ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 104 ชำระแค้นสำเร็จ
ภายใต้สายตากดดันของโอรสสวรรค์และขั้วอำนาจสายบู๊ คดีเลือดตระกูลหลิวซึ่งมีพยานหลักฐานมัดตัวแน่นหนาถูกสะสางอย่างรวดเร็ว เพียงค่อนเดือน สามหน่วยงานยุติธรรมก็เร่งถวายฎีกาปิดคดีก่อนราชสำนักหยุดทำการสิ้นปี
โอรสสวรรค์มีพระบรมราชโองการสายฟ้าแลบ สั่งปลดหลิวมู่จือจากทุกตำแหน่ง ริบบรรดาศักดิ์จนสิ้น เนรเทศสู่แดนหมอกพิษหลิ่งหนานพร้อมคาดโทษ ‘ห้ามอภัยโทษชั่วชีวิต’ ส่วนสายเลือดตระกูลหลิวที่พัวพันคดี ไม่ว่าตบะบารมีจะสูงล้ำหรือรั้งตำแหน่งใหญ่โตเพียงใด ล้วนถูกลากคอโยนเข้าคุกหลวงโดยไม่ละเว้น
ขั้วอำนาจตระกูลหลิวพังทลาย ผู้อาวุโสสูงสุดยันคุณชายสายตรง ตลอดจนเสาหลักของแต่ละสาย ล้วนถูกถอดเขี้ยวเล็บและจองจำ คุกกรมอาญาพลันแออัดไปด้วยนักโทษสูงศักดิ์ในชั่วข้ามคืน
แม้เบื้องบนจะละเว้นโทษประหารเจ็ดชั่วโคตรและริบทรัพย์ ทว่าตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่หยัดยืนเหนือแผ่นดินมาเจ็ดร้อยปีอย่างตระกูลหลิวแห่งเหอซี… บัดนี้ได้ล่มสลายลงอย่างสมบูรณ์
เพื่อดับเพลิงแค้นของราษฎร เดนมนุษย์ตระกูลหลิวที่มีคดีเลือดติดตัวถูกลากคอประจานกลางตลาดสด ท่ามกลางพายุหิมะโหมกระหน่ำปลายเดือนสิบสอง รอรับคมดาบบั่นคอเซ่นสังเวยฟ้าดิน
พระเมตตาครานี้เรียกเสียงสรรเสริญดังกึกก้อง วันลานเลือดเปิดทำการ เมืองเยี่ยนผิงแทบกลายเป็นเมืองร้าง ฝูงชนมืดฟ้ามัวดินหลั่งไหลล้อมลานประหารและซอกตรอกจนไร้ทางเดิน ยามศีรษะเปื้อนบาปร่วงหล่นคลุกหิมะทีละหัว เสียงโห่ร้องสะใจก็ระเบิดกึกก้องปานคลื่นซัดฝั่ง บรรยากาศบ้าคลั่งประดุจเทศกาลโคมไฟมาเยือนก่อนกาล
แม้สายเลือดรองบางส่วนจะรอดพ้นคมดาบ แต่ขุนนางร้อยพ่อพันแม่ที่เกี่ยวพันกับตระกูลหลิวล้วนโดนหางเลข ถูกกล่าวโทษ ปลดขั้น หรือตะเพิดพ้นราชการตามระเบียบ
กำแพงเหล็กของกลุ่มขุนนางบุ๋นพลันเกิดช่องโหว่มหึมา สวนทางกับตระกูลขุนนางบู๊ที่สยายปีกผงาด อำนาจต่อรองในราชสำนักพุ่งทะยานเป็นทวีคูณ
ตามหน้ากระดาน ขั้วอำนาจบู๊เตรียมส่งคนของตนเสียบแทนเก้าอี้ตระกูลหลิวที่ว่างลง แม้ฝืนม่านประเพณีแบ่งแยกบู๊บุ๋น ทว่าในยามที่ตำแหน่งขุนนางว่างเปล่าเป็นเบือ การฉวยโอกาสกอบโกยผลประโยชน์ย่อมเป็นความชอบธรรม
สวีหมิงหล่างและขุนนางบุ๋นย่อมตั้งป้อมคัดค้านหัวชนฝา ทว่าเหนือความคาดหมาย จ้าวเสวียนจีกลับเป็นผู้ออกหน้าปรามขุนพลสายบู๊ รั้งบังเหียนไม่ให้กระทำการข้ามเส้น
สวีหมิงหล่างงุนงงจนจับต้นชนปลายไม่ถูก คล้ายตะบันหมัดใส่ปุยฝ้ายจนเสียศูนย์ จ้าวเสวียนจีลงมือเดินหมากเพียงตาเดียวเท่านั้น
แม่ทัพเฒ่าฉวยจังหวะที่บารมีสายทหารกำลังพุ่งทะยาน ขณะขุนนางบุ๋นกำลังหัวหมุนตามเช็ดล้างความโสมม อ้างความชอบธรรมว่ากรมกลาโหมเละเทะจนขัดต่อกฎอัยการศึก สมควรล้างไพ่จัดระเบียบใหม่ จากนั้นจึงยัดเยียดขุนพลสายบู๊เข้าควบคุมกรมกลาโหมอย่างสายฟ้าแลบ
แม้เก้าอี้เสนาบดีและรองเสนาบดีจะยังเขยื้อนไม่ได้เพราะปราศจากความผิดติดตัว ทว่าตำแหน่งระดับกลางและล่างอย่างหลางจง หยวนว่ายหลาง และจู่ซื่อ ล้วนตกเป็นของสายเลือดตระกูลทหารจนหมดสิ้น
การลงดาบครั้งนี้เท่ากับทะลวงรากฐานอำนาจในกรมกลาโหมไปกว่าครึ่ง จ้าวเสวียนจีผลัดเปลี่ยนลูกน้องใต้บังคับบัญชาของสองเสนาบดีให้กลายเป็นขุนพลกระหายเลือดที่พร้อมจะปีนเกลียวขัดคำสั่งทุกเมื่อ เพียงชั่วข้ามคืน ขุนนางระดับสูงพลันกลายเป็นหัวโขนไร้ค่าที่ถูกริดรอนอำนาจสั่งการจนหมดรูป
รอเพียงราชสำนักเปิดทำการหลังปีใหม่ ค่อยหาข้ออ้างเขี่ยหุ่นเชิดสองตัวนั้นทิ้ง ตระกูลขุนนางบู๊ก็จะทวงคืนกรมกลาโหมกลับสู่อุ้งมือได้อย่างสมบูรณ์
เผชิญหมากพิฆาตอันเหี้ยมเกรียมของจ้าวเสวียนจี สวีหมิงหล่างและเหล่าบัณฑิตบุ๋นได้แต่กลืนเลือดลงคออย่างอัปยศ ต่อให้เป็นโอรสสวรรค์ เมื่อเผชิญทิศทางลมที่พลิกผัน ก็จำต้องหลับพระเนตรข้างหนึ่งปล่อยผ่านเรื่องนี้
ยิ่งไปกว่านั้น จุดจบของหลิวมู่จือได้ลากเอาแผนก่อตั้งสำนักซูมี่และทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพให้แท้งตายไปก่อนลืมตาดูโลก และนี่… คือสมรภูมิที่จ้าวหนิงปรารถนาจะเห็นมากที่สุด
สำหรับเก้าอี้เปื้อนเลือดของตระกูลหลิว รอจนข้ามพ้นปีใหม่ ขั้วอำนาจบู๊ย่อมมีวิธีดันขุนนางบุ๋นลิ่วล้อของตนขึ้นไปกอบโกย ดึงดันศัตรูเพื่อแบ่งแยกมิตร นี่คือศิลปะการฆ่าบนกระดานการเมือง ถึงเวลานั้น ตระกูลขุนนางบู๊ยังสามารถใช้ผลประโยชน์ก้อนนี้ล่อลวงบัณฑิตบุ๋นให้คุกเข่าสวามิภักดิ์ได้อีกมหาศาล
คลื่นใต้น้ำและการจัดสรรอำนาจเหล่านี้ จ้าวหนิงไม่จำเป็นต้องยื่นมือเข้าไปก้าวก่าย จ้าวเสวียนจีเจนจัดสนามรบไร้เงาแห่งนี้ยิ่งกว่าเขานัก
ปลายเดือนสิบสอง พายุหิมะคลุ้มคลั่งโหมกระหน่ำไม่ขาดสาย
หลิวซินเฉิง สายเลือดสายตรงตระกูลหลิวผู้เป็นศูนย์รวมความอาฆาตของราษฎร วันที่มันถูกลากคอมาบั่นหัวสังเวยกลางลานประหาร จ้าวหนิงนั่งจิบชาสังเกตการณ์อย่างเงียบเชียบอยู่บนโรงน้ำชารอบนอก
ทัศนียภาพจากโรงน้ำชาเผยให้เห็นลานเลือดชัดเจน ข้างกายชายหนุ่มนอกจากผู้ติดตามหยิบมือ ยังปรากฏร่างของอวี้เหนียง
สตรีร่างผอมสวมชุดกระโปรงยาวสีดำทะมึน รวบผมตึงเปรี๊ยะดูทะมัดทะแมง นางยืนนิ่งเป็นหินผาอยู่ข้างกายจ้าวหนิง แม้ดวงหน้าจะยังซีดเซียว ทว่าประกายในนัยน์ตากลับแปรเปลี่ยนไปจากค่อนเดือนก่อนอย่างสิ้นเชิง
จ้าวหนิงสัมผัสได้… มันคือกลิ่นอายของคนเป็นที่อาบชโลมด้วยรังสีอำมหิต
เบื้องล่างเนืองแน่นด้วยคลื่นมนุษย์มืดฟ้ามัวดิน เสียงก่นด่าสาปแช่งดังกึกก้องกัมปนาท ฝูงชนบีบอัดลานประหารจนไร้ช่องว่าง สร้างแรงกดดันบดขยี้จิตวิญญาณนักโทษจนแหลกสลาย ต่อให้มีตบะระดับคุมปราณขั้นกลาง หลิวซินเฉิงก็ยังหน้าซีดเป็นไก่ต้ม ลมหายใจติดขัด ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านดั่งใบไม้ร่วงกลางพายุหิมะ ไม่อาจควบคุมความหวาดกลัวที่กัดกินขั้วหัวใจ
“ได้เวลา ลงดาบ”
สิ้นเสียงประกาศกร้าวของขุนนางคุมประหาร เพชฌฆาตตวัดดาบหัวผีขึ้นสูงรับเกล็ดหิมะ
นัยน์ตาจ้าวหนิงไหววูบ ชายหนุ่มเอียงศีรษะกระซิบ “ไป”
ราวกับปลดผนึกสัตว์ร้าย อวี้เหนียงที่รีดเร้นพลังรอคอยมาเนิ่นนาน พลันระเบิดรังสีอำมหิตบ้าคลั่งทะลักล้นขอบตา นางดีดตัวทะยานลงจากกรอบหน้าต่าง ท่วงท่าปราดเปรียวอำมหิตดุจแม่เสือดาวตะครุบเหยื่อ
ผู้ติดตามข้างกายหน้าถอดสี รีบถลันตัวคว้า ทว่านี่คือชั้นสอง คนธรรมดากระโดดลงไปต่อให้ไม่พิการก็ต้องกระดูกแหลก ทว่ามือของเขากลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า ซ้ำยังถูกสายตาเยียบเย็นของจ้าวหนิงสะกดให้นิ่งงัน
ตึง ร่างดำทะมึนกระแทกพื้นถนนอย่างมั่นคง เนื่องจากจุดร่วงหล่นอยู่ในอาณาเขตลานประหารที่ถูกกันไว้ จึงไร้ผู้ใดบาดเจ็บ
มือปราบคุ้มกันลานเลือดตื่นตระหนก ชักดาบหมายพุ่งเข้าสกัด ทว่าสุรเสียงหนึ่งพลันกดทับลงมาจากชั้นสอง “ข้าคือจ้าวหนิง”
เจ้าหน้าที่เบื้องล่างแหงนหน้าขึ้น มองสบใบหน้าราบเรียบของชายหนุ่ม วินาทีนี้ ทั่วทั้งเมืองเยี่ยนผิง… หามีมือปราบคนใดไม่รู้จักนามจ้าวหนิง
ยามประจักษ์ว่าเป็นคุณชายใหญ่แห่งตระกูลบู๊ผู้เรืองอำนาจดุจตะวันกลางหาว ผู้ที่ลงมือเด็ดหัวตระกูลหลิวเพียงลำพังจนพินาศย่อยยับ แม้ไม่รู้เจตนาเบื้องลึก ทว่าเหล่ามือปราบล้วนรั้งฝีเท้ากลับอย่างรู้รักษาตัวรอด เบือนหน้าหนีราวกับคนตาบอดโดยพร้อมเพรียง
ทันทีที่ปลายเท้าแตะพื้น อวี้เหนียงไม่เสียเวลาแม้แต่เสี้ยววิ นางชักกริชสั้นทอประกายเย็นเยียบออกจากฝัก ร่างอรชรพุ่งทะยานแหวกอากาศขึ้นสู่ลานประหารดั่งดาวตก พุ่งตรงดิ่งเข้าหาหลิวซินเฉิง
ความเร็วระดับนี้ แม้แต่ขุนนางคุมประหารยังตาค้างตอบสนองไม่ทัน
แท้จริงแล้วนางคือผู้บำเพ็ญเพียร กลิ่นอายพลังที่ปะทุออกมายืนยันชัดเจนว่านางทะลวงถึงระดับฝึกกายขั้นปลาย จ่อทะลวงขอบเขตคุมปราณเต็มที
ทั้งที่ค่อนเดือนก่อน นางยังเป็นเพียงสตรีอมโรคที่แม้แต่ไก่ยังไร้แรงเชือด
ตลอดเวลาที่ผ่านมา จ้าวหนิงเพียงโยนเคล็ดวิชาชิงยวินฉบับปรับปรุงให้นางศึกษา ความวิปลาสและทรหดอดทนที่สตรีผู้นี้ระเบิดออกมาทำเอาเขาต้องตะลึง ชายหนุ่มเพียงมอบเงินไม่กี่สิบตำลึงเพื่อซื้อเนื้อสัตว์และยาสมุนไพรพื้นฐาน ไร้ซึ่งการชี้แนะใดๆ ทว่านางกลับบำเพ็ญเพียรอย่างบ้าคลั่ง ลืมวันลืมคืน รีดเค้นทุกหยาดเหงื่อจนกระชากตัวเองขึ้นมาถึงระดับนี้ได้ในเวลาแค่สิบห้าวัน
ทว่าการกระทำนี้คือการเผาผลาญรากฐานชีวิตจนเหือดแห้ง รีดเร้นพลังวิญญาณทุกหยาดหยดในสายเลือด… นางเหลือเวลาบนโลกนี้ไม่เกินสองปี
ฉึก กริชสั้นทะลวงขั้วหัวใจหลิวซินเฉิงมิดด้าม
หลิวซินเฉิงที่วิญญาณหลุดลอยจากคมดาบเพชฌฆาตอยู่ก่อนแล้ว จู่ๆ ก็เห็นมัจจุราชนัยน์ตาแดงก่ำโผล่มากระซวกหัวใจ นัยน์ตามันเบิกถลน ริมฝีปากอ้ากว้างหมายจะกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ทว่าอวี้เหนียงไม่ปรานีให้มันได้เปล่งเสียง นางกระชากกริชออกแล้วกระซวกซ้ำ กระชาก กระซวก กระชาก กระซวก
เพียงชั่วอึดใจ ร่างของหลิวซินเฉิงก็พรุนไปด้วยรอยแผลนับสิบ โลหิตอุ่นๆ สาดกระเซ็นอาบชโลมร่างสตรีชุดดำจนแดงฉาน
เพชฌฆาตที่เงื้อดาบค้างไว้สลักรูปปั้นแข็งทื่อ ขุนนางคุมประหารอ้าปากค้างวิญญาณหลุดลอย เหล่ามือปราบและขุนนางรอบข้างต่างเบิกตาโง่งม ทำสิ่งใดไม่ถูก
ส่วนคลื่นมหาชนนับหมื่นเบื้องล่าง หลังตกอยู่ในความเงียบงันชั่วอึดใจ ก็พลันระเบิดเสียงโห่ร้องสะใจดังกึกก้องปานฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย
“ฆ่าได้ดี”
“สับมันเป็นหมื่นชิ้น”
“อย่าให้มันตายสบาย”
จ้าวหนิงเยื้องย่างมาหยุดเคียงข้างอวี้เหนียง รับเสื้อคลุมขนสัตว์จากผู้ติดตาม โน้มกายคลุมทับร่างโชกเลือดของนางอย่างเบามือ ส่วนซากศพหลิวซินเฉิงที่เละเทะเป็นกองเนื้อ ชายหนุ่มหาได้ปรายตามองแม้แต่หางตา
อวี้เหนียงที่ชำระหนี้เลือดสำเร็จ ทรุดกายลงนั่งเหม่อลอย นัยน์ตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย เมื่อปณิธานสุดท้ายบรรลุผล เปลวไฟในใจก็มอดดับ เหลือเพียงความอ้างว้าง ไร้จุดหมาย ไร้หนทางก้าวเดิน
ในฐานะภรรยา นางถูกเดรัจฉานที่ได้ชื่อว่าสามีขายทิ้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า ย่อมไร้เยื่อใยต่อกัน ในฐานะมารดา สายเลือดทั้งสองถูกพรากไปจนสิ้น ในฐานะสตรี ต่อให้ลากคอศัตรูมาสับสังเวยด้วยมือตน ก็ไม่อาจย้อนคืนเศษซากชีวิตที่แหลกสลายให้กลับมาสมบูรณ์ นี่คือโศกนาฏกรรมอันบัดซบของนาง
หากปล่อยนางกลับสู่โลกโลกีย์ ต่อให้จ้าวหนิงมอบสมบัติกองโตให้ จุดจบเดียวที่รอนางอยู่… คือการตรอมใจตายอย่างโดดเดี่ยว แม้อาจมีวาสนาพานพบบุรุษใจงามให้เริ่มต้นใหม่ แต่นั่นคือการพนันที่นางไม่อาจแบกรับความเสี่ยงได้อีก หากสวรรค์กลั่นแกล้งให้นางพบพานเดรัจฉานซ้ำสองเล่า
ชายหนุ่มรั้งร่างไร้วิญญาณของนางให้หยัดยืน สตรีผู้นี้ไร้ซึ่งน้ำตา ไร้เสียงคร่ำครวญเพรียกหาวิญญาณบุตร จ้าวหนิงประจักษ์แจ้ง… หัวใจของนางได้แหลกสลายกลายเป็นธุลีไปนานแล้ว
ย้อนกลับไปยามสูญเสียเลือดเนื้อก้อนแรก นางยังฝืนทำขนมมาตอบแทนเขาที่กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง ยามนั้นแม้โศกเศร้า แต่ก้นบึ้งของหัวใจยังคงหลงเหลือความหวัง
จ้าวหนิงปล่อยมือจากท่อนแขนบาง จ้องลึกเข้าไปในดวงตาว่างเปล่าคู่นั้น สุรเสียงทุ้มต่ำราบเรียบแฝงอำนาจเด็ดขาด “ใต้หล้านี้ไม่มีสิ่งใดได้มาเปล่า ข้าเปิดทางล้างแค้นให้ เจ้าติดค้างหนี้ชีวิตข้า นับแต่นี้… ชีวิตเจ้าเป็นของข้า ต่อให้ต้องบุกนรกข้ามกำแพงไฟ เจ้าก็ต้องทะลวงไปแทนข้า ตอนนี้… ตามข้ากลับเรือน”