ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 11 จ้าวชี่เยว่
ปัจจุบันตระกูลจ้าวทั้งสามรุ่นต่างมีภาระหน้าที่ของตน เจิ้นกั๋วกงผู้เฒ่าที่เปี่ยมด้วยบารมีในฐานะผู้นำตระกูล นั่งบัญชาการอยู่ที่หน่วยงานทหารสูงสุดในเมืองหลวง—ทำเนียบเสนาธิการทหาร
ส่วนบิดามารดาของจ้าวหนิงนั้นเปรียบดั่งคู่รักเซียนที่กรำศึก เคียงบ่าเคียงไหล่ประจำการปกป้องด่านเยี่ยนเหมินกวน
ในหมู่คนรุ่นเยาว์ ‘แม่หนูน้อย’ จ้าวชี่เยว่มีอายุมากที่สุด นับเป็นลูกพี่ใหญ่ที่แท้จริง ปกติจึงมีหน้าที่คอยดูแลปกป้องเหล่าน้องๆ
นามของจ้าวชี่เยว่ จ้าวเป่ยวั่งผู้เป็นบิดาเป็นคนตั้งให้ ที่มานั้นแสนจะมักง่าย นั่นคือนางเกิดในเดือนเจ็ด
การตั้งชื่อบุตรสาวสายเลือดแท้ๆ ได้ตามอำเภอใจเยี่ยงนี้ ย่อมสะท้อนให้เห็นว่าอุปนิสัยของจ้าวเป่ยวั่งนั้นเกียจคร้านและรักอิสระเพียงใด เขาคือบุรุษที่แม้แต่ตำแหน่งผู้นำตระกูลยังรังเกียจเดียดฉันท์ว่ายุ่งยากและไม่อยากรับสืบทอด—หากมิใช่เพราะเหตุนี้ จ้าวหนิงคงไม่ถูกแต่งตั้งให้เป็นทายาทผู้นำตระกูลตั้งแต่เนิ่นๆ
จ้าวเป่ยวั่งในฐานะแม่ทัพใหญ่บัญชาการด่านเยี่ยนเหมินกวน แม้แต่ภรรยาของตนก็ยังไม่วางใจทิ้งไว้เบื้องหลัง ต้องกระเตงพาไปคอยอยู่เคียงข้างด้วย
ตลอดทาง จ้าวหนิงเล่าเรื่องราวที่เผชิญมาในช่วงวันกว่าๆ ให้จ้าวชี่เยว่ฟังอย่างละเอียดละออ
เมื่อกลับถึงจวนใหญ่ จ้าวชี่เยว่ก็ทิ้งตัวเอนกายลงบนเก้าอี้ หรี่นัยน์ตาที่มืดทะมึนลงพลางเอ่ย “ข้าเคยเตือนเจ้าตั้งนานแล้ว นังจ้าวยวี่เจี๋ยมีมารยาเล่ห์เหลี่ยมลึกล้ำ ไม่ใช่คนดีอะไร แต่เจ้าก็ดื้อด้านไม่ยอมฟัง ครานี้เจ็บตัวแล้วสินะ รู้ซึ้งถึงความร้ายกาจของนางแล้วหรือยัง”
นางเอนแผ่นหลังพิงพนักแขนเก้าอี้ฝั่งซ้าย พาดขาทั้งสองข้างพาดไว้บนพนักแขนฝั่งขวา เปลี่ยนเก้าอี้ไท่ซือให้กลายเป็นตั่งเตี้ยไปในพริบตา โชคดีที่สรีระของนางเล็กกะทัดรัดจึงสามารถจุตัวลงไปได้พอดิบพอดี “แต่ว่า เจ้าฝึก ‘เคล็ดวิชาเชียนจวิน’ กับ ‘ท่าเท้ากระจกวารี’ สำเร็จตั้งแต่เมื่อใดกัน”
ถามจบ ไม่ทันรอให้จ้าวหนิงหาข้ออ้างมาบ่ายเบี่ยง จ้าวชี่เยว่ก็ตวัดมือตัดบทเสียเอง นางตะโกนสั่งการออกไปนอกประตูให้เซี่ยเหอลากตัวฟ่านชิงหลินเข้ามาไต่สวน คงเพราะตระหนักได้ว่าเรื่องนี้สำคัญเร่งด่วนกว่า ส่วนเรื่องที่จ้าวหนิงฝึกเคล็ดวิชาทั้งสองสำเร็จเมื่อใดนั้น เป็นเพียงความจริงที่ปรากฏแน่ชัดอยู่แล้ว จึงหาได้สลักสำคัญอันใดไม่
สิ่งสำคัญคือจ้าวหนิงฝึกสำเร็จแล้ว นับเป็นเรื่องน่ายินดีอันยิ่งใหญ่ จะซักไซ้เบื้องลึกเบื้องหลังเมื่อใดก็ได้
ยามที่ฟ่านชิงหลินถูกหิ้วปีกเข้ามาแล้วโยนทิ้งลงบนพื้น มันยังคงมีสภาพสลบไสลไม่ได้สติ ต่อให้เซี่ยเหอสาดน้ำชาเย็นเฉียบรดหน้า มันก็ยังคงแน่นิ่งไม่ไหวติง
ขณะที่สาวใช้กำลังชั่งใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป จ้าวชี่เยว่ที่รอจนหมดความอดทนก็กระโจนพรวดจากเก้าอี้ ย่างสามขุมเพียงสองก้าวก็ถึงตัวฟ่านชิงหลิน ก่อนเงื้อฝ่าเท้ากระทืบลงบนหัวเข่าของมันอย่างเหี้ยมโหด!
ฝ่าเท้านี้ไร้ซึ่งความปรานีใดๆ สอดประสานกับเสียงกระดูกแหลกละเอียดดัง ‘กร๊อบ’ ชวนให้เสียวสันหลัง ขาของฟ่านชิงหลินบิดเบี้ยวผิดรูปทันตา คล้อยหลังเสียงแผดร้องโหยหวนดั่งสุกรถูกเชือด มันก็ตื่นขึ้นมากุมขาที่แหลกเหลว นอนหดตัวงอเป็นกุ้งด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส
“คิดว่าแกล้งตายแล้วจะหนีพ้นการทรมานรีดเค้นได้งั้นหรือ อ่อนหัดนัก” จ้าวชี่เยว่สะบัดชายเสื้อเอนกายกลับลงบนเก้าอี้ไท่ซือไม้หนานมู่ สภาพอันน่าอนาถของฟ่านชิงหลินไม่อาจทำให้ใบหน้านางเปลี่ยนสีได้แม้แต่น้อย “คายออกมา เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงตั้งตนลอบสังหารน้องหนิง ใครคือผู้บงการชักใยอยู่เบื้องหลัง”
จ้าวหนิงนั่งนิ่งอยู่อีกด้านโดยไม่ยื่นมือเข้าแทรกแซง
แม้นตระกูลฟ่านจะเป็นตระกูลขุนนางบู๊ ทว่าก็ตกต่ำเสื่อมถอยลงแล้ว อีกทั้งฟ่านชิงหลินก็มิใช่บุตรสายตรงของผู้นำตระกูล ฐานะจึงห่างชั้นกับจ้าวชี่เยว่และจ้าวหนิงราวฟ้ากับเหว ไม่ได้อยู่ในสังคมระดับเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ก่อนหน้านี้พวกเขาจึงไม่เคยรู้จักมักคุ้นกันมาก่อน
ฟ่านชิงหลินเจ็บปวดจนเหงื่อเย็นชโลมแผ่นหลัง เมื่อได้ยินคำถามก็เงยหน้าจ้องขมึงมองจ้าวชี่เยว่ด้วยความเคียดแค้น กัดฟันกรอดหมายจะพ่นคำผรุสวาท ทว่าริมฝีปากเพิ่งขยับยังไม่ทันเปล่งเสียง พลันได้ยินจ้าวชี่เยว่ที่ยกถ้วยชาขึ้นเตรียมจิบ เอ่ยสั่งเซี่ยเหอโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง “หักขามันอีกข้างซะ”
ฟ่านชิงหลินหนีบขาสองข้างเข้าหากันแน่น วิญญาณแทบหลุดลอยจากร่าง รีบแหกปากร้องลั่น “เจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร ข้ายังไม่ทันอ้าปาก เจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่คิดจะสารภาพ”
จ้าวชี่เยว่ปรายตามองมันแวบหนึ่ง “จะคายก็จงคายออกมาดีๆ หากกล้าถลึงตาทำตัวเป็นชนชั้นปัญญาชนผู้ไม่กลัวตายอีก ข้าจะควักลูกตาเจ้าออกมาเหยียบเล่น”
ฟ่านชิงหลิน “……”
กระบวนการทรมานรีดเค้นนั้นเป็นไปอย่างเหี้ยมโหดอำมหิตยิ่งนัก
“ที่แท้ก็ตระกูลฟ่าน!” จ้าวชี่เยว่ผุดลุกขึ้นยืนพรวด นัยน์ตาที่หรี่แคบลงทำให้ใบหน้านางดูมืดทะมึนราวกับมีเมฆฝนทมิฬก่อตัว “ข้าจะไปคิดบัญชีเลือดกับฟ่านจงหมิงเดี๋ยวนี้”
จ้าวหนิงคว้าแขนรั้งนางไว้ “ตอนนี้ยังไม่เหมาะที่จะลงมือ”
“เหตุใดกัน”
…
ฟ่านจงหมิงนั่งประจำการอยู่ในห้องทำงานของจวนที่ทำการเมืองไต้โจว จัดการสะสางเอกสารราชการประจำวันด้วยท่วงท่าสงบนิ่งเยือกเย็น
ท่านข้าหลวงนำยอดฝีมือของจวนที่ทำการเมืองออกไปจนหมดสิ้น ทั่วทั้งจวนจึงว่างเปล่าเงียบสงัด เหลือเพียงฟ่านจงหมิงและขุนนางที่รับผิดชอบเฝ้าสถานที่เพียงหยิบมือเท่านั้น
สำหรับเหล่าขุนนางและเจ้าหน้าที่จวนที่ทำการเมือง ภารกิจเร่งด่วนที่สุดในยามนี้คือการลากคอมือลอบสังหารจ้าวหนิงมารับโทษทัณฑ์ เพื่อให้คำอธิบายแก่ตระกูลจ้าว ส่วนราชการอื่นๆ ล้วนสามารถปัดตกไว้ก่อนได้
เพียงแต่คนเหล่านี้ไม่อาจล่วงรู้เลยว่า คนที่พวกเขากำลังตามล่าแทบพลิกแผ่นดิน บัดนี้กำลังนั่งตระหง่านอยู่ภายในจวนที่ทำการเมือง มั่นคงดุจขุนเขาพลางใช้อำนาจตำแหน่งเปี๋ยเจี้ยของตนบงการอยู่ท่ามกลางกองเอกสาร
เมื่อตรวจทานเอกสารราชการฉบับหนึ่งเสร็จสิ้น ฟ่านจงหมิงก็เงยหน้าขึ้น ทอดสายตามองออกไปนอกกรอบประตู นัยน์ตาปลาบประกายความลำพองใจดั่งหมากที่กำชัยชนะไว้ในกำมือ
เขาครุ่นคิดในใจ ข่าวคราวความสำเร็จของชิงหลิน น่าจะส่งกลับมาในไม่ช้านี้แล้ว แผนการที่เดิมทีแสนจะง่ายดายดั่งพลิกฝ่ามือนี้ แม้จะเกิดคลื่นลมแทรกซ้อนขึ้นมาบ้าง ทว่าขอเพียงจ้าวหนิงตกตาย ทุกสิ่งก็จะหวนกลับเข้าสู่เส้นทางที่ควรจะเป็นดังเดิม
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ห้วงความคิดของฟ่านจงหมิงก็ล่องลอยเตลิดไปไกล พู่กันขนหนูในมือถูกวางลงบนแท่นฝนหมึก
การจับมือกับคนเหล่านั้นเพื่อโค่นล้มตระกูลจ้าวในครั้งนี้ เป็นเรื่องสุดวิสัยที่จำต้องทำ และยังเป็นทางรอดเดียวสำหรับการฝ่าวิกฤตเพื่อฟื้นฟูความรุ่งเรืองของตระกูลฟ่าน
แม้ตระกูลฟ่านจะเป็นตระกูลขุนนางบู๊ ทว่าในทำเนียบตระกูลขุนพลทรงเกียรตินั้นมีถึงสิบแปดตระกูล เมื่อตัวหารมาก อำนาจของแต่ละตระกูลจึงมิได้มากมายนัก ราชวงศ์ว่างเว้นศึกสงครามมานานนับร้อยปี ชายแดนแทบไร้ไฟสงครามปะทุ ตระกูลขุนนางบู๊จึงกลายเป็นเพียงพยัคฆ์ประดับบารมีที่ไร้เขี้ยวเล็บ
เมื่อไร้ซึ่งความดีความชอบทางทหารคอยหนุนหลัง สถานะและความสำคัญของขุนนางบู๊ก็ย่อมตกต่ำลงตามธรรมชาติ อำนาจล้นฟ้าที่เคยกุมไว้ในยุคก่อตั้งแผ่นดิน มาบัดนี้ก็จำต้องคายออกมาเสียส่วนใหญ่
หลายสิบปีมานี้ ขุนนางบุ๋นเรืองอำนาจ อิทธิพลแผ่ขยายปกคลุมราชสำนักขึ้นทุกวี่วัน พวกเขาชูคำขวัญโอ้อวดว่า “เก็บศัตราวุธเข้าคลัง ปล่อยม้าคืนเขาหนานซาน จึงจะเป็นยุคทองแห่งสันติ” แล้วคอยกดขี่บีบคั้นขุมกำลังฝ่ายทหารอย่างไม่ลดละ ตระกูลขุนนางบู๊มากมายถูกกดหัวจนแทบหายใจไม่ออก สูญเสียตำแหน่งสำคัญในราชสำนักไปมหาศาล ผลประโยชน์ร่อยหรอลงทุกเมื่อเชื่อวัน
ตระกูลฟ่านก็คือหนึ่งในนั้น
โดยเฉพาะเมื่อยี่สิบปีก่อน ชนเผ่าหนานหมานรุกรานชายแดน จุดชนวนศึกระอุขึ้น เดิมทีนี่คือการกระทำที่รนหาที่ตาย ตระกูลฟ่านที่อาสานำทัพออกศึกเป็นทัพหน้า เตรียมจะกอบโกยความดีความชอบเพื่อเชิดชูเกียรติวงศ์ตระกูล แต่กลับพ่ายแพ้ย่อยยับ ภายใต้ความอัปยศที่ต้องสูญเสียไพร่พลและทำให้แผ่นดินต้องเสียหน้า จึงถูกราชสำนักเอาผิดลงดาบ ส่งผลให้ตระกูลเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็วดิ่งลงเหว
ด้วยสถานการณ์บีบคั้น เพื่อแสวงหาทางรอด ตระกูลฟ่านจึงจำต้องหันไปสวามิภักดิ์เข้าร่วมกับฝ่ายขุนนางบุ๋น
ทว่าแม้นกลุ่มขุนนางบุ๋นจะเรืองอำนาจประดุจดวงตะวันทอแสงกลางเวหา แต่ภายในก็มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแย่งชิงความเป็นใหญ่ ตระกูลฟ่านที่เป็นขุนนางบู๊แปรพักตร์กลางคันคิดจะแทรกตัวเข้าไปแบ่งปันผลประโยชน์ ย่อมมิใช่เรื่องง่ายดายปานนั้น
จวบจนปัจจุบัน สถานการณ์ของตระกูลฟ่านเลวร้ายถึงขั้นที่ว่า หากไร้ซึ่งจุดพลิกผันครั้งสำคัญ ก็จะถึงคราวพังพินาศล่มสลายอย่างสิ้นเชิง จนไม่อาจมีที่หยัดยืนในราชสำนักได้อีกต่อไป
ตระกูลฟ่านที่ดิ้นรนอย่างยากลำบากไร้หนทางไปต่อ เดิมทีรู้สึกสิ้นหวังจนถึงขีดสุดแล้ว
กระทั่งคนเหล่านั้นมายืนอยู่เบื้องหน้าประตูจวน
“ตระกูลจ้าวหนอตระกูลจ้าว ตระกูลขุนนางบู๊อันดับหนึ่งที่ยึดครองด่านเยี่ยนเหมินกวนไว้ในกำมือแต่เพียงผู้เดียว ต้นไม้ใหญ่เสียดฟ้าเช่นนี้ จะไม่ล่อพายุคลั่งได้อย่างไร การที่มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นในยามนี้ พวกเจ้าก็อย่าได้โทษตระกูลฟ่านเลย ทั้งหมดนี่คือทิศทางของบ้านเมือง เป็นกระแสธารหลักในยุคสันติสุข…”
ฟ่านจงหมิงพ่นลมหายใจยาว ดึงสติกลับมา หยิบพู่กันขนหนูขึ้นจากแท่นฝนหมึกหินลวี่อี้ ขณะกำลังจะเปิดเอกสารราชการฉบับถัดไป ผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลฟ่านคนหนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบหน้าตื่นเข้ามาจากด้านนอก
เมื่อเห็นอีกฝ่าย ฟ่านจงหมิงก็ใจกระตุกวาบ คนผู้นี้คือสายสืบที่เขาส่งออกไปสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของฟ่านชิงหลิน บัดนี้กลับมา ย่อมต้องนำข่าวคราวการเด็ดหัวมาแจ้ง ทว่าเหตุใดสีหน้าของมันจึงดูตื่นตระหนกปานเห็นผีเช่นนั้น
“เจ้าว่ากระไรนะ คนของเราถูกล้างบางจนหมดเกลี้ยง แม้แต่ชิงหลินก็ถูกอีกฝ่ายจับเป็นไปงั้นหรือ เป็นไปได้อย่างไร ข้างกายไอ้เด็กจ้าวหนิงนั่นไม่มียอดฝีมือคุ้มกันอยู่เลยสักคน!” ฟ่านจงหมิงผุดลุกขึ้นด้วยความตกตะลึงสุดขีดเมื่อได้ยินรายงาน นัยน์ตาแทบจะถลนออกจากเบ้า
“เรียนใต้เท้า ตอนเปิดฉากลงมือนั้นราบรื่นมากขอรับ ทุกอย่างเป็นไปตามที่เราคาดการณ์ไว้ ไอ้สวะจ้าวหนิงนั่นเกือบจะถูกพวกเราสับเป็นหมื่นชิ้นอยู่แล้ว ทว่าในจังหวะชี้เป็นชี้ตาย จู่ๆ ก็มีแม่หนูน้อยคนหนึ่งโผล่มาจากไหนไม่ทราบ ไม่เพียงแต่รวบตัวคุณชายไว้ได้ แต่ยังสังหารคนของเราจนหมดสิ้นกระบวนขอรับ”
ฟ่านจงหมิงหน้าดำหน้าแดง คำรามเสียงลอดไรฟัน “แม่หนูน้อยมาจากไหนกัน ในเมืองไต้โจวไม่มียอดฝีมือของตระกูลจ้าวรั้งอยู่เลยนี่ แม่หนูน้อย… แม่หนูน้อย แม่หนูน้อยที่อำมหิตถึงเพียงนี้ หรือว่า… จะเป็นจ้าวชี่เยว่ที่อยู่ระดับวิญญาณต้นกำเนิด! แต่นางไม่ได้เดินทางมาพร้อมกับจ้าวหนิงนี่ ตามหลักแล้วควรจะรั้งอยู่ที่เมืองหลวงสิ เหตุใดจึงมาโผล่ที่นี่กะทันหันได้!”
“เอ่อ… ใต้เท้า ผู้น้อยไม่ทราบขอรับ”
ฟ่านจงหมิงทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ดังตุบ
ความพลิกผันกะทันหันนี้อยู่นอกเหนือการคำนวณของเขาโดยสิ้นเชิง ทำให้เขาตั้งตัวไม่ติด ห้วงความคิดปั่นป่วนวุ่นวายไปชั่วขณะ ไม่รู้ว่าควรจะรับมือเช่นไร เขาสูดลมหายใจเข้าลึกอยู่ครู่ใหญ่ ฝืนข่มจิตใจให้สงบลง แล้วเริ่มประเมินอย่างละเอียดว่าควรจะกอบกู้สถานการณ์วิกฤตนี้อย่างไร
“ใต้เท้า ในเมื่อคุณชายถูกจับเป็นไปแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะทนการทรมานไม่ไหวคายความลับเรื่องใหญ่ครั้งนี้ออกมาจนหมด พวกเรารีบหนีกันเถิดขอรับ” ผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลฟ่านรีบเสนอแนะเสียงสั่น
“อย่าได้แตกตื่น! หากทิ้งกระดานหนีเอาตัวรอดในยามนี้ แผนการขั้นต่อไปจะทำเช่นไร แผนการใหญ่และอนาคตของตระกูลฟ่านข้าจะทำเช่นไร” ฟ่านจงหมิงเยือกเย็นลงอย่างสมบูรณ์แล้ว นัยน์ตาสาดประกายอำมหิตวูบวาบขณะชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสียอย่างฉับไว
เขาเอ่ยเสียงเหี้ยม “ชิงหลินคือสายเลือดข้า ข้ารู้จักนิสัยสันดานของมันดี ต่อให้ตกอยู่ในปากถ้ำพยัคฆ์จนจำต้องปริปาก สิ่งใดที่ไม่ควรคายมันก็ไม่มีทางคาย! ดังนั้นต่อให้จ้าวชี่เยว่จะโผล่มา ก็ไม่อาจพลิกกระดานนี้ได้อย่างเด็ดขาด นางเพิ่งจะทะลวงเข้าสู่ ‘ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลาง’ ไม่มีทางทำอะไรข้าได้อย่างแน่นอน”
กล่าวถึงตรงนี้ ภายในใจเขาก็ตัดสินใจได้เด็ดขาด “พวกเรายังมีโอกาส”
“โอกาส? โอกาสอันใดหรือขอรับ”
“โอกาสที่จะสุมไฟให้เรื่องนี้ลุกลามใหญ่โต จนจ้าวเป่ยวั่งต้องจำใจทิ้งด่านกลับมาที่เมืองไต้โจวอย่างไรเล่า”
“แต่หากมียอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดลงมือลอบสังหารทายาทตระกูลจ้าวกลางเมืองไต้โจว ผลกระทบย่อมใหญ่หลวงเกินควบคุม ราชสำนักต้องเพ่งเล็ง ฝ่าบาทต้องพิโรธหนักสั่งสืบสวนอย่างถอนรากถอนโคน พวกเราก็เสี่ยงที่จะถูกกระชากหน้ากาก...”
“ปัญหาข้อนี้จัดการได้ง่ายปานพลิกฝ่ามือ” ฟ่านจงหมิงมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม
เขากล่าวต่อ “ในเมื่อจ้าวชี่เยว่ก็อยู่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางเช่นกัน ข้าคาดว่าหลังจากนางรีดเค้นฐานะของชิงหลินได้แล้ว ย่อมต้องพาจ้าวหนิงบุกมาหาข้าเพื่อชำระแค้นเป็นแน่ เมื่อถึงเวลานั้น ข้าก็แค่ลงมือซัดพวกมันสองพี่น้องให้บาดเจ็บสาหัส เจ้าลองใช้สมองคิดดูสิ ว่าจ้าวเป่ยวั่งจะยังทนนั่งติดเก้าอี้อยู่ที่ด่านเยี่ยนเหมินกวนได้อีกหรือ”
…
ตัดภาพมาฝั่งจ้าวหนิง เขาดึงรั้งจ้าวชี่เยว่ให้นั่งลงอีกครา เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แม้ท่านพี่กับฟ่านจงหมิงจะอยู่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางทัดเทียมกัน แต่ท่านเพิ่งจะบรรลุขั้นกลางมาหมาดๆ หากบุกไปเปิดศึกแตกหักกับฟ่านจงหมิงตรงๆ อาจจะไม่ใช่ฝ่ายกุมเปรียบ”
“ระดับพลังเท่าเทียมกัน ข้ายังจะต้องกลัวหัวหดกระดองอีกงั้นหรือ”
โทสะของจ้าวชี่เยว่ไม่มอดดับลงเลยแม้แต่น้อย นางขัดใจอย่างยิ่งที่น้องชายสายเลือดเดียวกันมาดูแคลนตนเอง “น้องชายแท้ๆ ของตัวเองแทบจะถูกสับเป็นชิ้นๆ ข้าจะทนนิ่งดูดายได้อย่างไร ตั้งแต่เล็กจนโต มีครั้งไหนบ้างที่เจ้าไปมีเรื่องชกต่อยกับผู้อื่นแล้วเสียเปรียบ แล้วไม่ใช่ข้าที่เป็นคนออกหน้าไปกระทืบพวกมันทวงหน้าตาคืนให้เจ้า”
จ้าวหนิงอ้าปากค้าง ไปไม่เป็นอยู่ชั่วขณะ ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาโต้แย้ง ท้ายที่สุดจึงส่ายหน้าเอ่ย “ปัญหาคือ ฟ่านชิงหลินมันยังฆ่าข้าไม่สำเร็จนี่สิ”
“แล้วมันจะเป็นไรไป”
“เมื่อครู่ท่านพี่ก็ได้ยินที่ฟ่านชิงหลินคายออกมาแล้ว มันลุ่มหลงในตัวจ้าวยวี่เจี๋ย และไม่รู้เรื่องที่ข้าถูกลอบสังหารกลางทางมาก่อนเลย ที่มันจัดฉากลงมือกับข้าในวันนี้ ก็แค่ตาบอดเพราะตัณหาความรัก อยากจะเชือดผู้บำเพ็ญเพียรของตระกูลจ้าวทิ้งสักสองสามคน เพื่อข่มขวัญสั่งสอนข้า ระบายแค้นแทนจ้าวยวี่เจี๋ยเท่านั้น”
“เจ้าเชื่อลมปากมันรึ”
“ย่อมไม่มีทางเชื่อ ทว่ามันถูกท่านพี่ทรมานรีดเค้นจนปางตายอยู่รอมร่อ กลับยังคงกัดฟันกรอดยืนกรานคำให้การนี้ ไม่ยอมปริปากซัดทอดผู้ใด คนภายนอกย่อมไม่มองทะลุปรุโปร่งเช่นเรา ต่อให้เรื่องนี้จะลุกลามใหญ่โตเพียงใด มันก็จะกลายเป็นแค่ความบาดหมางระหว่างสองตระกูล อย่างมากก็แค่บีบให้ตระกูลฟ่านเสียเปรียบเล็กน้อย แต่ไม่อาจขุดรากถอนโคนหาตัวผู้บงการชักใยอยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้”
“ยังมีผู้บงการอยู่เบื้องหลังอีกงั้นหรือ”
“ต่อให้ให้ยืมความกล้าตระกูลฟ่านมาอีกสักร้อยเท่า พวกมันก็ไม่มีทางหน้ามืดกล้าลงมือเปิดศึกกับตระกูลจ้าวของเราตามลำพังแน่”
“แล้วเจ้าคิดจะกระชากคอผู้บงการออกมาอย่างไร”
“ถ่วงเวลา”
“ถ่วงเวลารึ”
จ้าวหนิงพยักหน้ารับ จู่ๆ ก็แค่นยิ้มเย็นเยียบ “ท่านพี่ ท่านว่าเวลานี้ฟ่านจงหมิงกำลังคิดอ่านสิ่งใดอยู่”