ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 10 ซ้อนกลตลบหลัง
เซี่ยเหอผู้ไม่อาจทนสงบปากสงบคำขยับเข้าไปใกล้จ้าวหนิง นางไม่รอให้อีกฝ่ายเอ่ยถามก็รัวถ้อยคำเป็นชุด “พวกเราไม่เห็นจำเป็นต้องออกจากจวนเลยเจ้าค่ะ ท่านข้าหลวงพายอดฝีมือออกนอกเมืองไปตามล่านังแพศยาจ้าวยวี่เจี๋ยแล้ว พวกเขาเคลื่อนไหวรวดเร็วปานลมกรด พวกเราตามไปไม่ทันหรอกเจ้าค่ะ”
จ้าวหนิงผงกศีรษะรับ
“อีกอย่าง คุณชายเคยกล่าวไว้นอกเมืองล้วนอันตรายรอบด้าน หากไม่ได้เดินทางพร้อมท่านข้าหลวง ต่อให้อีกฝ่ายทิ้งคนไว้รอนำทาง พวกเราก็ไม่ควรเสี่ยงออกไปอยู่ดี”
จ้าวหนิงพยักหน้ารับ เอ่ยชมด้วยน้ำเสียง ‘จริงใจ’ ยิ่งนัก “ฉลาดมาก”
พอได้รับคำชม พวงแก้มกลมของเซี่ยเหอก็พลันซับสีเลือดฝาด นัยน์ตาทอประกายวาววับ รีบแสดงภูมิปัญญาอันล้ำเลิศของตนต่อ “แต่คุณชายเจ้าคะ ต่อให้พวกเราไม่ออกไปนอกเมือง ลำพังรั้งอยู่ในเมืองก็ใช่ว่าจะปลอดภัยหายห่วงนะเจ้าคะ”
“ยอดฝีมือของจวนที่ทำการเมืองล้วนติดตามท่านข้าหลวงไปจนสิ้น ยามนี้เมืองไต้โจวแทบไร้เงาผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูง หากพวกสวะในเงามืดฉวยโอกาสลงมือ ต่อให้พวกเรายืนอยู่กลางถนนพลุกพล่านเช่นนี้ สถานการณ์ก็ยังอันตรายสุดขีด… อันตรายมากๆ เลยนะเจ้าคะ”
จ้าวหนิงหันขวับ นัยน์ตาทอแววประหลาดใจ ครานี้เขาเอ่ยชมจากใจจริง “ขนาดเรื่องนี้ยังคิดได้ ดูท่าสมองเจ้าจะเริ่มพัฒนาขึ้นมาบ้างแล้วสินะ”
“คุณชายล้อบ่าวเล่นอีกแล้ว” เซี่ยเหอบิดกายเล็กน้อย แสร้งทำทีถ่อมตนมิให้ดูเหลิงจนเกินงาม
ทว่าคล้อยหลังจ้าวหนิงหันกลับไป ใบหน้าของนางพลันซีดเผือด สองมือตะปบยึดชายเสื้อผู้เป็นนายไว้แน่น เอ่ยเสียงสั่นพร่า “ถะ…ถ้าเช่นนั้น ตอนนี้พวกเราก็กำลังตกอยู่ในอันตรายน่ะสิเจ้าคะ หากพวกคนชั่วปรากฏตัวขึ้นมาเวลานี้ จะทำเช่นไรดี”
“ไม่ใช่เจ้าหรอกหรือที่รบเร้าจะตามออกมา”
“คุณชาย…”
เมื่อเห็นสาวใช้หน้าม่อยขอบตาแดงก่ำ จ้าวหนิงจึงเลิกหยอกเย้า เขายกมือตบหลังมือนางที่จิกเกาะแขนเขาแน่นปานกรงเล็บไก่เบาๆ เอ่ยเสียงเรียบ “ไม่ต้องกลัว”
สิ้นวาจา ประกายแสงเย็นเยียบสายหนึ่งพลันสว่างวาบแหวกฝูงชน พุ่งทะลวงเข้าใส่อกเขาปานอัสนีบาต!
นัยน์ตาจ้าวหนิงวาวโรจน์ด้วยรังสีอำมหิต เขาสะบัดผลักเซี่ยเหอให้พ้นทาง พริบตานั้นพลันเหยียบย่าง ‘ท่าเท้ากระจกวารี’ รั้งกายถอยฉากจากจุดเดิมอย่างฉับพลัน ชายเสื้อสะบัดพลิ้ว ปราดเปรียวดุจวิหคโผบินและมฤคหลบหลีก
จังหวะเดียวกันนั้น จากร้านรวงด้านหลังและหอคอยซ้ายขวา ร่างเงากว่ายี่สิบสายพุ่งทะยานออกมาราวฝูงหมาป่าคลั่ง โถมเข้าปิดล้อมจ้าวหนิงจากทุกทิศทางในระยะประชิด
มือสังหารที่ปรากฏตัวอย่างกะทันหันเหล่านี้ ครึ่งหนึ่งล้วนบรรลุ ‘ระดับคุมปราณ’ แม้แต่ระดับฝึกกาย ก็ล้วนเหยียบย่างถึง ‘ระดับฝึกกายขั้นเก้า’ ทั้งสิ้น! พวกมันคือยอดฝีมือที่แฝงตัวในคราบชาวยุทธ์พเนจร เพียงปะทะกระบวนท่าแรกก็บั่นคอผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลจ้าวขาดกระเด็นไปหลายนายในชั่วอึดใจ
ชั่วพริบตา จ้าวหนิงก็ตกอยู่ในวงล้อมมรณะ ต้องสู้ตายแลกเลือดกับกลุ่มมือลอบสังหารอย่างดุเดือด
ห่างออกไปไม่ไกล มีหอคอยสามชั้นสูงตระหง่านเหนืออาคารข้างเคียง ตำแหน่งริมหน้าต่างนั้นคือจุดยุทธศาสตร์ชั้นยอด สามารถทอดสายตามองลานสังหารบนถนนเบื้องล่าง และกวาดตารวบรวมสถานการณ์ได้ทั่วทุกสารทิศ
เวลานี้ คุณชายหนุ่มรูปงามในชุดคลุมแขนกว้างผู้หนึ่งกำลังโบกพัดจีบในมือแผ่วเบา มุมปากประดับรอยยิ้มหยัน นัยน์ตาทอดมองจ้าวหนิงที่กำลังถูกรุมทึ้งในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน ราวกับกำลังชมมหรสพฉากเอก
ยามเห็นฉากสังหารเลือดสาด ฟ่านชิงหลินก็เดาะลิ้นเบาๆ ท่วงท่าผ่อนคลายเบิกบานใจยิ่งนัก
“ใครต่อใครต่างเลื่องลือว่าไอ้สวะจ้าวหนิงคืออัจฉริยะแห่งการบำเพ็ญเพียรของตระกูลจ้าว แต่ในสายตาข้า สมองมันกลับกลวงโบ๋ เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ มันยังกล้าเดินทอดน่องอยู่กลางถนนอีกหรือ”
ผู้ติดตามด้านหลังฟ่านชิงหลินเห็นผู้เป็นนายอารมณ์ดี จึงรีบสบพลอยเหยียบย่ำจ้าวหนิงเพื่อเชิดชูสติปัญญาอันเลิศล้ำของนายตน
“ต่อให้มันไม่เดินทอดน่องบนถนน แล้วมุดหัวหดกระดองอยู่ในจวนตระกูลจ้าว มันจะรอดพ้นความตายไปได้หรือ ท้ายที่สุด ยามนี้เมืองไต้โจวไร้ซึ่งยอดฝีมือตระกูลจ้าวคอยคุ้มกัน นี่แหละคือจุดตายของมันขอรับ”
ฟ่านชิงหลินแค่นเสียงจองหอง “น่าเสียดายที่ไอ้สวะนี่เกิดในตระกูลจ้าว วางอำนาจบาตรใหญ่รังแกผู้อื่นจนเคยตัว ครานี้มันบีบคั้นท่านข้าหลวงหนักเกินไป พอท่านข้าหลวงรู้เบาะแสของจ้าวยวี่เจี๋ยจึงมิกล้าออมมือ ทุ่มกำลังทั้งหมดออกไล่ล่า หากมิเป็นเช่นนั้น พวกเราจะได้โอกาสทองลงมือเยี่ยงนี้หรือ”
“ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้แผนล่อเสือออกจากถ้ำอันแยบยลของคุณชาย ที่ส่งผลลัพธ์ให้งูยอมเลื้อยออกจากรูมาตาย ช่างทำให้ผู้น้อยเลื่อมใสศรัทธายิ่งนัก” ถ้อยคำป้อยอของผู้ติดตามกล่าวออกมาราวกับเป็นสัจธรรมอันเที่ยงแท้ จนผู้ฟังแทบคล้อยตาม
ฟ่านชิงหลินหัวเราะร่วน ท่าทางลำพองใจถึงขีดสุด
เขาสะบัดพับพัดจีบในมือดัง ‘พั่บ’ ปลายพัดชี้ตรงไปยังจ้าวหนิง “แม้นการลอบสังหารทายาทผู้นำตระกูลจ้าวกลางเมืองไต้โจว จะเป็นเรื่องราวใหญ่โตที่กวาดล้างได้ยาก ทว่าเมื่อเทียบกับแผนการใหญ่ของพวกเรา เรื่องแค่นี้กลับไร้ค่าดั่งเศษธุลี”
“อีกประการ พวกเรามิได้ส่งยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดลงมือสังหารคนในเมือง ความร้ายแรงย่อมถูกลดทอนลงมหาศาล อย่างมากก็แค่ทำให้ตระกูลจ้าวเต้นเร่าแทบพลิกฟ้า ต่อให้ราชสำนักพิโรธ ก็คงอยู่ในขอบเขตอันจำกัด รอจนแผนการของพวกเราสำเร็จลุล่วง บนท้องพระโรงนั่น… มีขุนนางบุ๋นชั้นผู้ใหญ่ตั้งมากมายที่พร้อมจะแอบหัวเราะเยาะด้วยความสะใจ”
กล่าวถึงตรงนี้ สายตาที่ฟ่านชิงหลินมองจ้าวหนิงก็ไม่ต่างจากมองซากศพ “การได้ยืนทอดทัศนาอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งตระกูลขุนนางบู๊ ถูกสับร่างเลือดสาดกระจายตายตาไม่หลับกลางถนน ช่างเป็นมหรสพชั้นยอดที่หาชมได้ยากยิ่งในใต้หล้า”
สิ้นวาจา ฟ่านชิงหลินพลันเชิดคางขึ้นเล็กน้อย รักษากิริยาท่วงท่าอันสง่างามประดุจบัณฑิตผู้ชี้ชะตาแผ่นดิน เผยความมั่นใจเต็มเปี่ยมและท่าทีเย่อหยิ่งทระนงเหยียบย่ำผู้คนใต้ฝ่าเท้า—นับเป็นท่วงท่าที่ดูดีมีราศียิ่งนัก
ทว่าครานี้ เขากลับไม่ได้รับเสียงประจบสอพลอจากลูกน้องเฉกเช่นเคย ความเงียบงันทำให้ฟ่านชิงหลินนึกฉงน ผสมปนเปกับความขัดใจ
เขาหันขวับ นัยน์ตาพลันเบิกโพลงหดเกร็ง
ผู้ติดตามด้านหลังล้วนล้มลงไปกองกับพื้นอย่างเงียบงัน! โดยเฉพาะไอ้คนที่เพิ่งประจบประแจงเขาเมื่อครู่ ศีรษะของมันห้อยพับตกแนบไหล่ราวกับลูกหนัง ถูกหักคอปลิดชีพคาที่โดยสมบูรณ์
ครรลองสายตาปรากฏร่าง ‘แม่หนูน้อย’ ผู้มีรูปโฉมงดงามล่มเมืองยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น
เขาคิดชักอาวุธตอบโต้ ทว่ายังไม่ทันขยับกาย หมัดขาวเนียนดุจหยกสลักก็ซัดวาบเข้ามาบดบังทัศนวิสัยจนมิด เขา ‘ได้ยิน’ เสียงกระดูกลั่นทึบๆ สมองอื้ออึงขาวโพลน ยังไม่ทันสัมผัสถึงความเจ็บปวดที่สันจมูก สติสัมปชัญญะก็ดับวูบลงทันควัน
ทางด้านจ้าวหนิง สองมือกระชับดาบเชียนจวิน ประสานกระบวนท่าร่วมกับเซี่ยเหอและผู้คุ้มกัน ฟาดฟันกลุ่มมือสังหารอย่างไม่คิดชีวิต ชาวบ้านที่สัญจรไปมาบนถนนแตกตื่นหนีตายกระเจิดกระเจิงไปสิ้น เวลานี้ ณ ลานประลองเดือด นอกเหนือจากผู้บำเพ็ญเพียรที่กำลังตะลุมบอนแลกเลือด ก็เหลือเพียงซากศพที่นอนจมกองโลหิต
“ดาบสุดท้าย”
จ้าวหนิงหรี่ตาแคบ รีดเค้นสมาธิผสานเคล็ดวิชาเชียนจวินขับเคลื่อนตัวดาบ พริบตานั้นเขาตวัดฟาดดาบที่สี่ บั่นคอผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณที่พุ่งทะยานเข้ามาจนศีรษะหลุดกระเด็นด้วยดาบเดียว
ท่ามกลางน้ำพุเลือดที่สาดกระเซ็น จ้าวหนิงรั้งกายถอย ปราณแท้ในร่างถูกสูบจนเหือดแห้ง พละกำลังเหลือไม่ถึงสองส่วน สูญเสียสภาวะต่อสู้โดยสิ้นเชิง อย่างมากที่สุดก็คงฝืนยื้อรับมือผู้บำเพ็ญเพียรระดับฝึกกายได้อีกเพียงหนึ่งหรือสองคนชั่วอึดใจเท่านั้น
ยอดฝีมือตระกูลจ้าวรอบกาย ยามนี้เหลือรอดเพียงสามคน
ทว่าฝั่งศัตรูกลับยังเหลือระดับคุมปราณอยู่อีกห้าถึงหกคน และระดับฝึกกายอีกเจ็ดแปดคน
การเคลื่อนไหวของพวกมันไร้ซึ่งความรั้งรอ โถมทะยานดุจสัตว์ร้ายเข้าเข่นฆ่าจากทั่วทุกสารทิศ
ชั่วขณะนั้น ประกายกระบี่เงาคมดาบ หอกแหลมขวานเพลิง พลันสว่างวาบอัดแน่นเต็มคลองจักษุ
จ้าวหนิงแว่วเสียงเซี่ยเหอกรีดร้องเรียกคุณชายสุดเสียง
ลำพังเรี่ยวแรงของพวกเขายามนี้ ไม่อาจต้านทานการโจมตีระลอกนี้ได้อีกต่อไป
นับแต่การต่อสู้เปิดฉากจนถึงบัดนี้ เพิ่งล่วงเลยเพียงชั่วก้านธูป ผู้บำเพ็ญเพียรระดับธรรมดาของจวนที่ทำการเมือง ต่อให้ได้ยินเสียงปะทะก็ยังรุดมาไม่ทัน เห็นได้ชัดว่าศัตรูที่กล้าลงมือเหิมเกริมกลางย่านชุมชน ล้วนคำนวณกำลังรบของทั้งสองฝ่ายไว้อย่างแม่นยำ และมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะปิดบัญชีเลือดได้สำเร็จ
นี่คือวิกฤตสิ้นหวังของจ้าวหนิง
เขาไม่รั้งกายถอยอีกต่อไป ไร้หนทางให้หลบหลีก สายตาของเขามั่นคงดุดัน หนีไปก็ไร้ประโยชน์ แม้คล้ายสิ้นหวัง ทว่าใช่จะไร้ทางรอด เขามั่นใจในจุดนี้ดี หากไม่มั่นใจ เขาคงไม่เอาตัวมาวางเป็นหมากบนกระดานนี้
และแล้วก็เป็นไปตามคาด ก่อนที่คมอาวุธนานาประการจะสับร่างเขาจนแหลกเหลว ร่างคนผู้หนึ่งพลันร่วงหล่นลงมา
ฟ่านชิงหลิน
ร่างของมันถูกโยนลอยละลิ่วดุจกระสอบทราย กระแทกผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณสองคนที่พุ่งเข้ามาหน้าสุดจนล้มกลิ้งกระอักเลือด
มุมปากจ้าวหนิงกระตุกรอยยิ้มอบอุ่น
เขาสะบัดคมดาบสอดเก็บเข้าฝัก
ท่วงท่าเด็ดขาด เปี่ยมล้นด้วยความมั่นใจ ไร้ซึ่งความลังเลแม้เพียงเสี้ยวอนู
เสี้ยววินาทีที่ดาบเชียนจวินลั่นกรึบกระทบฝัก กลุ่มมือสังหารสิบกว่าชีวิตพลันถูกกระแทกลอยละลิ่วถอยหลังไปจนหมดสิ้น
บางคนกระอักเลือดสด บางคนศีรษะหลุดกระเด็นออกจากบ่า บางคนถูกบั่นขาดสองท่อน และมีบางคนที่ร่างถูกปราณกระแทกจนระเบิดแหลกเหลว กลายเป็นหมอกโลหิตสาดกระจายราวกับดอกไม้ไฟสีชาด
ฉากลานสังหารเบื้องหน้าช่างคาวคลุ้งและโหดเหี้ยมอำมหิต
ชาวเมืองไต้โจวที่แอบซุ่มดูอยู่ตามจุดต่างๆ ไม่ว่าใกล้หรือไกล ต่างพากันกรีดร้องด้วยความหวาดผวาขวัญผวา
ยามรอยยิ้มมุมปากจ้าวหนิงยกขึ้นจนสุด ตรงหน้าเขาก็ปรากฏร่างคนผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่
‘แม่หนูน้อย’ ผู้นั้นนั่นเอง
ใต้ฝ่าเท้าของนางเหยียบย่ำศีรษะฟ่านชิงหลินเอาไว้ นางจ้องมองจ้าวหนิงด้วยใบหน้าทะมึนทึง คิ้วขมวดมุ่นเย็นเยียบดุจเกล็ดน้ำค้าง นัยน์ตาแหลมคมดุจศรธนู ทั่วร่างแผ่ซ่านรังสีอำมหิตอันตรายสุดขีด
จิตสังหารนั้นควบแน่นราวกับเพลิงกัลป์ที่ลุกโชน ก่อตัวจนแทบจะจับต้องได้ ม้วนตัวพวยพุ่งรอบกายทะยานขึ้นสู่ห้วงเวหา
นั่นเป็นประจักษ์พยานว่าเพียงนางขยับความคิด จุดจบของจ้าวหนิงในวินาทีถัดไป ย่อมไม่อาจดีไปกว่าฟ่านชิงหลิน ดีไม่ดีอาจอนาถยิ่งกว่าหลายส่วน
ท่วงท่าของนางในยามนี้ ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากชมว่าน่ารักน่าเอ็นดูหรือบอบบางอีกต่อไป
นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบกระดูก “บอกข้ามา เจ้าคือใคร”
จ้าวหนิงตอบกลับด้วยสีหน้าจริงจัง “ทายาทผู้นำตระกูลจ้าว”
“บุตรผู้ล้ำค่าย่อมไม่พาตัวเสี่ยงภยันตราย เหตุใดต้องเอาชีวิตเข้าแลก”
“หากไม่ทำเช่นนี้ ย่อมไม่อาจล่อมันผู้นี้ออกมา และรวบตัวมันได้”
“หากเจ้าตายไป จับตัวมันมาจะมีประโยชน์อันใด”
“ข้าไม่ตายหรอก”
“เมื่อครู่เจ้าอยู่ห่างจากความตายเพียงสามฉื่อ ไปเอาความมั่นใจเยี่ยงนี้มาจากที่ใด”
“ข้ารู้ว่าท่านต้องมา”
“แล้วถ้าข้าไม่มาเล่า”
“แต่ท่านก็มาแล้ว”
“ที่เจ้ารอดมาได้นับว่าสวรรค์เมตตาโดยแท้”
“มิใช่สวรรค์เมตตาหรอก”
“แล้วคือสิ่งใด”
“เป็นเพราะข้ามีพี่สาวอยู่คนหนึ่งต่างหาก”
“พี่สาวเจ้าอยู่ไกลถึงเมืองหลวง”
“เราเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด สายใยผูกพันแน่นแฟ้น หากข้าตกอยู่ในอันตราย แม้ห่างไกลนับพันลี้ ท่านพี่ก็ย่อมสัมผัสได้”
“หลายวันที่เจ้าจากเมืองหลวงมา ข้าก็รู้สึกว้าวุ่นใจจริงๆ นั่นแหละ”
“ข้าทิ้งสัญลักษณ์ลับไว้หน้าประตูเมือง พอท่านมาถึงย่อมสังเกตเห็น เช่นนี้จึงสามารถร่วมมือกับข้า จับกุมมันผู้นี้ไว้เพื่อป้องกันไม่ให้หลบหนี และทำให้แผนล่องูออกจากรูสำเร็จลุล่วง”
“รหัสลับวัยเยาว์ที่เราใช้ฝึกซ้อมยุทธวิธีและจัดค่ายกล ทำไมข้าจะจำไม่ได้—นั่นคือสัญลักษณ์ระบุว่าเจ้าจะหลอกล่อศัตรูให้ลงมือ แล้วเปิดทางให้ข้าฉวยโอกาสเด็ดหัวแม่ทัพข้าศึก”
“บนถนนสายนี้ อาคารที่มีทัศนวิสัยยอดเยี่ยมจนมองเห็นได้รอบทิศทางมีเพียงไม่กี่แห่ง ด้วยระดับพลังและสติปัญญาของท่านพี่ การจะควานหา ‘แม่ทัพข้าศึก’ ย่อมเป็นเรื่องง่ายดายปานพลิกฝ่ามือ” จ้าวหนิงฉีกยิ้มกว้าง
ในอดีตชาติ เขาไม่ได้ทิ้งสัญลักษณ์ใดไว้หน้าประตูเมือง อีกฝ่ายจึงเร่งรุดพุ่งตรงไปยังจวนตระกูลจ้าว แต่เพราะสายเกินการณ์ ทุกสิ่งไม่อาจหวนคืน นางจึงจมปลักอยู่กับความทุกข์ระทมไปแสนนาน
มาบัดนี้ การรับมือของเขาพลิกแพลงไปจากเดิม สถานการณ์ตรงหน้าไม่เหมือนเก่า ผลลัพธ์ในยามนี้จึงพลิกผันไปโดยสิ้นเชิง
“แม้นแผนการครานี้จะลุล่วงอย่างเฉียดฉิว ทว่าคราวหน้าห้ามเอาตัวเข้าเสี่ยงเช่นนี้อีกเด็ดขาด มิฉะนั้น เจ้าคงรู้ดีว่าจุดจบจะเป็นเช่นไร”
สิ้นคำตักเตือน ‘แม่หนูน้อย’ ก็เตะร่างฟ่านชิงหลินที่นอนนิ่งปานหมูตายใต้ฝ่าเท้าส่งไปทางเซี่ยเหอ สั่งให้นางมัดมันไว้ ก่อนจะก้าวเดินนำหน้ามุ่งตรงไปทางจวนตระกูลจ้าวทันที
เมื่อจ้าวหนิงก้าวตาม คุณหนูใหญ่ตระกูลจ้าวผู้มีส่วนสูงเพียงระดับไหล่ของเขากลับเดินนำหน้าอย่างองอาจผ่าเผย ใบหน้าเล็กทะมึนทึง แฝงจิตสังหารอำมหิตในทุกถ้อยคำ “ทีนี้จงบอกข้ามา ว่าไอ้สวะตัวไหนมันรีบไปลงนรก ถึงได้กล้ามากระตุกหนวดพยัคฆ์ตระกูลจ้าวของเรา”