ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 108 ผลึกม่วงและศาสตราปราณ
รุ่งอรุณวันถัดมา จ้าวหนิงควบม้ามาถึงเขาหลานเทียน แม้เคยเหยียบย่างขุนเขาแห่งนี้หลายครา ทว่าล้วนเพื่อตรวจตราไร่สมุนไพรของตระกูล การมาเยือน ‘เหมืองผลึกม่วง’ ถือเป็นครั้งแรก
อดีตขุมทรัพย์หลักของตระกูลหลิวแห่งนี้ แม้ไม่ได้ใหญ่โตโอ่อ่า มีคนงานเพียงพันเศษ ทว่าผลึกม่วงที่ขุดทะลวงขึ้นมาจากใต้ดินกลับมีมูลค่าล้ำเลิศมหาศาล ไม่อาจประเมินค่าเป็นเม็ดเงิน
สิ่งปลูกสร้างในเขตเหมืองจึงถูกตระเตรียมการป้องกันไว้อย่างแน่นหนา กำแพงศิลา หอเกาทัณฑ์ และคูเมืองล้วนตั้งตระหง่าน มองดูไม่ต่างจากป้อมค่ายทหารที่รัดกุมไร้ช่องโหว่
ยามปกติ สถานที่แห่งนี้ไม่เพียงมีกองกำลังส่วนตัวของตระกูลหลิวอารักขา ทว่ายังมีผู้บำเพ็ญเพียร ‘ระดับวิญญาณต้นกำเนิด’ หลายขุนพลประจำการ หากผู้ใดสุ่มสี่สุ่มห้าล่วงล้ำโดยมิใช่คนของพวกมัน สถานเบาย่อมโดนซ้อมปางตาย สถานหนักถึงขั้นทิ้งศพไว้ที่นี่
ณ ไหล่เขา จ้าวหนิงทอดสายตามองประตูป้อมตระหง่านเบื้องหน้าด้วยอารมณ์ปลอดโปร่ง นับแต่วินาทีนี้ ขุมทรัพย์แห่งนี้ตกเป็นของตระกูลจ้าว ธงทิวบนกำแพงผลัดเปลี่ยนสี ยอดฝีมือตระกูลจ้าวเข้ายึดกุมการป้องกันป้อมค่ายเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
จ้าวหนิงก้าวผ่านประตูหินโดยมีคนในตระกูลนำทาง ปราดแรกที่ปะทะสายตา คือฝูงคนงานเหมืองนับร้อยพันที่แห่แหนมารวมตัวกลางลานกว้าง
คนเหล่านี้ล้วนเป็นชาวตำบลซินเซียง อาภรณ์เสื้อนวมเปรอะเปื้อนเขม่าโคลนจนดำขลับ สวมหมวกหนังทำเหมือง ใบหน้ามอมแมมคลุกฝุ่นคราบดิน ยามนี้เป็นเวลาพักกินข้าว หลายคนยังประคองชามข้าวใบเขื่องไว้แน่น ท่าทางซื่อสัตย์เจียมตน
ทันทีที่จ้าวหนิงปรากฏตัว เหล่าคนงานเหมืองพลันค้อมกายทำความเคารพ นัยน์ตาทุกคู่ทอประกายกระตือรือร้นและเทิดทูน
จ้าวหนิงขมวดคิ้ว เขาไม่ได้สั่งให้คนงานเหล่านี้ทิ้งงานมาตั้งแถวต้อนรับ ขณะเตรียมเอ่ยปากตำหนิ ผู้ดูแลเหมืองคนใหม่ที่เดินตามหลังก็รีบสาวเท้าเข้ามาอธิบาย “พวกชาวบ้านได้ยินว่าคุณชายจะมาตรวจเยี่ยม จึงพร้อมใจกันมารวมตัวต้อนรับเองขอรับ”
“ครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุเหมืองถล่มที่บุกไปร้องทุกข์ถึงที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง หอบเงินชดเชยก้อนโตกลับมาแล้ว ชื่อเสียงของตระกูลจ้าวที่ออกหน้าแทนชาวบ้านและโอบอุ้มผู้ตกทุกข์จึงแพร่สะพัดไปทั่วตำบลซินเซียง ยามนี้ทุกคนต่างมองพวกเราดั่งโพธิสัตว์เดินดิน...”
ที่แท้เป็นเช่นนี้ จ้าวหนิงพยักหน้ารับรู้
จังหวะนั้น ชายชราคนงานเหมืองที่ยืนรั้งแถวหน้าสุด ผู้ดูคล้ายจะเป็นที่เคารพของฝูงชน รวบรวมความกล้าก้าวออกมาสองก้าว ประสานมือคารวะจ้าวหนิงด้วยความสั่นเทา “หากมิได้ตระกูลจ้าวออกหน้าแทน แม่ม่ายเด็กกำพร้าที่สิ้นเสาหลักซ้ำไร้เงินเยียวยาเหล่านั้น คงอดอยากหนาวตายในเหมันต์นี้ไปไม่รู้กี่ศพแล้ว
“ตาเฒ่าร่างกายอ่อนแอ เดิมทีทิ้งงานเหมืองไปแล้ว ทว่าบุตรชายคนเดียวกลับมาตายในเหตุเหมืองถล่ม ทิ้งหลานน้อยคู่หนึ่งกับสะใภ้ขี้โรคไว้… ข้าวสารในตุ่มใกล้สิ้น ตาเฒ่าอับจนหนทาง จึงต้องลากสังขารผุพังลงเหมืองอีกครา
“โชคดีสวรรค์มีตา ได้ตระกูลจ้าวทวงคืนความเป็นธรรม ตาเฒ่าถึงได้เงินชดเชยชีวิตบุตรชาย ยามนี้รอดตายแล้ว… ห้าร้อยตำลึงเชียวนะขอรับ มากพอจะเลี้ยงดูเด็กๆ ให้เติบใหญ่ ตาเฒ่าเองก็ไม่ต้องทนทำงานเหนื่อยตายในเหมืองมืดมิดไร้เดือนไร้ตะวันอีก...”
ชายชราใบหน้าเหลืองซีดแผ่นหลังค่อมงอผู้นี้ สุขภาพย่ำแย่ถึงขีดสุด ระหว่างเอ่ยความก็หลุดไอโขลกถึงสองระลอก ระลอกหลังไอหนักหน่วงแทบจะขย้อนปอดออกมา
จ้าวหนิงปรายตามองก็ทะลุปรุโปร่ง ชายชราผู้นี้กรำงานหนักในเหมืองชั่วชีวิต สูดดมฝุ่นควันจนกลายเป็นวัณโรค คงประคองลมหายใจได้อีกไม่กี่ปี
สภาพร่างกายร่อแร่ปานนี้ ทว่าตระกูลหลิวยังยอมให้มุดลงเหมือง ย่อมแปลว่าตาเฒ่าต้องมีฝีมือช่ำชองและประสบการณ์ล้ำเลิศกว่าผู้ใด ทว่าในขณะเดียวกัน สังขารนี้ก็พร้อมจะทิ้งชีวิตไว้ในอุโมงค์ลึกได้ทุกเมื่อ
จ้าวหนิงประคองชายชราที่รั้งท่าจะคุกเข่าโขกศีรษะ เขากวาดสายตามองคนงานเหมืองรอบด้าน ขวัญกำลังใจและสีหน้าท่าทางของคนเหล่านี้ล้วนฟื้นฟู นัยน์ตาที่ทอดมองมาเปี่ยมด้วยประกายความหวังสว่างไสว ราวกับค้นพบหนทางรอดตาย
ในใจชาวบ้าน ตระกูลที่ยอมนำพาญาติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุนับร้อย บุกไปลั่นกลองร้องทุกข์ถึงเมืองหลวงเพื่อทวงความเป็นธรรม ย่อมคู่ควรเป็นร่มไม้ใหญ่ให้พวกเขาฝากฝังชีวิต
ทว่าชนชั้นรากหญ้าตาดำๆ เหล่านี้จะไปล่วงรู้ได้อย่างไร ว่าเจตนาแท้จริงที่ตระกูลจ้าวออกโรงกางปีกปกป้อง หาใช่เพราะความเวทนาสงสาร ทว่าหมากกระดานนี้คือหนึ่งในแผนการนองเลือดเพื่อบดขยี้ตระกูลหลิวต่างหาก
นี่คือการเชือดเฉือนแย่งชิงอำนาจของชนชั้นปกครอง มดปลวกเบื้องล่างจะอยู่หรือตาย ผู้กุมอำนาจเบื้องบนหาได้แยแส หากการสวมบทโพธิสัตว์ช่วยหนุนให้ขั้วอำนาจตนแข็งแกร่ง เป็นฟันเฟืองกำชัยในเกมการเมือง พวกเขาก็พร้อมจะสวมหน้ากากนักบุญ
ยามเกมอำนาจยุติ ทุกสรรพสิ่งย่อมหวนคืนสู่จุดเดิม ชนชั้นสูงยังคงเป็นชนชั้นสูง นั่งเสวยสุขบนกองเลือดและเงินทอง กุมชะตาแผ่นดิน ส่วนชนชั้นรากหญ้าก็ยังคงเป็นรากหญ้า เป็นเพียงเครื่องมือให้พวกเขาสับโขกขูดรีด ดิ้นรนกระเสือกกระสนเอาชีวิตรอดไปวันๆ
ครู่ต่อมา จ้าวหนิงก้าวเข้าสู่โถงใหญ่ ผู้ดูแลเหมืองประคองสมุดบัญชีมามอบให้ตามบัญชา เพื่อให้เขาตรวจทาน พร้อมอธิบายสถานการณ์คร่าวๆ ให้ทายาทอันดับหนึ่งรับทราบ
“เหมืองแห่งนี้ผลิตผลึกม่วงได้ปีละสามแสนห้าหมื่นชั่ง ในจำนวนนี้เป็นผลึกระดับล่างหกส่วน ระดับกลางสามส่วน ระดับสูงอีกหนึ่งส่วน สำหรับผลึกม่วง ‘คุณภาพล้ำเลิศ’ หากปีหนึ่งขุดพบสักสองสามร้อยชั่งก็นับว่าสวรรค์ประทานพรแล้วขอรับ”
ผู้ดูแลรายงานตามความสัตย์ “ยามนี้ในเหมืองและโรงหลอมที่ตำบลซินเซียง มีผลึกม่วงกักตุนค้างคลังอยู่ราวสี่เดือน หรือประมาณหนึ่งแสนชั่ง ส่วนใหญ่ยังไม่ผ่านขั้นตอนการหลอมสกัดบริสุทธิ์เลยขอรับ”
จ้าวหนิงสะบัดมือเป็นเชิงสั่งให้ผู้ดูแลนั่งลง เขาพลิกสมุดบัญชีครู่หนึ่ง หลังทำความเข้าใจภาพรวม นัยน์ตากลับหรี่แคบลงพลางจมสู่ห้วงความคิด
ยอดการผลิตที่ผู้ดูแลเอ่ยถึงคือ ‘ผลึกม่วง’ หาใช่ ‘แร่ผลึกม่วง’ อย่างแรกคือผลผลิตที่ผ่านการหลอมสกัดขั้นต้น สามารถนำไปใช้งานได้ทันที หากประเมินจากความหายากของมัน ยอดผลิตปีละสามแสนห้าหมื่นชั่งนับว่ามหาศาลยิ่ง
ทว่าผลึกม่วงมีราคาค่างวดสูงลิ่ว ต่อให้เป็นเพียงผลึกระดับล่างก็ยังถือเป็นของล้ำค่า ไม่มีผู้ใดนำมาใช้ทื่อๆ โดยทั่วไปจะส่งไปยังโรงหลอมที่ตำบลซินเซียง เพื่อสกัดบริสุทธิ์ซ้ำอีกขั้น ก่อนนำออกขายเป็นวัตถุดิบหลอม ‘ศาสตราปราณ’
วัตถุดิบตีศาสตราปราณมีหลากหลาย ศาสตราต่างระดับต่างชนิดย่อมใช้ส่วนผสมที่แตกต่าง ทว่าไม่ว่าจะเป็นศาสตราปราณประเภทใด หากหลอมผลึกม่วงผสานลงไป ย่อมยกระดับอานุภาพขึ้นได้อย่างก้าวกระโดด
เพราะผลึกม่วงสามารถรองรับค่ายกลอักขระอาคมที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ช่วยรีดเค้นอานุภาพของปราณแท้ให้ระเบิดพลังถึงขีดสุด
หากนำดาบศาสตราปราณมาตรฐานของกองทัพมาฝังผลึกม่วงเป็นแกนกลางค่ายกลอักขระ อานุภาพสังหารจะพุ่งทะยานขึ้นถึงสองส่วน
สำหรับผู้บำเพ็ญเพียร นี่คือการรีดเค้นขีดจำกัดพลังรบ ยามต้องห้ำหั่นเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย พลังเพียงเสี้ยวเดียวก็คือเส้นแบ่งคนเป็นและศพ
แน่นอนว่ามิใช่เพียงมีผลึกม่วงแล้วจะได้ครอบครองศาสตราที่เหนือกว่า การหลอมสร้างศาสตราปราณยังอิงปัจจัยอีกมหาศาล ทั้งเทคนิคตีขึ้นรูป ระดับฝีมือของปรมาจารย์อาคม และวัตถุดิบอื่นประกอบ
แต่ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ คือเหมืองผลึกม่วงคือรากฐานความมั่งคั่งของตระกูลหลิว เม็ดเงินมหาศาลที่กอบโกยได้ ไม่รู้ว่าปั้นยอดฝีมือให้พวกมันไปแล้วกี่คน การที่ตระกูลหลิวผงาดขึ้นเป็นขุนนางบุ๋นทรงอิทธิพลได้ ล้วนอาศัยขุมทรัพย์ใต้ดินแห่งนี้ค้ำยัน
หมากกระดานนี้ที่จ้าวหนิงชิงเหมืองผลึกม่วงมา ย่อมมิใช่เพื่อนำผลผลิตไปขายแลกเปลี่ยน สิ่งที่เขาปรารถนาอย่างแท้จริง คือคุณสมบัติของผลึกม่วงที่จะบดขยี้ขีดจำกัดศาสตราปราณต่างหาก
ต้นฤดูสารทปีหน้า ก่อนไฟสงครามทุ่งหญ้าจะลุกลาม เขาต้องจัดหาศาสตราปราณทรงอานุภาพจำนวนมาก ส่งไปบำรุงกองทัพผู้บำเพ็ญเพียรของตระกูลจ้าวและกองทัพด่านเยี่ยนเหมินกวนให้จงได้ การผลัดเปลี่ยนยุทโธปกรณ์ขนานใหญ่ จะดันขีดจำกัดพลังรบของทุกคนให้ทะลุเพดาน เพื่อสร้างปาฏิหาริย์เหนือความคาดหมายในสนามรบ และกระชากชัยชนะในยุทธการชี้ชะตามาครอง
“ผลึกม่วงหนึ่งแสนชั่งในคลัง ให้สกัดบริสุทธิ์เบ็ดเสร็จที่นี่ จากนั้นคุ้มกันส่งไปยังโรงตีศาสตราตระกูลจ้าวทั้งหมด… เรื่องนี้ต้องใช้เวลาเท่าใด” จ้าวหนิงเอ่ยถาม
“ราวเดือนครึ่งขอรับ” ผู้ดูแลใคร่ครวญครู่หนึ่งก่อนตอบตามจริง
ขั้นตอนสกัดบริสุทธิ์นั้นกินเวลา เมื่อขนส่งถึงโรงตีศาสตราตระกูลจ้าว การนำไปหลอมศาสตราชิ้นใหม่หรือดัดแปลงของเดิม ล้วนต้องผลาญเวลาอีกมหาศาล โดยเฉพาะอย่างหลังที่ต้องทะลวงค่ายกลเก่าทิ้งซึ่งกินเวลาเหนือกว่ามาก ภายในเวลาเพียงครึ่งปี ศาสตราปราณที่จะยกระดับได้ย่อมมีขีดจำกัด
“ข้าให้เวลาเพียงหนึ่งเดือน” จ้าวหนิงยื่นคำขาดเสียงเฉียบ “ต้องการกำลังคนเท่าใดประเมินตัวเลขมา ข้าจะสั่งระดมยอดฝีมือจากตระกูลมาสมทบ”
ขั้นตอนสกัดบริสุทธิ์มีเพียงผู้บำเพ็ญเพียรที่รับมือได้ การเกณฑ์ชาวบ้านในตำบลซินเซียงมาช่วยงานย่อมเป็นไปไม่ได้ จ้าวหนิงจึงทำได้เพียงดึงขุมกำลังจากส่วนกลางของตระกูล
ยามนี้จวนสิ้นปี ภาระงานในตระกูลรัดตัว ทุกคนล้วนหัวหมุนเป็นพัลวัน ทว่าเพื่อแผนการใหญ่ จ้าวหนิงไร้ทางเลือก หากเกิดปัญหาติดขัด ย่อมต้องอาศัยบารมีจ้าวเสวียนจีออกหน้าจัดการ
จ้าวหนิงรั้งอยู่ตรวจตราเหมืองจนถึงยามบ่ายจึงเตรียมตัวกลับ วันนี้เป็นวันหยุด พรุ่งนี้เขายังต้องไปประจำการที่กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง จึงต้องเร่งรุดกลับเมืองหลวงแต่เนิ่นๆ
ก้าวพ้นประตูเหมือง จ้าวหนิงชะงักฝีเท้าครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนหันไปสั่งการผู้ดูแลที่ตามมาส่ง “ปรับอัตราค่าจ้างคนงานใหม่ทั้งหมด ค่าแรงคนงานหนึ่งคน ต้องมากพอเลี้ยงดูครอบครัวสามชีวิตให้อิ่มท้อง และหากพบผู้ใดป่วยเป็นวัณโรค จงส่งหมอไปรักษาให้ทันท่วงที”
“คุณชายโปรดวางใจ ข้าน้อยจะเร่งจัดการตามบัญชาขอรับ” ผู้ดูแลรับคำหนักแน่น แม้ตระกูลจ้าวจะไม่ใช่วัดวาอารามแจกทาน ทว่ามีกฎเหล็กตระกูลที่ยึดมั่นคุณธรรม ไม่เคยกดขี่บ่าวไพร่หรือลูกจ้าง “เพียงแต่วัณโรคนี้ รักษายากยิ่งนัก…”
“ส่งหมอมาตรวจร่างกายคนงานเป็นประจำ หากพบอาการแต่เนิ่นๆ ให้เร่งรักษา หากทรุดหนักจนลงเหมืองไม่ไหว ก็ให้พวกเขาวางมือเสีย จ่ายเงินเยียวยาให้เพิ่มสักก้อน
“ท้ายที่สุด ร่างกายพวกเขาแหลกสลายก็เพราะกรำงานเลือดตาแทบกระเด็นให้ตระกูลเรา จะปล่อยให้ตายอนาถไม่ได้ อย่างน้อยที่สุด เมื่อก้าวพ้นเหมืองแห่งนี้ พวกเขาต้องมีชีวิตรอด” น้ำเสียงจ้าวหนิงเด็ดขาดไร้ข้อกังขา
การตัดสินใจเช่นนี้ย่อมผลาญเม็ดเงินมหาศาล หากข่าวแพร่งพราย ย่อมสั่นคลอนธรรมเนียมปฏิบัติของวงการเหมืองแร่ทั้งระบบ ทันทีที่คนงานเหมืองแห่งอื่นล่วงรู้ถึงสวัสดิการที่นี่ พวกเขาย่อมลุกฮือก่อหวอดเรียกร้องจากนายจ้าง ดีไม่ดีอาจจุดชนวนความบาดหมางให้ตระกูลใหญ่อื่นๆ ที่ถือครองเหมืองแร่ขัดเคือง ถึงขั้นรวมหัวใส่ร้ายว่าตระกูลจ้าวใช้เงินฟาดหัวซื้อใจราษฎร
จ้าวหนิงย่อมรู้ซึ้งถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา ทว่านั่นหาใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ท้ายที่สุดนี่เป็นเพียงเหมืองขนาดเล็ก เกี่ยวพันกับชีวิตคนงานเพียงพันเศษ
เมื่อหวนนึกถึงภาพอดีตชาติยามแผ่นดินต้าฉีลุกโชนด้วยไฟสงคราม บ้านสิบหลังตายตกไปเก้าหลัง ซากศพชนชั้นรากหญ้ากองพะเนินทอดยาวนับพันลี้ เขาจึงตั้งปณิธานว่าสิ่งใดพอโอบอุ้มได้ย่อมต้องลงมือ ปัญหาหยุมหยิมเพียงเท่านี้หาใช่เรื่องสลักสำคัญ
“ขอรับ” ผู้ดูแลประสานมือรับคำสั่ง
เมื่อควบม้ากลับถึงเมืองเยี่ยนผิง จ้าวหนิงตรงดิ่งไปยังโรงตีศาสตราตระกูลจ้าวทันที เพื่อตรวจสอบกำลังการผลิตและประเมินสถานการณ์ ว่าก่อนถึงต้นฤดูสารทปีหน้า โรงหลอมแห่งนี้จะผลิตและดัดแปลงศาสตราปราณได้ทันการเท่าใด
“ตามศักยภาพ โรงตีศาสตราแห่งนี้ผลิตศาสตราปราณระดับล่างได้ปีละสามพันชิ้น ระดับกลางห้าร้อยชิ้น ส่วนศาสตราปราณตั้งแต่ระดับสามขึ้นไปถือเป็นของล้ำค่าหายาก ล้วนต้องสั่งตีขึ้นรูปเป็นกรณีพิเศษ ปีหนึ่งผลิตได้เพียงหยิบมือ” นี่คือข้อมูลที่จ้าวหนิงเพิ่งได้รับรายงาน
ศาสตราปราณเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกส่งขายทำกำไร มีเพียงส่วนน้อยที่รั้งไว้ให้คนในตระกูลใช้สอย นั่นเพราะรากฐานความเชี่ยวชาญอันดับหนึ่งของตระกูลจ้าวคือการหลอมโอสถวิเศษ ยอดผลิตศาสตราปราณจึงไม่สูงนัก
ทว่าจากการซักไซ้ไล่เลียง จ้าวหนิงกลับค้นพบความจริงอันน่าตระหนก ผลึกม่วงหนึ่งแสนชั่งในคลัง ยามนี้นำมาหลอมเป็นศาสตราปราณได้เพียงหนึ่งพันชิ้นเท่านั้น
ผลึกม่วงหนึ่งแสนชั่งฟังดูมหาศาล ทว่าปริมาณจริงกลับมีไม่เท่าใดนัก เพราะตัวแร่มีมวลหนาแน่นและหนักอึ้ง เพียงก้อนกลมขนาดเท่าฝ่ามือก็ปาเข้าไปหลายสิบชั่ง เมื่อนำมาหลอมสกัดบริสุทธิ์เพื่อผสานเข้ากับศาสตรา ขนาดของมันจะยิ่งหดเล็กลงจนแทบไม่เหลือหลอ
แน่นอนว่าเหมืองยังคงเดินหน้าขุดเจาะทะลวงต่อไปอย่างไร้รอยต่อ หลังจากนี้ย่อมมีผลึกม่วงลำเลียงส่งมาเป็นวัตถุดิบไม่ขาดสาย
จ้าวหนิงสั่งการให้โรงตีศาสตราตระเตรียมทุกสิ่งให้พร้อมสรรพ ระดมกำลังช่างฝีมือและเคลียร์เตาหลอม รอเพียงขบวนผลึกม่วงเดินทางมาถึงก็ให้เปิดเตาทันที ห้ามชักช้าเสียการใหญ่แม้แต่ชั่วจิบชาเดียว
ทว่าเมื่อมาถึงขั้นตอนนี้ การหลอมสร้างศาสตราปราณยังคงติดหล่มอุปสรรคใหญ่อีกเพียงประการเดียว…