็นเซียวเหยียนลงมือมาก่อน
แต่ครั้งนี้…
เขากำลังปกป้องนาง
โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ชายชุดดำอีกสองคนพุ่งเข้ามาพร้อมกัน
แต่ก่อนที่เซียวเหยียนจะทันลงมือ
แขนเสื้อสีแดงเข้มของหลินเซียงหลัวกลับสะบัดวูบ
เข็มเงินเล่มบางพุ่งออกไปอย่างแม่นยำ
ฉึก!
ชายคนหนึ่งทรุดลงกับพื้นแทบจะทันที
เซียวเหยียนหันมามองนาง
แววตาคมลึกวูบไหวเล็กน้อย
“เจ้าพกอาวุธด้วยหรือ”
หลินเซียงหลัวยิ้มบาง
“คนในหอคณิกา…ย่อมต้องป้องกันตัวเป็นเจ้าค่ะ”
แม้จะตอบเช่นนั้น
แต่เซียวเหยียนรู้ดี
ฝีมือเช่นนี้ ไม่ใช่เพียง “ป้องกันตัว” ธรรมดา
การต่อสู้จบลงอย่างรวดเร็ว
นักฆ่าที่เหลือรีบล่าถอยเมื่อเห็นสถานการณ์เสียเปรียบ
แต่ก่อนหนีไป
หนึ่งในนั้นกลับหันมามองหลินเซียงหลัว
ก่อนเอ่ยประโยคหนึ่งเสียงเย็น
“นายท่านกล่าวว่า…ดอกเหมยไม่ควรเบ่งบานข้างมังกร”
สิ้นเสียง
เงาดำทั้งหมดก็หายไปในค่ำคืนทันที
หัวใจของหลินเซียงหลัวเย็นวาบ
นายท่าน…
ชายลึกลับคนนั้นส่งคนมาเองหรือ
เหตุใดถึงเริ่มเคลื่อนไหวเร็วเช่นนี้
เซียวเหยียนหันมามองนางช้า ๆ
“เจ้ารู้จักพวกมัน”
ไม่ใช่คำถาม
แต่เป็นประโยคบอกเล่า
หลินเซียงหลัวนิ่งไปครู่หนึ่ง
ก่อนหลบสายตา
“ข้าไม่รู้ว่าท่านกำลังพูดถึงอะไร”
เซียวเหยียนจ้องนางอยู่พักใหญ่
ก่อนถอนหายใจแผ่วเบา
“เจ้านี่…ดื้อจริง”
น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดุดัน
กลับแฝงความอ่อนใจอย่างประหลาด
จนหัวใจของหลินเซียงหลัวสั่นไหวอีกครั้ง
ไม่นานนัก
องครักษ์ก็เข้ามารายงาน
“ใต้เท้า พบสิ่งนี้บนตัวนักฆ่าพ่ะย่ะค่ะ”
เป็นป้ายไม้สีดำชิ้นเล็ก
ด้านบนสลักรูป “ดอกเหมยครึ่งกลีบ”
เพียงเห็นมัน
สีหน้าของหลินเซียงหลัวก็ซีดลงเล็กน้อย
เพราะนางจำได้ดี
ตรานี้…
คือสัญลักษณ์ขององค์กรลับที่นายท่านใช้
องค์กรนักฆ่าที่เลี้ยงนางมาตั้งแต่เด็ก
เซียวเหยียนรับป้ายไม้นั้นมาดู
ดวงตาค่อย ๆ เย็นลง
“ดูเหมือนคืนนี้ ข้าจะได้เบาะแสสำคัญเสียแล้ว”
หลังเหตุวุ่นวายสงบลง
เซียวเหยียนกลับไม่ยอมจากไป
เขาสั่งปิดหอเยว่เซียงชั่วคราว
พร้อมส่งคนเฝ้ารอบด้านแน่นหนา
ภายในห้องส่วนตัว
หลินเซียงหลัวกำลังทำแผลที่แขนตนเอง
ระหว่างชุลมุน นางถูกปลายมีดบาดเล็กน้อย
แต่ยังไม่ทันพันผ้าเสร็จ
มือใหญ่ของใครบางคนก็ยื่นเข้ามาจับข้อมือนางไว้เสียก่อน
“อย่าขยับ”
เซียวเหยียนนั่งลงตรงหน้า
ก่อนหยิบผ้าพันแผลจากมือนางไป
หลินเซียงหลัวชะงัก
“ข้าทำเองได้เจ้าค่ะ”
“แต่ข้าอยากทำ”
คำตอบสั้น ๆ ทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที
แสงเทียนสั่นไหวเบา ๆ
ขณะที่เซียวเหยียนค่อย ๆ พันแผลให้นางอย่างระมัดระวัง
อ่อนโยนเสียจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นมือเดียวกับที่เพิ่งจับกระบี่สังหารคนเมื่อครู่
หลินเซียงหลัวมองเขาเงียบ ๆ
หัวใจที่เคยเย็นชา
กลับเริ่มสับสนขึ้นเรื่อย ๆ
“เหตุใดท่านต้องทำถึงเพียงนี้”
นางเอ่ยเสียงเบา
เซียวเหยียนเงยหน้าขึ้นสบตานาง
ดวงตาคมลึกคู่นั้น อ่อนลงอย่างชัดเจน
“เพราะข้าไม่อยากเห็นเจ้าเจ็บ”
หัวใจของหลินเซียงหลัวกระตุกแรง
แต่ยังไม่ทันได้ตอบ
เซียวเหยียนกลับเอ่ยต่อช้า ๆ
“เซียงหลัว…”
“เจ้าคือเด็กคนนั้นจริงหรือไม่”
ลมหายใจของนางหยุดชั่วขณะ
เด็กคนนั้น…
เด็กหญิงที่ช่วยเขาไว้เมื่อสิบปีก่อน
ห้องทั้งห้องเงียบงัน
มีเพียงเสียงสายลมยามค่ำคืนพัดผ่านหน้าต่างเบา ๆ
เซียวเหยียนมองนางนิ่ง
รอคำตอบ
แต่ก่อนที่หลินเซียงหลัวจะทันเอ่ยปาก—
เสียงขลุ่ยแหลมสูงพลันดังขึ้นจากนอกหน้าต่าง
ฟิ้ววว—
สีหน้าของนางเปลี่ยนไปทันที
เพราะนั่นคือ…
“สัญญาณเรียกตัวจากนายท่าน”
และหมายความว่า
พายุลูกใหญ่ของจริง
กำลังเริ่มต้นแล้ว