ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 99 การปะทะ (3)
“กรมกลาโหมคือรากฐานแห่งการหยัดยืนของตระกูลขุนนางบู๊ หากทวงคืนมาได้ ตระกูลเว่ยแห่งชิงโจวยินดีทุ่มสุดกำลัง น้อมรับคำบัญชา” ยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายแห่งตระกูลเว่ยประกาศกร้าว น้ำเสียงเด็ดเดี่ยวหนักแน่น
“ประเสริฐ”
จ้าวเสวียนจีตบโต๊ะ นัยน์ตาพยัคฆ์เฒ่ากวาดมองผู้คนทั่วโถง “ข้าไม่ต้องอธิบายให้มากความ พวกท่านย่อมกระจ่างแจ้งแก่ใจ หากแผ่นดินเกิดศึกใหญ่ แต่กรมกลาโหมกลับตกอยู่ในมือพวกขุนนางบุ๋น กลายเป็นหอกดาบที่หวนกลับมาทิ่มแทงลิดรอนอำนาจพวกเราขุนนางบู๊… ถึงยามนั้น สมรภูมิจะพินาศย่อยยับเพียงใด”
“ยามนี้ตระกูลจ้าวเปิดศึกเต็มกำลังเพื่อโค่นรากถอนโคนตระกูลหลิว ข้ามิได้เรียกร้องให้พวกท่านต้องเอาชีวิตมาทิ้ง ทว่าการแสดงจุดยืนหนุนหลังคือสิ่งที่ขาดมิได้ หากวันหน้าการใหญ่ลุล่วง… ก็อย่าหาว่าข้าปูนบำเหน็จลำเอียงก็แล้วกัน”
ทุกผู้คนในที่นั้นล้วนฟังนัยแฝงทะลุปรุโปร่ง บรรยากาศพลันแปรเปลี่ยนเป็นหนักอึ้ง ผู้ที่ยังมีสิทธิ์นั่งฟังวาจาของเจิ้นกั๋วกงในยามนี้ หากมิใช่คนสนิทชิดเชื้อ ย่อมมิใช่ศัตรู เมื่อวาจาทิ้งท้ายหลุดจากปากจ้าวเสวียนจี ทุกคนต่างตระหนักแจ้งถึงจุดยืนของตนและตระกูล เสียงขานรับจึงดังกึกก้องพร้อมเพรียง ประกาศเจตนารมณ์ร่วมเป็นร่วมตาย ทุ่มเทสรรพกำลังเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของตระกูลขุนนางบู๊
……
พระราชวัง ตำหนักฉงเหวิน
ซ่งจื้อพับฎีกาที่เพิ่งตรวจทานเสร็จ วางลงบนกองฎีกาที่ซ้อนสูงตระหง่านฝั่งขวาอย่างคุ้นชิน เมื่อเงยพระพักตร์ขึ้นก็เห็นจิ้งซินหมัว ขันทีชราค้อมกายก้าวเท้ารวดเร็วเข้ามา ท่าทีร้อนรนคล้ายมีเรื่องเร่งด่วนกราบทูล พระองค์จึงชะงักพระหัตถ์ที่จะหยิบฎีกาฉบับใหม่
“ฝ่าบาท ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงเริ่มไต่สวนคดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ” จิ้งซินหมัวกราบทูลเสียงแผ่ว
ประโยคไร้ที่มาที่ไปนี้หาได้ทำให้ซ่งจื้อแปลกพระทัย เพียงตรัสถามด้วยความใคร่รู้ระคนเฉยชา “คดีอันใด”
“คุณชายแห่งตระกูลหลิวย่ำยีสาวใช้ที่เพิ่งเข้าจวน ทั้งยังทุบตีบุตรชายวัยแปดขวบของนางจนตายคาที่พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีชราตอบ
“บุตรชายสาวใช้… ก็มิใช่เรื่องใหญ่โตอันใด ตระกูลหลิวไฉนจึงซื้อสาวใช้อายุมากปานนั้น ซ้ำยังพ่วงบุตรชายมาด้วย” กษัตริย์หนุ่มเลิกพระขนงเล็กน้อย
“สตรีนางนั้นรูปโฉมงดงามสะคราญตา หาตัวจับยากยิ่งพ่ะย่ะค่ะ… ฝ่าบาท บ่าวเฒ่ามิค่อยประสาเรื่องชายหญิง คาดว่าคงถูกใจคุณชายตระกูลหลิวผู้นั้นเข้าพอดี มิเช่นนั้นคงไม่ล่วงละเมิดนางตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบจวน ส่วนเด็กก็นับว่าพรสวรรค์ล้ำเลิศ มีสิทธิ์ทะลวงสู่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางพ่ะย่ะค่ะ”
“ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลาง… สมควรเติบใหญ่เป็นขุนพลแห่งต้าฉี น่าเสียดาย” ซ่งจื้อทอดพระเนตรราบเรียบ มิได้วิจารณ์ให้มากความ “แต่ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงคดีเล็กจ้อย ไม่อาจก่อคลื่นลมพลิกฟ้าอันใด… ถังซิงว่าอย่างไร”
“ถังปั่งเหยี่ยนรายงานว่า นี่ยังเป็นเพียงปฐมบท จ้าวหนิงย่อมเตรียมหมากขั้นต่อไปไว้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งจื้อพยักพระพักตร์ “หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น หากการออกหน้างัดข้อกับเจ้าเมืองเยี่ยนผิงของพวกถังซิงครั้งนี้ไร้ผลสืบเนื่อง ย่อมได้ไม่คุ้มเสีย”
จิ้งซินหมัวนิ่งคิด ลังเลชั่วครู่ก่อนเอ่ย “ฝ่าบาท หมากตานี้ออกจะวู่วามเกินไปหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ หากกระทบถึงแผนการของพระองค์…”
ซ่งจื้อโบกพระหัตถ์ปัด “เรื่องราวในหล้า ไหนเลยจะสมดั่งใจหวังไปเสียทุกประการ ในเมื่อเหตุการณ์เปิดฉากขึ้นแล้วย่อมมีที่มาที่ไป พวกเราเพียงล่องเรือตามน้ำ จับตาดูความเปลี่ยนแปลงไปก่อน”
“พ่ะย่ะค่ะ”
……
ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง
อวี้เหนียงแม้นโศกเศร้าเจียนขาดใจ แต่นางกระจ่างแจ้งว่านี่คือห้วงเวลายืนหยัดทวงความยุติธรรมให้บุตรชายที่ตายจาก จะมัวจมปลักร่ำไห้มิได้ นางฝืนข่มความเจ็บปวด พยุงร่างคุกเข่าอย่างมั่นคง ถ่ายทอดความอัปยศทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ
นับว่าสวรรค์ยังเมตตาที่โอสถของจ้าวหนิงมีสรรพคุณล้ำเลิศ มิเช่นนั้น สตรีที่แหลกสลายทั้งกายใจเช่นนาง คงไร้เรี่ยวแรงบอกเล่าความจริงได้กระจ่างชัดปานนี้
ทอดตามองอวี้เหนียงสะอื้นไห้ให้การจนจบ จ้าวหนิงพลันบังเกิดความประหลาดใจ เดิมทีเขาคาดว่าสตรีที่เพิ่งเผชิญขุมนรกมาหมาดๆ คงสติหลุดลอย เล่าความสับสน แค่พยุงสติกล่าวหาสรุปความได้ก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว นึกไม่ถึงว่าอวี้เหนียงจะเรียบเรียงเหตุการณ์ได้อย่างฉะฉาน ลำดับความกระจ่างแจ้งทุกกระเบียดนิ้ว
ยามเอ่ยถึงวินาทีที่บุตรชายถูกหลิวซินเฉิงบีบคอโยนทิ้ง นางหาได้สติแตกคลุ้มคลั่ง ซ้ำยังพรรณนาลึกซึ้งถึงห้วงความคิดที่หลงนึกว่าเด็กเพียงหกล้ม หารู้ไม่ว่ายามได้สวมกอดอีกครา กระดูกลำคอของสายเลือดในอกกลับหักสะบั้นไร้ลมหายใจ ความปวดร้าวที่แผดเผาจนนางต้องเอาศีรษะโขกวงกบประตู ทุกความโศกศัลย์ถูกกรีดเลือดถ่ายทอดออกมาจนหมดสิ้น
ถ้อยคำที่ร้อยเรียงอย่างสมบูรณ์แบบ ผนวกกับหยาดน้ำตาดั่งสายเลือดที่หลั่งริน โศกศัลย์เจียนดับสูญ ยิ่งกระแทกใจผู้คนจนสั่นสะท้าน
ท่ามกลางคลื่นฝูงชนนอกศาล หญิงชราพากันร่ำไห้สาปแช่งให้ตระกูลหลิวตกนรกหมกไหม้ สตรีชี้หน้าด่าทอโคตรเหง้าตระกูลหลิวอย่างสาดเสียเทเสีย บางคนคว้าเศษผักผลไม้เน่าปาใส่ร่างหลิวซินเฉิงอย่างบ้าคลั่งโดยไม่สนไม้พลองของเจ้าหน้าที่ศาล ซ้ำยังมีชายฉกรรจ์เลือดร้อนแผดเสียงคำราม ลั่นวาจาจะบุกเผาจวนตระกูลหลิวให้ราบเป็นหน้ากลอง
ก่อนหน้านี้พวกเขาหาได้รู้จักมักจี่กับอวี้เหนียง ทว่าวินาทีนี้ นางกลับกลายเป็นดั่งสายเลือดของชาวบ้านร้านตลาด โศกนาฏกรรมอำมหิตนี้จุดไฟแค้นให้มวลชนพร้อมใจลุกฮือทวงความยุติธรรม
อวี้เหนียงใจเด็ดกว่าที่ข้าประเมินไว้มาก จ้าวหนิงรำพึงในใจ ความเวทนาในอกแปรเปลี่ยนเป็นความเลื่อมใสเพิ่มขึ้นอีกส่วน
สิ้นคำให้การและทอดตามองโทสะของฝูงชน ผังเซิงถึงกับใจสั่นสะท้าน กระทั่งมือปราบที่ถือพลองหน้าลานศาลยังเผยแววตาเห็นใจอวี้เหนียง สายตาที่ตวัดมองพวกหลิวซินเฉิงล้วนอาบย้อมด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์
หลิวซินเฉิงได้สติคืนมาเนิ่นนานแล้ว ทว่าสถานการณ์เบื้องหน้าบีบให้เขากัดฟันแสร้งสลบไศล สภาพร่างกายยามนี้เปรอะเปื้อนเศษผักคาวเลือดน่าสมเพช แรกเริ่มเขายังคั่งแค้นหมายสับร่างพวกไพร่ชั้นต่ำที่บังอาจลบหลู่ให้แหลกเป็นชิ้น แต่เมื่อเผชิญกับสายตานับร้อยคู่ที่จ้องเขม็งดั่งฝูงหมาป่ากระหายเลือด เพลิงแค้นที่อยากฉีกเนื้อเถือหนังเขาให้ตายคาที่ ความหวาดกลัวพลันกลืนกินก้นบึ้งหัวใจจนเหน็บหนาว
ล่วงเลยมาถึงขั้นนี้ หลิวซินเฉิงได้แต่ลอบด่าทอ ‘หลิวซินเฉิง’ ผู้เป็นพี่น้องร่วมตระกูลที่มีชื่อพ้องเสียงกันเปิงไปถึงบรรพบุรุษในใจ เขารู้สึกอยุติธรรมอย่างยิ่ง คนที่ทำร้ายสองแม่ลูกอวี้เหนียงไม่ใช่เขาเสียหน่อย แล้วเหตุใดเขาถึงต้องมาแบกรับความเคียดแค้นและโทสะของฝูงชนด้วยเล่า?
หลังผังเซิงรับฟังรายงานจากคนสนิทข้างกาย เขาก็อ้างว่าจะไปพลิกตำรากฎหมายเพื่อกำหนดบทลงโทษ ลุกจากบัลลังก์ศาลเดินลึกเข้าไปในห้องโถงรอง ทันทีที่ปะทะหน้ากับผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลหลิว โทสะพลันปะทุเดือด
“ใต้เท้าผัง ท่านต้องหาวิธีฝังคดีนี้ให้จม ปกป้อง…”
ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลหลิวเพิ่งอ้าปาก ผังเซิงที่โทสะสุมทรวงก็ตวาดสวนเกรี้ยวกราด “ผู้อาวุโสหลิว สถานการณ์จวนตัวปานนี้ ท่านยังบีบให้ข้าละเว้นโทษอยู่อีกหรือ”
ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลหลิวรีบเกลี้ยกล่อม “ก็แค่คดีบ่าวชั้นต่ำสองคน… ใต้เท้าผังวางใจ ข้าย่อมไม่ปล่อยให้ท่านออกแรงเปล่า…”
“แค่คดีบ่าวชั้นต่ำงั้นหรือ ผู้อาวุโสหลิว ท่านเบิกตาดูข้างนอกนั่น บัดนี้แทบจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินอยู่แล้ว นี่ไม่ใช่แค่เรื่องบ่าวถูกตีตาย แต่มันลุกลามเป็นไฟแค้นของมวลชน หากข้าจัดการพลาดจนชาวบ้านลุกฮือบุกพังที่ว่าการ หมวกขุนนางเจ้าเมืองเยี่ยนผิงใบนี้ ข้ายังจะรักษามันไว้ได้อีกหรือ” ผังเซิงเดือดดาลที่คนตรงหน้าหน้ามืดตามัวไม่ดูสถานการณ์
สีหน้าผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลหลิวแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด เงียบงันไปชั่วอึดใจก่อนเอ่ยเสียงแหบพร่า “หมายความว่า ต่อให้ตระกูลหลิวปฏิเสธหัวชนฝา หรือโยนความผิดให้แพะรับบาป ก็ไร้ผลแล้วกระนั้นหรือ”
“ย่อมเป็นไปไม่ได้ คนของท่านถูกจ้าวหนิงจับได้คาหนังคาเขากลางถนน หลักฐานมัดตัวดิ้นไม่หลุด หากข้ายังมัวหลับตาข้างเดียว เล่นแร่แปรธาตุช่วยพวกท่านอีก นั่นเท่ากับขุดหลุมฝังศพตัวเอง”
ผังเซิงเงี่ยหูฟังเสียงก่นด่าภายนอก “ผู้อาวุโสหลิว ยอมส่งตัวคนมาเถิด ให้รับสารภาพไปก่อนแล้วขังคุก รอจนสวะหัวแข็งพวกนั้นสลายตัว เราค่อยหารือทางหนีทีไล่กันใหม่”
ใบหน้าผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลหลิวบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ มีจ้าวหนิงและเว่ยอู๋เซี่ยน สองทายาทขุนนางบู๊ทรงอิทธิพลจากกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองคอยจ้องตะครุบ หากหลิวซินเฉิงต้องโทษทัณฑ์ วันหน้าคิดลอกคราบหนีรอดก็เป็นได้เพียงฝันตื่นหนึ่ง คงหนีไม่พ้นชะตากรรมเนรเทศสู่แดนทุรกันดาร
“ไอ้พวกไพร่สวะชั้นต่ำไร้สมอง มดปลวกไร้ค่ากลับกล้าบีบให้คุณชายสายตรงแห่งตระกูลหลิวต้องตกระกำลำบาก สมควรสับเป็นหมื่นชิ้น” ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลหลิวกัดฟันกรอด แต่สุดท้ายจำต้องกลืนเลือดพยักหน้ารับคำผังเซิง
ผังเซิงสะบัดชายแขนเสื้อกลับสู่โถงใหญ่ ทันทีที่หย่อนก้นลงบนบัลลังก์ก็ปะทะเข้ากับสายตาเยือกเย็นของจ้าวหนิงที่จ้องจับผิดราวกับเตรียมชำแหละเนื้อ เขาจำต้องข่มเพลิงโทสะ สบถด่าไอ้เด็กร้ายกาจทวงวิญญาณในใจ ชิงตัดบทก่อนว่า “คดีนี้กระจ่างชัด ข้าเพียงต้องการซักค้านพยานฝั่งตระกูลหลิวอีกเล็กน้อย หากไร้ข้อกังขา ย่อมปิดคดีได้ทันที”
กระบวนการไต่สวนดำเนินไปอย่างราบรื่น แม้บ่าวขนศพทั้งสองจะเพียรพยายามพลิกลิ้นปกป้องเจ้านาย แต่จำนนต่อหลักฐานดิ้นไม่หลุด เพียงไม่นาน คุณชายตระกูลหลิวผู้ก่อเหตุย่ำยีอวี้เหนียงก็ถูกคุมตัวจากคฤหาสน์มาตอกย้ำความผิดถึงหน้าบัลลังก์ศาล
วินาทีที่ปรากฏตัว ใบหน้าของเขาซีดเผือดดั่งเถ้ากระดูก ประจักษ์แจ้งถึงชะตากรรมของตน ทว่าภายใต้แววตาหวาดกลัวกลับอัดแน่นด้วยรังสีอำมหิตเคียดแค้น ไม่รู้ว่าคลั่งแค้นอวี้เหนียง ชิงชังจ้าวหนิง หรืออาฆาตตระกูลหลิวที่เขี่ยเขาทิ้งอย่างไร้เยื่อใย
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่โถงใหญ่ เส้นเลือดบนขมับของหลิวซินเฉิงพลันปูดโปน เขากระชากตัวหลุดจากการเกาะกุมของมือปราบ พุ่งฝ่ามือหมายปลิดชีพซัดเข้าใส่ท้ายทอยอวี้เหนียง “เพราะนังแพศยาอย่างเจ้า”
พลังฝึกปรือระดับคุมปราณขั้นกลางถูกรีดเค้นในฝ่ามือนี้จนสิ้น หากปะทะเป้าหมาย อวี้เหนียงย่อมแหลกเหลวสิ้นชีพในพริบตา
ทว่าจ้าวหนิงอ่านกระดานหมากทะลุปรุโปร่ง เขารู้ซึ้งว่าเดรัจฉานจวนตัวย่อมคลุ้มคลั่งแว้งกัด จึงจับตาดูทุกฝีก้าว วินาทีที่อีกฝ่ายพุ่งตัว จ้าวหนิงพลันสืบเท้าพรวดเดียวถึงตัว ตวัดลูกถีบอัดกระแทกเข้าบั้นเอวของหลิวซินเฉิงเต็มเหนี่ยว
ร่างของมันลอยละลิ่วกระอักเลือดกองกับพื้น
บัดนี้จ้าวหนิงบรรลุระดับคุมปราณขั้นปลาย ลูกถีบนี้จึงแฝงพลังทำลายล้างบดขยี้ภูผา หลิวซินเฉิงครางฮึกในลำคอ อวัยวะภายในร้าวระบมราวกับไตสองข้างแหลกละเอียด ความเจ็บปวดฉีกกระชากจนใบหน้าบิดเบี้ยว เหงื่อกาฬทะลักดั่งห่าฝน ได้แต่นอนคุดคู้จมกองเลือด ไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่ปลายนิ้ว
ภาพเหตุการณ์ตอกย้ำให้ชาวบ้านรุมสวดประณามหลิวซินเฉิงที่กำเริบเสิบสานเหยียบย่ำกฎหมายกลางศาล ขณะเดียวกันก็มีเสียงโห่ร้องสรรเสริญความเด็ดขาดของจ้าวหนิงดังกึกก้อง
กระบวนการไต่สวนดำเนินต่อไปจนสิ้นสุด ผังเซิงอ้างตัวบทกฎหมายพิพากษาเนรเทศหลิวซินเฉิง แน่นอนว่าบทลงโทษพรรค์นี้ย่อมไม่ดับไฟแค้นของมวลชน ฝูงชนพากันชี้หน้าด่าทอผังเซิงว่าฉ้อฉลบิดเบือนกฎหมาย เดรัจฉานเยี่ยงหลิวซินเฉิงสมควรถูกบั่นคอลานประหารเสียเดี๋ยวนี้
จ้าวหนิงยืนสงบนิ่งประดุจผิวน้ำไร้ระลอกคลื่น สถานการณ์ลุกลามถึงขั้นนี้หลิวซินเฉิงจะรับโทษทัณฑ์ใดหาใช่สาระสำคัญ ขอเพียงผังเซิงประทับตราว่าตระกูลหลิวมีความผิด หมากตานี้ก็ถือว่าบรรลุผล เมื่อเปิดฉากลากตระกูลหลิวลงโคลนได้ เรื่องราวต่อจากนี้ย่อมไหลเชี่ยวสู่จุดจบที่เขาวางไว้
ขณะที่ฝูงชนยังคั่งแค้นเดือดดาล ปักหลักชุมนุมไม่ยอมแยกย้าย เสียงตะโกนเรียกร้องให้ลงโทษประหารยังคงดังกึกก้อง จู่ๆ บริเวณหน้าประตูใหญ่ของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง เสียงกลองก็พลันดังกัมปนาทระรัวขึ้นอีกครา
ตึง ตึง ตึง!
เสียงกลองดังก้องกังวานลูกแล้วลูกเล่า จังหวะกระแทกกระทั้นหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ประดุจอัสนีบาตฟาดฟันแหวกม่านวสันตฤดู
ผังเซิงหน้าถอดสี หันขวับไปมองทางประตูใหญ่ทันควัน
ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลหลิวที่เร้นกายในโถงรองกำลังเตรียมตัวหลบหนี ทันทีที่ได้ยินเสียงกลอง หัวใจพลันกระตุกวูบเต้นระส่ำ สองเท้าชะงักงันดั่งถูกสาป
ตรงข้ามกับฝูงชนที่ฮึกเหิมขึ้นมาทันตา พวกเขาต่างเหลียวมองตามต้นเสียงด้วยความระทึกใจ เปี่ยมด้วยความหวังอันร้อนแรงที่ยากจะอธิบาย
กลองร้องทุกข์ ถูกรัวลั่นขึ้นอีกครา!