ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 106 วิถีก้าวหน้า
จวนอัครเสนาบดี
ภายในห้องลับใต้ดิน สวีหมิงหล่างจ้องเขม็งไปยังกระดานหมากขนาดยักษ์เบื้องหน้า สีหน้าแปรปรวนดำคล้ำสลับซีดเผือด เนิ่นนานให้หลังจึงค่อยๆ ยื่นมือหยิบหมาก ‘ตระกูลหลิว’ ขึ้นมาทีละเม็ด ทิ้งลงโถหมากข้างเท้าอย่างไร้เยื่อใย
เสียงหมากหินกระทบก้นโถดังกังวาน แต่ละหยาดเสียงสะท้อนประหนึ่งค้อนเหล็กทุบกลางอก จังหวะชีพจรปั่นป่วน ใบหน้าชราหล่อหลอมด้วยความมืดมิด
สิ้นหมากเม็ดสุดท้าย ขุมกำลังที่บุกข้ามเส้นแบ่งเขตแดนทะลวงเข้าสู่อาณาเขตขุนนางบู๊พลันแหว่งวิ่นเป็นช่องโหว่มหึมา สวีหมิงหล่างทุบกำปั้นกระแทกกระดานหมากดังลั่น โชคดีที่กระดานสลักจากหินผาแข็งแกร่ง มิเช่นนั้นคงแหลกละเอียดคาเจตนาฆ่าฟันของเขาไปแล้ว
ตึกใหญ่ตระกูลหลิวพังครืน นับเป็นความสูญเสียใหญ่หลวงของขั้วอำนาจบุ๋น เว้นเสียแต่ขุนนางบุ๋นสายตรงของสวีหมิงหล่างจะฉวยจังหวะนี้ฮุบตำแหน่ง ทรัพย์ และอิทธิพลที่ตระกูลหลิวทิ้งไว้มาได้ทั้งหมด มิฉะนั้นหายนะครั้งนี้ย่อมไม่อาจชดเชย
สิ้นเงาตระกูลหลิว ฝ่ายหนึ่งร่วงหล่น ฝ่ายหนึ่งผงาดง้ำ ขุมกำลังของขุนนางบู๊พลันดูทรงอำนาจขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สวีหมิงหล่างหลับตาลง ประสานมือไว้หน้าท้อง นิ้วมือขยับสลับรวดเร็วไม่หยุดหย่อน สมองแล่นตะบึงเค้นหาวิธีพลิกกระดาน
ช่วงเวลาที่ผ่านมา บรรดาขุนนางบุ๋นต่างเคลื่อนไหวอย่างเร่งร้อนและรัดกุม หมายส่งคนของตนเข้าเสียบตำแหน่งที่ตระกูลหลิวทิ้งไว้
สวีหมิงหล่างเรียกประชุมผู้นำตระกูลเหล่านั้นครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งไม่กี่วันก่อน จึงบรรลุข้อตกลงแบ่งปันรายชื่อตำแหน่งขุนนางได้สำเร็จ
อาศัยข้อตกลงนี้ แต่ละตระกูลต่างเร่งถวายฎีกา เสนอชื่อคนของกันและกันเข้าดำรงตำแหน่ง หวังรวบรัดจัดสรรอำนาจให้เสร็จสิ้นก่อนราชสำนักจะปิดตราประทับหยุดเทศกาล
ทว่าหมากกระดานนี้กลับดิ้นรนไม่ราบรื่น
ประการแรก กลุ่มขุนนางบุ๋นสามสี่ตระกูลที่มี ‘ตระกูลเฉิน’ เป็นแกนนำ ปฏิเสธการเข้าร่วมหารือ ซ้ำยังถวายฎีกาเสนอชื่อบุคคลอื่นแทรกแซงตำแหน่งสำคัญ
ประการที่สอง เกิดคลื่นใต้น้ำที่กรมการปกครอง ฎีกาเสนอชื่อขุนนางหลายนายจากตระกูลสายตรงของสวีหมิงหล่าง ถูกรองเสนาบดีซ้ายปัดตกรวด ด้วยเหตุผลว่าผลประเมินไม่ถึงเกณฑ์เลื่อนขั้น
ประการที่สาม จนบัดนี้… องค์ฮ่องเต้ยังคงนิ่งเฉยไร้รับสั่ง
‘ตระกูลเฉินหัวแข็งดื้อดึงมาแต่ไหนแต่ไร ไม่เห็นหัวข้า ไม่ฟังคำสั่ง ซ้ำยังคอยแว้งกัดอยู่ร่ำไป สมควรถอนรากถอนโคนไปตั้งนานแล้ว’ สวีหมิงหล่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
เฉกเช่นที่ตระกูลจ้าวไม่อาจกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือขุนนางบู๊ จนตระกูลซุนแยกตัวตั้งขั้วอำนาจ ภายในกลุ่มขุนนางบุ๋นเองก็หาได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ตระกูลสวีย่อมมีศัตรูคู่อาฆาตเช่นกัน
โครงสร้างอำนาจในราชสำนัก ไม่ว่าบู๊หรือบุ๋นล้วนแบ่งออกเป็นสามขั้วใหญ่ กลุ่มแรกคือสุนัขรับใช้ผู้ภักดีของจวนแม่ทัพและจวนอัครเสนาบดี กลุ่มที่สองคือพวกรักษาระยะห่าง คอยดูทิศทางลม บางคราให้ความร่วมมือ บางคราขัดแย้ง กลุ่มนี้รักอิสระและมีจำนวนมากที่สุด กลุ่มสุดท้ายคือศัตรูคู่อาฆาตที่พร้อมห้ำหั่นกันจนตายไปข้าง เช่น ตระกูลซุนกับตระกูลจ้าว หรือตระกูลเฉินกับตระกูลสวี
ตลอดหลายปีที่สวีหมิงหล่างกุมอำนาจบริหารเบ็ดเสร็จ ตระกูลขุนนางบุ๋นเหยียบย่างสู่ชัยชนะเหนือขุนนางบู๊ครั้งแล้วครั้งเล่า ผลงานประจักษ์ชัด สวีหมิงหล่างจึงสะสมบารมีและขุมอำนาจมหาศาลจนหยั่งรากลึก
ผลลัพธ์คือ บรรดาขุนนางบุ๋น ‘กลุ่มที่สอง’ จำนวนมาก ล้วนยอมสยบให้เขาสั่งการ ส่วนศัตรูใน ‘กลุ่มที่สาม’ บางแห่งก็ไม่กล้าตั้งตนเป็นปรปักษ์โจ่งแจ้ง ทำได้เพียงหลบซ่อนเร้นกายหนีความคมกริบ นี่คือเหตุผลที่สวีหมิงหล่างก้าวขึ้นเป็นขุนนางกุมอำนาจอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์ต้าฉี
ตรงข้ามกับจ้าวเสวียนจี ขุนพลอันดับหนึ่งแห่งกองทัพ เมื่อไม่อาจปกป้องผลประโยชน์ของฝั่งบู๊ ขุนนางบู๊ ‘กลุ่มที่สอง’ จำนวนไม่น้อยจึงผิดหวังและเริ่มเอาใจออกห่าง บางตระกูลถึงขั้นแปรพักตร์ไปสวามิภักดิ์ตระกูลซุน หวังใช้ตระกูลซุนเป็นร่มไม้ใหญ่คุ้มหัว
ก่อนหน้านี้ สถานการณ์ของจ้าวเสวียนจีและตระกูลจ้าวง่อนแง่นเจียนพังทลาย ย่อมไม่อาจต่อกรกับสวีหมิงหล่าง
ทว่าบัดนี้กระดานหมากพลิกผัน หลังบดขยี้ตระกูลหลิวเป็นผุยผง บารมีของจ้าวเสวียนจีและตระกูลจ้าวสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ขุนนางบู๊ ‘กลุ่มที่สอง’ จำนวนมากเริ่มหวนกลับมาประเมินทิศทางลมใหม่
นี่คือฝันร้ายที่สวีหมิงหล่างชิงชังที่สุด
‘เพราะข้าปกป้องตระกูลหลิวไว้ไม่ได้จนเผยจุดอ่อน ตระกูลเฉินถึงได้ใจและเริ่มขยับตัว หากเป็นเมื่อก่อน พวกมันหรือจะกล้าเหิมเกริมเสนอชื่อคนมากมายปานนี้’
สวีหมิงหล่างเค่นเสียงเย็นชา รองเสนาบดีซ้ายกรมการปกครองเป็นเพียงบัณฑิตตระกูลยากไร้ที่ไต่เต้ามาจากการสอบเคอจวี่ เป็นตัวแทนของชนชั้นสามัญ ก่อนหน้านี้ก็แค่พวกรักษาตัวรอดไม่ฝักใฝ่ขุนนางบุ๋น เหตุใดจู่ๆ ถึงกล้าตั้งตนเป็นปรปักษ์กับข้าโจ่งแจ้ง ยังมีถังซิงและโจวจวิ้นเฉินแห่งที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงนั่นอีก... ช่างกำเริบเสิบสาน
สวีหมิงหล่างเหยียดหยามขุนนางตระกูลยากไร้จากก้นบึ้งจิตใจ แต่โบราณกาลมา ตระกูลใหญ่เก่าแก่คือเสาหลักค้ำจุนแผ่นดิน นับแต่ระบบเสนอชื่อผู้ทรงคุณธรรม จวบจนระบบคัดเลือกขุนนางเก้าขั้น ชนชั้นสูงล้วนผูกขาดอำนาจเบ็ดเสร็จ บัณฑิตรากหญ้าต่อให้ปรากฏยอดอัจฉริยะหลุดรอดมาสักกี่คน ก็ไม่อาจสั่นคลอนรากฐานที่ฝังลึกได้
‘เมื่อมีตระกูลเฉินและขุนนางตระกูลยากไร้ออกหน้า ฝ่าบาทจึงทรงรอดูท่าที ดูท่าข้าต้องลงดาบเชือดตระกูลเฉินเสียแล้ว จะมัวชักช้าไม่ได้’ สวีหมิงหล่างตัดสินใจเด็ดขาด ปราบศึกนอกต้องระงับศึกใน เรื่องนี้เร่งด่วนดั่งไฟลนก้น
ก้าวพ้นห้องลับใต้ดิน สวีหมิงหล่างมุ่งหน้าสู่เรือนของจ้าวยวี่เจี๋ย ยามอารมณ์ขุ่นมัว ทั่วทั้งจวนมีเพียงนางที่รู้ใจ อ่อนโยน และปราดเปรื่องคอยปัดเป่าเพลิงโทสะให้เขาสงบลงได้
มาถึงบัดนี้ ความตื่นตาตื่นใจเมื่อครั้งรับจ้าวยวี่เจี๋ยเข้าจวนใหม่ๆ เลือนหายไปนานแล้ว รูปโฉมงดงามเพียงเปลือกนอกจะรั้งใจบุรุษได้ยาวนานสักเพียงใด หากเป็นสตรีอื่น สวีหมิงหล่างคงโยนทิ้งไว้ก้นเรือนและลืมเลือนไปสิ้น
ยามนี้ มีเพียงความรู้ใจและปัญญาเฉียบแหลมที่ซ่อนเร้นใต้ความงามเท่านั้น ที่ดึงดูดให้บุรุษมหาอำนาจผู้ไม่เคยขาดแคลนยอดพธูอย่างเขา ยังคงเหลียวแลนาง
และในจุดนี้ จ้าวยวี่เจี๋ยคือสตรีผู้ล้ำเลิศที่สวีหมิงหล่างไม่เคยพานพบตลอดชีวิต
เมื่อถึงศาลาริมทะเลสาบ สวีหมิงหล่างสั่งให้จ้าวยวี่เจี๋ยบรรเลงพิณหนึ่งบทเพื่อล้างความหงุดหงิด ก่อนให้นางปรนนิบัตินวดไหล่คลายความเมื่อยล้า
สุราพร่องไปครึ่งป้าน สวีหมิงหล่างหรี่ตาในสภาพกึ่งเมากึ่งตื่น อารมณ์ผ่อนคลายลงหลายส่วน
“พ่อบ้านรายงานข้าแล้ว ร้านค้าที่มอบให้เจ้าดูแลทำได้ไม่เลว เพียงสองเดือนกำไรพุ่งขึ้นถึงสามส่วน ยอดเยี่ยมยิ่ง บรรดาหลงจู๊ในจวนต่างอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนีแล้ว ฮ่าๆ” เขากล่าวเจือรอยยิ้ม
เพียงร้านค้าไม่กี่แห่ง เขาหาได้แยแสใส่ใจ ทว่าความสามารถของจ้าวยวี่เจี๋ยทำให้นางทอประกายโดดเด่น นี่ต่างหากคือสิ่งที่ผูกมัดความสนใจของเขา ในจุดที่เขายืนอยู่ สตรีโง่เขลาไร้ปัญญา มีแต่จะถูกเหยียบย่ำดูแคลนและถูกโยนทิ้งไปในที่สุด
จ้าวยวี่เจี๋ยเอ่ยถ่อมตนสองสามประโยค ไม่สงวนท่าทีจนเกินงาม เมื่อเห็นสวีหมิงหล่างอารมณ์คลายลง จึงช้อนตาถามถึงต้นสายปลายเหตุที่ทำให้ขุ่นข้องหมองใจ
คำถามล้ำเส้นเช่นนี้ อนุภรรยานางอื่นย่อมมิกล้าปริปาก เพราะมีแต่จะราดน้ำมันลงบนกองเพลิง ทว่าจ้าวยวี่เจี๋ยตั้งใจหยั่งเชิงหาช่องทางแทรกซึม นางมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าปัญญาของตนสามารถปัดเป่าความกังวลของชายผู้นี้ได้
“เรื่องในราชสำนัก หนีไม่พ้นตระกูลใหญ่งัดข้อแย่งชิง” สวีหมิงหล่างตอบปัดส่งเดช เดิมทีไม่อยากต่อความยาว ทว่าเมื่อนึกถึงไหวพริบของนางที่ผ่านมา บางทีอาจมีมุมมองใหม่จากคนนอก ประกอบกับยามนี้ไร้ธุระ จึงยอมเผยปากเล่าความคร่าวๆ
จ้าวยวี่เจี๋ยลอบสดับฟังอย่างจดจ่อ ซึมซับและขบคิดทุกถ้อยคำ นางรู้แก่ใจว่านี่คือโอกาสพลิกชะตาครั้งใหญ่ แม้ในมือจะกุมอำนาจคุมร้านค้าหลายแห่ง แต่นั่นห่างไกลจากความมักใหญ่ใฝ่สูงของนางริบลับ นางต้องการสูบเลือดสูบเนื้อจากสวีหมิงหล่างให้มากกว่านี้ และหนทางเดียวคือต้องตอกย้ำให้เห็นว่านาง ‘มีค่า’ พอจะคู่ควรกับอำนาจล้นฟ้า
สิ้นคำบอกเล่ากระท่อนกระแท่น นางหยั่งเชิงถามสองสามประโยค ก่อนที่ความอดทนของสวีหมิงหล่างจะหมดลง สมองนางแล่นตะบึง ผนวกกับที่เคยลอบฟังการหารือของผู้นำขุนนางบุ๋นก่อนหน้า นัยน์ตาดอกท้อพลันวาววับ แผนการอำมหิตพรั่งพรูดุจสายน้ำ
“ข้าน้อยกลับมองว่า ขุนนางตระกูลยากไร้คือหอกข้างแคร่ที่ไม่ควรมองข้าม ข้าน้อยเติบโตจากโคลนตม ยามดูแลร้านค้าย่อมได้ยินเสียงครหาของชาวบ้าน จึงพอจับทิศทางได้ พวกเขาเทิดทูนการสอบเคอจวี่ดั่งของวิเศษ เชื่อมั่นว่าเป็นบันไดสวรรค์ที่ฝ่าบาทประทานให้พลิกชะตาชีวิต ซ้ำยังรู้สึกผูกพันและศรัทธาบัณฑิตรากหญ้าด้วยกัน ราวกับ… มีสายใยเชื่อมโยงกันแต่กำเนิดเจ้าค่ะ”
สวีหมิงหล่างขมวดคิ้วมุ่น
จ้าวยวี่เจี๋ยลอบสังเกตสีหน้า ก่อนกัดฟันตอกลิ่มต่อ “มีกระแสชนชั้นล่างหนุนหลัง ซ้ำยังได้พระบารมีคุ้มกะลาหัว ขุนนางตระกูลยากไร้ในวันนี้แม้อาจยังไม่อยู่ในสายตาท่าน ทว่าพวกมันกำลังกลายพันธุ์และเติบโตขึ้นทุกวัน ภายภาคหน้าย่อมขยายตัวเป็นมะเร็งร้ายที่บั่นคอตระกูลใหญ่แน่นอน”
สวีหมิงหล่างตกอยู่ในความเงียบงัน
สมองพลันสว่างวาบ ถ้อยคำของหญิงสาว ใช่ว่าเขาจะมองไม่เห็นหากไตร่ตรองให้ลึกซึ้ง เพียงแต่ทิฐิที่เหยียดหยามพวกรากหญ้าปิดบังสายตา จิตใต้สำนึกจึงปฏิเสธจะให้ค่าพวกมัน ทว่ามุมมองจากโคลนตมของจ้าวยวี่เจี๋ย กลับกระตุกสายป่านแห่งอำนาจ ดั่งระฆังเตือนภัยที่ฟาดลงกลางกบาล
สวีหมิงหล่างผุดลุกพรวด สะบัดชายเสื้อก้าวยาวออกจากศาลา ยังไม่ทันพ้นประตูจวนก็ตวาดสั่งพ่อบ้านเตรียมรถม้าเร่งด่วน
จ้าวยวี่เจี๋ยทอดสายตามองแผ่นหลังชายชราที่กลืนหายไปในความมืด นางระบายลมหายใจยาว ก่อนแสยะยิ้มงดงามทว่าอาบยาพิษถึงขีดสุด
นางรู้ตัวดี… หมากตานี้นางเดินได้ยอดเยี่ยมเพียงใด
……
นับแต่วันนั้น จ้าวยวี่เจี๋ยก็ก้าวล่วงเข้าสู่ความลับดำมืดในจวนอัครเสนาบดี เริ่มแตะต้องกิจการบ้านเมือง เพียงหนึ่งเดือนให้หลัง นางก็ผงาดขึ้นเป็นผู้ชักใยข้างกายสวีหมิงหล่างอย่างเต็มตัว
……
ล่วงเข้ายามสอง จ้าวหนิงเพิ่งก้าวออกจากห้องลับใต้ดิน หลังกระดกน้ำดับกระหาย ความหิวโหยก็เริ่มประท้วง เขาร้องเรียกเซี่ยเหออยู่สองคำ หมายจะให้นางไปหาของรองท้องที่โรงครัว
เมื่อเห็นแม่หนูน้อยเดินขยี้ตางัวเงียเข้ามา จ้าวหนิงก็อ่อนใจ ตัดสินใจเดินไปโรงครัวด้วยตนเอง หากปล่อยให้เด็กนี่สะลึมสะลือทำถาดข้าวคว่ำกลางทาง เกรงว่าเขาคงต้องทนหิวข้ามคืน
“เช่นนั้นบ่าวไปอุ่นเตียงรอนะเจ้าคะ” เซี่ยเหอหาวหวอด หรี่ตาปรือโซเซเข้าห้องพักด้านในอย่างไร้ความรับผิดชอบ
‘โดนตามใจจนเสียคนแล้ว’ จ้าวหนิงลอบบ่น ทว่ามิได้ตำหนิสาวใช้ข้างกาย เขาส่ายหน้าแล้วก้าวพ้นประตู ชาติก่อนนางตกระกำลำบากติดตามเขา ร่อนเร่พเนจรไร้หลักแหล่ง ชาตินี้เขาปณิธานไว้แต่แรกว่าจะปล่อยให้นางใช้ชีวิตสำราญตามใจปรารถนา
มาถึงหน้าโรงครัว จ้าวหนิงพบแสงไฟสว่างโร่ เสียงกระทะตะหลิวกระทบกันฉาดฉ่า กลิ่นหอมกรุ่นโชยปะทะจมูกจนต้องสูดลมหายใจลึก
เขาก้าวข้ามธรณีประตู พลางนึกขบขันว่าพ่อครัวผู้ใดช่างรู้ใจ ปรุงอาหารรอบดึกดักรอเขาไว้… แน่นอนว่าความเป็นไปได้สูงสุดคือพ่อครัวแอบทำมื้อดึกกินเองเสียมากกว่า
ทว่าปราดแรกที่สายตาปะทะเข้ากับม้านั่งตัวเล็กหน้าเตาไฟ หัวใจของจ้าวหนิงพลันกระตุกวูบ ลางสังหรณ์มรณะกรีดร้องเตือน และเมื่อช้อนตาขึ้นมอง เขาก็พบ ‘จ้าวชี่เยว่’ ยืนตระหง่านอยู่บนนั้น มือขวาชูตะหลิวหันขวับมาสบตา
“ดึกดื่นป่านนี้ ท่านพี่ยังอุตส่าห์บุกเบิกวิถีแห่งการทำอาหารอยู่อีกหรือ” จ้าวหนิงหัวเราะฝืดเฝื่อน ภาวนาในใจขอให้เป็นเมนูที่คนปกติกินได้
ทว่าเมื่อชะโงกหน้ามองลงไปในกระทะ เขาก็แทบหลั่งน้ำตาเลือด ความสิ้นหวัง
จบสิ้นกัน…
มันคือเมนูใหม่!