ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 9 โจรเหี้ยมกับเด็กสาว
ผ่านพ้นราตรีแห่งการพักผ่อน รุ่งสางปราณพลังของจ้าวหนิงก็ฟื้นฟูกลับคืนสู่สภาวะสูงสุด
การรีดเค้นความลับจากจ้าวตงผิงและพวกพ้องเมื่อคืนวาน บัดนี้ได้บทสรุปแน่ชัด
จ้าวหนิงกวาดสายตาอ่านคำรับสารภาพเพียงรอบเดียว เมื่อกระจ่างแจ้งแก่ใจก็โยนทิ้งไว้ข้างกาย เนื้อหานอกจากจะมัดตัวจ้าวยวี่เจี๋ยอย่างดิ้นไม่หลุด ยังเผยถึงขุมกำลังลับที่นางแอบซุกซ่อนไว้ ทั้งจำนวนคน ระดับตบะ ฐานที่มั่น และรายละเอียดปลีกย่อย ซึ่งส่วนใหญ่กบดานอยู่ในเมืองหลวง
“คุณชาย ให้ที่ทำการเมืองส่งกำลังไปกวาดล้างรังของพวกมันในเมืองไต้โจวให้สิ้นซากเลยดีหรือไม่เจ้าคะ รวมถึงสุนัขลอบกัดที่ดักซุ่มโจมตีคุณชายเมื่อวาน ยามนี้ก็ยังซ่อนตัวอยู่นอกเมืองด้วย” เซี่ยเหอ สาวใช้ข้างกายเสนอแนะ
นางคือผู้บำเพ็ญเพียรเช่นกัน รูปร่างอวบอิ่มมีน้ำมีนวล ผิวพรรณขาวผ่องเต่งตึงดั่งผลผิงกั่ว ยามเอื้อนเอ่ยเจือแววเดือดดาล พวงแก้มยุ้ยจึงแดงปลั่งดุจผลไม้สุกงอม
“ไม่จำเป็น”
“เหตุใดเล่าเจ้าคะ”
“ป่านนี้พวกมันร่นถอยไปหมดแล้ว เมื่อคืนจ้าวยวี่เจี๋ยรอดตัวไปได้ ย่อมต้องรีบส่งคนไปแจ้งให้พวกมันย้ายฐานกบดานทันที”
เซี่ยเหอกระจ่างวูบ แค่นเสียงหยันก่อนด่าทออย่างเคียดแค้น “นังแพศยานี่ช่างเจ้าเล่ห์เพทุบายนัก”
จ้าวหนิงทรุดกายลงนั่งหน้าโต๊ะอาหาร ก่อนลงมือจัดการมื้อเช้า เขาล้วงจดหมายฉบับหนึ่งออกมา พร้อมปลดป้ายหยกประจำตัวล้ำค่าข้างเอว ยื่นส่งให้เซี่ยเหอ
“ส่งคนไปยังตรอกหย่งหนิง เสาะหาหอสุราที่ชื่อ ‘หออี้ผิ่น’ สั่งซื้อ ‘สุราสือต้งชุน’ สุราเลิศรสของที่นั่นมาสักสองสามไห ลอบมอบจดหมายและหยกพกนี้ให้เถ้าแก่เงียบๆ บอกว่าเป็นสหายของ ‘ฉื่อปี่’ กำชับให้พวกเขาส่งจดหมายฉบับนี้ออกไปให้เร็วที่สุด”
เซี่ยเหอพยักหน้ารับคำขึงขัง ยามรับจดหมายมา ริมฝีปากก็ขมุบขมิบท่องจำคำสำคัญ “หออี้ผิ่น สุราสือต้งชุน ฉื่อปี่” ซ้ำไปซ้ำมา ก่อนจะซอยเท้าก้าวฉับๆ จากไปอย่างรวดเร็ว
มื้อเช้าอุดมสมบูรณ์ยิ่ง โจ๊กอวิ๋นหมู่ ขนมยวี่ลู่ ซาลาเปามันปู ไข่เป็ดเค็ม… ล้วนสีสันและรสชาติล้ำเลิศ
จ้าวหนิงเพิ่งจัดการซาลาเปาลูกที่สอง เซี่ยเหอก็สาวเท้ากลับเข้ามา เห็นโจ๊กในชามจ้าวหนิงพร่องลงมาก จึงรีบตักเติมให้จนเต็ม “คุณชาย ในเมื่อจดหมายนั่นส่งให้คนของเรา เหตุใดจึงไม่ใช้ผู้บำเพ็ญเพียรในจวนเล่าเจ้าคะ”
“คนของเราถูกจับตาดูทุกฝีก้าวมาเนิ่นนาน ต่อให้ออกจากเมืองไปได้ ก็คงไปได้ไม่ไกล”
“ไหว้วานให้ท่านข้าหลวงส่งคนไปแทนมิได้หรือเจ้าคะ”
“คนที่ท่านข้าหลวงส่งไป ใช่ว่าจะปลอดภัยเสมอไป”
“แล้วหออี้ผิ่นนั่น มิใช่หอสุราหรอกหรือ พวกเขาจะส่งจดหมายให้เราได้อย่างไร”
“นั่นคือขุมกำลังชาวยุทธ์”
“อ้อ มิน่าเล่า… แล้ว ‘ฉื่อปี่’ คือผู้ใดกันเจ้าคะ”
“ผู้นำของพวกเขา”
“ฝีมือร้ายกาจหรือไม่เจ้าคะ”
“พอใช้ได้”
“คุณชายไปรู้จักมักคุ้นเขาได้อย่างไร”
จ้าวหนิงที่เอาแต่ก้มหน้าซดโจ๊ก คว้าซาลาเปาลูกหนึ่งยื่นไปจ่อหน้าเซี่ยเหอโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง
“คุณชาย ข้าทานมาแล้วเจ้าค่ะ”
“นี่เอาไว้อุดปากเจ้า”
“……”
เซี่ยเหอประคองซาลาเปาด้วยสองมือ กัดกินทีละคำด้วยแววตาตัดพ้อ ท่าทีน้อยเนื้อต่ำใจยิ่งนัก จ้าวหนิงเห็นนางฝืนกลืนปานนั้นก็ล่วงรู้ทันที ว่ายามตื่นมากินมื้อเช้า นางคงสวาปามจนอิ่มแปร้ ไม่เหลือที่ว่างในกระเพาะแม้แต่นิด
จ้าวหนิงเพิ่งอิ่มหนำ ผู้บำเพ็ญเพียรนายหนึ่งก็พุ่งพรวดเข้ามารายงาน “คุณชาย ผู้บำเพ็ญเพียรของที่ทำการเมืองพบเบาะแสของจ้าวยวี่เจี๋ยแล้วขอรับ”
“ยามอีกฝ่ายปลอมตัวลอบออกจากเมือง ทหารยามรักษาประตูเมืองสังเกตเห็นเข้าจึงเกิดการปะทะ นึกไม่ถึงว่าผู้บำเพ็ญเพียรข้างกายนางจะฝีมือฉกาจฉกรรจ์ คนของที่ทำการเมืองบาดเจ็บสาหัส ไม่อาจรั้งพวกมันไว้ ยามนี้ท่านข้าหลวงนำยอดฝีมือของที่ทำการเมืองควบม้าไล่กวดไปแล้วขอรับ”
จ้าวหนิงรับถ้วยชาจากเซี่ยเหอมาบ้วนปาก “รู้แล้ว”
“คุณชาย พวกเราต้องตามไปหรือไม่ขอรับ” ผู้บำเพ็ญเพียรเอ่ยถาม
“ไม่จำเป็น”
คล้อยหลังผู้บำเพ็ญเพียร เซี่ยเหอก็รีบแย้งขึ้นด้วยความร้อนใจ “คุณชาย เหตุใดเราไม่ตามไปเล่าเจ้าคะ ปล่อยนังแพศยาจ้าวยวี่เจี๋ยไปไม่ได้เด็ดขาด นางกล้าลอบกัดคุณชาย สมควรถูกลากตัวกลับมาถ่วงน้ำ”
จ้าวหนิงชำเลืองมองเซี่ยเหอ คล้ายฉุกคิดบางสิ่งได้ พลันเปลี่ยนใจ “เช่นนั้นก็ไปเถิด”
เซี่ยเหอหน้าบานทันที ยืดอกอย่างภาคภูมิ การที่ข้อเสนอของนางได้รับการตอบสนอง ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงสติปัญญาอัน “ล้ำเลิศ” จนเจ้าตัวอดหลงตัวเองมิได้
จ้าวหนิงเรียกตัวขุมกำลังผู้บำเพ็ญเพียร ควบม้าทะยานสู่ประตูเมือง ครั้นสอบถามทหารยามจึงทราบว่า ท่านข้าหลวงนำยอดฝีมือควบม้าออกไปได้หนึ่งก้านธูปแล้ว ยามนี้มิรู้ว่าไล่กวดไปถึงแห่งหนใด
“ดูท่าพวกเราจะตามไม่ทันแล้ว ข้างกายท่านข้าหลวงมียอดฝีมือคับคั่ง น่าจะจับตายจ้าวยวี่เจี๋ยกลับมาได้”
จ้าวหนิงพลิกกายลงจากหลังม้า เดินทอดน่องหน้าประตูเมืองรอบหนึ่งราวกับคนว่างงาน ไม่รอให้เซี่ยเหอเอ่ยถาม ก็ชิงตัดบทความตั้งใจเสียก่อน “เอาล่ะ เรื่องนี้พวกเราสอดมือเข้าช่วยสิ่งใดมิได้แล้ว กลับกันเถิด”
ผู้คนบนท้องถนนเดินขวักไขว่สัญจร จ้าวหนิงจึงคร้านจะขึ้นม้า จูงบังเหียนก้าวเดินเนิบนาบ ไม่นานก็กลืนหายไปท่ามกลางฝูงชน
ขณะเดียวกัน บนเส้นทางสายหลักทางใต้ของเมืองไต้โจว อาชาพ่วงพีสีโลหิตตัวหนึ่งกำลังควบตะบึงฝ่าทิวเขาพุ่งทะยานสู่ทิศเหนือ
อาชาชั้นเลิศ องอาจดุจพยัคฆ์ ปราดเปรียวดั่งมังกร กล้ามเนื้อทุกมัดอัดแน่นราวกับสวรรค์ปั้นแต่ง กีบเท้าเตะฝุ่นฟุ้งตลบ ทิ้งร่องรอยเป็นเส้นตรงดุจเกาทัณฑ์หลุดจากแล่ง ความเร็วของมันประดุจอัสนีบาตฟาดฟัน
เมื่อเทียบกับม้าศึกที่สูงใหญ่กว่าม้าทั่วไปถึงค่อนหัว ร่างของผู้ขี่ที่หมอบแนบชิดอานม้านั้น ช่างแลดูบอบบางเล็กจ้อยราวกับลูกแมวตัวน้อย
จังหวะที่อาชาพ่วงพีกำลังจะควบพ้นหุบเขา ผืนดินบริเวณทางแยกคับแคบพลันสั่นสะเทือน รั้วไม้กระดานสูงกว่าหนึ่งจั้งถูกกลไกเชือกกระชากเด้งพรวดขึ้นจากผืนดิน บนท่อนไม้ขวางตั้งตอกตรึงด้วยมีดสั้นหนาตา สะท้อนแสงตะวันวาววับบาดตาบาดใจ!
เสียงม้าร้องแผดก้อง อาชาสีโลหิตที่ดูราวกับกำลังจะพุ่งชนค่ายกะซวกไส้ กลับชะงักงันกะทันหัน ผู้ขี่กระชากบังเหียนสุดแรงรั้ง กีบเท้าทั้งสี่จิกครูดไปกับพื้นดินจนเกิดรอยไถลลึกสองสาย สยบแรงปะทะไว้ได้อย่างชะงัด ห่างจากคมมีดเพียงห้าก้าว
ทักษะการขี่ม้าของคนบนหลังม้าล้ำเลิศเพียงใด มองจากจุดนี้ย่อมประจักษ์ชัด
“ภูเขาลูกนี้ข้าเป็นผู้เบิก ต้นไม้ต้นนี้ข้าเป็นผู้ปลูก หากคิดสัญจรผ่านทาง จงทิ้งค่าผ่านทางไว้เสีย”
กลุ่มโจรภูเขากระโจนพรวดออกจากแนวป่าข้างทาง หัวหน้าโจรคือชายฉกรรจ์ร่างยักษ์ตาเดียว หุ่นกำยำล่ำสัน สองบ่าแบกค้อนคู่ยักษ์ ยืนจังก้าขวางกึ่งกลางถนน มองจากวัสดุค้อนที่ดำขลับเป็นเงางาม ซ้ำยังมีลวดลายอักขระอาคมเรืองรองสลับซับซ้อน ย่อมดูออกทันทีว่านี่คืออาวุธอาคม!
ชัดเจนว่า หัวหน้าโจรผู้นี้คือผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณ
มิใช่เพียงมัน สมุนซ้ายขวาที่ขนาบข้าง คนหนึ่งถือดาบหัวตัด อีกคนกวัดแกว่งแส้ดาวตก ล้วนเป็นยอดฝีมือระดับคุมปราณเช่นกัน ส่วนสมุนโจรที่เหลือ แม้จะมิได้แผ่ซ่านกลิ่นอายระดับคุมปราณ ทว่ารังสีอำมหิตเหี้ยมเกรียมและจังหวะลมหายใจยืดยาว บ่งบอกชัดเจนว่ามิใช่คนธรรมดาสามัญ
นี่หาใช่โจรดักปล้นสวะทั่วไป แต่เป็นกลุ่มกองโจรเหี้ยมหาญไร้ปรานี!
สิ้นคำรามของหัวหน้าโจร ถุงเงินขนาดเท่าฝ่ามือลอยละลิ่วจากหลังอาชาสีโลหิต ร่วงตุบลงสู่อ้อมแขนของหัวหน้าโจรอย่างแม่นยำ ไร้ความลังเลแม้แต่วินาทีเดียว
เห็นอีกฝ่ายรู้ความ หัวหน้าโจรก็ลอบยินดี ถุงเงินหนักอึ้งตกถึงมือ มันสัมผัสได้ทันทีว่าวันนี้ตกได้เหยื่อตัวโต แค่วัสดุของถุงเงินก็ถักทอจากของชั้นยอด ครั้นเปิดดู มันก็ฉีกยิ้มกว้าง ภายในถุงที่ตุงเป่ง หาใช่เงินทองธรรมดา ทว่าเป็นไข่มุกเต็มถุง!
ไข่มุกแต่ละเม็ดแม้มิได้ใหญ่โตหรือมีค่าควรเมือง ทว่ารวมกันแล้วก็มากพอจะกว้านซื้อที่ดินทำเลทองในเมืองไต้โจวได้ทั้งตรอก
รับของกำนัลล้ำค่าปานนี้ หัวหน้าโจรเตรียมอ้าปากสั่งลูกสมุนถอยทัพ ทว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณหน้าแหลมดุจหนูที่ถือดาบหัวตัดทางซ้าย กลับหลุดเสียงอุทาน ก่อนจะก้าวเดินยิ้มกริ่มหยาบโลนเข้าไปหา
“นี่คุณหนูตระกูลใดกันเล่า ถึงได้งดงามหยาดเยิ้มล่มเมืองเพียงนี้ เสียดายที่อายุน่าจะยังน้อยไปหน่อย ยังไม่ถึงวัยพลอดรักกับชายชู้กระมัง สู้ตามพี่ใหญ่กลับไปเป็นฮูหยินบนค่ายโจร รับรองว่าเจ้าจะเสวยสุขไปชั่วชีวิต”
ท่ามกลางเสียงหัวเราะครื้นเครงของหมู่โจร หัวหน้าโจรที่เมื่อครู่มัวแต่สาละวนกับทรัพย์สิน เพิ่งจะเงยหน้าพินิจผู้ขี่ม้า เพียงแวบเดียว มันก็ตะลึงลานจนตาเบิกกว้าง
คนบนหลังม้าคือเด็กสาวแรกรุ่น อาภรณ์หรูหรา ใบหน้าแต่งแต้มชาดอ่อนๆ รูปร่างบอบบางอรชร เครื่องหน้างดงามประณีตดุจตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ ผิวพรรณขาวผุดผ่องดั่งหยาดน้ำค้าง แลดูราวกับองค์หญิงน้อยที่แอบหนีออกจากวังหลวง ทว่าทรวดทรงองเอวนั้นกลับเว้าโค้งได้สัดส่วน ดูอย่างไรก็เจริญรอยตามสตรีเต็มวัยเป็นแน่แท้
ไม่ว่าผู้ใด หากได้ยลโฉม ‘แม่หนูน้อย’ ผู้สูงศักดิ์น่าเอ็นดูผู้นี้ ล้วนต้องรู้สึกราวกับได้พานพบสิ่งงดงามที่สุดในหล้า ประดุจปุยเมฆสดใสหลังฝนพรำ หรือแสงเงินแสงทองแรกแห่งรุ่งอรุณที่ขับไล่ความมืดมิด
“มามะ แม่หนูน้อย ตามพี่ใหญ่มา พี่ใหญ่จะพาเจ้าขึ้นสวรรค์ชั้นฟ้าทุกคืน”
จังหวะที่หัวหน้าโจรกำลังเหม่อลอย สมุนถือดาบหัวตัดก็สาวเท้าเข้าประชิดหน้าอาชาสีโลหิต รอยยิ้มโสมมบนใบหน้ายิ่งดูน่าสะอิดสะเอียน ซ้ำยังยื่นมือหมายจะตะปบร่างอีกฝ่าย
เสียงโห่ร้องคึกคะนองของหมู่โจรดังสนั่น บางคนถึงขั้นเป่าปากผิวปาก
วินาทีนั้นเอง หัวหน้าโจรและพวกพ้องพลันสังเกตเห็นว่าเปลือกตาของ ‘แม่หนูน้อย’ ปรือลง คิ้วทรงใบหลิวที่เคยอ่อนช้อยไร้เดียงสา ยามขมวดเข้าหากันเพียงนิด กลับแปรเปลี่ยนเป็นคมกระบี่อันสยดสยอง!
ปัง!
หัวหน้าโจรไม่ทันมองเห็นด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายลงมือเยี่ยงไร
มันเห็นเพียงรองหัวหน้าโจรของตน ศีรษะ ‘ระเบิด’ กระจุยกระจายดุจผลแตงโมถูกทุบ โลหิตอุ่นร้อนปะปนกับมันสมองสาดกระเซ็นเป็นสายฝนเลือด!
พลันหัวหน้าโจรสัมผัสได้ถึงวิกฤตมรณะบาดลึกถึงกระดูก ประหนึ่งร่วงหล่นสู่ขุมนรกอเวจี ทว่ายังไม่ทันจะตวัดค้อนยักษ์ขึ้นต้านทาน มันก็เห็นเพียงเงาสายหนึ่งวูบผ่านหน้า ก่อนที่ร่างกายจะเบาหวิวลงกะทันหัน
ลูกตาทั้งสองข้างพอกลอกมาบรรจบกันตรงกลาง มันต้องขวัญบินกระเจิดกระเจิงแทบสิ้นสติ
ร่างของมันถูก ‘ผ่า’ เป็นสองซีก รอยตัดเรียบกริบดุจผิวกระจกเงา ทว่าอาบย้อมไปด้วยเลือดเนื้อเละเทะและกระดูกขาวโพลน ชั่วขณะที่ซีกซ้ายขวาค่อยๆ ล้มทับแยกไปคนละทิศ อวัยวะภายในหลากสีสันและลำไส้ที่ยังส่งควันกรุ่น ก็ทะลักร่วงกราวลงมากองบนพื้นเสียงดังโพล๊ะ
เสี้ยววินาทีถัดมา สติสัมปชัญญะของหัวหน้าโจรก็ถูกความมืดมิดกลืนกิน
มันได้ยินเพียงเสียงลูกสมุนกรีดร้องโหยหวนอย่างน่าสมเพชด้วยสุ้มเสียงที่ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ ภาพสุดท้ายในห้วงสายตา ถูกถมเต็มด้วยเศษซากแขนขาที่ปลิวว่อนและพายุเลือดคาวคลุ้ง ย้อมทุกสรรพสิ่งจนกลายเป็นสีแดงฉานข้นคลั่ก
ดวงอาทิตย์บนฟากฟ้า ภายใต้ม่านโลหิต แลดูราวกับสุริยันสีดำทะมึน
ก่อนวิญญาณจะหลุดลอย ในที่สุดหัวหน้าโจรก็ตระหนักแจ้ง… ‘แม่หนูน้อย’ ผู้บอบบางน่าทนุถนอมและมีกลิ่นอายดั่งองค์หญิงผู้นั้น แท้จริงแล้วหาใช่ปุยเมฆหรือแสงแรกอรุณอันใดไม่ แต่นางคือมัจจุราชจำแลงกาย!
…
จ้าวหนิงพาเซี่ยเหอและกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรเดินทอดน่องกลับจวนตระกูลจ้าวตามถนนสายหลัก ฝีเท้าไม่เร่งรีบ กลมกลืนไปกับชาวเมืองที่สัญจรไปมา เมืองไต้โจวอาณาเขตกว้างใหญ่ การเดินเท้าเรื่อยเปื่อยจากประตูเมืองกลับจวน ย่อมกินเวลาไม่น้อย
ท่าทีของจ้าวหนิงผ่อนคลาย ไร้ซึ่งความร้อนรนใดๆ
บนท้องถนนคลาคล่ำไปด้วยชาวหู บ้างเป็นพ่อค้าเร่ บ้างเป็นผู้คุ้มกัน บางคนสวมใส่อาภรณ์ไหมเนื้อดี บ่งบอกฐานะมั่งคั่ง ทว่าไม่ว่าจะเป็นผู้ใด ครั้นเห็นจ้าวหนิงสวมใส่อาภรณ์หรูหราประดับหยกพกล้ำค่า ก็ตระหนักทันทีว่านี่คือทายาทขุนนางใหญ่แห่งต้าฉี ล้วนรีบหลีกทางให้อย่างเจียมตน
ชาวหูบางคนที่หลบทางช้าไปบ้าง ก็เอาแต่โค้งคำนับปลกๆ พลางฉีกยิ้มประจบประแจง หวาดกลัวว่าจะกระตุ้นโทสะชนชั้นสูงแห่งต้าฉี ความยำเกรงที่ชนเผ่าหูแดนเหนือมีต่อจักรวรรดิต้าฉี ฉายชัดอยู่บนเรือนร่างคนเหล่านี้อย่างหมดจด
“คุณชายๆ ข้าเพิ่งนึกคำถามขึ้นมาได้ข้อหนึ่งเจ้าค่ะ”