ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 110 ประกาศิตสังหาร
ทัพเยี่ยนเหมินคือกองกำลังเบื้องหน้า จำนวนไพร่พลแลขุมกำลังผู้บำเพ็ญเพียรมีมากน้อยเพียงใด ย่อมมิใช่ความลับสำหรับผู้ที่จงใจสืบเสาะ
ราชสำนักเทียนหยวนมุ่งหมายบดขยี้เผ่าต๋าตั้นเพื่อรวบรวมทุ่งหญ้าม่อเป่ยเป็นหนึ่ง ก่อนเปิดฉากนองเลือด พวกมันย่อมต้องเพ่งเล็งทุกความเคลื่อนไหวของทัพเยี่ยนเหมินตาไม่กะพริบ เพื่อตระเตรียมขุมกำลังมาต่อกรอย่างรัดกุม
หากจ้าวหนิงปรารถนาจะกำชัยในศึกใหญ่ปีหน้าอย่างเด็ดขาด เขาจำเป็นต้องซุ่มซ่อนขุมกำลังชั้นยอดที่อยู่นอกเหนือผังบัญชาการทัพ
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณหนึ่งพันนาย ผสานอานุภาพเกาทัณฑ์ปราณผลึกม่วง นี่คือไพ่ตายสังหารที่เขาตระเตรียมไว้มอบเป็น ‘ของขวัญ’ กระชากวิญญาณแก่ราชสำนักเทียนหยวน
อานิสงส์จากการขัดเกลา ‘เคล็ดวิชาชิงยวิน’ ส่งผลให้สายเลือดตระกูลจ้าวที่เคยมีพรสวรรค์ตีบตัน สามารถทะลวงคอขวดสู่ระดับคุมปราณได้สำเร็จ
ทว่าลำพัง ‘เคล็ดวิชาชิงยวิน’ ก็ยังผลักดันยอดฝีมือหน้าใหม่ขึ้นมาได้ไม่ถึงห้าร้อยคน เมื่อผนวกรวมกับ ‘คนในตระกูลระดับคุมปราณที่ไร้พันธะหน้าที่’ จึงพอจะรวบรวมขุมกำลังได้เกินครึ่งอย่างฉิวเฉียด
ส่วนที่ขาดหายจำต้องเสาะหาหนทางอื่น ในหมากกระดานของจ้าวหนิง การจะปั้นผู้บำเพ็ญเพียรกลุ่มนี้ขึ้นมาหาใช่เรื่องยากเย็น เคล็ดลับมีเพียงหนึ่งเดียว… ‘ทุ่มทรัพยากรบดขยี้’
ทรัพยากรเหล่านี้ย่อมต้องขวนขวายมาใหม่ ซ้ำยังต้องใช้เม็ดเงินมหาศาลดุจเทน้ำทิ้ง นั่นหมายความว่าตระกูลจ้าวต้องการขุมทรัพย์สายใหม่หล่อเลี้ยง
เหมืองผลึกม่วงนับเป็นหนึ่งในนั้น ซ้ำยังเป็นบ่อเงินบ่อทองที่กอบโกยความมั่งคั่งได้มหาศาล
ก่อนหน้านี้ หออี้ผิ่นภายใต้บัญชาของจ้าวหนิง อาศัยจังหวะตระกูลหลิวพังทลาย กึ่งกว้านซื้อกึ่งปล้นชิงกิจการ ร้านค้า และธุรกิจสีเทาทั้งหมดมาไว้ในกำมือ อาศัยช่วงชุลมุนกอบโกยผลประโยชน์มาได้เป็นกอบเป็นกำ
เมื่อสรรพสิ่งพร้อมสรรพ ขุมกำลังระดับคุมปราณห้าร้อยนายของตระกูลจ้าวย่อมก่อเกิด
หลังจากหออี้ผิ่นกลืนกินอาณาเขตและขุมทรัพย์ของสมาคมชุดขาวกับพรรคเหยี่ยวคราม ขุมกำลังก็ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ยามนี้มั่งคั่งพอจะฟูมฟักยอดฝีมือระดับคุมปราณหน้าใหม่ขึ้นมาได้อีกกองธง
ทว่าห้วงเวลากระชั้นชิดเกินไป ผู้บำเพ็ญเพียรที่ถือกำเนิดใหม่จึงมีหยิบมือ ซ้ำหออี้ผิ่นยังต้องเจียดกำลังพลไว้คุ้มครองอาณาเขตตนเอง การจะส่งมอบระดับคุมปราณห้าร้อยนายให้จ้าวหนิงรวดเดียว จำต้องโยกย้ายขุมกำลังจากสาขานอกเมืองเยี่ยนผิงเข้ามาสมทบ ทั้งยังต้องกว้านซื้อยอดฝีมือจากทั่วยุทธภพมาเติมเต็ม
กล่าวให้ถึงแก่น การรวบรวมระดับคุมปราณหนึ่งพันนายในระยะเวลาอันสั้น นับเป็นงานพลิกฟ้าที่ยากเข็ญแสนเข็ญ ต่อให้ตระกูลขุนนางชนชั้นนำสองสามตระกูลจับมือกัน ก็ใช่ว่าจะกระทำได้ง่ายดาย
นี่คือดอกผลแห่งความเหี้ยมโหดและเด็ดขาดทั้งหมด นับแต่จ้าวหนิงหวนคืนจากปรโลก
“อีกสี่สิบวัน ข้าจะต้อนคนเหล่านี้มาเคี่ยวกรำลับๆ หล่อหลอมพวกมันให้กลายเป็นทหารกล้าที่พร้อมอาบเลือดในสนามรบ ก่อนจะถึงวันนั้น พวกเจ้าจงไปเสาะหาสถานที่เร้นลับให้พร้อมสรรพ” จ้าวหนิงทิ้งท้ายเสียงเฉียบขาด
ตระกูลจ้าวหยัดยืนด้วยวิถีขุนพล สายเลือดในตระกูลล้วนเป็นทหารกล้าชั้นยอด เมื่อเหยียบย่างเข้าสู่สมรภูมิ เพียงปรับตัวเข้ากับกลิ่นคาวเลือดและสหายรบ ก็สามารถทะลวงฟันศัตรูได้ทันที
ทว่าผู้ฝึกปราณในยุทธภพนั้นต่างออกไป พวกมันตาบอดเรื่องค่ายกล หูหนวกต่อสัญญาณธงและกลองศึก ไร้ซึ่งวินัยทัพ ทั้งยังงมโข่งเรื่องยุทโธปกรณ์ แม้แต่วิถีสังหารก็ยังเน้นการต่อสู้ตัวต่อตัว แตกต่างจากวิชาสังหารหมู่ในกองทัพอย่างสิ้นเชิง
จ้าวหนิงจึงต้องใช้คนตระกูลจ้าวเป็นผู้เคี่ยวกรำ เพื่อหล่อหลอมพวกมันให้สอดประสานกันเป็นหนึ่งเดียว
โชคดีที่เมื่อบรรลุระดับคุมปราณ ผนวกกับเคยอาบเลือดในยุทธภพมาอย่างโชกโชน การบีบบังคับพวกมันให้เข้าที่เข้าทางจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก หากเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ต่อให้เคี่ยวกรำเป็นเดือนปีก็คงไม่ทันการ
เมื่อสะสางธุระเสร็จสิ้น จ้าวหนิงเห็นฮู่หงเหลียนไร้ข้อกังขา จึงซักถามถึงภารกิจลับสองชิ้นที่มอบหมายให้หออี้ผิ่นไปจัดการ
ภารกิจแรก สอดแนมหอเฟยเสวี่ยและสถานที่ต้องสงสัยหลายแห่งที่จ้าวหนิงขีดเส้นใต้ไว้ ล้วนเป็นรังลับที่สายลับเป่ยหูเคยซุ่มซ่อนในศึกใหญ่เมืองเยี่ยนผิงเมื่อชาติก่อน
ภารกิจที่สอง ขุดรากถอนโคนขุมกำลังยุทธภพที่เป็นหูตาของจ้าวยวี่เจี๋ย พร้อมทั้งลากคอสตรีผู้นั้นออกมา
“หลายวันมานี้ พวกเราแกะรอยผู้ต้องสงสัยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าเร่ ลูกค้ากระเป๋าหนัก หรือกระทั่งนักเลงหัวไม้ ล้วนไม่พบสิ่งผิดปกติเจ้าค่ะ” ฮู่หงเหลียนรายงานตามสัตย์จริง
จ้าวหนิงนิ่งเงียบ แววตาครุ่นคิด
หลังพรรคเหยี่ยวครามพินาศ เซียวเยี่ยนย่อมระแวดระวังตัวแจ นางเลือกที่จะเร้นกายดูลาดเลาชั่วคราว นี่ย่อมเป็นวิถีของจิ้งจอกเฒ่า
เรื่องราวเพิ่งจะสงบลงได้ไม่นาน บางทีอีกฝ่ายอาจรอข้ามปี เข้าสู่ฤดูวสันต์แล้วค่อยขยับตัว ทว่าตาข่ายสอดแนมนี้ห้ามชะงักงัน ห้ามมีช่องโหว่แม้แต่น้อย
ส่วนร่องรอยขุมกำลังของจ้าวยวี่เจี๋ย หออี้ผิ่นคว้าเบาะแสมาได้บ้างแล้ว
คราวก่อนจ้าวหนิงชี้เป้าแหล่งกบดานไว้ หออี้ผิ่นจึงกระจายกำลังคนชุดใหญ่ โดยเฉพาะพวกอันธพาลข้างถนนให้คอยจับตาดูเครือข่ายกิจการของขุนนางใหญ่ทั้งวันทั้งคืน พุ่งเป้าไปที่สถานที่ซึ่งซุกซ่อนคนได้จำนวนมากและมิดชิด
เวลาล่วงเลย ในที่สุดพวกเขาก็คลำเจอหางจิ้งจอก
“สายสืบรายงานว่า ภายในร้านค้ารายใหญ่ทั้งสิบเก้าแห่ง รวมถึงร้านผ้าไหมหลานซานและหอสมบัติหนานจู๋ ช่วงนี้มีคนแปลกหน้าท่าทีคุกคามเข้าออกบ่อยครั้ง บางคนใบหน้าเหี้ยมเกรียม สองมือเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น
“คนเหล่านี้มักโผล่หัวยามวิกาล บ้างไปซ่องโสเภณี บ้างตระเวนซื้อเสบียง ท่าทีราวกับพวกเดนตายที่ถูกขังลืมจนทนไม่ไหวต้องออกมาระบายอารมณ์ ซ้ำยังไปมาอย่างรวดเร็ว ระแวดระวังตัวแจ แววตาเปี่ยมด้วยความหวาดระแวง มั่นใจได้เลยว่าพวกมันล้วนกบดานอยู่ในร้านค้าเหล่านั้นเจ้าค่ะ
“พวกเราลองหยั่งเชิง โดยให้อันธพาลแสร้งเดินชนหรือไม่ก็แกล้งวิวาทไปโดนตัวพวกมัน ผลลัพธ์ที่ได้กลับผิดแผกกัน
“อันธพาลบางคนโดนอัดจนน่วม แต่บางคนกลับปลอดภัย พวกแรกที่ลงมือ ล้วนเผยร่องรอยปราณแท้อย่างชัดเจน ส่วนพวกหลังแม้อดกลั้นไม่แผ่พลัง ทว่าปฏิกิริยาตอบสนองและมัดกล้ามเนื้อกลับฟ้องว่าพวกมันมิใช่ชนชั้นสามัญ
“ที่น่าฉงนคือ มองปราดเดียวก็รู้ว่าพวกมันคือเดนมนุษย์ ทว่าต่อให้โดนอันธพาลยั่วยุจนใบหน้าบิดเบี้ยว ก็แทบไม่มีผู้ใดสวนหมัด เอาแต่จ้ำอ้าวหนีไป ราวกับหนูท่อที่หวาดผวาแสงตะวันเจ้าค่ะ”
สิ้นคำ ฮู่หงเหลียนก็ล้วงกระดาษออกมาสองสามแผ่น บนนั้นจดบันทึกสถานที่ต้องสงสัย บางแห่งมีหมายเหตุท้ายบรรทัด ระบุชัดเจนว่าเป็นขุมทรัพย์ของตระกูลใด เคยส่งคนไปหยั่งเชิงหรือไม่ และอีกฝ่ายมีปฏิกิริยาเช่นไร
จ้าวหนิงกวาดสายตาอ่านรวดเดียว ก็พบรายนามตระกูลใหญ่พัวพันอยู่ไม่น้อย ทั้งขุนนางบุ๋นอย่างตระกูลสวี ตระกูลผัง ตระกูลเจิ้ง และขุนนางบู๊อย่างตระกูลโจว
ในมุมมองของจ้าวหนิง การซ้อมอันธพาลโดยไม่ซ่อนเร้นพลังปราณถือเป็นเรื่องปกติวิสัย ต่อให้เป็นคนแปลกหน้าหน้าตาเหี้ยมเกรียม ก็อาจเป็นเพียงการโยกย้ายขุมกำลังของตระกูลใหญ่
ทว่าพวกที่สองมือเต็มไปด้วยแผลเป็น แผ่รังสีอำมหิตคลุ้ง ทว่ากลับมุดหัวหลบเลี่ยงการปะทะราวกับขี้ขลาดตาขาว ร้อยทั้งร้อยย่อมมีชนักติดหลัง หากมิใช่หนีคดี ก็ย่อมถูกเบื้องบนสั่งห้ามก่อเรื่องเด็ดขาด
“ตระกูลสวีรึ” จ้าวหนิงหรี่ตา พวกหน้าเหี้ยมที่กัดฟันกลืนเลือดไม่ยอมลงมือ ส่วนใหญ่ล้วนก้าวออกมาจากร้านค้าของตระกูลสวีทั้งสิ้น
จ้าวหนิงวิเคราะห์เงียบงัน ‘หากสุนัขพวกนี้คือเศษเดนของสมาคมชุดขาวและพรรคเหยี่ยวครามที่จ้าวยวี่เจี๋ยรวบรวมไว้ ภายใต้สถานการณ์ตึงเครียดเช่นนี้ นางย่อมสั่งให้พวกมันกบดานมิดชิด ห้ามโผล่หัวออกมารับลมเด็ดขาด’
‘ทว่าพวกมันคือเดนตายในยุทธภพ หาใช่ทหารกล้าหรือสายลับที่ถูกรีดเค้นระเบียบวินัย พวกมันคุ้นชินกับคาวเลือดและสตรี เมื่อถูกขังลืมอยู่ในเรือนใหญ่นานวันเข้า ย่อมคันไม้คันมือต้องลอบออกมาระบายตัณหาเป็นธรรมดา’
‘คราวก่อนที่ข้ามาเยือน หออี้ผิ่นยังควานหาร่องรอยพวกมันไม่เจอ ยามนั้นใบหน้าของซูเยี่ยชิงฉายแววละอายใจ แม้ข้าจะมิได้ปริปากตำหนิ ทว่าส่วนลึกก็อดผิดหวังมิได้ ผนวกกับที่ข้าโดนมือสังหารเดนตายของจ้าวยวี่เจี๋ยลอบกัด ด้วยนิสัยของซูเยี่ยชิง นางย่อมแบกรับความผิดนี้ไว้เต็มบ่า’
‘วันนี้กลับไร้เงาของนาง… คงลงไปคุมกระดานข่าวกรองด้วยตนเองเป็นแน่’
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด การที่หออี้ผิ่นทุ่มสรรพกำลังไปจับตาเครือข่ายตระกูลใหญ่ จนคว้านจับหางของเศษเดนที่โผล่มาระบายตัณหาได้ นี่ย่อมบรรลุเจตนารมณ์แต่แรกของจ้าวหนิง ที่มุ่งใช้หออี้ผิ่นเป็นดั่งดวงเนตรมรณะ คอยชำแหละความมืดมิดในทุกตรอกของเมืองเยี่ยนผิง
ในเมื่อผู้ต้องสงสัยทั้งหมดล้วนซุกหัวอยู่ในร้านค้าของตระกูลสวี หากพวกมันคือเศษเดนเหล่านั้นจริง นั่นย่อมหมายความว่า จ้าวยวี่เจี๋ยแทรกซึมเข้าไปกบดานอยู่ในตระกูลสวีเรียบร้อยแล้ว
ดีไม่ดี นางอาจปีนขึ้นเตียงไปปรนนิบัติข้างกายสวีหมิงหล่างแล้วด้วยซ้ำ
หากเป็นเช่นนั้นจริง… เส้นตายของนางคงยืดออกไปอีกเล็กน้อย
“พวกเจ้าทำได้ดี จงสาวไส้ตามแนวทางนี้ต่อไป เพ่งเล็งร้านค้าที่มีสุนัขพวกนี้เข้าออกเป็นพิเศษ ลากคอระบุตัวตนพวกมันให้ชัดเจน” จ้าวหนิงม้วนกระดาษเก็บเข้าแขนเสื้อ
หากปรารถนาจะฉีกหน้ากากพวกมันให้สิ้นซาก เขาเพียงสั่งให้ทหารลาดตระเวนหาข้ออ้างไปถล่มค้นร้านค้าเหล่านั้นก็สิ้นเรื่อง
ด้วยบารมีที่กดข่มทั่วทั้งเมืองเยี่ยนผิงในยามนี้ การลงมือย่อมง่ายดายปานพลิกฝ่ามือ ต่อให้เป็นถิ่นของตระกูลสวีก็มิอาจแข็งข้อซึ่งหน้า
ทว่าการกระทำรุ่มร่ามย่อมก่อให้เกิดความโกลาหล หากแหวกหญ้าให้งูตื่นจนจ้าวยวี่เจี๋ยไหวตัวทัน ย่อมทำให้หมากกระดานนี้เสียรูป
“นับแต่วินาทีนี้ จงส่งยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดไปตอกตรึงจับตาร้านค้าตระกูลสวีทั้งวันทั้งคืน พรุ่งนี้ข้าจะส่งภาพวาดไปให้ หากพบเห็นสตรีในภาพ ไม่ว่าจะเป็นกลางวันแสกๆ หรือท่ามกลางฝูงชนหนาแน่น... จงรีดเค้นทุกสรรพกำลัง บั่นคอนางดุจสายฟ้าแลบโดยไม่ต้องสนหน้าอินทร์หน้าพรหม” จ้าวหนิงประกาศิตด้วยใบหน้าเย็นเยียบประดุจน้ำแข็ง
ในเมื่อกลิ่นเลือดนำทางมาถึงรังของจ้าวยวี่เจี๋ย จ้าวหนิงย่อมไม่เสียเวลาปรานี การเด็ดหัวอีกฝ่ายด้วยวิธีที่อำมหิตและเฉียบขาดที่สุด คือบทสรุปเดียวที่ต้องกระทำ
ในฐานะผู้บงการ จ้าวยวี่เจี๋ยย่อมต้องหาจังหวะโผล่หัวมาหารือกับเดนตายเหล่านี้เป็นแน่
ทันทีที่นางก้าวเท้าออกมา… ยมบาลย่อมมารับตัว
ไม่สิ… เพียงเท่ายังไม่รัดกุมพอ
จ้าวหนิงเน้นย้ำเสียงเหี้ยม “ส่งยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดอีกกองธง ไปดักซุ่มละแวกจวนอัครเสนาบดี ทันทีที่พบสตรีในภาพวาด จงฉีกกระชากนางเป็นชิ้นๆ โดยไม่ต้องสนวิธีการ”
จ้าวยวี่เจี๋ยอาจระแวดระวังจนไม่ยอมโผล่หัวมาพบปะลิ่วล้อด้วยตนเอง ทว่านางจะทนกบดานเป็นเต่าหดหัวอยู่ในจวนอัครเสนาบดีไปได้ตลอดรอดฝั่งเชียวหรือ
ฮู่หงเหลียนสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่แผ่ซ่านจนหนาวเหน็บถึงกระดูก นางมิกล้าชักช้า รีบน้อมรับประกาศิตทันที
จ้าวหนิงยกชาขึ้นจิบ กดข่มจิตสังหารให้เลือนหาย กลายสภาพเป็นผิวน้ำที่ไร้คลื่นลม ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ “เสี่ยวชิงเล่าหายไปไหน”
เมื่อสดับว่าชายหนุ่มเอ่ยปากถามไถ่ นัยน์ตาดอกท้อของฮู่หงเหลียนก็พลันไหวระริก รอยยิ้มหยอกเย้าผุดขึ้น นางยกมือป้องปากหัวเราะเบาๆ “นางลงพื้นที่คุมการแกะรอยด้วยตนเองเจ้าค่ะ ดูจากไอสังหารของนาง หากไม่ลากคอผู้บงการที่ลอบกัดท่านมาสับเป็นชิ้นๆ นางคงไม่ยอมยุติแน่”
จ้าวหนิงยกยิ้มมุมปาก กระแสความอบอุ่นสายหนึ่งไหลบ่าเข้ากลางอก ทว่ากลับมิได้เอื้อนเอ่ยคำใด
จู่ๆ ฮู่หงเหลียนก็ทอดถอนใจ รอยยิ้มยั่วยวนเลือนหาย แทนที่ด้วยความสลด “ภารกิจที่ตำบลซินเซียง พวกเราพลาดท่าอย่างหนัก ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานกลับทิ้งร่องรอยจนศัตรูไหวตัว หากจ้าวชี่เยว่ไม่ยื่นมือเข้ากอบกู้ทันท่วงที หมากกระดานนี้คงแหลกเป็นผุยผง
“นั่นคือบทพิสูจน์แรกที่หออี้ผิ่นรับใช้คุณชาย หลังจากกอบโกยผลประโยชน์มหาศาลจากท่าน ทว่ากลับทำงานได้บกพร่อง พวกเราล้วนละอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
“ซ้ำร้าย ตอนถอนรากสมาคมชุดขาวและพรรคเหยี่ยวคราม พวกเรากลับปล่อยปละให้ปลาหลุดรอดแหไปได้ ปัญหาคือพวกมันกบดานอยู่ในถิ่นของเราแท้ๆ แต่พวกเรากลับหูหนวกตาบอด จนเป็นเหตุให้ท่านต้องเผชิญการลอบสังหาร พวกเราไม่มีหน้าจะสู้ท่านได้เลยจริงๆ
“เสี่ยวชิงกลืนเลือดแห่งความอัปยศนี้ไว้เต็มอก นางลั่นวาจาว่าจะต้องเด็ดหัวพวกมันมาล้างอายให้จงได้ จึงลงไปบัญชาการสอดแนมด้วยตนเอง ข่าวแว่วว่านางฝืนเบิกตาแทบไม่ได้หลับนอนมาหลายราตรี และคนที่คลำเจอหางจิ้งจอกเป็นกลุ่มแรก ก็คือสายลับเดนตายที่นางชุบเลี้ยงมากับมือ…”