ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 102 การปะทะ (6)
รุ่งสาง หลิวมู่จือยังหลงละเมอว่าเพียงอาศัยบารมีตระกูลหลิว ผนวกกับเสียงสนับสนุนจากขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทั้งสามศาล ย่อมสามารถตีกรอบสถานการณ์ให้อยู่ในขอบเขต ‘ว่ากันตามเนื้อผ้า’ เชือดทิ้งเพียงปลายแถวที่พัวพันคดีเลือดก็ย่อมระงับเหตุได้
ทว่าบัดนี้ คดีความทะลักล้นดุจทำนบแตก ไร้วี่แววจะสิ้นสุด ผนวกกับตระกูลขุนนางบู๊ร่วมกันสุมไฟอยู่เบื้องหลัง ตึกตระหง่านอย่างตระกูลหลิวย่อมไม่อาจหยัดยืนต้านทานพายุได้โดยลำพัง หากปราศจากเกราะคุ้มภัยจากสวีหมิงหล่างและเครือข่ายขุนนางบุ๋น โคตรเหง้าตระกูลหลิวย่อมถูกคลื่นยักษ์บดขยี้พังทลาย
เคราะห์ยังดี ที่ท้ายที่สุดสวีหมิงหล่างก็ยอมยื่นมือเข้ากอบกู้สถานการณ์
ล่วงเลยยามเซิน แสงอัสดงสีทองแดงฉาบทาบขอบฟ้า หลิวมู่จือโคจรปราณเงี่ยหูฟัง เสียงกลองร้องทุกข์จากที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงยังคงแว่วมาไม่ขาดสาย ทุกจังหวะตอกย้ำราวกับเข็มพิษทิ่มแทงขั้วหัวใจ กระตุ้นไฟรุ่มร้อนให้แผดเผาทรวงอก
กระทั่งเสียงแหลมเล็กของขันทีขานเรียก หลิวมู่จือจึงดึงสติกลับคืน ก้าวเท้าตามหลังสวีหมิงหล่าง พร้อมขบวนขุนนางบุ๋นระดับมันสมองแห่งสามกรมหกกระทรวง เหยียบย่างเข้าสู่ตำหนักฉงเหวินอย่างพร้อมเพรียง
สิ้นพิธีถวายบังคม ซ่งจื้อวางพู่กันชาดลงท่ามกลางภูเขาฎีกาสองลูก นัยน์ตามังกรทอดมองลงมาเรียบนิ่งทว่ากดดันข่มขวัญ พระองค์โบกพระหัตถ์เชื่องช้า สั่งขันทีจัดเตรียมเบาะรองนั่งประทานแก่เหล่าขุนนางบุ๋นบู๊กลางท้องพระโรง
ท่าทีเช่นนี้บ่งชี้ชัด โอรสสวรรค์ทรงคาดการณ์แล้วว่าศาลจำลองแห่งนี้กำลังจะกลายเป็นสมรภูมิฝีปาก... สมรภูมิเลือด เมื่อหางตาเหลือบเห็นจ้าวเสวียนจีนำทัพขุนนางบู๊มาดักรออยู่ก่อนแล้ว หัวใจของหลิวมู่จือพลันกระตุกวูบ ก่อนจะถูกสะกดข่มด้วยความเด็ดเดี่ยว
เขากระจ่างแจ้ง ตระกูลหลิวแห่งเหอซีผู้หยัดยืนมาเจ็ดร้อยปี กระทั่งรุ่งโรจน์สุดขีดในราชวงศ์ปัจจุบัน กำลังจะถูกพิพากษาชะตากรรม อนาคต และความอยู่รอด ณ ท้องพระโรงแห่งนี้… ในวันนี้
หลิวมู่จือสัมผัสได้ถึงสายตาของจ้าวเสวียนจีที่ตวัดมองมา บุรุษอันดับหนึ่งแห่งตระกูลบู๊ผู้นี้ แม้นั่งคุกเข่า ทว่ากลิ่นอายกลับ ‘ลึกล้ำดุจเหว ทะนงดั่งขุนเขา’ รูปร่างกำยำประดุจเหล็กหล่อ คิ้วเข้มพาดเฉียงคมกริบดุจทวนศัสตรา ราวกับว่าต่อให้เผชิญพายุสมรภูมิ หรือเหยียบย่างบนภูเขาซากศพทะเลเลือด เขากับธงทัพเบื้องหลังย่อมไม่มีวันคลอนแคลน
นี่คือรังสีสังหารแห่งขุนพล ที่บดขยี้สวะขี้ขลาดให้ต้องหมอบกระแตถอยหนี
ทว่าบัดนี้ นัยน์ตาของจ้าวเสวียนจีกลับฉายแววเย้ยหยันอหังการ ราวกับกำลังปั่นหัวแม่ทัพข้าศึกอยู่บนฝ่ามือ ท่าทีเย่อหยิ่งนั้นฟาดหน้าหลิวมู่จือจนบิดเบี้ยวถมึงทึง
ขุนนางบุ๋นเฒ่าขบกรามแน่น จ้องเขม็งกลับไปพลางคำรามในอก ที่นี่คือราชสำนัก หาใช่สมรภูมิ ต่อให้เจ้าจ้าวเสวียนจีจะรบร้อยชนะร้อย ก็เป็นได้แค่คนเถื่อนบ้าพลัง อาจข่มขวัญสุนัขขี้แพ้ได้ ทว่าอย่าฝันว่าจะสะกดข้าได้
สงครามคือหมากต่อขยายของการเมือง ทหารเป็นเพียงคมดาบในมือราชสำนัก ชาวบ้านตาสีตาสาอาจเทิดทูนพวกเจ้า ทว่าเมื่อก้าวสู่ราชสำนัก… แต่โบราณกาล ยอดขุนพลผ่านศึกนับร้อย กลับต้องถูกขุนนางบุ๋นริบอำนาจจนตรอมใจตาย มีน้อยเสียเมื่อใด ชะตากรรมพวกเจ้า ล้วนถูกกำหมัดบีบเค้นอยู่ในมือพวกข้าต่างหาก
จ้าวเสวียนจีกวาดมองสีหน้าโอหังของหลิวมู่จือ นัยน์ตาพยัคฆ์เหยียดหยัน สบถด่าในใจ ไอ้สวะ ใกล้คอขาดแล้วยังไม่เจียมกะลาหัว ที่ขุนพลไม่ถนัดเล่ห์เหลี่ยมราชสำนัก หาใช่เพราะโง่เขลา แต่เพราะต้องทุ่มเทกายใจศึกษาพิชัยสงคราม หากแม่ทัพมัวแต่จมปลักกับวิชามารแก่งแย่งชิงดี จะเอาเวลาที่ไหนไปหล่อหลอมค่ายกล ฝึกปรือทหารกล้าสามเหล่าทัพ หากไร้ปราการเหล็กเยี่ยงพวกข้า ไอ้พวกสวะบุ๋นอย่างพวกเจ้าจะได้เสวยสุขจนมีเวลามาลอบกัดทิ่มแทงข้างหลังเช่นนี้หรือ
สายตาสองขั้วอำนาจปะทะกันกลางอากาศ แม้ไร้สรรพเสียง ทว่าบรรยากาศกลับเชือดเฉือนดุดันประดุจประกายไฟจากคมดาบที่ฟาดฟัน รังสีสังหารปะทุเดือดจนล้นทะลัก
ท้องพระโรงโอ่โถงกว้างขวางจุผู้คนได้นับร้อย ขุนนางบุ๋นบู๊ระดับหัวกะทิกว่าสิบชีวิตแบ่งฝั่งเผชิญหน้ากัน ทิ้งพื้นที่กึ่งกลางให้ว่างเปล่าชวนอึดอัด
แสงอัสดงทอดเงายาวพาดผ่าน ลมเหมันต์กรีดกรายเข้าประตูกระชากผ้าม่านพลิ้วไหว แสงสว่างตามมุมตำหนักค่อยๆ หม่นหมอง ขันทีสองแถวประสานมือสงบนิ่งประดุจรูปสลัก ท่ามกลางมวลอากาศที่บีบคั้นด้วยกลิ่นอายอันตรายเย็นยะเยือก
ในที่สุด สุรเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ของโอรสสวรรค์ก็กังวานขึ้น ทุ้มต่ำทว่าทรงพลังประดุจแตรศึก “เพียงวันเดียว ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงรับฟ้องคดีนองเลือดที่พัวพันตระกูลหลิวทะลุหกสิบคดี… เจิ้นประหลาดใจยิ่ง และพิโรธยิ่งนัก ก่อนหน้านี้เจิ้นหลงงมงายว่า ตระกูลขุนนางเก่าแก่คือเสาหลักค้ำแผ่นดิน คือกระดูกสันหลังของต้าฉี ทว่าเรื่องราวในวันนี้กลับเปิดหูเปิดตาเจิ้นนัก หลิวชิง จงตอบเจิ้นมา ว่าก่อนหน้านี้… เจิ้นมองพวกเจ้าผิดไปใช่หรือไม่”
หลิวมู่จือผุดลุกขึ้นคุกเข่าโขกศีรษะกลางพระโรง แสร้งแสดงสีหน้าเจ็บปวดละอายใจ สารภาพความบกพร่องที่ปล่อยปละละเลยคนในตระกูลจนก่อเกิดเหลือบไรสูบเลือดราษฎร ประกาศกร้าวว่าจะไม่ละเว้นเด็ดขาด ขออาสาสืบสวนล้างบางกากเดนเหล่านี้ด้วยมือตนเอง ทั้งยังน้อมรับพระราชอาญาแต่โดยดี
สิ้นวาจา สวีหมิงหล่างพลันขยับมายืนเคียงข้าง ปั้นหน้าโศกสลดทว่าแฝงความหนักแน่นตงฉิน กราบทูลด้วยสุรเสียงกังวาน “กราบทูลฝ่าบาท นิติธรรมแห่งต้าฉีศักดิ์สิทธิ์มิอาจล่วงละเมิด คดีความทั้งมวลในวันนี้ เจ้าเมืองเยี่ยนผิงย่อมสืบสวนลงทัณฑ์ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด จะไม่ปล่อยให้ผู้เคราะห์ร้ายต้องกลืนเลือด และไม่ละเว้นคนชั่วให้ลอยนวลเป็นอันขาดพ่ะย่ะค่ะ”
“คดีเลือดเหล่านี้พัวพันตระกูลหลิว ชานจือเจิ้งซื่อย่อมมิอาจปัดความรับผิดชอบ ทว่าน้ำใสไร้มัจฉา ตระกูลใหญ่โตย่อมเลี่ยงลูกหลานอกตัญญูมิได้ แม้ชานจือเจิ้งซื่อจะบกพร่อง ทว่านั่นเป็นเพราะเขาทุ่มเทแรงกายตรากตรำเพื่อราชการแผ่นดินทั้งวันคืน จนไร้เวลาสอดส่องหลังบ้าน หาได้เจตนาละเลยไม่ ขอฝ่าบาททรงคำนึงถึงความอุตสาหะภักดี โปรดระงับพระพิโรธด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
เจตนาของจิ้งจอกเฒ่ากระจ่างชัด… คือการตัดหางปล่อยวัด แยกหลิวมู่จือและแกนนำตระกูลหลิวออกจากสวะที่ก่อเรื่อง
ตีกรอบความผิดให้จบลงแค่ปลายนิ้ว โยนบาปให้ลิ่วล้อที่ลงมือเข่นฆ่าโดยตรง ตัดตอนการสืบสวนไม่ให้สาวถึงผู้ชักใยเบื้องหลัง และจงใจกลบฝังปฐมเหตุอันโสมม ทั้งการฮุบที่นาและขูดรีดดอกเบี้ยเลือด
เพื่อเบี่ยงประเด็นให้ความผิดของหลิวมู่จือเหลือเพียงข้อหา ‘หย่อนยานในการปกครอง’ ซึ่งเป็นเพียงความบกพร่องต่อหน้าที่ หวังรั้งเก้าอี้ชานจือเจิ้งซื่อเอาไว้ให้จงได้
หลังพ้นวสันตฤดู หลิวมู่จือคือหมากสำคัญในการผลักดันก่อตั้ง ‘สำนักซูมี่’ เขาคือขุนพลทะลวงฟันที่ต้องรับแรงปะทะจากขุนนางบู๊ ขอเพียงเขายืนหยัดต้านทานกดดันฝั่งขุนนางบู๊ได้มากพอ ยามเสนอหมาก ‘ทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพ’ ขุนนางบุ๋นย่อมสร้างภาพ ‘ยอมถอยคนละก้าว’ จนบีบให้แผนการบรรลุผล
หมากกระดานนี้ถูกวางรากฐานมาเนิ่นนาน บัดนี้ศรพาดสายไม่อาจไม่ยิง สวีหมิงหล่างจำต้องอุ้มหลิวมู่จือ ตัวหมากที่ยากจะหาผู้ใดทัดเทียมเอาไว้ให้จงได้ หากเสาหลักอย่างหลิวมู่จือหักโค่น แผนล้อมปราบขุนนางบู๊ย่อมต้องล่าช้าออกไป
จ้าวเสวียนจีแค่นเสียงหยันในลำคอ ผุดลุกประสานมือกราบทูล “ฝ่าบาท วาจาของอัครเสนาบดีสวี กระหม่อมมิกล้าเห็นพ้องพ่ะย่ะค่ะ คดีเลือดนับไม่ถ้วนในวันนี้ ล้วนประจักษ์ชัดถึงความโสมมของตระกูลหลิว โคตรเหง้านี้ตักตวงผลประโยชน์ไร้ขอบเขต เหยียบย่ำราษฎรดั่งมดปลวก เห็นชีวิตคนเป็นผักปลา นี่หาใช่พฤติกรรมกำเริบเสิบสานของลิ่วล้อเพียงไม่กี่คน”
“เครือข่ายฮุบที่นาและขูดรีดดอกเบี้ยเลือดของตระกูลหลิวหยั่งรากลึกปานใด สูบเลือดเนื้อราษฎรไปเท่าใด ลำพังสุนัขรับใช้ไม่กี่ตัวมีบารมีพอจะบงการได้งั้นหรือ นอกเสียจาก... ผู้ชักใยคือผู้นำตระกูลหลิวเอง”
สิ้นวาจาดุดัน เหล่าขุนนางบู๊ต่างพยักหน้าขานรับ ประสานเสียงสนับสนุนเจิ้นกั๋วกงอย่างพร้อมเพรียง พริบตาเดียวใบหน้าขุนนางบุ๋นล้วนบิดเบี้ยวคล้ำทะมึนดั่งก้นหม้อ
หลิวมู่จือหน้าถอดสี ตวัดนิ้วตวาดกร้าว “เจิ้นกั๋วกง ท่านอย่ามาพ่นน้ำลายสาดโคลน มีหลักฐานใดมาปรักปรำว่าข้าเป็นผู้ชักใย ศาลเยี่ยนผิงยังสืบสวนไม่ทันสิ้นสุด ท่านอาศัยสิทธิ์ใดมาตั้งข้อหาฉกรรจ์เยี่ยงนี้”
จ้าวเสวียนจีแค่นเสียงเย็นเยียบ “หรือท่านมิใช่ผู้นำตระกูลหลิว หากทหารใต้หล้าข้ากำเริบทำร้ายราษฎร แม่ทัพเช่นข้าจะปัดสวะให้พ้นตัวได้อย่างไร หากคนตระกูลจ้าวเข่นฆ่าผู้คนอย่างเลือดเย็น อย่าว่าแต่หลายสิบศพ แค่เพียงศพเดียว ผู้นำตระกูลเช่นข้าย่อมต้องก้มหัวรับบาป”
ตรรกะนี้ฟาดฟันตรงจุด สวีหมิงหล่างและหลิวมู่จือทำได้เพียงเล่นลิ้นพลิกแพลง ทว่าในสมรภูมิอำนาจอันดำมืด หากมัวแต่พิพากษาขาวดำ ย่อมมิใช่วิถีการเมืองแห่งราชสำนัก
หลิวมู่จือถูกตอกหน้าหงายจนไร้วาจา สวีหมิงหล่างจึงก้าวออกมารับช่วงต่อ สุรเสียงราบเรียบทว่าซ่อนมีด “วิกฤตวันนี้ กล่าวไปแล้วชวนให้เคลือบแคลง ผู้ร้องทุกข์จากอำเภอหลานเทียนและสือเหมิน แห่แหนมาลั่นกลองที่เยี่ยนผิงในคราวเดียวกัน ช่างบังเอิญประจวบเหมาะ ซ้ำพยานหลักฐานยังตระเตรียมมาพร้อมสรรพ ช่างเป็นมหรสพที่จัดฉากได้อลังการยิ่งนัก”
“อีกทั้งคดีเหล่านั้น หาใช่เหตุการณ์เพิ่งเกิด เร็วสุดก็ล่วงเลยมาหลายเดือน ช้าหน่อยก็ฝังกลบมาหลายปี กระทั่งบางคดีผุกร่อนมานับสิบปี เจิ้นกั๋วกงไม่ฉงนใจบ้างหรือ เหตุใดชาวบ้านเหล่านี้จึงเพิ่งนึกขึ้นได้ และพร้อมใจมาร้องทุกข์ในเพลาเดียวกัน เจิ้นกั๋วกงไม่คิดระแวงบ้างหรือ ว่ามีมือมืดคอยบงการปลุกปั่น ซ่อนเร้นเจตนาสกปรกอยู่เบื้องหลัง”
วาจานี้กรีดลึกถึงกระดูก ขุนนางหลายคนถึงกับสีหน้าแปรเปลี่ยน อานุภาพของมันช่างร้ายกาจ
ต่อให้โง่งมเพียงใดก็ย่อมกระจ่าง สวีหมิงหล่างกำลังชี้หอกว่าวิกฤตทั้งหมดนี้ คือจ้าวเสวียนจีที่เป็นผู้ชักใย เป็นแผนสาดโคลนของตระกูลจ้าวที่จงใจขย้ำคอตระกูลหลิว
คดีเลือดคือสัจธรรมที่สวีหมิงหล่างไม่อาจลบล้าง จุดอ่อนให้พลิกแพลงมีเพียงหยิบมือ การโยนบาปให้ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบุ๋นและบู๊ พลิกกระดานให้ตระกูลหลิวกลายเป็นเหยื่อการเมืองที่ถูกตระกูลจ้าวลอบกัด ย่อมเป็นกลยุทธ์กวนน้ำให้ขุ่นที่แยบยลที่สุด
หากเบนเข็มให้ทุกคนปักใจว่าตระกูลจ้าวมีเจตนาชั่วร้ายแอบแฝง บางทีกลยุทธ์สี่ตำลึงปัดพันชั่งอาจพลิกสถานการณ์กอบกู้ตระกูลหลิวได้สำเร็จ
การริบอำนาจขุนนางบู๊ รวบไพร่พลคืนสู่ศูนย์กลาง คือนโยบายหลักที่ราชสำนักฝังรากมาเนิ่นนาน สวีหมิงหล่างมั่นใจว่าแผนการนี้ย่อมไม่สะดุดลง เพียงเพราะการลุกฮือทวงอำนาจของตระกูลจ้าวในวันนี้
จ้าวเสวียนจีอ่านเจตนาซ่อนเร้นทะลุปรุโปร่ง สวนกลับเสียงเย็นเยียบ “ลมปากไร้มูล ข้าจะไปรู้ตื้นลึกหนาบางได้อย่างไร หากอัครเสนาบดีสวีคลางแคลงใจ ก็เชิญลงไปงมหาหลักฐานเอาเอง ทว่าเมื่อเทียบกันแล้ว คดีเลือดในศาลเยี่ยนผิงวันนี้ ทุกข้อหาล้วนมีพยานหลักฐานมัดตัวดิ้นไม่หลุด สมควรลงดาบฝั่งใดก่อน อัครเสนาบดีสวีผู้เป็นประมุขแห่งขุนนางบุ๋น กุมอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน คงไม่ถึงขั้นแยกแยะถูกผิดไม่ออกกระมัง”
สวีหมิงหล่างหวังสาดโคลนว่าตระกูลจ้าวชักใยเบื้องหลัง ทว่าจ้าวเสวียนจีกระจ่างแจ้งว่าอีกฝ่ายไม่มีวันงมหาหลักฐานพบ จึงกล้าแข็งกร้าวท้าทายปานนี้ สายใยระหว่างตระกูลจ้าวกับหออี้ผิ่น มีเพียงจ้าวหนิงและจ้าวชี่เยว่ที่ออกหน้า ซ้ำยังไร้การถ่ายเทผลประโยชน์ให้สืบสาว ไม่มีร่องรอยใดให้ตามเช็ดตามล้างถึงต้นตอ
สวีหมิงหล่างแค่นเสียงฮึดฮัด ความเด็ดขาดของจ้าวเสวียนจีตอกย้ำให้ตระหนักว่า ค่ายกลของตระกูลจ้าวรัดกุมไร้รอยต่อ เดิมทีเขาหวังอาศัยอำนาจสืบสวนเปิดโปงตระกูลจ้าว เพื่อนำมาเป็นหมากต่อรองบีบบังคับให้ละเว้นหลิวมู่จือ ทว่าบัดนี้ ความหวังนั้นแหลกสลายเป็นเถ้าธุลี
เวลาเหลือน้อยเต็มที
สวีหมิงหล่างลอบส่งสายตาให้เสนาบดีกรมกลาโหม
“ฝ่าบาท ชานจือเจิ้งซื่อภักดีต่อต้าฉี แบ่งเบาพระราชภาระมาเนิ่นนาน ตรากตรำเพื่อแผ่นดินไร้ข้อด่างพร้อย ซ้ำยังสร้างความดีความชอบอเนกอนันต์ บัดนี้ลูกหลานตระกูลหลิวบางส่วนลุ่มหลงกระทำผิด ย่อมเป็นสัจธรรมของตระกูลใหญ่ที่เลี่ยงสวะอกตัญญูมิได้ เพียงลงดาบตามกฎหมายกับเดนมนุษย์เหล่านั้นก็เพียงพอ หากอาฆาตลามปามถึงชานจือเจิ้งซื่อ เกรงว่าจะบั่นทอนขวัญกำลังใจเหล่าขุนนางให้เหน็บหนาว ขอฝ่าบาททรงเมตตาด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีกรมกลาโหมก้าวพรวดออกมากราบทูล สิ้นคำก็ทิ้งเข่าโขกศีรษะแนบพื้นไม่ยอมเงยหน้า ประกาศจุดยืนเด็ดเดี่ยว
“ฝ่าบาท แม้เดนมนุษย์ตระกูลหลิวจะก่อกรรม ทว่ายังมิถึงขั้นต้องกวาดล้างเหมารวมทั้งโคตร ขอฝ่าบาททรงรำลึกถึงหยาดเหงื่อครึ่งค่อนชีวิตที่ชานจือเจิ้งซื่ออุทิศแด่ราชสำนัก อย่าให้เหล่าขุนนางตงฉินต้องใจสลายเลยพ่ะย่ะค่ะ”
“ขอฝ่าบาททรงไตร่ตรองด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“กระหม่อมเห็นพ้อง ขอฝ่าบาททรงเมตตาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
ขุนนางบุ๋นระดับมันสมองทั่วท้องพระโรงต่างผุดลุกขึ้นคุกเข่าหมอบกราบ ประสานเสียงทุ่มสุดตัวเพื่อรักษาชีวิตหลิวมู่จือ
นี่คือไม้ตายก้นหีบของสวีหมิงหล่าง
เพื่ออุ้มหลิวมู่จือ ขั้นต้นเขาสั่งให้อีกฝ่ายยอมรับบาปเพียงผิวเผิน โยนข้อหาความหละหลวมในการปกครองเพื่อปัดสวะความผิดร้ายแรง
ครั้นด่านแรกพังทลาย เขาก็พลิกวิกฤตชี้หอกใส่จ้าวเสวียนจี สาดโคลนว่าพายุเลือดในวันนี้คือแผนลอบกัดของตระกูลจ้าวที่มุ่งขย้ำตระกูลหลิว
ครั้นกระดานสองล้มเหลว เขาก็งัดไพ่ใบสุดท้าย บัญชาขุนนางบุ๋นทั้งกระดานให้ประสานเสียงคุ้มภัยหลิวมู่จือ ด้านหนึ่งเพื่อคานอำนาจจ้าวเสวียนจี อีกด้านคือการกดดันโอรสสวรรค์ สร้างหมาก ‘มติมหาชนบีบราชบัลลังก์’
ความเหิมเกริมของสวีหมิงหล่างมีที่มา ประการแรกตระกูลบุ๋นไม่เคยเห็นขุนนางบู๊อยู่ในสายตา ซ้ำยังเหยียบย่ำกดขี่มาหลายทศวรรษ ขุมกำลังของพวกเขาหยั่งรากลึกทั่วราชสำนัก อำนาจล้นฟ้าบารมีแผ่ไพศาล
ประการที่สอง อำนาจเบ็ดเสร็จหาได้รวมศูนย์อยู่ที่โอรสสวรรค์เพียงผู้เดียว ตราบใดที่ตระกูลเก่าแก่นับศตวรรษยังเรืองอำนาจ ราชบัลลังก์ย่อมต้องอาศัยคานอำนาจร่วมกับเสาหลักเหล่านี้
ภายใต้กระดานการเมืองเช่นนี้ หากตระกูลขุนนางรวมหัวกันกดดัน หรือมีมติเอกฉันท์ ต่อให้ฮ่องเต้พิโรธเพียงใด ก็จำต้องกลืนเลือดโอนอ่อนตามคลื่นมหาชน
‘มติมหาชน’ ในสายตาชนชั้นปกครอง หาใช่เสียงนกเสียงกาของไพร่ฟ้า ทว่าคือมติของชนชั้นสูบเลือดที่กุมอำนาจและผลประโยชน์ล้นมือ
แต่โบราณกาล ขุนนางตงฉินที่กล้าเอาคอพาดเขียงถวายฎีกาค้านฮ่องเต้ ทว่ายังหยัดยืนหัวไม่หลุดจากบ่า ล้วนเป็นเพราะเบื้องหลังมีตระกูลใหญ่คุ้มกะลาหัว ทุกวาจาคือตัวแทนผลประโยชน์ของเครือข่ายอำนาจ ฮ่องเต้หาใช่มิอยากสับหัวคนพรรค์นี้ ทว่าราคาที่ต้องจ่ายเพื่อเด็ดหัวสุนัขสักตัว มันสูงลิบจนได้ไม่คุ้มเสีย
หากขุนนางไร้รากฐานหนุนหลัง ย่อมไม่มีวันได้ฉากดึงฉลองพระองค์ถวายคำแนะนำแล้วรอดชีวิตไปจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ หากไร้เกราะคุ้มภัย ยามโอรสสวรรค์พิโรธหมายเด็ดหัวผู้ใด ย่อมลงดาบสับร่างได้ง่ายดายประดุจผ่าฟืน ไม่สนว่าหมวกขุนนางจะใหญ่โตเพียงใด
ซ่งจื้อทอดพระเนตรขุนนางบุ๋นที่หมอบกราบเต็มท้องพระโรง แสร้งเผยพระพักตร์ลำบากพระทัยคล้ายสับสน ทว่ารังสีอำมหิตที่ซุกซ่อนใต้ก้นบึ้งนัยน์ตามังกร กลับถูกฝังกลบมิดชิดจนไร้ผู้ใดสัมผัสได้
วาจาที่ว่า ‘อย่าให้ขุนนางต้องหนาวเหน็บหัวใจ’ ช่างกำเริบเสิบสาน ประดุจคมมีดจี้ลำคอราชบัลลังก์
“ผายลม! แค่แบ่งเบาภาระราชวงศ์ ก็ล้างบางได้ร้อยความผิดงั้นหรือ หากใช้ตรรกะนี้ ทุกผู้คนในที่นี้ล้วนเป็นขุนนางใหญ่ สรุปแล้วกฎหมายต้าฉียังจำเป็นต้องมีอยู่อีกหรือไม่”
ลู่กั๋วกง เว่ยฉงซาน พุ่งพรวดออกมา ชี้หน้าสบถด่าขุนนางบุ๋นอย่างเกรี้ยวกราด ก่อนหันไปประสานมือกราบทูล “ฝ่าบาท ต้าฉีหยัดยืนด้วยนิติธรรม บำเหน็จลงทัณฑ์ต้องเด็ดขาด ตระกูลหลิวซุกซ่อนสวะไว้มากมายปานนี้ ชานจือเจิ้งซื่อย่อมหนีความผิดไม่พ้น ลำพังเรือนตนยังกวาดไม่สะอาด จะมีหน้ามาบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างไร ขอฝ่าบาททรงลงอาญาด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“ฝ่าบาท กระหม่อมเป็นแม่ทัพ ย่อมประจักษ์ว่ามีเพียงกฎอัยการศึกที่เฉียบขาด กองทัพจึงจะเกรียงไกร หากบกพร่องแล้วละเว้นโทษ แผ่นดินนี้มิพลิกคว่ำคะมำหงายหรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“กระหม่อมเห็นพ้องพ่ะย่ะค่ะ”
“ขอฝ่าบาททรงไตร่ตรองด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
ขุนนางระดับมันสมองฝ่ายบู๊เห็นศัตรูรวมหัวข่มขู่ ย่อมไม่ยอมยืนดูดาย ทันทีที่เว่ยฉงซานสวมบทหน่วยทะลวงฟันเปิดทางให้จ้าวเสวียนจี พวกเขาก็ขยับหมากตามแผนที่ตกลงไว้ ผุดลุกขึ้นประกาศจุดยืนฟาดฟันอย่างพร้อมเพรียง
นัยน์ตามังกรของซ่งจื้อวาบผ่านด้วยประกายปรีดา ทว่าเพียงเสี้ยวลมหายใจ ก็ถูกกลบมิดด้วยความหม่นหมอง พริบตาเดียว พระพักตร์ก็แปรเปลี่ยนกลับมาตึงเครียดดุดันประดุจเดิม
ตอนต่อไป
บทที่ 103 การปะทะ (7)
ยอดเหรียญของคุณ
ไอคอนเหรียญทอง
298.00