ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 100 การปะทะ (4)
เบื้องหน้าสายตาจับจ้องของฝูงชน มือปราบสองนายคุมตัวสองสามีภรรยาชราผมขาวโพลนเข้ามา ด้านหลังยังมีเด็กหญิงตัวน้อยวัยราวห้าหกขวบเดินตามมาด้วย นัยน์ตากลมโตดำขลับฉายแววหวาดผวา ร่างเล็กสั่นเทาซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังหญิงชรา สองมือเกาะกำชายเสื้อแน่นหนา
ฟังรายงานจากมือปราบจบ ผังเซิงพลันลอบระบายลมหายใจโล่งอก อย่างน้อยข้างกายคนเหล่านี้ก็ไร้เงาคนของตระกูลจ้าวหรือตระกูลเว่ย ซ้ำยังไม่มีกองทหารลาดตระเวนเมืองคอยคุ้มกัน
คดีใหม่ปรากฏขึ้นย่อมเป็นเรื่องประเสริฐ ขอเพียงเบี่ยงเบนความสนใจของมวลชนที่กำลังเดือดดาล ลบล้างความไม่พอใจจากคำตัดสินคดีหลิวซินเฉิงได้ ผังเซิงย่อมไม่เสียดายที่จะโยนความผิดและลงทัณฑ์จำเลยคดีใหม่อย่างหนักหน่วงเพื่อระบายโทสะชาวบ้าน
ไพร่โง่งมเหล่านี้จะไปรู้กฎหมายอันใด ตามธรรมเนียมแล้ว หากเจ้านายพลั้งมือตีบ่าวรับใช้ตาย เพียงยัดข้อหาว่าบ่าวทรยศคิดปองร้ายเจ้านาย จ่ายค่าปรับระงับคดีก็สิ้นเรื่อง โทษเนรเทศนับว่าหนักหนาสาหัสเกินพอ ไม่มีทางตัดสินเช่นนี้แน่ ไอ้พวกมดปลวกหน้าโง่ยังหลงละเมอว่าโลกนี้มีความยุติธรรม โอรสสวรรค์ทำผิดรับโทษเท่าสามัญชนอยู่อีกหรือ
พวกมันหารู้ไม่ว่ายุคสมัยนี้ปกครองด้วยหลักขงจื๊อ หาใช่นิติธรรมเป็นใหญ่ ตัวบทกฎหมายแห่งราชวงศ์ล้วนบัญญัติขึ้นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจและคหบดีเป็นปฐม ทว่าช่างเถิด ต่อให้อธิบายไป ไพร่ชั้นต่ำก็ไม่มีวันเข้าใจ หากสามตาหลานนี่มีเรื่องร้องทุกข์จริง ข้าก็แค่ลงทัณฑ์จำเลยเป็นสองเท่าเพื่อปิดปากพวกมัน ศึกสายเลือดระหว่างตระกูลจ้าวกับตระกูลหลิว ข้าไม่จำเป็นต้องเอาคอไปพาดเขียง
คิดได้ดังนั้น ผังเซิงจึงกระแอมไอ ปั้นหน้ายิ้มแย้มเปี่ยมเมตตา “ผู้ที่อยู่เบื้องล่างจงแจ้งนาม… ช่างเถิด ในเมื่อพวกเจ้าลั่นกลองร้องทุกข์ ย่อมต้องแบกรับความอยุติธรรม มีเรื่องอันใดจงกล่าวมา ขุนนางผู้นี้จะทวงคืนความเป็นธรรมให้พวกเจ้าเอง”
สามตาหลานคุกเข่าหมอบกราบกลางโถงศาล มือปราบร่างกำยำสองแถวที่ถือพลองหน้าลานต่างก้มมองด้วยแววตาดุดันดุจมัจจุราช กดดันจนผู้ที่ชั่วชีวิตไม่เคยเหยียบย่างเข้าที่ว่าการเมืองถึงกับอกสั่นขวัญแขวน
แม้วาจาของผังเซิงจะฟังดูเป็นมิตร ทว่ากลับแฝงกลิ่นอายอำนาจบารมีขุนนางล้นปรี่ อย่าว่าแต่เด็กน้อยที่กลัวจนตัวสั่นงันงก กระทั่งผู้เฒ่าทั้งสองยังตัวสั่นเทา
สองตายายลอบสบตากัน ในหัวหวนนึกถึงคำกำชับของ ‘จอมยุทธ์’ ก่อนเดินทางมายังที่ว่าการ ตลอดจนคำสัตย์สาบานที่ว่าจะมี ‘ผู้สูงศักดิ์’ ออกหน้าคุ้มครอง
ชายชราสูดลมหายใจลึก รวบรวมความกล้าล้วงกระดาษฟ้องร้องจากอกเสื้อด้วยมืออันสั่นเทา คลี่ประคองชูขึ้นเหนือศีรษะ เอ่ยเสียงสั่นพร่าทว่ากึกก้อง “ผู้น้อยขอฟ้องร้องคนตระกูลหลิวแห่งอำเภอสือเหมิน พวกมันฮุบที่นาทำกินของบ้านเรา ซ้ำยังรุมทุบตีบุตรชายและลูกสะใภ้… พวกเขานอนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่ครึ่งค่อนเดือน ทนพิษบาดแผลไม่ไหว ทยอยสิ้นใจตายตามกันไป ขอใต้เท้าโปรดให้ความเป็นธรรมด้วยขอรับ”
สิ้นคำร้องทุกข์ หยาดน้ำตาแห่งความโศกศัลย์ก็หลั่งรินอาบสองแก้มเหี่ยวย่น เด็กหญิงตัวน้อยพลันปล่อยโฮออกมาดังก้อง
ผังเซิงใจหายวาบ ร่ำร้องในใจว่าฉิบหายแล้ว เหตุใดจึงพัวพันกับตระกูลหลิวอีก ยิ่งกลัวสิ่งใดยิ่งบรรจบสิ่งนั้น เขาเร่งเค้นเสียงถาม “ตระกูลหลิว ตระกูลหลิวสายใด”
โจวจวิ้นเฉินปราดเข้ารับกระดาษฟ้องร้อง กวาดสายตาอ่านเร็วรี่ก่อนประคองส่งให้ผังเซิง “ตระกูลหลิวแห่งเหอซีขอรับ”
ตระกูลหลิวแห่งเหอซี… นั่นคือตระกูลขุนนางบุ๋นอันเป็นสายหลักของหลิวมู่จือ
ฟางเส้นสุดท้ายในใจขาดสะบั้น ใบหน้าของผังเซิงพลันบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ สมองเริ่มประติดประต่อเรื่องราวได้ เขาหันขวับตวัดสายตามองจ้าวหนิงทันที จ้าวหนิงเพิ่งประคองอวี้เหนียงพ้นธรณีประตูศาล บัดนี้หยัดยืนอยู่เบื้องหน้าฝูงชน ใบหน้าประดับรอยยิ้มเยือกเย็น นัยน์ตาคมกริบดุจกระบี่ชิงเฟิงที่เพิ่งหลุดจากฝัก
วินาทีที่ประสานสายตากับจ้าวหนิง ผังเซิงก็ตระหนักแจ้งแก่ใจ วันนี้เขาหมดสิทธิ์ลอยตัวเหนือปัญหา… ด่านเคราะห์ตรงหน้า ไม่อาจก้าวข้ามได้โดยง่ายเสียแล้ว
“คนตระกูลหลิวเข่นฆ่าผู้คนอีกแล้วรึ มีคนตายเพราะพวกมันอีกแล้ว”
“สวรรค์ ตระกูลหลิวซุกซ่อนเดนมนุษย์ที่กำเริบเสิบสานเหนือกฎหมายไว้อีกเท่าใดกัน”
“โคตรเหง้าตระกูลหลิวหาคนดีไม่ได้เลยสักคนเดียว”
“ต้องสับพวกมันให้แหลก เพื่อพิทักษ์ความยุติธรรมในหล้า”
“ลากคอคนตระกูลหลิวมาให้หมด เค้นสอบเรียงตัว จะได้รู้ว่าพวกมันยังซุกซ่อนกรรมชั่วอันใดไว้อีก”
ฝูงชนเดือดพล่านขึ้นอีกระลอก เดิมทีพวกเขาก็คั่งแค้นกับคำตัดสินคดีหลิวซินเฉิงเป็นทุนเดิม ครั้นล่วงรู้ว่าตระกูลหลิวยังใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงผู้คนจนถึงแก่ความตาย เพลิงโทสะยิ่งโหมกระพือเป็นเท่าทวี โดยเฉพาะเมื่อเห็นสภาพน่าเวทนาของหญิงชราและเด็กน้อย ยิ่งกระตุ้นแรงโทสะให้พุ่งทะยาน ท้ายที่สุดความสงสารนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นรังสีอำมหิตพุ่งเป้าไปที่ตระกูลหลิว
ผังเซิงฟังเสียงก่นด่าของมวลชน พลางนึกเหยียดหยามพวกสวะหน้าโง่เหล่านี้เข้ากระดูกดำ แค่คดีฆาตกรรมสองคดี ถึงกับบังอาจเรียกร้องให้กวาดล้างตระกูลหลิวมาไต่สวน ช่างเพ้อเจ้อสิ้นดี
ทว่าผังเซิงย่อมไม่โง่เง่าหลุดปากออกไป ในแวดวงขุนนาง เขาตราหน้าพวกชาวบ้านว่าเป็นเพียงมดปลวกโง่งมที่ถูกอารมณ์ชักจูง ไม่ประสีประสาเรื่องกฎหมายและเล่ห์เหลี่ยมการเมืองมาแต่ไหนแต่ไร
“มีพยานหลักฐานใดมายืนยัน” ผังเซิงละสายตาจากคำร้อง ปั้นหน้าเคร่งขรึมเอ่ยถามสองตายาย
“ผู้น้อยมีพยานขอรับ เป็นเพื่อนบ้านร่วมสายเลือด ตอนที่พวกอันธพาลตระกูลหลิวรุมทุบตีบุตรชายกับลูกสะใภ้ พวกเขาก็เห็นเหตุการณ์เต็มสองตา ยามนี้มีสามคนที่ยอมเดินทางมาเป็นพยานด้วยขอรับ” ชายชรารีบละล่ำละลัก ก่อนหันไปชี้ชายหนุ่มท่าทางสัตย์ซื่อสามคนที่ถูกเบียดเสียดอยู่รอบนอกฝูงชน
ถึงขั้นเตรียมพยานมาพร้อมสรรพ... ผังเซิงลอบปรายตามองจ้าวหนิงอีกครา
หลังได้รับสัญญาณกระซิบจากคนสนิท เขาก็หาข้ออ้างผละไปที่โถงรองอีกครั้ง เพื่อหารือกับผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลหลิว
“ใต้เท้าผัง คดีนี้ท่านต้องหาทางเหยียบมันไว้ให้จม ส่งมือปราบไปสืบพยานที่อำเภอสือเหมิน ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องใช้เวลาเดินทาง อาศัยช่องโหว่นี้ถ่วงคดีออกไปได้อีกหลายวัน” ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลหลิวเร่งเร้าเสียงเครียด
บัดนี้เขาตระหนักแน่ชัด ตระกูลจ้าวจงใจชูคดีชาวบ้านเป็นอาวุธทิ่มแทงตระกูลหลิว ไม่รู้ว่าพวกมันไปขุดคุ้ยหาชาวบ้านที่สิ้นไร้ไม้ตอกเหล่านี้มาได้มากเพียงใด นอกเหนือจากคดีใหญ่ที่ตำบลซินเซียงซึ่งเอิกเกริกจนกระตุกหนวดเสือ คดีจุกจิกอื่นๆ พวกเขาแทบไม่ระแคะระคายเลยแม้แต่น้อย
ปัญหาคือ หลังสมาคมชุดขาวถูกถอนรากถอนโคน ตระกูลหลิวก็ส่งหูตาไปเฝ้าจับตาจวนเจิ้นกั๋วกงและคฤหาสน์ตระกูลจ้าวอย่างรัดกุม ทว่าก่อนที่จ้าวชี่เยว่จะนำกำลังออกไป ‘ล่าสัตว์’ ขุมกำลังตระกูลจ้าวกลับสงบนิ่งราวกับน้ำบ่อ ไม่มีความเคลื่อนไหวใดผิดสังเกต
แล้วพวกมันไปกวาดต้อนคนและรวบรวมหลักฐานมัดตัวเหล่านี้มาจากที่ใด
ข้อสันนิษฐานเดียว หรือจะเรียกว่าเป็นฟางเส้นสุดท้ายของผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลหลิวคือ… ตระกูลจ้าวคงขุดคุ้ยคดีมาได้ไม่มากนัก
หากเป็นเช่นนั้น ขอเพียงหาทางกดดันหรือยื้อเวลาพิจารณาคดี ตระกูลหลิวย่อมมีจังหวะพลิกกระดานหารือแผนรับมือ พูดตามตรง ภายใต้การจับตาอย่างแน่นหนา การที่ตระกูลจ้าวลอบเปิดศึกสายฟ้าแลบเช่นนี้ นับว่าอยู่นอกเหนือการคำนวณของตระกูลหลิวอย่างสิ้นเชิง ทว่านี่ใช่จะไร้หนทางแก้ ขอเพียงมีเวลาตั้งหลักประเมินขุมกำลังและวางหมากโต้กลับ บทสรุปแห่งศึกนี้ย่อมยังไม่แน่ชัด
“อีกฝ่ายเตรียมพยานบุคคลมาพร้อม ซ้ำเพลิงแค้นมวลชนกำลังเดือดพล่าน บีบให้ข้าพิจารณาคดีอย่างตงฉิน ข้าไม่อาจยื่นมือช่วยผู้อาวุโสหลิวกลางโถงศาลได้หรอก” ผังเซิงปัดสวะ เขาไม่อาจลงมือโจ่งแจ้งจนถูกจับเป็นจุดอ่อน แม้กฎหมายจะเอื้อประโยชน์แก่คหบดี ทว่าไม่ว่าจะเป็นโอรสสวรรค์หรือขุนนาง ต่างท่องจำขึ้นใจ… ประชาราษฎร์คือผืนน้ำ นาวาคือองค์ราชัน น้ำพยุงเรือได้ ย่อมจมเรือได้
ไม่ว่าจะเป็นที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงหรือศาลเมืองใด ทันทีที่เปิดพิจารณาคดี ย่อมมีชาวบ้านแห่แหนมามุงดู และห้ามขับไล่เด็ดขาด แม้ผังเซิงจะดูแคลนมดปลวกเหล่านี้ ทว่าก็ไม่กล้าตั้งตนเป็นปรปักษ์กับมวลชนอย่างเปิดเผย
ท้ายที่สุดเขาคือสายเลือดตระกูลใหญ่ เกียรติยศชื่อเสียงคือสิ่งค้ำจุนตระกูล หากทายาทผู้ใดมีชื่อเสียงเหม็นโฉ่ ย่อมลากทั้งตระกูลจมดิน การที่ตระกูลหลิวมีคดีฆาตกรรมโผล่มาแค่สองคดี ก็ถูกชาวบ้านด่าทอสาปแช่งจนสิ้นราศี นี่คืออุทาหรณ์ชั้นดี
ขุนนางตระกูลใหญ่จึงมักเดินหมากอย่างระแวดระวัง อย่างน้อยก็ต้องรักษาหน้าฉากไม่ให้ขัดแย้งกับมวลชน ซึ่งต่างจากขุนนางตระกูลยากไร้ที่ไร้พันธะ เมื่อไร้เบื้องหลังให้ห่วงหน้าพะวงหลัง ยามลงมือจึงมักเหี้ยมเกรียมและบ้าบิ่นกว่า
แน่นอนว่าสัจธรรมโลกย่อมผันแปร ความขัดแย้งระหว่างขุนนางบู๊และบุ๋นที่ทวีความรุนแรง ผนวกกับภัยคุกคามจากขุมกำลังตระกูลยากไร้ บีบให้บางตระกูลยอมละทิ้งขอบเขตศีลธรรม กระทำการอำมหิตไร้จุดยืนเพื่อความอยู่รอดของโคตรเหง้าตนเอง
ผังเซิงกล่าวต่อ “หากผู้อาวุโสหลิวต้องการซื้อเวลา คงต้องพึ่งพาบารมีตระกูลท่านแล้ว ยามมือปราบเยี่ยนผิงลงพื้นที่สืบคดี ข้าจะคอยกำชับพวกมันให้ ‘รู้ความ’ เอง”
นัยแฝงแห่งประโยคนี้กระจ่างชัด บนบัลลังก์ศาลเขาจำต้องแสร้งเล่นบท ‘ตงฉิน’ ทว่ายามมือปราบลงพื้นที่สืบพยาน ตระกูลหลิวย่อมอาศัยช่องโหว่นี้เล่นแร่แปรธาตุได้สารพัด ไม่ว่าจะทำลายหลักฐาน ยัดเยียดความเท็จ หรือสร้างอุปสรรคให้การสืบสวน กระทั่งฟ้องกลับว่าโจทก์เป็นเพียงชาวบ้านหัวหมอ เพื่อลากคดีให้ยืดเยื้อ หรืออย่างเลวร้ายที่สุด ก็แค่โยนเศษเงินจ้างอันธพาลมารับบาปแทน
ผังเซิงเพียงต้องสั่งการให้มือปราบ ‘ละเอียดรอบคอบ’ เป็นพิเศษ ห้ามละเลยข้อสงสัยจุกจิก และให้สืบสวนอย่างประนีประนอม ห้ามปะทะกับคนของตระกูลหลิวเด็ดขาด
สรุปคือ เรื่องที่สืบจบได้ในวันเดียว ก็ให้ลากยาวไปสามวันห้าวัน คดีที่ประจักษ์ชัดไร้ข้อกังขา ก็ให้ตีรวนสร้างความคลุมเครือตามคำแก้ต่างของตระกูลหลิว ท้ายที่สุดคดีจะถูกดองเป็นเดือน หรือพลิกกระดานให้โจทก์กลายเป็นจำเลย ก็ย่อมสุดแล้วแต่ตระกูลหลิวจะจัดการ
“เช่นนั้นต้องรบกวนใต้เท้าผังแล้ว” ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลหลิวประสานมือรับคำ
ขุนนางอุ้มชูขุนนาง นี่คือกฎเหล็กข้อแรกแห่งราชสำนัก เหล่าผู้มีอำนาจสุมหัวกางร่มปกป้องเครือข่าย เหยียบย่ำรีดนาทาเร้นสามัญชน นี่คือสันดานดิบของชนชั้นปกครอง ทั้งผังเซิงและผู้อาวุโสใหญ่ต่างเชี่ยวชาญการใช้ลูกไม้พรรค์นี้จนชินชา
เมื่อผังเซิงสะบัดชายแขนเสื้อกลับสู่โถงใหญ่ ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลหลิวก็ทรุดตัวลงนั่งอย่างเยือกเย็น จับตาดูหมากกระดานนี้ต่อไป เขาทอดสายตามองข้ามประตูใหญ่ของที่ว่าการ พลางแค่นเสียงหยันในใจ ตระกูลจ้าว ข้าอยากรู้นักว่าพวกเจ้าจะปั้นน้ำเป็นตัว สร้างคดีขึ้นมาได้สักกี่คดี! ห้าคดี รึสิบคดี? สิบชีวิต รึยี่สิบชีวิต? คิดจะใช้สวะหยิบมือนี้มาสั่นคลอนตระกูลหลิว ช่างฝันเฟื่อง! หากไม่มีคดีใหญ่เป็นสิบ หรือชีวิตคนเป็นร้อย ตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่หยัดยืนมาเจ็ดร้อยปีอย่างตระกูลหลิว อย่างมากก็แค่ระคายผิว มีหรือจะถูกพวกเจ้าโค่นล้ม!
ผังเซิงตวัดก้นนั่งลงบนบัลลังก์ศาล เรียกตัวพยานที่ชายชราอ้างถึงมาเบิกความ หลังการซักค้านสิ้นสุด เขาก็สวมบทบาทขุนนางผู้เที่ยงธรรม ประกาศกร้าวว่าคดีนี้มีเบื้องหลังอำมหิตผิดมนุษย์ จำเป็นต้องขุดรากถอนโคน เพื่อคืนความบริสุทธิ์ให้ผู้ตายและปลอบประโลมผู้ยังมีชีวิต จะไม่มีการละเว้นคนชั่วให้ลอยนวลเด็ดขาด
ทันใดนั้น ผังเซิงก็ออกคำสั่งเด็ดขาด ส่งหัวหน้ามือปราบนำทีมรุดไปยังอำเภอสือเหมินเพื่อสืบสาวความจริง ทั้งยังจงใจเรียกหัวหน้ามือปราบผู้นั้นหลบฉากไป ‘กำชับ’ อย่างลับๆ อยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะสั่งให้เร่งเดินทางทันที
ละครฉากนี้เรียกเสียงโห่ร้องสรรเสริญจากชาวบ้านได้อย่างล้นหลาม ฝูงชนพากันเยินยอความปรีชาญาณและตงฉินของเจ้าเมืองเยี่ยนผิง บางคนถึงขั้นเอ่ยขออภัยที่ล่วงเกินด่าทอไปก่อนหน้า เฉกเช่นเดียวกับสายตาที่เคยมองจ้าวหนิง บัดนี้เปลี่ยนจากความเคลือบแคลงเป็นความเลื่อมใสศรัทธา
ทว่าท่ามกลางความวุ่นวาย แทบไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า ถังซิงได้เร้นกายออกจากลานกว้างไปเนิ่นนานแล้ว เขาพุ่งทะยานไปดักรอขบวนมือปราบที่นอกประตูใหญ่ ก่อนจะกระชากตัวหัวหน้ามือปราบผู้มีชาติกำเนิดจากชนชั้นล่างผู้นั้นหลบฉาก เพื่อทิ้งคำสั่งลับที่อำมหิตกว่า!