ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 107 ช่วงวัย
ภายในหอสุราใกล้กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง สือชงและอู๋เซ่าเชินนั่งร่ำสุราในห้องรโหฐาน บรรยากาศอึมครึมหนักอึ้ง แรกเริ่มไร้ผู้ใดปริปาก จวบจนสุราร่วงลงท้องไปหลายจอก อาหารพร่องไปหลายจาน บทสนทนาจึงค่อยเริ่มเปิดฉาก
สือชงทอดถอนใจ “ข้าจำได้แม่น ยามเจ้าย้ายมากองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองใหม่ๆ เจ้าองอาจห้าวหาญเพียงใด เวลานั้นแม้กองบัญชาการจะไร้คดีใหญ่โต ทว่าในอาณาเขตของเรา เจ้ากลับสร้างผลงานโดดเด่นรวดเร็ว เพียงสองปีจึงเลื่อนขั้นถึงสองระดับ ผงาดขึ้นเป็นจงฉีแห่งกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง”
อู๋เซ่าเชินตอบเสียงอู้อี้ “เพียงคดีหยุมหยิมของพวกพ่อค้าหาบเร่ มีสิ่งใดให้น่าเอ่ยถึง”
ย่านมั่งคั่งในเมืองเยี่ยนผิงแต่ไรมาล้วนตกอยู่ใต้เงื้อมมือที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง พื้นที่ใดผลประโยชน์เบาบาง ที่ว่าการเมืองย่อมละทิ้งไม่แยแส กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองจึงจำต้องเคลื่อนไหวในอาณาบริเวณเหล่านั้นเป็นหลัก คอยชำระความระหว่างพ่อค้าหาบเร่กับนักเลงหัวไม้ตามตลาด
น้ำตื้นเขินย่อมไร้ปลาตัวโต ทว่ากุ้งหอยปูปลาตัวเล็กตัวน้อยเมื่อรวบรวมเข้าก็รีดเค้นผลประโยชน์ได้มหาศาล เพียงแต่ยิบย่อยน่ารำคาญ ยามนั้นคนของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงมักถากถางเสมอ ว่ากองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองก็เป็นเพียงรังอันธพาลตลาดที่ใหญ่ที่สุดในเขตเมืองใต้
อู๋เซ่าเชินปรายตามองสือชง น้ำเสียงเจือแววประชดประชัน “อาศัยบารมีจ้าวหนิงผู้นั้น ยามนี้กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองจึงผงาดสะท้านฟ้า พวกเราย่างกรายไปที่ใด คนของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงล้วนต้องถอยกรูดให้ถึงสามส่วน
“โดยเฉพาะหลังสิ้นคดีตระกูลหลิว เจ้าเมืองเยี่ยนผิงโดนข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่และหละหลวมในการกำกับดูแลราษฎร กำลังถูกถวายฎีกาถอดถอน ขุนนางในที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงล้วนไฟลนก้นเอาตัวไม่รอด ยิ่งมิกล้ากำเริบเสิบสานแข่งรัศมีกับคนของกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง
“ยามนี้ท่านผู้บัญชาการ แม้ปลดคราบขุนนางไปหาความสำราญในตรอกผิงคัง ก็คงไร้แม่เล้าหน้าโง่ผู้ใดกล้าเก็บเงิน ซ้ำยังต้องเร่งเกณฑ์คณิกาดาวเด่นมาปรนนิบัติ พร้อมประเคนของกำนัลล้ำค่าให้เสียด้วยซ้ำกระมัง”
สือชงถูกจี้ใจดำ ใบหน้าฉายแววกระอักกระอ่วนระคนลำพองใจ ก่อนหน้านี้การปรนนิบัติระดับนี้มีเพียงขุนนางใหญ่แห่งที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงเท่านั้นที่ควรค่า ทว่าบัดนี้กลับตกทอดมาถึงตน สือชงย่อมดื่มด่ำเพลิดเพลินจนลืมตัว
“กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองยามนี้ผงาดเหนือวันวาน ข้าย่อมเบิกบาน ทว่าสันดานคนเรา ได้คืบย่อมเอาศอก ในเมื่อยังมีอำนาจให้ไขว่คว้ามากกว่านี้ เหตุใดจึงไม่ลองลงมือช่วงชิงเล่า” สือชงลูบเคราสั้น หัวเราะเสียงเย็น
“หากใต้เท้ามีสิ่งใดชี้แนะ เชิญกล่าว” อู๋เซ่าเชินหลุบตา รักษาสีหน้าเรียบเฉย
สือชงกระดกสุรา รวบรวมความกล้า เพ่งมองอู๋เซ่าเชินด้วยแววตาจริงจัง “จ้าวหนิงผู้นั้น ยามนี้บารมีในกองบัญชาการนับวันยิ่งแผ่ไพศาล หลังตระกูลจ้าวบดขยี้ตระกูลหลิวจนย่อยยับ คนเบื้องล่างต่างศิโรราบให้เขา”
“มาบัดนี้ เรื่องเล็กเรื่องใหญ่ในกองบัญชาการ ขอเพียงจ้าวหนิงปริปาก เจ้าพวกสอพลอล้วนข้ามหัวไม่รายงานข้าสักครึ่งคำ กลับพลการจัดการให้จนเสร็จสรรพ วันก่อนจ้าวหนิงเบิกโอสถวิเศษหนึ่งร้อยขวดจากคลัง จำนวนมหาศาลปานนั้น เจ้าพนักงานกลับประเคนให้หน้าตาเฉย คล้อยหลังค่อยหอบเอกสารมาแจ้งข้า นี่เห็นผู้บัญชาการเช่นข้าเป็นเพียงตรายางงั้นหรือ ช่างกำเริบเสิบสานนัก”
“หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองแห่งนี้ จ้าวหนิงหรือข้าที่เป็นใหญ่กันแน่ แล้วบารมีผู้บัญชาการของข้าจะเอาไปวางไว้ที่ใด”
สิ้นคำ สือชงก็หอบหายใจถี่กระชั้น โทสะเดือดพล่าน
ท่าทางเขาบ่งบอกชัดแจ้ง ยอมให้กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองตกต่ำดั่งกาลก่อนเสียยังดีกว่า แม้เบื้องนอกจะไร้ศักดิ์ศรี ไม่มีเศษเนื้อให้กอบโกย ถูกที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงเหยียบย่ำจนจมดิน ต้องกล้ำกลืนความอัปยศทุกหนแห่ง ทว่าอย่างน้อยยามปิดประตูจวน อำนาจในมือเขายังเป็นของจริง เขาคือผู้บัญชาการสูงสุดที่ไม่มีผู้ใดกล้าปีนเกลียว
นัยน์ตาอู๋เซ่าเชินวูบไหว สือชงเปลือยเจตนาจนหมดเปลือกถึงขั้นนี้ ย่อมต้องการมัดมือชกให้เขาแสดงจุดยืนอย่างโจ่งแจ้ง ไร้ซึ่งทางถอย หากปฏิเสธ ย่อมโดนสือชงผูกใจเจ็บจนตายไปข้าง
ทว่าอู๋เซ่าเชินกลับปิดปากเงียบ ซ้ำยังสวนกลับ “ช่วงที่ผ่านมา ท่านผู้บัญชาการมิใช่ผูกมิตรกับจ้าวหนิงหรอกหรือ ผู้น้อยนึกว่าท่านวางแผนรอมชอม ยอมศิโรราบต่อสถานะของเขาในกองบัญชาการเสียแล้ว”
สือชงกัดฟันกรอด “ก่อนหน้านี้ข้าเคยคิดว่าทนกล้ำกลืนได้ แต่บัดนี้ข้าเพิ่งตาสว่าง ว่าไม่อาจทนมองอำนาจในมือถูกริดรอนไปต่อหน้าต่อตา”
อู๋เซ่าเชินจมสู่ความเงียบงัน
เจตนาของสือชงกระจ่างแจ้ง เขาต้องการลากอู๋เซ่าเชินมาเป็นพันธมิตร เพื่อผนึกกำลังบดขยี้บารมีของจ้าวหนิงในกองบัญชาการ
ท่าทีนั้นแข็งกร้าวและมัดมือชก อาศัยบารมีผู้บังคับบัญชาบีบคั้นจนแทบไม่เหลือช่องให้ปฏิเสธ
เพราะสือชงปักใจเชื่อ อู๋เซ่าเชินที่เคยถูกจ้าวหนิงเหยียบย่ำศักดิ์ศรีจนแหลกลาญ ย่อมต้องกระโจนรับข้อเสนออย่างไม่ลังเล
เหตุใดจะปฏิเสธเล่า อู๋เซ่าเชินย่อมเคียดแค้นจ้าวหนิงฝังกระดูก เฝ้าคะนึงถึงการชำระแค้นล้างอายทุกลมหายใจเข้าออกเป็นแน่
ทว่าสือชงคำนวณหมากกระดานนี้พลาดถนัด
อู๋เซ่าเชินแค่นเสียงเรียบ “ท่านผู้บัญชาการ ความบาดหมางระหว่างข้ากับจ้าวหนิงยุติลงไปเนิ่นนานแล้ว หากท่านรั้งจะห้ำหั่นกับจ้าวหนิง ข้าคงสอดมือช่วยไม่ได้ ทว่าข้าก็จะไม่แทงข้างหลังท่านเช่นกัน หวังว่าท่านจะเห็นใจความลำบากของผู้น้อย”
สิ้นคำ เขากระดกสุรารวดเดียวสามจอกเพื่อขอขมา
จุดยืนของเขาเด็ดขาดไร้เยื่อใย
สีหน้าสือชงบิดเบี้ยวสลับซีดเผือด ท้ายสุดเค่นเสียงเย็นเยียบ สะบัดชายเสื้อกระแทกเท้าจากไปด้วยใบหน้าดำทะมึน
ภายในห้องรโหฐานที่ว่างเปล่า อู๋เซ่าเชินยังคงนั่งสงบนิ่งดั่งรูปสลัก
สือชงก็แค่มุ่งหยิบยืมดาบฆ่าคน มีหรือเขาจะดูไม่ออก การหักหน้าสือชง อาจทำให้เขาหมดอนาคตในกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง แต่นั่นยังประเสริฐกว่าการตั้งตนเป็นปรปักษ์กับจ้าวหนิง อย่างแย่ที่สุดก็แค่ทำเรื่องขอย้ายสังกัด
ในสายตาอู๋เซ่าเชิน จ้าวหนิงน่าสะพรึงกลัวกว่าสือชงนับร้อยเท่า เด็กหนุ่มวัยสิบหกที่ทะลวงสู่ ‘ระดับคุมปราณขั้นปลาย’ มีนัยยะซ่อนเร้นปานใด ย่อมไม่มีผู้ใดในใต้หล้ามองไม่ออก
นี่คือประกาศิตจากตระกูลอู๋เช่นกัน สองวันก่อน ผู้นำตระกูลล่วงรู้ความบาดหมางระหว่างเขากับจ้าวหนิง จึงส่งคนมาตักเตือนกำชับเด็ดขาด ห้ามงัดข้อกับจ้าวหนิงอีกเป็นอันขาด หากทนได้ต้องทน หากถอยได้ต้องถอย หากสิ้นไร้หนทางจริงๆ ก็จงลาออกจากกองบัญชาการเสีย
การที่ตระกูลจ้าวบดขยี้ตระกูลหลิวเป็นผุยผง ผนวกกับท่าทีของจ้าวเสวียนจีที่พร้อมเปิดฉากชำระแค้นขุนนางบุ๋น ทำให้ตระกูลอู๋ต้องเร่งหาลู่ทางสวามิภักดิ์ อย่างน้อยที่สุด ในห้วงเวลานี้พวกเขาย่อมไม่รนหาที่ตายด้วยการเป็นศัตรูกับตระกูลจ้าว
ผิดกับตระกูลสือ ตระกูลอู๋ยามนี้เหลือเพียงบรรดาศักดิ์ ‘ปั๋ว’ คุ้มกะลาหัว หากก้าวพลาดเพียงครึ่งก้าว ย่อมพินาศย่อยยับ สถานการณ์หมิ่นเหม่เช่นนี้ไม่อนุญาตให้ตระกูลอู๋ชะล่าใจ
อู๋เซ่าเชินยกป้านสุราขึ้นกระดกรวดเดียวหมดจด
“จ้าวหนิง…”
เด็กหนุ่มที่ยังไม่ล่วงเข้าวัยสวมกวานขบเคี้ยวนามนี้ในใจ เพลิงแค้นพลุ่งพล่านทะลวงอก นั่นคือความอัปยศ คือความดื้อรั้นไม่ยอมจำนน คือจิตวิญญาณหมาป่าที่เรียนรู้จากความพ่ายแพ้เพื่อลุกขึ้นแยกเขี้ยวอีกครา
“เจ้าคืออัจฉริยะ ข้าอู๋เซ่าเชินก็หาใช่เศษสวะ สักวันหนึ่ง ข้าจะไปหยัดยืนเบื้องหน้าเจ้า ในฐานะผู้แข็งแกร่ง”
เขายังเยาว์วัย เลือดลมเดือดพล่าน เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณกระหายเลือด เขาเชื่อมั่นว่าเส้นทางชีวิตยังทอดยาว การกัดฟันฝึกปรือเพื่อผงาดขึ้นอีกครา ยามนี้คือจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมที่สุด
ด้านสือชงก้าวพ้นประตูหอสุรา สองเท้าหยุดชะงักบนบันไดหิน แหงนมองทะเลดาวบนฟากฟ้า บุรุษวัยล่วงสามสิบที่ผ่านพ้นวัยคึกคะนอง ลอบระบายลมหายใจด้วยความสิ้นหวัง ความรู้สึกอับจนหนทางกัดกินขั้วหัวใจ
เขาครุ่นคิดเงียบงัน ‘ช่างเถิด กระทั่งเด็กเมื่อวานซืนอย่างอู๋เซ่าเชิน ยังรู้ว่าการงัดข้อกับจ้าวหนิงคือการรนหาที่ตาย แล้วข้าจะดึงดันไปไย วันนี้ก็แค่โยนหินถามทางเป็นครั้งสุดท้าย’
‘ถึงอย่างไรข้าก็ยังรั้งตำแหน่งผู้บัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง แม้บารมีในค่ายจะถูกบดบัง ทว่าเบื้องนอกก็ยังวางอำนาจได้ทุกสารทิศ ภายหน้าหากจ้าวหนิงผงาดขึ้นเป็นผู้บัญชาการใหญ่ ข้าก็ย่อมได้อานิสงส์เลื่อนขั้นตามผลงาน มิได้สูญเสียอันใด… ปล่อยตามเลยก็แล้วกัน’
เขาคือบุรุษที่พรสวรรค์สามัญ รั้งอยู่ในวัยกลางคน และเสวยตำแหน่งที่ไม่ได้สลักสำคัญอันใด
เขาซึมซับเล่ห์เหลี่ยมการเมืองและวิถีแก่งแย่งชิงดีมานักต่อนัก ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดที่ยึดถือ ‘ความฉลาดแกมโกง’ เหล่านี้ดั่งคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ หวังใช้เป็นบันไดไต่เต้าสู่จุดสูงสุด ทว่าด้วยวิสัยทัศน์และชั้นเชิงที่ตื้นเขิน จึงไม่อาจเอื้อมถึงฝั่งฝัน ซ้ำร้ายยังถูกพวกจิ้งจอกเฒ่าปั่นหัวเล่นบนฝ่ามือจนดิ้นไม่หลุด
ภายใต้สถานการณ์บีบคั้น ความสับปลับพลิกแพลงชั่งน้ำหนักผลประโยชน์ ได้เข้ามากลืนกินความห้าวหาญทะยานไปข้างหน้า วันหนึ่ง เมื่อเหลียวมองกลับไปท่ามกลางความพ่ายแพ้ที่ไม่อาจว่ายทวนกระแสน้ำ จึงเพิ่งตาสว่าง ว่าตนเองสูญสิ้นเขี้ยวเล็บในการฝ่าฟันคลื่นลมไปนานแสนนานแล้ว
ท้ายที่สุด ปณิธานทั้งชีวิตจึงหลงเหลือเพียงคำว่า ‘ช่างมันเถิด’
……
หน้าโต๊ะไม้ตัวเล็กในโรงครัว จ้าวหนิงก้มหน้าสวาปามอาหารอย่างตะกละตะกลาม มุมปากเลอะเทอะเม็ดข้าว ทว่าไร้เวลาแม้แต่จะปาดทิ้ง บางทีเขาอาจจงใจให้มุมปากช่วยแบ่งเบาภาระ แม้จะเป็นเพียงข้าวไม่กี่เม็ดก็ตาม
หากเว่ยอู๋เซี่ยนนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม คงนึกว่าตนกำลังส่องกระจก ท่าทางการกินของจ้าวหนิงยามนี้ถอดแบบอีกฝ่ายมาไร้ผิดเพี้ยน
เพียงแต่ยามนี้ผู้นั่งร่วมโต๊ะคือจ้าวชี่เยว่ บรรยากาศจึงต่างออกไป พี่สาวคนโตส่งยิ้มพริ้มพราย ท่าทางบ่งบอกชัดเจนว่า ‘ข้าภูมิใจ แต่ข้าไม่พูด’
“จะว่าไปก็พิลึกนัก ตั้งแต่กลับจากเมืองไต้โจว ฝีมือทำอาหารข้าก็รุดหน้าก้าวกระโดด ไม่รู้เกิดจากเหตุใด ทั้งที่ตอนอยู่เมืองไต้โจว ข้าก็ไม่ได้พานพบเรื่องแปลกประหลาดอันใด…”
จ้าวชี่เยว่สองมือเท้าคางมน กะพริบตากลมโตฉงน ชวนจ้าวหนิงที่กินจนไร้เวลาปริปากคุยสัพเพเหระ “แต่เจ้านั่นแหละที่พิลึกยิ่งกว่าตอนอยู่เมืองไต้โจว อากาศร้อนอบอ้าวปานนั้น ยังทนตากแดดเปรี้ยงย่างเนื้อแกะให้ข้า ลงมือครั้งแรกแท้ๆ กลับทำออกมาเลิศรส ช่างเหลือเชื่อนัก”
กิริยาของนางยามนี้เฉกเช่นดรุณีน้อยทั่วไป นั่งในท่วงท่าผ่อนคลาย เจรจาเรื่องสัพเพเหระ สลัดคราบพี่สาวคนโตผู้น่าเกรงขามที่เพียรรักษามาตลอดจนสิ้น
นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบตลอดหลายเดือน ทุกคราที่จ้าวหนิงบรรลุกิจใหญ่ ทุกคราที่เขาทะลวงระดับพลัง ท่าทีของนางก็จะผ่อนคลายลงหนึ่งส่วน
จวบจนบัดนี้ นางคงตระหนักว่าจ้าวหนิงเติบใหญ่ผงาดกล้า ไม่จำเป็นต้องอาศัยปีกพี่สาวคนโตคอยกางร่มเงาคุ้มกะลาหัวอีกต่อไป จึงปลดปล่อยตนเองสู่อิสระ ทำตามใจปรารถนา
ถึงกระนั้นก็จำต้องยัดเมนูใหม่ของจ้าวชี่เยว่ลงท้องจนหมดเกลี้ยง ยามกลืนข้าวคำสุดท้าย จ้าวหนิงถึงกับต้องทุบอกสองครา จึงสะกดกลั้นอาการพะอืดพะอมในกระเพาะลงได้
จ้าวหนิงพ่นลมหายใจยาวเหยียด ความภาคภูมิใจพลุ่งพล่าน รู้สึกประหนึ่งเพิ่งคว้าชัยจากสมรภูมิเลือดอันยากเข็ญมาได้อีกครา ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก
“หาใช่ครั้งแรกไม่ ความจริงข้าแอบฝึกฝีมือข้างนอกมาหลายหน หากไม่มั่นใจว่าพอกลืนลงคอ ข้าจะกล้าทำโชว์ท่านพี่ได้อย่างไร” จ้าวหนิงแค่นหัวเราะเอ่ยแก้เกี้ยว
พูดถึงจุดนี้ เขาพลันฉุกคิด หันขวับมองมุมเตาไฟ เป็นดั่งคาด บริเวณถังน้ำทิ้งมีเศษวัตถุดิบซากอารยธรรมกองพะเนิน เมื่อชะโงกหน้าดูก็พบเศษอาหารล้มเหลวอัดแน่นอยู่ภายใน
ชาติก่อนเขาหาได้แอบฝึกย่างเนื้อแกะเพื่อนาง ทว่าจ้าวชี่เยว่ในวันวานและค่ำคืนเช่นนี้ กลับไม่รู้ว่าแอบหมกมุ่นฝึกปรือทำอาหารลองผิดลองถูกมาแล้วกี่สิบกี่ร้อยหน
หมู่นี้ จ้าวชี่เยว่หิ้วปิ่นโตมื้อเที่ยงไปเยือนกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองถี่ขึ้น จากเดิมหลายวันครั้ง บัดนี้แทบจะวันเว้นวัน
เมื่อได้ฟังคำจ้าวหนิง นางก็ปักใจเชื่อสนิท นัยน์ตาดอกท้อหยีโค้งเป็นจันทร์เสี้ยว ฉายแววเบิกบานล้นปรี่
จ้าวหนิงฝืนกดข่มกระแสความอบอุ่นที่ซึบอาบหัวใจ แสร้งกวาดสายตามองซ้ายขวา “เมนูวันนี้ ขิงซอยผัดมันฝรั่งเส้น ช่างพิสดารล้ำลึก… ท่านพี่คิดค้นได้อย่างไร”
นี่คือจานนรกที่รสชาติบัดซบที่สุด บัดซบจนแทบไม่เชื่อลิ้นตัวเอง เท่าที่เคยกินมาทั้งชีวิต ขิงซอยพวกนั้นทรมานกระเพาะเขาจนแทบกระอักเลือด
ซ้ำร้ายเขายังไม่อาจเขี่ยขิงทิ้ง มันฝรั่งเส้นพวกนั้นไม่ว่าสีสันหรือขนาด ล้วนกลมกลืนกับขิงซอยจนแยกไม่ออก นับเป็นสุดยอดเมนูมรณะที่ลิ้มรสเพียงคราเดียว ก็ทำเอาเขาสยองพองขนจำฝังใจไปชั่วชีวิต
“เห็นขิงกับมันฝรั่งสีคล้ายกัน ข้าเลยลองผัดรวมดู…”
จ้าวชี่เยว่ลงมือเก็บจานชามคล่องแคล่ว เลิกคิ้วปรายตามอง “ในเมื่อเจ้าโปรดปรานปานนี้ พรุ่งนี้ข้าจะลงกระทะอีกจาน หิ้วไปส่งเจ้าที่กองบัญชาการก็แล้วกัน”
จ้าวหนิง “…”
วินาทีนั้น เขาตัดสินใจเด็ดขาด พรุ่งนี้ไม่ว่าอย่างไร ต้องลากคอเว่ยอู๋เซี่ยนมาร่วมวงรับเคราะห์ให้จงได้!