ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 101 การปะทะ (5)
แก้ปัญหาเฉพาะหน้าลุล่วง ผังเซิงลอบระบายลมหายใจ ทว่ายังไม่ทันได้คลายความตึงเครียด เสียงกลองร้องทุกข์หน้าประตูที่ว่าการพลันดังกัมปนาทขึ้นอีกครา หนนี้เขาหาได้อกสั่นขวัญแขวนดังเก่า ด้วยเตรียมใจรับคลื่นพายุไว้แล้ว
“ขุนนางผู้นี้ก็อยากจะเห็นเป็นขวัญตา ว่าวันนี้จะมีคดีความโผล่มาสักกี่คดี” ผังเซิงตวัดหางตามองจ้าวหนิงแวบหนึ่ง ก่อนตวาดสั่งให้นำตัวคนเข้ามา
มิผิดคาด หนนี้ยังคงเป็นคดีฆาตกรรม
ครอบครัวหนึ่งภรรยาป่วยหนักไร้เงินรักษา จำต้องกู้ดอกเบี้ยโหดจากตระกูลหลิว ครั้นพ้นกำหนดไร้ปัญญาชดใช้ อันธพาลตระกูลหลิวบุกทวงหนี้สองครา คราแรกรุมทุบตีสามีจนพิการ คราต่อมาไม่พบตัวจึงวางเพลิงเผาเรือนวอดวาย ครั้นลูกหนี้บากหน้ากู้ยืมจากแหล่งอื่นมาจนครบ กลับถูกตอกหน้าว่าเงินก้อนนี้ชดใช้ได้เพียงดอกเบี้ย ท้ายที่สุดเมื่อตรอกไร้ทางออก สองสามีภรรยาจำต้องผูกคอตายหนีหนี้เลือด
คดีนี้มีพยานบุคคลยืนยันแน่นหนา ผังเซิงอับจนหนทาง จำต้องส่งมือปราบไปคุมตัวคนตระกูลหลิวมาขึ้นศาล
หลังจากนั้น คดีความหลั่งไหลเข้ามาดุจทำนบแตก ซ้ำร้ายส่วนใหญ่ล้วนเป็นคดีฆาตกรรมคร่าชีวิต ทุกคดีมีพยานหลักฐานมัดตัวดิ้นไม่หลุด ภายใต้รังสีอำมหิตของฝูงชนที่เดือดพล่าน ผังเซิงจำต้องกัดฟันประทับตรารับฟ้องทุกคดีอย่างไร้ทางเลี่ยง
คดีที่ปิดบัญชีได้ทันทีกลางศาลมีไม่มาก ทว่าใช่จะไม่มี ล่วงเลยมาถึงบัดนี้ เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผากผังเซิง ใบหน้าซีดเผือดลงทุกขณะ ด้านหนึ่งอ่อนล้าจนต้องซดชาหมดไปหลายป้าน อีกด้านหนึ่งคือความประหวั่นพรั่นพรึง… หวาดกลัวต่อขุมข่ายอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวของตระกูลจ้าว
ยามคดีความพุ่งทะยานทะลุสามสิบคดี ผังเซิงตระหนักแจ้งแก่ใจ… ฟางเส้นสุดท้ายขาดสะบั้นลงแล้ว ตระกูลจ้าวลงดาบได้เหี้ยมเกรียมถึงรากถึงโคน ส่วนตระกูลหลิว… หายนะมาเยือนถึงหน้าประตูแล้ว
นับแต่นั้น เขาไม่เหยียบย่างเข้าโถงรองอีกเลย แม้ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลหลิวจะส่งคนมาเชิญตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ตาม
หากความตื่นตระหนกของผังเซิงคือการยำเกรงตระกูลจ้าว เช่นนั้นผู้อาวุโสใหญ่ที่เร้นกายในโถงรองก็คือความหวาดผวาเข้ากระดูกดำ ชายชราผุดลุกผุดนั่ง กระวนกระวายเดินพล่านไปมาดุจหนูติดจั่น
เวลาล่วงเลยไปค่อนวัน จำนวนคดีพุ่งทะลุห้าสิบคดี สาบเสื้อผู้อาวุโสใหญ่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ
ห้าสิบกว่าคดี ผู้เกี่ยวข้องนับร้อยชีวิต ทุกคดีประจักษ์ชัดด้วยพยานหลักฐาน อย่าว่าแต่การพลิกแผ่นดินล่าตัวคนเหล่านี้มารวมกันที่ศาลเยี่ยนผิงต้องผลาญกำลังคนมหาศาลเพียงใด ลำพังแค่สืบสาวราวเรื่องทั้งหมดนี้ให้กระจ่าง แค่คิดถึงขุมข่ายข่าวกรองที่ต้องใช้ก็ชวนให้ขนหัวลุก
ต่อให้ที่ว่าการเยี่ยนผิงกับศาลต้าหลี่ขยับตัวพร้อมกัน ย่อมไม่อาจจัดการได้รวดเร็วปานนี้ ผู้อาวุโสใหญ่ขบคิดจนศีรษะแทบระเบิด ขุมกำลังหลักของตระกูลจ้าวล้วนตกอยู่ใต้สายตาพวกเขา ก่อนจ้าวชี่เยว่จะนำทัพออกจากเมือง อีกฝ่ายไม่เคยระดมพลครั้งใหญ่เลยแม้แต่คราเดียว
พวกมันไปขุดคุ้ยคดีความนับไม่ถ้วนเหล่านี้มาได้อย่างไร เริ่มเดินหมากตั้งแต่เมื่อใด กองกำลังมืดที่แฝงตัวคุ้มกันโจทก์มายังที่ว่าการ หากไม่ใช่ตระกูลจ้าวแล้วจะเป็นผู้ใด ตระกูลเว่ยงั้นหรือ หากตระกูลเว่ยเคลื่อนพลขนานใหญ่ปานนั้น ตระกูลหลิวจะหูหนวกตาบอดไม่ระแคะระคายเชียวหรือ
ที่สำคัญ การส่งคนของตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ลงไปคลุกคลีกับชาวบ้านตาสีตาสา ซ้ำยังต้องซื้อใจให้เชื่อถือในชั่วข้ามคืน ย่อมเป็นไปไม่ได้
ชนชั้นปกครองกับไพร่ฟ้าล้วนอยู่คนละโลก ไม่ว่าวาจา ท่าที กิริยา หรือแนวคิด ล้วนแตกต่างราวฟ้ากับเหว การที่ชนชั้นสูงจะแทรกซึมลงสู่รากหญ้า กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวโดยไร้ร่องรอย นั่นมันเรื่องเพ้อเจ้อสิ้นดี
“ตระกูลจ้าว… จ้าวเสวียนจี ไอ้เฒ่าสารพัดพิษ ไอ้สุนัขลอบกัด เจ้าวางแผนขย้ำตระกูลหลิวมานานเท่าใด ซุ่มซ่อนเขี้ยวเล็บไว้มากแค่ไหน เหตุใดจึงอำมหิตถึงเพียงนี้” ผู้อาวุโสใหญ่คลั่งแค้นเจียนกระอักเลือด หากเป็นไปได้ เขาแทบอยากชี้หน้าสับจ้าวเสวียนจีให้แหลกคาตา
ทว่าเขาไร้ปัญญา
คลื่นสังหารลูกนี้ไร้สุ้มเสียงเตือนล่วงหน้า ทว่ายามซัดสาดกลับดุดันประดุจพายุถาโถม ไม่ขยับก็แล้วไป ขยับเมื่อใดย่อมหมายถึงชี้เป็นชี้ตาย นี่คือพิชัยสงคราม… สงบนิ่งดั่งขุนเขา บุกทะลวงดั่งไฟบรรลัยกัลป์! จ้าวเสวียนจีถึงขั้นงัดกลยุทธ์สมรภูมิเลือดมาใช้กับการแก่งแย่งระหว่างตระกูล ทว่าตระกูลหลิวกลับหน้ามืดตามัว มองเกมของตระกูลจ้าวไม่ออกแม้แต่น้อย
บัดนี้ ตระกูลหลิวเผชิญมหันตภัยล้างโคตรอย่างแท้จริง ศึกครานี้ต่อให้รอดตาย ก็ต้องสูญเสียแขนขาพังพินาศย่อยยับ
“เร็วเข้า แจ้งข่าวผู้นำตระกูลเดี๋ยวนี้” ผู้อาวุโสใหญ่แผดเสียงสั่งคนสนิท คำสั่งนี้ถูกส่งออกไปนับระลอกไม่ถ้วน ทุกคราที่สั่งย้ำ ย่อมหมายถึงสถานการณ์ที่บีบคั้นลงทุกขณะ กระทั่งวินาทีนี้ มันคือความเป็นความตายที่ไม่อาจรั้งรอ
ชายชราอับจนหนทาง ได้แต่เบิกตาดูตระกูลจ้าวกระทืบตระกูลหลิวลงก้นเหวทีละก้าวๆ สิ่งเดียวที่ทำได้คือสบถด่าด้วยความคลั่งแค้น ไร้พลังจะพลิกกระดานกอบกู้สถานการณ์
จะดิ้นรนอย่างไรได้ ส่งกองกำลังปิดล้อมที่ว่าการเยี่ยนผิงหรือสั่งปิดถนนงั้นหรือ ย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ขอเพียงบรรดาผู้เคราะห์ร้ายที่เคยถูกเหยียบย่างยังคงเดินขบวนขึ้นโถงศาลเมืองเยี่ยนผิง ตระกูลหลิวก็ทำได้เพียงรอวันจมดิ่งสู่ขุมนรก
แว้งกัดตระกูลจ้าวกลับหรือ กล่าวหาว่านี่คือแผนสาดโคลนสกปรกงั้นหรือ ไร้สาระสิ้นดี คดีนองเลือดเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องจริงทุกประการ ประดุจสองทัพประจัญบาน ค่ายกลฝั่งตนมีช่องโหว่ ซ้ำข้าศึกยังทะลวงลึกถึงใจกลางค่าย แล้วจะเอาปัญญาที่ไหนไปพลิกฟ้ากู้สถานการณ์
ผู้อาวุโสใหญ่ทรุดฮวบลงบนเก้าอี้ หอบหายใจรวยริน นัยน์ตาพร่ามัวคล้ายฟ้าถล่มลงตรงหน้า ภายในอกร้อนรุ่มดั่งไฟบรรลัยกัลป์สุมทับด้วยความสิ้นหวัง
ฝั่งหลิวมู่จือ ทันทีที่รับรายงานล่าสุด เขาถึงกับหน้าถอดสี ทว่าในฐานะผู้นำตระกูลจำต้องกัดฟันข่มความตระหนก หลังครุ่นคิดชั่วอึดใจ เขาเร่งรุดเข้าพบสวีหมิงหล่าง ถ่ายทอดวิกฤตการณ์ทั้งหมดอย่างหมดเปลือก
“ไฟลามทุ่งถึงเพียงนี้ ตระกูลหลิววิกฤตหนักหนาแล้ว ขอใต้เท้าสวีโปรดยื่นมือช่วยเหลือด้วยเถิด” สิ้นคำอธิบาย หลิวมู่จือประสานมือค้อมเอวคารวะสวีหมิงหล่างอย่างเต็มพิธีการ
ความเคลื่อนไหวที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง สวีหมิงหล่างย่อมรู้กระจ่างแก่ใจ ทั้งคาดเดาได้ว่าหลิวมู่จือต้องบากหน้ามาอ้อนวอน ทว่านึกไม่ถึงว่าสถานการณ์จะหลุดลุ่ยรุนแรงถึงเพียงนี้ “ตระกูลหลิวก่อกรรมทำเข็ญไว้ปานนี้เชียวหรือ เพื่อกอบโกยเงินทอง ถึงขั้นกำเริบเสิบสานไม่เห็นหัวผู้ใดเลยกระมัง เข่นฆ่าผู้คนนับไม่ถ้วนเช่นนี้ ไม่ใช่แค่โยนแพะรับบาปแล้วจะจบเรื่อง ตระกูลหลิวมีสิทธิ์ถูกล้างบางทั้งโคตรได้เลยนะ”
ตระกูลขุนนางกอบโกยความมั่งคั่งย่อมเป็นเรื่องปกติวิสัย ทว่าการลงมือป่าเถื่อนโจ่งแจ้ง ซ้ำยังทิ้งหางหมูให้ศัตรูเหยียบย่ำได้มากมายปานนี้ กระทั่งสวีหมิงหล่างยังอดค่อนขอดความโง่เง่าของอีกฝ่ายไม่ได้
แต่โบราณกาล ผลประโยชน์มักบังตา ยิ่งก้อนเนื้อชิ้นใหญ่เพียงใด สันดานคนยิ่งกำเริบเสิบสาน ครั้นความแตก จึงยิ่งดูงี่เง่าไร้สมอง
“ใต้เท้าสวี ยามนี้ไม่ใช่เวลามาซ้ำเติมตระกูลหลิวของข้า เรารีบหารือแผนพลิกสถานการณ์กันเถิด” หลิวมู่จือฟังวาจาเสียดสีแล้ว ภายในใจพลันปะทุเพลิงขุ่นเคือง
สวีหมิงหล่างนั่งแท่นอัครเสนาบดี กุมอำนาจล้นฟ้า อยากตักตวงผลประโยชน์เท่าใดย่อมได้ อย่าว่าแต่สินบน ลำพังบรรณาการตามเทศกาลจากขุนนางเบื้องล่าง ก็มหาศาลพอจะทับคนตายทั้งถนน ของกำนัลล้ำค่าเหล่านี้ เบี้ยหวัดขุนนางธรรมดาจะจ่ายไหวหรือ ทุกอีแปะล้วนได้มาด้วยความฉ้อฉล แล้วบนเงินเหล่านั้น อาบย้อมน้ำตาและวิญญาณอาฆาตของไพร่ฟ้าไปมากเท่าใด
มิหนำซ้ำ จวนอัครเสนาบดียังได้รับของกำนัลล้ำค่าจากเซียวเยี่ยนทุกปี นั่นคือเครื่องบรรณาการราชสำนักเชียวนะ แค่โสมหิมะพันปี หรือเห็ดหลินจือร้อยปีสักต้น ล้วนประเมินค่ามิได้
เม็ดเงินจากการขูดรีดดอกเบี้ยชาวบ้านนับพันของตระกูลหลิวตลอดปี ยังเทียบไม่ได้กับของวิเศษเหล่านั้นเพียงชิ้นเดียว ซ้ำต้องคอยตามเช็ดตามล้างปัญหาจุกจิก ทั้งทวงหนี้ ตามล่าลูกหนี้ ล้วนผลาญทรัพยากร กว่าจะได้กำไรเทียบเท่าเห็ดหลินจือร้อยปีสักต้น ต้องบีบคั้นคนให้แหลกคามือไปเท่าใด
ตระกูลหลิวถูกตระกูลสวีทิ้งห่าง หากหวังทวงบัลลังก์คืน หลิวมู่จือที่ใฝ่ฝันตำแหน่งอัครเสนาบดี จะไม่ทุ่มเทสูบเลือดสูบเนื้อเพื่อสร้างฐานอำนาจได้อย่างไร
“ไฟลามทุ่งถึงเพียงนี้ ย่อมรับมือยากเย็น ใต้เท้าหลิวประสงค์ให้ข้าออกหน้าเช่นไร” สวีหมิงหล่างถามเสียงเรียบ ท่าทีเย็นชาก็บ่งบอกชัดว่า บัดนี้ตระกูลหลิวเหม็นโฉ่เกินเยียวยา เขาไม่อยากแกว่งเท้าหาเสี้ยนให้มลทินแปดเปื้อน
ตระกูลหลิวคือเสาหลักแห่งขุนนางบุ๋น นับเป็นเสี้ยนหนามตำใจตระกูลสวี ยามกรีธาทัพบดขยี้ขุนนางบู๊ สวีหมิงหล่างกับหลิวมู่จือคือพันธมิตร ทว่าเมื่อกลับสู่สังเวียนขุนนางบุ๋น สวีหมิงหล่างย่อมต้องคอยเหยียบหัวไม่ให้หลิวมู่จือปีนป่ายขึ้นมาทาบรัศมี
หากตระกูลหลิวล่มสลายครานี้ ใช่ว่าเขาจะไร้ผลประโยชน์ ท้ายที่สุด ทุกการขยับหมากล้วนขึ้นอยู่กับการชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสีย ว่าคุ้มค่าจะยื่นมือช่วยตระกูลหลิวหรือไม่
“ดาบของตระกูลจ้าวที่ฟาดฟันใส่ตระกูลหลิว แท้จริงแล้วเป้าหมายหาใช่ข้าเพียงตระกูลเดียว แต่มันกวาดล้างรวมถึงขุนนางบุ๋นทั้งกระดาน นี่คือปฐมบทการโต้กลับของพวกขุนนางบู๊ หากตระกูลหลิวถูกบดขยี้ เป้าหมายต่อไปย่อมเป็นตระกูลขุนนางบุ๋นทุกตระกูลที่ต้องรอวันถูกเชือดคอ”
“อดีตพวกเราสุมหัวเหยียบย่ำขุนนางบู๊เช่นไร วันหน้าพวกมันย่อมเอาคืนอย่างสาสม ขุนนางบู๊เคยตกต่ำถึงขีดสุดเพียงใด ขุนนางบุ๋นอย่างเราย่อมถูกกระทืบจมดินไม่ต่างกัน ซ้ำร้าย… จุดจบอาจจะอนาถยิ่งกว่า”
“ใต้เท้าสวี ยามเรารับมือพวกขุนนางบู๊ เป็นเพียงการบ่อนทำลายอำนาจ หากเด็ดหัวขุนนางบู๊ได้สักคน ก็แค่ส่งคนของเราไปเสียบแทน ทว่าฝั่งขุนนางบู๊เล่า ทันทีที่ตระกูลจ้าวลงดาบ มันคือการถอนรากถอนโคนตระกูลหลิวให้สิ้นซาก นี่คือเจตจำนงที่จะสับแขนขาขุนนางบุ๋นให้ขาดสะบั้นอย่างถาวร”
“นี่คือภัยคุกคามล้างบางอันตรายถึงขีดสุด หากตระกูลหลิวล้ม ผู้ใดจะขึ้นเขียงรายต่อไป หากขุนนางบุ๋นถูกลบชื่อทิ้งทีละตระกูล แล้วขุมกำลังขุนนางบุ๋นอันเกรียงไกร จะหยัดยืนอยู่ได้อย่างไร”
กล่าวถึงตรงนี้ หลิวมู่จือสูดลมหายใจลึก นัยน์ตาทอประกายอำมหิต “ใต้เท้าสวี… นี่คือสงคราม สงครามห้ำหั่นชี้เป็นชี้ตายระหว่างบู๊และบุ๋น”
แววตาสวีหมิงหล่างวูบไหว ภายในใจสั่นสะท้าน เขานิ่งขบคิดชั่วครู่ก่อนแค่นเสียงคลางแคลง “ใต้เท้าหลิวตีโพยตีพายเกินไปหรือไม่ ขุนนางบู๊ใช่ว่าจะเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ยิ่งตกต่ำ ผลประโยชน์ยิ่งหดหาย แต่ละตระกูลต่างแก่งแย่งกัดกันเองเพื่อความรอด ตระกูลจ้าวมีปัญญาใดรวบรวมขุนนางบู๊ให้เป็นหนึ่ง แล้วยอมก้มหัวรับคำสั่งแต่เพียงผู้เดียว”
“หากมิใช่เช่นนั้น คดีหอเฟยเสวี่ยในตรอกผิงคัง จะอธิบายว่าอย่างไร” หลิวมู่จือเค้นเสียงย้ำทีละคำ
สวีหมิงหล่างขมวดคิ้วมุ่น “หมายความเช่นไร”
“คดีนี้ แรกเริ่มอยู่ในมืออู๋เซ่าเชินแห่งกองทหารลาดตระเวนเมือง ทว่ารุ่งขึ้นกลับกลายเป็นจ้าวหนิงเสียบแทน หากตระกูลอู๋กับตระกูลจ้าวขัดแย้งกัน อู๋เซ่าเชินมีหรือจะคายคดีชิ้นโตให้อีกฝ่าย หากตระกูลสือไม่ได้ลงเรือลำเดียวกับตระกูลจ้าว สือชงมีหรือจะยอมให้จ้าวหนิงใช้คดีนี้สร้างผลงาน” หลิวมู่จือวิเคราะห์ฉะฉาน
บัดนี้เขากระจ่างแจ้ง หออี้ผิ่นคือขุมกำลังมืดของตระกูลจ้าว ซ้ำตระกูลจ้าวยังล่วงรู้เบื้องหลังสมาคมชุดขาวมาเนิ่นนาน สายใยของแผนการทั้งหมดถูกเชื่อมโยงจนสมบูรณ์
หมากตากระโดดแรกของตระกูลจ้าว คือส่งหออี้ผิ่นเปิดศึกสมาคมชุดขาว ครั้นขัดแย้งรุนแรงจนแตกหัก จึงหยิบยืมอำนาจกองทหารลาดตระเวนเมืองกวาดล้างสมาคมชุดขาวและพรรคเหยี่ยวครามจนสิ้นซาก เบิกทางให้หออี้ผิ่นผงาดครองโลกใต้ดินเยี่ยนผิงแต่เพียงผู้เดียว
หมากตาที่สอง อาศัยข่ายข่าวกรองหออี้ผิ่น ล้วงลึกรวบรวมหลักฐานความอัปยศของตระกูลหลิวอย่างสายฟ้าแลบ ยามนั้นตระกูลหลิวสูญเสียหูตาในยุทธภพ ย่อมมืดบอดต่อความเคลื่อนไหว ซ้ำยังต้องรับแรงกระแทกจากการล่มสลายของสมาคมชุดขาว จึงไร้เรี่ยวแรงรับมือการลอบกัดของตระกูลจ้าว
หมากตาที่สาม เชิดหออี้ผิ่นเป็นแกนนำ กวาดต้อนผู้เคราะห์ร้ายลั่นกลองร้องทุกข์ ใช้คดีเลือดเหล่านั้นเป็นหอกทะลวงขั้วหัวใจ โค่นล้มตระกูลหลิว
ตลอดกระบวนการ หยิบยืมดาบกองทหารลาดตระเวนเมืองกวาดล้างโลกใต้ดินคือปฐมบทและรากฐาน หากปราศจากไฟเขียวจากตระกูลอู๋และตระกูลสือ แผนการถอนรากถอนโคนนี้ย่อมไม่อาจบรรลุผล
แม้จะมืดบอดว่าตระกูลอู๋และตระกูลสือยอมก้มหัวรับใช้จ้าวเสวียนจีด้วยเหตุใด และมีสัญญาเลือดอันใดต่อกัน ทว่าหลิวมู่จือตระหนักแจ้งแก่ใจ ตระกูลหลิวจำต้องผูกมัดขุนนางบุ๋นทั้งหมดเป็นโล่กำบังรักษาสายเลือดตนไว้ มิเช่นนั้น… คงถูกสังเวยสิ้นโคตรในมหันตภัยครั้งนี้อย่างแน่นอน