ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 109 กองกำลังลับ
แม้โรงตีศาสตราปราณตระกูลจ้าวจะสามารถผลิตศาสตราปราณได้หลายพันชิ้นต่อปี ทว่ามิได้หมายความว่าในช่วงครึ่งปีหลังจากนี้ จะสามารถหลอมสร้างของใหม่ขึ้นมาได้ถึงหนึ่งหรือสองพันชิ้นทันท่วงที
อาวุธทั่วไปอย่างเกาทัณฑ์ หน้าไม้ หรือทวนยาว กว่าจะตีขึ้นรูปเสร็จสมบูรณ์ล้วนกินเวลานานนับปี โดยเฉพาะทวนยาวที่มีอัตราความสำเร็จต่ำตม ขนาดอาวุธธรรมดายังยากเย็นแสนเข็ญ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงศาสตราปราณ
ด้วยรากฐานตระกูลขุนนางบู๊ทรงเกียรติ ตระกูลจ้าวย่อมมีโรงหลอมเป็นของตนเอง ภายในนั้นกักตุนศาสตราปราณกึ่งสำเร็จรูปที่ผ่านการตีขึ้นรูปไว้แล้วไม่น้อย
ยุทโธปกรณ์กึ่งสำเร็จรูปเหล่านี้มีมหาศาลนับหมื่นชิ้น จึงเป็นหลักประกันว่าแต่ละปีโรงหลอมจะผลิตศาสตราปราณออกสู่สมรภูมิได้หลายพันชิ้น ยามนี้เพียงนำผลึกม่วงผสานเข้ากับศาสตราที่ใกล้เสร็จสมบูรณ์ภายในครึ่งปีก็เพียงพอแล้ว
ทว่าข้อจำกัดคือ จ้าวหนิงทำได้เพียงเลือกใช้ศาสตราปราณที่ใกล้แล้วเสร็จในโรงหลอมเท่านั้น อาวุธเหล่านี้ขึ้นรูปมาตั้งแต่ต้น ไม่อาจดัดแปลงประเภทตามใจชอบได้อีก
ในบรรดาสรรพาวุธของราชสำนักเทียนหยวนเผ่าเป่ยหู สิ่งที่ทรงอานุภาพที่สุดคือเกาทัณฑ์ เกาทัณฑ์เขาโค้งแบบประกอบของพวกมันมีโครงสร้างและประสิทธิภาพเหนือล้ำกว่าทุกแคว้น รวมถึงราชวงศ์ต้าฉี ไม่เพียงมีพลังทำลายล้างสูงและระยะหวังผลไกลลิบ ทว่าความเร็วในการยิงยังเหนือชั้นกว่ามากนัก
เกาทัณฑ์ปราณชนิดนี้แบ่งออกเป็นเก้าชั้น ตั้งแต่ระดับเก้าไปจนถึงระดับหนึ่ง ล้วนใช้นามเรียกขานเดียวกันว่า ‘เกาทัณฑ์เทียนหลาง’
ในศึกแผ่นดินล่มสลายเมื่อชาติก่อน ปัจจัยชี้เป็นชี้ตายที่ทำให้ทัพใหญ่เป่ยหูคว้าชัย คือจำนวนผู้บำเพ็ญเพียรมหาศาลและเกาทัณฑ์เทียนหลาง ข้อได้เปรียบประการอื่นของทัพเทียนหยวนล้วนมิอาจเทียบเคียงสองสิ่งนี้
หากทัพต้าฉีปรารถนาจะเหยียบย่ำทัพใหญ่เป่ยหู อันดับแรกต้องพลิกโฉมยุทโธปกรณ์ ยกระดับขุมกำลังอาวุธขนานใหญ่ในทุกมิติ
หัวใจสำคัญที่สุดคือต้องมีสรรพาวุธที่สามารถต่อกร หรือถึงขั้น ‘สะกดข่ม’ เกาทัณฑ์เทียนหลางได้อย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นเกาทัณฑ์ หน้าไม้ หรือเกราะรบ
หากสถานการณ์เป็นใจ ในศึกทุ่งหญ้าฤดูสารทปีหน้า จ้าวหนิงปรารถนาจะติดอาวุธเกาทัณฑ์ปราณให้ทหารทั้งหมด แม้เกาทัณฑ์ชั้นยอดของต้าฉีจะด้อยกว่าเกาทัณฑ์เทียนหลาง ทว่าหากผสานอานุภาพจากผลึกม่วง ย่อมกลบจุดอ่อนนั้นได้มิด
ทว่าในบรรดาศาสตราปราณที่ใกล้เสร็จสมบูรณ์ในโรงหลอมยามนี้ กลับมีเกาทัณฑ์ปราณเพียงส่วนน้อย รวมแล้วไม่เกินห้าร้อยคัน จำนวนหยิบมือนี้ยังไม่พอให้ผลาญผลึกม่วงได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเสียด้วยซ้ำ
จ้าวหนิงจึงตวัดคำสั่งเรียกคืนเกาทัณฑ์ปราณที่หลอมเสร็จแล้วห้าร้อยคันจากคลังอาวุธ เช่นนี้ในอีกครึ่งปีให้หลัง เขาจะสามารถนำเกาทัณฑ์ปราณผลึกม่วงถึงหนึ่งพันคัน กรีธาทัพขึ้นเหนือสู่ทุ่งหญ้าม่อเป่ยได้
ส่วนผลกระทบจากการดึงเกาทัณฑ์ปราณห้าร้อยคันกลับมาจนทำให้กองทัพส่วนอื่นขาดแคลน ภาระนี้ย่อมตกเป็นของจ้าวเสวียนจีที่ต้องออกหน้าจัดการ จ้าวหนิงเตรียมข้ออ้างไว้โน้มน้าวให้ปู่ยอมสนับสนุนความบ้าระห่ำของตนเรียบร้อยแล้ว
‘ยามนี้ข้ามีผลึกม่วงสำหรับยกระดับเกาทัณฑ์ปราณรุ่นใหม่ให้ทัดเทียมเกาทัณฑ์เทียนหลาง ทว่าต่อให้เทผลึกม่วงที่ขุดได้ทั้งปีมาหลอมเกาทัณฑ์ทั้งหมด ก็ยังได้เต็มที่เพียงสามพันคัน…’
จ้าวหนิงนัยน์ตาวูบไหว ‘ปัญหาเกาทัณฑ์เทียนหลาง พึ่งพาแค่ผลึกม่วงไม่อาจถอนรากถอนโคน ต้องหาหนทางอื่น… ชาติก่อนข้าเองก็พอจะมีความรู้เรื่องโครงสร้างของมันอยู่บ้าง’
‘ทว่าข้ามิใช่ปรมาจารย์อาคม ความรู้ที่มีจึงเน้นหนักไปทางวิถีสังหาร แม้จะล่วงรู้โครงสร้าง วัสดุ และขั้นตอนการผลิตคร่าวๆ ทว่ากลับไม่ละเอียดพอจะสร้างมันขึ้นมาใหม่’
‘เกาทัณฑ์ชั้นเลิศหนึ่งคัน ต้องพิถีพิถันตั้งแต่คัดเลือกวัสดุจนถึงการขึ้นรูปอันเข้มงวด กว่าจะแล้วเสร็จต้องผลาญเวลาถึงสามปีหรือนานกว่านั้น ลำพังเศษเสี้ยวความรู้ในหัวข้า ไม่อาจหลอมสร้างมันขึ้นมาได้จริง…’
จ้าวหนิงลอบถอนใจ หากยามที่ย้อนเวลากลับมา เขาสามารถนำแบบแปลนเกาทัณฑ์เทียนหลางติดตัวมาได้ ทุกอย่างคงพลิกผันได้ง่ายดายกว่านี้
ทุกสรรพสิ่งย่อมมีลำดับก่อนหลัง จ้าวหนิงตัดสินใจให้โรงหลอมเร่งมือดัดแปลงเกาทัณฑ์ปราณผลึกม่วงให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด ส่วนเรื่องเกาทัณฑ์เทียนหลาง ค่อยหาทางฉกฉวยในภายหลัง
หากทัพปราบแดนเหนือในปีหน้าราบรื่น และสามารถยึดเกาทัณฑ์เทียนหลางที่สมบูรณ์จากซากศพศัตรูกลับมาได้ หมากกระดานนี้ย่อมเดินง่ายขึ้นเป็นกอง
วันรุ่งขึ้น จ้าวหนิงย่างกรายเข้าสู่กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองตามปกติ
ยามนี้กองบัญชาการฯ สงบราบคาบไร้คลื่นลม นอกจากเหล่าทหารเลวจะฉวยโอกาสที่เจ้าเมืองเยี่ยนผิงกำลังระส่ำระสาย ออกลาดตระเวนวางก้ามประกาศศักดาและรีดไถผลประโยชน์แล้ว ชั่วคราวนี้ก็ไร้เรื่องราวใดให้ต้องลงมือ
สือชงผู้บัญชาการกองลาดตระเวน มีท่าทีโอนอ่อนและประจบประแจงจ้าวหนิงอย่างเห็นได้ชัด
ก่อนหน้านี้ หลังคดีตรอกผิงคังปิดฉาก แม้สือชงจะแสดงท่าทีสนิทสนม ทว่าจ้าวหนิงที่อาบเลือดมาถึงสองชาติย่อมมองทะลุปรุโปร่ง ว่าอีกฝ่ายเพียงปั้นหน้าแย้มยิ้มซ่อนดาบ หาได้ปรารถนาจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
ทว่าหลายวันมานี้กลับพลิกผัน สือชงสลัดทิ้งท่าทีเป็นปฏิปักษ์จนสิ้น จิตสังหารเจือจางหายไป ซ้ำยังเลิกพฤติกรรมด่าทอทุบตีลูกน้องพร่ำเพรื่อ สภาพโดยรวมคล้ายผันตัวเป็นเศรษฐีเฒ่าผู้เสพสุขไปเสียแล้ว
นี่คือผลลัพธ์ที่จ้าวหนิงพึงพอใจอย่างยิ่ง
ทางด้านอู๋เซ่าเชิน นับตั้งแต่พ่ายยับในการปะทะคราวก่อน มันก็แทบไม่โผล่หัวมาให้ใครเห็น เอาแต่หมกตัวมุดหัวอยู่ในห้องประจำการ ไม่กล้าแม้แต่จะออกไปเดินกร่างรีดไถบนถนน หากมีราชการใดตกลงมาก็สั่งให้ลูกน้องไปทำแทน หากเร้นกายได้มันย่อมไม่ปรากฏตัว
มีเสียงซุบซิบนินทาว่า อู๋เซ่าเชินขังตัวเองเพื่อบำเพ็ญเพียร ละทิ้งหน้าที่ราชการจนสิ้น เวลาปฏิบัติงานย่อมมิใช่อาณาเขตส่วนตัวให้ดึงพลังปราณมาฝึกฝน การกระทำเช่นนี้บ่งบอกชัดเจนว่ามันไม่คิดจะทนกลืนเลือดอยู่ในกองบัญชาการแห่งนี้อีกต่อไป คาดว่าต้นฤดูวสันต์ปีหน้าคงทำเรื่องขอย้ายหนีไปรับตำแหน่งที่อื่น
การถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีต่อหน้าธารกำนัลคราวนั้น สร้างแผลฉกรรจ์ในใจอู๋เซ่าเชินอย่างหนัก ทิฐิของมันไม่อนุญาตให้ลืมเลือนความอัปยศ จึงรู้ตัวดีว่าไม่อาจเชิดหน้าชูตาในกองบัญชาการแห่งนี้ได้อีก สู้ขอย้ายไปตายรังที่อื่นเสียยังดีกว่า
ส่วนจงฉีอีกคนนามว่าจางเหวินเจิ้ง แต่ละวันยังคงใช้ชีวิตเลื่อนลอยดุจซากศพเดินได้ เมามายกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่ตลอดเวลา ยิ่งก้าวเข้าสู่เหมันตฤดู จมูกทรงผลชมพู่ที่เกิดจากการสาดสุราเข้าเส้นเลือดก็ยิ่งแดงเถือกจนน่าเกลียด
ทว่าสิ่งที่ต่างไปคือ ยามนี้เจ้านี่ก๊งสุราโดยไม่ต้องควักเนื้อตัวเองอีกแล้ว อย่าว่าแต่ต้องเดินไปโรงเตี๊ยมให้เมื่อย ลำพังแค่ส่วยก้อนโตที่ลูกน้องนำมาประเคนถึงที่ ก็มากพอจะส่งมันไปจมกองสุราตายในปรโลกได้สบายๆ
เมื่อกวาดตามองทั่วทั้งบนและล่าง ในบรรดาขุนนางระดับสูงของกองบัญชาการ ยามนี้มีเพียงจงฉีจ้าวหนิงผู้เดียวที่ผงาดง้ำค้ำฟ้า บารมีแผ่ไพศาลบดบังรัศมีผู้คนจนสิ้น ประหนึ่งราชันย์ที่ทุกคนต้องก้มหัวศิโรราบ ครองความเป็นใหญ่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด
วันนี้จ้าวหนิงก็หาได้ว่างเว้น แผนที่เมืองเยี่ยนผิงฉบับสมบูรณ์ที่สุดถูกกางแขวนตระหง่านกลางห้องประจำการ กินพื้นที่กำแพงไปทั้งแถบ ยามนี้เขายืนเอามือไพล่หลัง ทอดสายตาคมกริบกวาดมองตรอกซอกซอยสลับซับซ้อนดุจค่ายกลดาวฤกษ์ สมองกำลังเดินหมากวางแผนการใหญ่อย่างเงียบงัน
เว่ยอู๋เซี่ยนเอ่ยปากถาม ทว่าชายหนุ่มกลับนิ่งเงียบ สหายร่างอ้วนสังเกตเห็นท่าทีเคร่งขรึมมิใช่การแสร้งทำ จึงตระหนักได้ทันทีว่าหมากกระดานนี้ยังไม่ตกผลึก ยามนี้ยังมิใช่เวลาเปิดเผย หรืออาจซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบายในประโยคเดียว
ช่วงเช้าจ้าวหนิงยืนเพ่งแผนที่อยู่นานนับชั่วยาม หลังพักมื้อเที่ยง ตกบ่ายเขาก็กลับมายืนปักหลักหน้าแผนที่อีกครั้ง ในที่สุดเว่ยอู๋เซี่ยนก็ทนความสงสัยไม่ไหว ก้าวเข้ามายืนขนาบข้างเพื่อร่วมขบคิดให้แตกฉาน
คนหนึ่งยืนเอามือไพล่หลังดิ่งลึกในภวังค์ อีกคนกอดอกลูบคางครุ่นคิดตาม ไร้ซึ่งบทสนทนาทำลายความเงียบ ทว่าบรรยากาศกลับอัดแน่นไปด้วยเค้าลางของการบรรลุแผนการบางอย่าง
แท้จริงแล้วที่เว่ยอู๋เซี่ยนเข้ามายืนขนาบข้าง มิใช่เพียงเพราะอยากรู้อยากเห็น ทว่าสายเลือดกุนซือในกายมันร่ำร้อง อยากจะงัดสติปัญญาออกมาประลองกับแผนการลับนี้ดูสักตั้ง
กิริยาเงียบงันของทั้งสอง เมื่อตกอยู่ในสายตาคนเบื้องล่างกลับกลายเป็นความลึกล้ำสุดหยั่งคาด เหล่าทหารองครักษ์พร้อมใจกันตั้งแถวคุ้มกันหน้าประตูเรือน สกัดกั้นผู้บุกรุกทุกผู้ทุกนาม ในใจพวกมันตระหนักดีว่า… จงฉีกับผู้บังคับกองกำลังสุมหัววางแผนระดับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
นี่ย่อมสมเหตุสมผล เพราะเมื่อไม่นานนี้ทั้งสองเพิ่งถอนรากคดีใหญ่แห่งตรอกผิงคัง ซ้ำร้ายจ้าวหนิงยังนำขบวนผู้เสียหายตระกูลหลิวไปบุกเหยียบที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงจนราบเป็นหน้ากลอง ส่งผลให้เจ้าเมืองถูกถวายฎีกาซัดทอดจนพรุนเป็นรังผึ้ง เก้าอี้ขุนนางสั่นคลอนจนขุนนางน้อยใหญ่เบื้องล่างล้วนหัวหดขวัญผวา
ในเมื่อที่ว่าการเมืองเอาตัวแทบไม่รอด ย่อมไม่กล้ากำแหงหาเรื่องกองบัญชาการฯ หากเกิดข้อพิพาทใดล้วนต้องยอมกลืนเลือดถอยให้ก้าวหนึ่ง ยามนี้กองลาดตระเวนจึงเดินยืดอกกร่าง กวาดส่วยทั่วเมืองเยี่ยนผิงได้อย่างโอหัง
ขุมทองทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นหอนางโลม ซ่องโสเภณี บ่อนพนัน หรือหอการค้า ยามนี้ล้วนหอบเงินส่วยที่เคยจ่ายให้ศาลาว่าการ มาประเคนแทบเท้าขุนนางกองบัญชาการฯ เพื่อซื้อความคุ้มครองแทน
เมื่อทุกคนในกองบัญชาการเสพสุขจากผลประโยชน์ก้อนโต พวกมันจึงเทิดทูนและยำเกรงจ้าวหนิงอย่างหาที่สุดไม่ได้ ภาพลักษณ์ของทายาทตระกูลจ้าวในใจพวกมันสูงส่งเทียมฟ้า ฐานะมั่นคงไม่อาจสั่นคลอน
ยามนี้เหล่าขุนนางและทหารเลวทั้งกองบัญชาการ ไม่ว่าจะเป็นสายตรงของจ้าวหนิงหรือไม่ ยามพานพบหน้า ล้วนต้องค้อมเอวฉีกยิ้มประจบ นอบน้อมดุจสุนัขเฝ้าบ้าน
หากบารมีจ้าวหนิงไม่ปกคลุมฟ้ามิดถึงเพียงนี้ สือชงในฐานะผู้บัญชาการสูงสุด ย่อมไม่มีวันยอมลดตัวเป็นเพียงหุ่นเชิดประดับศาล สิ่งที่จ้าวหนิงกระทำ หาใช่เพียงการดึงชนชั้นสูงไม่กี่คนมาปล้นอำนาจ ทว่าคือการสถาปนาอำนาจเบ็ดเสร็จ รวบอำนาจจากบนลงล่างไว้ในกำมืออย่างเด็ดขาด
สือชงไม่อาจขืนกระแสมวลชน ทำได้เพียงก้มหัวยอมจำนน
กาลเวลาเคลื่อนคล้อย เมื่อหมดเวลายามราชการ จ้าวหนิงก็มุ่งหน้าสู่โรงน้ำชาหมิงเซียง
“ข้าต้องการผู้บำเพ็ญเพียรห้าร้อยนาย ทั้งหมดต้องอยู่ระดับคุมปราณขึ้นไป” ทันทีที่หย่อนกายลงนั่ง จ้าวหนิงก็เอ่ยคำสั่งเด็ดขาดกับฮู่หงเหลี่ยน “ทางที่ดีควรเป็นคนของพวกเจ้า หากไม่ใช่ ก็ต้องผ่านการเค้นกรองจากหออี้ผิ่น เพื่อให้มั่นใจในความภักดีเด็ดขาด”
“ห้าร้อยนายระดับคุมปราณ?” ฮู่หงเหลี่ยนเบิกตากว้าง “หออี้ผิ่นไม่มีขุมกำลังมหาศาลปานนั้น ต่อให้กวาดล้างชาวยุทธภพทั่วทั้งเมืองเยี่ยนผิงยามนี้ ก็หาไม่ได้ครบจำนวน”
ใบหน้างดงามของนางเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงระคนฉงน สถานการณ์เช่นนี้คุณชายจ้าวย่อมล่วงรู้แก่ใจ ทว่าเหตุใดยังคงบีบคั้นเอาจำนวนมหาศาลปานนี้
เมื่อสมองแล่นประมวลผล ฮู่หงเหลี่ยนก็สูดหายใจลึก “ท่านคิดจะกว้านซื้อขุมกำลังจากนอกเมืองเยี่ยนผิง?”
จ้าวหนิงคิดกระทำการใดกันแน่ ลำพังผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณหนึ่งคนอาจไม่ระคายตา ทว่าขุมพลังระดับคุมปราณถึงห้าร้อยชีวิต หากทุ่มลงสมรภูมิใดย่อมกลายเป็นมหาคลื่นที่บดขยี้ได้ทุกสรรพสิ่ง
แม้แต่ขุนนางชนชั้นนำตระกูลใหญ่ รวมถึงตระกูลจ้าว ภายในจวนก็ยังมีผู้ฝึกปราณเพียงไม่กี่ร้อยนาย แน่นอนว่าตระกูลใหญ่ย่อมมียอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดและระดับราชันย์คอยสะกดค่ายกล หากประเมินค่ากันตามจริง ระดับคุมปราณนับสิบยังไม่อาจต้านทานการบดขยี้จากระดับวิญญาณต้นกำเนิดเพียงผู้เดียว
แต่ถึงกระนั้น การกว้านซื้อขุมกำลังระดับคุมปราณถึงห้าร้อยนาย ย่อมเป็นงานพลิกฟ้าที่ต้องทุ่มเทสรรพกำลัง ซ้ำยังผลาญเม็ดเงินมหาศาลดุจเทน้ำทิ้ง
จ้าวหนิงพยักหน้าเรียบเฉย “รวบรวมพลให้ครบภายในสี่สิบวัน ชี้แจงเงื่อนไขให้กระจ่าง… ข้าจะตบรางวัลด้วยฐานะทหารสมทบแห่งทัพเยี่ยนเหมิน หลังผ่านสมรภูมิเลือดร่วมกับข้าหนึ่งครา พวกมันมีสิทธิ์เลือกว่าจะปักหลักในทัพเยี่ยนเหมิน หรือซบไหล่หออี้ผิ่น... ทว่านอกจากสองเส้นทางนี้ พวกมันไม่มีสิทธิ์เสนอหน้าไปรับใช้ผู้ใดอีก”
ยอดฝีมือระดับคุมปราณห้าร้อยนายนี้ คือไพ่ตายสังหารที่จ้าวหนิงซุ่มซ่อนไว้เพื่อบดขยี้ทุ่งหญ้าในฤดูสารทปีหน้า ส่วนอีกห้าร้อยนาย เขาจะคัดกรองจากสายเลือดตระกูลจ้าวโดยตรง เพื่อมอบเกาทัณฑ์ปราณผลึกม่วงให้พวกมัน… หล่อหลอมเป็นกองกำลังลับที่จะพลิกกระดานเลือดแห่งม่อเป่ย