ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 105 จุดประสงค์
ห่างจากเมืองเยี่ยนผิงลงไปทางใต้สี่สิบลี้ ทิวเขาเนินเตี้ยสลับซับซ้อนทอดยาว แม้ขุนเขาไม่สูงตระหง่านทว่าป่าไม้อุดมสมบูรณ์ แม้ล่วงเข้ากลางเหมันต์เดือนสิบสองจนใบไม้ร่วงโรย ทว่าต้นไป๋ล่าที่หยัดยืนบนเนินเขายังหนาแน่นพอจะบดบังทัศนวิสัย
นักเดินทางที่มุ่งลงใต้เมื่อผ่านจุดนี้ หากเหลียวหลังกลับไปมองเมืองหลวงเยี่ยนผิงทางทิศเหนือ จะเห็นเพียงทิวเขาสลับซับซ้อนสุดลูกหูลูกตา ด้วยเหตุนี้ ยามบัณฑิตกวีมาส่งสหาย มักร่ำสุราร้องเพลงกัน ณ ที่แห่งนี้ ผู้จากลาหลั่งน้ำตาก้าวเดินต่อ ส่วนผู้มาส่งมักปีนขึ้นที่สูงเพื่อทอดสายตามองตามเบื้องหลัง
นานวันเข้า ศาลาและโขดหินบริเวณนี้จึงเต็มไปด้วยบทกวีและคำอำลาสลักทิ้งไว้ ภูเขาแห่งนี้จึงได้นามว่า ‘เขาวั่งจวิน’ (เฝ้ามองท่าน)
จวบจนสิ้นปี เมื่อถึงช่วงเวลานี้ เขาวั่งจวินมักเงียบเหงาเป็นพิเศษ แทบไม่มีผู้ใดเดินทางไกลออกจากเมืองหลวงในยามนี้
มีเพียงบุรุษสตรีผู้ลุ่มหลงในรักบางคน มายืนชะเง้อมองลงใต้ เฝ้ารอคอยอย่างขมขื่น หวังเพียงคนในดวงใจจะหวนคืนมาพร้อมสายลมยามเย็น เพื่อใช้การพานพบเป็นบทสรุปของการพลัดพรากตลอดทั้งปี
น่าเสียดาย โลกใบนี้มักลิขิตให้ผู้เฝ้ารอต้องผิดหวัง บนเส้นทางหลวงแม้นมีผู้คนสัญจรประปราย ทว่าแทบไม่มีผู้ที่พวกเขาเฝ้าคะนึงหาทุกลมหายใจ
หลิวมู่จือไม่เคยคิดว่าจะมีผู้ใดมาส่งตน ดังนั้นเมื่อเห็นจ้าวเสวียนจียืนไพล่มืออยู่ใต้ศาลาริมทาง นัยน์ตาที่ตายซากพลันวูบไหวด้วยความรู้สึกซับซ้อน
“เจิ้นกั๋วกงตามมาซ้ำเติมสุนัขตกน้ำหรือ” หลิวมู่จือรู้ดีว่าหลบเลี่ยงไม่พ้น จึงหยุดฝีเท้าและเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน ในใจเตรียมรับความอัปยศไว้แล้ว
“นั่นไม่ใช่วิสัยข้า” จ้าวเสวียนจีท่าทีผ่าเผยดุจสายลมจันทร์กระจ่าง เอี้ยวตัวผายมือเชิญหลิวมู่จือเข้าศาลา
ผู้คุมที่คุ้มกันมาเมื่อเห็นจ้าวเสวียนจีก็รีบประสานมือเคารพและถอยฉากไปด้านข้างทันที อย่าว่าแต่ต้องใช้เงินเบิกทาง เพียงเอ่ยปากทักทายยังไม่จำเป็น พอได้ยินคำพูดของจ้าวเสวียนจี หัวหน้าผู้คุมก็ปราดเข้าไปปลดตรวนให้หลิวมู่จืออย่างรู้ความ
เมื่อเห็นว่าในศาลามีเด็กรับใช้อุ่นสุรา นำเนื้อตุ๋นซีอิ๊วออกจากกล่องอาหาร หลิวมู่จือก็เค่นหัวเราะ ก้าวเข้าไปทรุดตัวลงนั่ง “นึกไม่ถึงว่ายามข้าออกจากเมืองหลวง ผู้มาส่งจะไม่ใช่สหายเก่าจากตระกูลขุนนางบุ๋น แต่กลับเป็นศัตรูคู่อาฆาตในอดีต”
เขาพยักพเยิดให้เด็กรับใช้อุ่นสุราส่งป้านมาให้โดยตรง แหงนคอกระดกรวดเดียวหมดจด พ่นลมหายใจยาว จากนั้นหยิบตะเกียบคีบเนื้อเข้าปากคำโต ท่าทางสำราญใจไร้พันธนาการยิ่ง
จ้าวเสวียนจีนั่งลงฝั่งตรงข้าม เอ่ยเสียงเรียบ “โลกหล้าวุ่นวาย ล้วนขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ ขุนนางบุ๋นกำลังหน้ามืดตามัวแย่งชิงตำแหน่งที่ตระกูลหลิวทิ้งไว้ ย่อมไม่มีเวลามาส่งท่าน ถือว่าสมเหตุสมผล”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น นัยน์ตาหลิวมู่จือพลันวูบไหวด้วยความเจ็บปวด เขากระแทกตะเกียบงาช้างลง จ้องมองจ้าวเสวียนจีพลางกัดฟันกรอด “ตระกูลหลิวพินาศ ตำแหน่งที่ว่างลงตกเป็นเค้กให้ขุนนางบุ๋นรุมทึ้ง นี่คือสิ่งที่พวกมันปรารถนา และนี่คือเหตุผลที่พวกมันทรยศตระกูลหลิวในวินาทีสุดท้าย ไม่ยอมปกป้องข้าจนถึงที่สุด
“ตระกูลหลิวพังทลาย ทรัพย์สมบัติกองเป็นภูเขาเลากา มูลค่าไม่ด้อยกว่าภาษีของแผ่นดินถึงสองปี ยามเมื่อของเหล่านี้ตกเข้าคลังหลวง ท้องพระคลังของฝ่าบาทก็จะมีเงินทองเสบียงกรังเพิ่มพูนมหาศาลอย่างง่ายดาย นี่คือเหตุผลที่ฝ่าบาทยอมสละตระกูลหลิวทิ้ง
“แล้วท่านเล่า เจิ้นกั๋วกง ตระกูลจ้าววิ่งเต้นจนหัวหมุน ท้ายที่สุดได้อะไรมา ตำแหน่งของตระกูลหลิวล้วนเป็นขุนนางบุ๋น ขุนนางบู๊อย่างพวกท่านสอดมือไม่ได้ ทรัพย์สินตระกูลหลิวต้องเข้าคลังหลวง พวกท่านคงแบ่งเศษเนื้อมาได้ไม่เท่าไหร่ ทุ่มเทไปมากมาย สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลวไม่ใช่หรือ
“หรือท่านคิดจริงๆ ว่า เมื่อขุนนางบู๊โค่นตระกูลหลิวได้แล้ว จะพลิกฟื้นความตกต่ำ โต้กลับกลุ่มขุนนางบุ๋นได้สำเร็จ ก้าวไปสู่การเหยียบหัวพวกมัน แล้วกลับมากุมอำนาจใหญ่อีกครั้ง จ้าวเสวียนจี… ท่านคงไม่อ่อนหัดถึงเพียงนั้นกระมัง”
ท้ายประโยค หลิวมู่จือกัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้น เขารู้สึกอยุติธรรมและเจ็บแค้นอย่างยิ่งที่จ้าวเสวียนจีจงใจวางแผนล้างผลาญตระกูลหลิว ยั่วยุให้กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองเปิดศึกกับตระกูลจ้าว การโค่นล้มตระกูลหลิวโดยทำลายผู้อื่นแต่ตนเองไม่ได้ประโยชน์อันใด ถือเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจที่สุด
จ้าวเสวียนจียังคงนิ่งสงบ แสร้งเอ่ยถามทั้งที่รู้คำตอบ “เหตุใดขุนนางบู๊ถึงจะเหยียบหัวขุนนางบุ๋นไว้ไม่ได้เล่า”
หลิวมู่จือเค่นเสียงหัวเราะหยัน “ตระกูลขุนนางบู๊อาจกดหัวตระกูลขุนนางเก่าแก่ไว้ได้ แต่ไม่มีทางข่มขุนนางบุ๋นลงเด็ดขาด จ้าวเสวียนจี ตระกูลขุนนางบู๊ไม่มีวันผงาดขึ้นมาแข็งแกร่งได้อีก ท่านย่อมรู้ดี ว่า ‘ผู้ใด’ ที่ไม่ยอมให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น”
กล่าวถึงจุดนี้ หลิวมู่จือราวกับได้ระบายความอัดอั้นในใจจนหมดสิ้น เขากลับมากระดกสุราจอกใหญ่ กินเนื้อคำโตอีกครั้ง นี่คงเป็นห้วงยามสุดท้ายในชีวิตแล้วที่เขาจะได้ลิ้มรสสุราและอาหารเลิศรสอย่างเต็มคราบ
อดีตผู้นำขุนนางบุ๋นผู้มั่งคั่งและกุมอำนาจล้นฟ้าในราชสำนักเยี่ยงเขา เมื่อเหยียบย่างเข้าสู่แดนเนรเทศ ชีวิตย่อมตกต่ำยิ่งกว่ามดปลวกเสียอีก
หลิวมู่จือกินดื่มจนสำราญใจ เมื่อเห็นจ้าวเสวียนจีสงบนิ่ง ก็เป็นฝ่ายเอ่ยปาก “เห็นแก่สุราและเนื้อตุ๋นมื้อนี้ มีสิ่งใดที่ข้าพอช่วยได้ก็จงว่ามาเถิด แต่อยู่ในคุกข้าปลงตกแล้ว ต่อให้พวกเราดิ้นรนทำสิ่งใดลงไปมากมาย ท้ายที่สุดก็ไม่มีวันคว้าสิ่งที่ปรารถนามาครอง ก็แค่ลงแรงสร้างฐานอำนาจให้ผู้อื่นชุบมือเปิบ”
น้ำเสียงของเขาสงบนิ่ง แฝงนัยของผู้ที่ปลงตกกับทางโลก ราวกับมองทะลุปรุโปร่งและปล่อยวางสิ้นทุกสิ่ง
จ้าวเสวียนจีไม่คิดปิดบัง “ข้าต้องการเหมืองผลึกม่วงของพวกเจ้าที่อำเภอหลานเทียน”
ทรัพย์สินในคลังตระกูลหลิวย่อมต้องถูกริบเข้าหลวง ทว่ากิจการห้างร้านภายใต้ชื่อตระกูล กลับกลายเป็นชิ้นปลามันให้บรรดาตระกูลใหญ่รุมแบ่งปัน… ได้ทั้งเรื่องส่วนตัวและส่วนรวม ราชสำนักและตระกูลใหญ่แบ่งสรรผลประโยชน์กัน นี่คือเอกลักษณ์เฉพาะของการเมืองตระกูลขุนนาง
หลิวมู่จือล้วงตราประทับผู้นำตระกูลหลิวออกจากอกเสื้อ โยนให้จ้าวเสวียนจีโดยไร้เยื่อใย “นึกไม่ถึงว่ามาถึงขั้นนี้ ของสิ่งนี้จะยังมีประโยชน์ ถือว่าข้ายกกำไรให้ท่านก็แล้วกัน”
จ้าวเสวียนจีรับตราประทับเก็บเข้าแขนเสื้อ เมื่อมีสิ่งนี้ เขาย่อมสามารถปลอมแปลงเอกสารว่าตระกูลหลิวขายเหมืองผลึกม่วงให้ตระกูลจ้าวล่วงหน้า เพื่อฮุบเหมืองมาได้อย่างชอบธรรม
แม้ทุกคนจะรู้แก่ใจว่าเป็นของปลอม ทว่าในสถานการณ์ที่บรรดาตระกูลใหญ่กำลังตาแดงก่ำแย่งชิงสมบัติตระกูลหลิว เมื่อมีข้ออ้างบังหน้า ผนวกกับบารมีของตระกูลจ้าว ย่อมคว้าเหมืองผลึกม่วงมาครองได้อย่างง่ายดาย
ยิ่งไปกว่านั้น ตราประทับนี้ยังเอื้ออำนวยให้หออี้ผิ่นกว้านฮุบกิจการร้านค้าย่อยของตระกูลหลิวได้สะดวกยิ่งขึ้น
กล่าวโดยสรุป เมื่อสัตว์ยักษ์อย่างตระกูลหลิวล้มตึง ย่อมถึงเวลาที่ฝูงแร้งจะแห่กันมารุมฉีกทึ้งเลือดเนื้อแบ่งปันกัน
“ท่านคุยง่ายกว่าที่คิด” จ้าวเสวียนจีเอ่ย “ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ในคุก คงไม่ใช่ไม่มีขุนนางบุ๋นหน้าไหนอยากได้ของสิ่งนี้ แล้วเหตุใดท่านจึงไม่มอบให้พวกมันเล่า”
หลิวมู่จือเค่นเสียงหยัน “ขุนนางบุ๋นหลายตระกูลล้วนตาพองอยากได้ มอบให้ผู้ใดย่อมทำให้ตระกูลอื่นขัดเคือง ข้าจึงตัดรำคาญไม่ให้ผู้ใดทั้งสิ้น ถึงอย่างไรพวกมันก็ใช้กำลังแย่งชิงสมบัติตระกูลหลิวอยู่แล้ว มีสิ่งนี้หรือไม่ย่อมไม่ต่างกันนัก เพียงแต่พวกมันคงคาดไม่ถึง ว่าข้าจะยอมมอบให้ท่าน... ตัวการที่ทำให้ตระกูลหลิวพินาศ”
หากไม่อยากมอบของสิ่งนี้ให้จ้าวเสวียนจี เขาย่อมมีปัญญาทำลายมันทิ้ง อย่างไรเสียเขาก็เคยเป็นถึงผู้นำตระกูลหลิว แม้บัดนี้ระดับพลังจะสูญสิ้น ทว่าเคล็ดวิชาลับเล็กน้อยสำหรับจัดการเรื่องพรรค์นี้ ย่อมต้องมีติดตัวอยู่บ้าง
“ข้าก็สงสัยเช่นกัน เหตุใดท่านจึงยอมมอบให้ข้า ซ้ำยังให้มาอย่างง่ายดาย คงไม่ใช่เพราะสุราและอาหารมื้อนี้กระมัง” จ้าวเสวียนจีเอ่ยถามเนิบนาบ
หลิวมู่จือที่ก้มหน้ากินเนื้อ เงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อย เผยรอยยิ้มอำมหิตแฝงพิษสง “จ้าวเสวียนจี คลื่นลมในราชสำนัก ท่านยังมองไม่ทะลุปรุโปร่งเลยสักนิด ข้าเองก็เพิ่งหลุดพ้นจากกระดานหมาก พอได้ทบทวนตัวเองในคุกถึงได้ตาสว่าง ท่านจดจำเอาไว้ให้ดี พวกเราล้วนเป็นเพียงหมากบนกระดานเท่านั้น
“ตระกูลจ้าวได้เหมืองผลึกม่วงไป ก็ลำพองใจได้เพียงชั่วคราว จ้าวเสวียนจี… ตระกูลจ้าวย่อมต้องเดินตามรอยตระกูลหลิว ข้าขอรับประกัน ยิ่งพวกท่านแข็งแกร่งเท่าใด ก็ยิ่งเร่งวันตายให้มาถึงเร็วขึ้นเท่านั้น และที่วิเศษสุดคือ ไม่ว่าท่านจะดิ้นรนเจียนตาย หรือนั่งงอมืองอเท้า ก็ไม่มีทางขัดขวางวาระสุดท้ายนั้นได้
“ข้าจะไปรอท่านที่หลิ่งหนาน รอให้ท่านมาอยู่เป็นเพื่อนข้าในดินแดนหมอกพิษแห่งนั้น… สถานที่ซึ่งอยู่รอดมิได้ แลตกตายมิพ้น”
……
ลำแสงสาดส่องจากเพดานโค้ง อาบไล้รูปสลักตัวแทนตระกูลหลิว ทั้งยังส่องสว่างครอบคลุมคฤหาสน์และฐานอำนาจแต่ละแห่งของพวกมัน
เมื่อทอดสายตามองภาพรวมบนแผนที่ที่จมอยู่ในความมืดมิด แสงสว่างได้แผ่ขยายยึดครองพื้นที่ไปไม่น้อย แม้บางจุดยังไม่เชื่อมต่อเป็นผืนเดียว ทว่าอาณาเขตโดยรวมนับว่ากว้างขวางขึ้นมาก ไม่ริบหรี่ดุจสะเก็ดไฟเช่นกาลก่อนอีกต่อไป
จ้าวหนิงก้าวไปหน้าแผนที่ ตวัดดาบตัดเส้นด้ายที่โยงใยจากใต้ฐานรูปสลักตระกูลหลิวขาดสะบั้นทีละเส้น สุดท้ายจรดคมดาบตัดเชือกบนหัวรูปสลัก เขาหยิบรูปสลักออกจาก ‘ภาพสลักผืนฟ้าปฐพี’ โยนทิ้งขว้างไปที่มุมห้อง
เมื่อไร้รูปสลักขนาดใหญ่บดบังกลางอากาศ แผนที่ทั้งผืนก็ดูประหนึ่งแผ่นฟ้าหลังพายุฝน กลุ่มเมฆดำทะมึนสลายตัว ความรู้สึกอึดอัดกดดันมลายสิ้น สว่างไสวขึ้นจนชวนให้ปลอดโปร่งโล่งใจ
จ้าวหนิงทรุดตัวลงขัดสมาธิหน้าแผนที่ จมดิ่งสู่ห้วงความคิด
ไร้ข้อกังขา ตระกูลหลิวคือก้อนเนื้อร้ายชิ้นใหญ่ของราชวงศ์ต้าฉีที่เน่าเฟะถึงแก่นกระดูก หากเกิดศึกสงคราม ย่อมเป็นได้เพียงตัวถ่วงรั้ง การลบล้างตระกูลหลิวถือเป็นผลดีต่อแผนการใหญ่ของจ้าวหนิงอย่างใหญ่หลวง
นับแต่ก้าวเข้าสู่กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองเพื่อกุมอำนาจรัฐ ต่อด้วยการยืมคดีในตรอกผิงคังกวาดล้างสมาคมชุดขาว กระทั่งใช้หออี้ผิ่นโค่นตระกูลหลิว หมากทุกกระดานล้วนขับเคลื่อนอย่างราบรื่น บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ครบถ้วน
ชัยชนะครั้งใหญ่จากการบดขยี้ตระกูลหลิว กวาดล้างความตกต่ำของตระกูลขุนนางบู๊ไปจนสิ้น บารมีของจ้าวเสวียนจีในฐานะบุคคลอันดับหนึ่งแห่งฝ่ายทหารได้รับการตอกย้ำจนหยั่งรากลึก ตระกูลจ้าวได้ประกาศแสนยานุภาพทวงคืนบัลลังก์ผู้นำตระกูลขุนนางบู๊อีกครา
ยามนี้ ขุนนางบู๊ที่เคยคลางแคลงในตัวจ้าวเสวียนจีและหมายจะตีตัวออกห่างตระกูลจ้าว ย่อมต้องหวนกลับไปทบทวนจุดยืนของตนเองเสียใหม่ อิทธิพลของตระกูลซุนในฐานะกลุ่มอำนาจหนึ่งแห่งฝ่ายทหาร ย่อมตกเป็นรองและถูกกำราบอย่างราบคาบ
การล่มสลายของตระกูลหลิว คือสัญญาณบ่งบอกว่าสถานะรุกรับระหว่างขุนนางบู๊และบุ๋นได้สลับขั้วโดยสมบูรณ์ ตระกูลขุนนางบู๊ที่สั่งสมความเคียดแค้นมาเนิ่นนาน ย่อมไม่มีทางปล่อยโอกาสทองหลุดมือ ขอเพียงมีจ้าวเสวียนจีเป็นธงนำ การเคลื่อนไหวบดขยี้ขุนนางบุ๋นในภายภาคหน้า ขุนนางบู๊จำนวนมากย่อมพร้อมใจขานรับ หรือกระทั่งแก่งแย่งกันเป็นทัพหน้าทะลวงฟัน
เมื่อมีรากฐานมั่นคงปานนี้ สถานการณ์นับว่าเปิดกว้างโดยแท้ หมากกระดานต่อไปย่อมเดินได้ง่ายดายยิ่งขึ้น
“พ้นปีใหม่ ก็จะเหลือเวลาอีกเพียงครึ่งปี ก่อนราชสำนักเทียนหยวนเผ่าเป่ยหูจะกรีธาทัพรวมแดนเหนือเป็นหนึ่ง ตระกูลจ้าวต้องนำกองทัพด่านเยี่ยนเหมินกวนออกศึก ทว่าพวกขุนนางบุ๋นย่อมต้องกระโดดขวางเป็นแน่ มีเพียงต้องใช้บารมีขุนนางบู๊เหยียบขุนนางบุ๋นให้จมดินเท่านั้น ฎีกาเคลื่อนพลออกนอกด่านจึงจะได้รับการอนุมัติ”
จ้าวหนิงครุ่นคิดในใจ “ตามหมากที่วางไว้ ภายในครึ่งปีนี้ ข้ายังต้องถอนรากขุนนางบุ๋นให้พินาศอีกสองตระกูล เพื่อหักปีกสวีหมิงหล่างให้อ่อนกำลังลง”
ภารกิจนี้หาได้ง่ายดาย ทว่าจ้าวหนิงเปี่ยมด้วยความมั่นใจ ไม่เพียงเพราะเชื่อมั่นในหมากของตน แต่เขายังเชี่ยวชาญวิถีแห่งการ ‘ยืมขุมกำลัง’
แล่นเรือตามลมย่อมทุ่นแรงมหาศาล เฉกเช่นตระกูลขุนนางบุ๋นก่อนหน้าที่อาศัยทิศทางลม เหยียบหัวตระกูลขุนนางบู๊เสียจนโงหัวไม่ขึ้น
“หากไม่นับตระกูลฟ่าน ในบรรดาสิบสามตระกูลขุนนางเก่าแก่ ครึ่งหนึ่งล้วนเป็นมอดปลวกโสโครกไร้ค่า สมควรกำจัดทิ้งให้สิ้นซาก ขอเพียงก่อนเดือนเจ็ดปีหน้าสามารถควักเนื้อร้ายทิ้งได้อีกสองตระกูล เรื่องเคลื่อนทัพออกนอกด่านย่อมไร้อุปสรรค”
คิดถึงจุดนี้ นัยน์ตาจ้าวหนิงพลันจับจ้องลงบนแผนที่
การผลักดันกองทัพเยี่ยนเหมินออกศึกเพื่อสกัดกั้นราชสำนักเทียนหยวนไม่ให้รวบรวมทุ่งหญ้าเป็นหนึ่ง ลำพังกำลังในบัดนี้ยังห่างชั้นนัก เหลือเวลาอีกเพียงครึ่งปี แม้ ‘เคล็ดวิชาชิงยวิน’ จะช่วยให้ระดับบำเพ็ญเพียรของคนตระกูลจ้าวก้าวกระโดด จ้าวชี่เยว่เองก็จวนเจียนจะทะลวงสู่ ‘ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย’ ทว่าเวลากระชั้นชิดเกินไป การข้ามขั้นพลังของทุกคนย่อมมีขีดจำกัด เพียงเท่านี้ยังห่างไกลนัก
กองทัพด่านเยี่ยนเหมินกวนต้องการตัวช่วยยกระดับแสนยานุภาพอย่างเร่งด่วน
“เหมืองผลึกม่วง… ศาสตราปราณ” จ้าวหนิงเพ่งสายตาไปยังตำแหน่งของอำเภอหลานเทียนบนแผนที่
ชาติก่อนในช่วงสิบปีแห่งไฟสงคราม ศาสตราปราณในกองทัพได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่จนอานุภาพพุ่งทะยาน สงครามคือเตาหลอมชั้นยอดสำหรับการพัฒนายุทโธปกรณ์ จ้าวหนิงย่อมรู้ตื้นลึกหนาบางของศาสตราปราณเหล่านี้ทะลุปรุโปร่ง
“บัดนี้ หมากขั้นแรกในการกวาดล้างตระกูลหลิวและสกัดการก่อตั้ง ‘ทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพ’ สำเร็จลุล่วง อำนาจมืดที่ขุนนางบุ๋นเคยกดขี่ขุนนางบู๊ถูกบดขยี้สิ้น ตระกูลจ้าวและขุนนางบู๊ทั้งหมดหยัดยืนได้อย่างมั่นคง ถึงเวลาที่พวกเราต้องเปิดฉากล่าสังหารบ้างแล้ว”
“และในช่วงเวลานี้ ตระกูลจ้าวย่อมมีรากฐานที่ปลอดภัยไร้กังวลในการยกระดับความแข็งแกร่ง แสนยานุภาพของตระกูลจ้าวและกองทัพเยี่ยนเหมิน... จำเป็นต้องถูกยกระดับขึ้นโดยพลัน” นัยน์ตาจ้าวหนิงวาวโรจน์ด้วยเพลิงแห่งความทะเยอทะยาน