ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 12 เรื่องราวในอดีต
จ้าวชี่เยว่ลูบคางที่เนียนเรียบดุจหยกสลักพลางครุ่นคิด “รอให้พวกเราบุกไปหาถึงที่น่ะหรือ”
“ท่านพี่ช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก”
จ้าวหนิงยกนิ้วโป้งให้ ประจบประแจงจนจ้าวชี่เยว่เบิกบานใจ “ขอเพียงมันลงมือซัดพวกเราสองคนจนบาดเจ็บสาหัส แล้วส่งข่าวผ่านจวนที่ทำการเมืองเร่งรุดไปยังด่านเยี่ยนเหมินกวน ด้วยนิสัยหวงลูกของท่านพ่อท่านแม่ ย่อมต้องบันดาลโทสะแทบพลิกฟ้า ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไรก็คงนั่งไม่ติด ต้องฝ่าค่ายทะลวงทัพจากด่านเยี่ยนเหมินกวนกลับมาแน่”
“ท่านพ่อท่านแม่กลับมาไม่ได้หรือ”
“ตอนนี้ยังไม่ได้เด็ดขาด”
“เหตุใดกัน”
“หากทิ้งกองทัพเรือนแสนที่ด่านเยี่ยนเหมินกวน พวกท่านจะตกอยู่ในอันตรายสาหัส”
จ้าวชี่เยว่จ้องเขม็งมองจ้าวหนิง “เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าผู้บงการชักใยเบื้องหลังคือใคร”
จ้าวหนิงทอดถอนใจ ไม่อาจบอกตามตรงได้ว่าตนล่วงรู้ความจริงทั้งหมด “ยังไม่แน่ใจ”
เมื่อเห็นจ้าวชี่เยว่ตั้งท่าจะซักไซ้ต่อ จ้าวหนิงจึงรีบเอ่ยเสริม “หากท่านพ่อท่านแม่เผชิญเหตุร้ายกลางทาง ภายหลังก็เอาผิดฟ่านจงหมิงไม่ได้ มันคงตีหน้าซื่ออ้างว่าไม่รู้เรื่องอันใด และพวกเราก็ไร้ซึ่งหลักฐานมัดตัว ท้ายที่สุด ฟ่านชิงหลินก็แค่ทำไปเพราะลุ่มหลงสตรี ส่วนฟ่านจงหมิงก็ถูกบีบให้ประมือกับท่านพี่เพื่อปกป้องสายเลือด ล้วนเป็นข้ออ้างที่ฟังขึ้นทั้งสิ้น”
จ้าวชี่เยว่ขมวดคิ้วมุ่น “ต่อให้ไร้หลักฐานชี้ชัด แต่พฤติการณ์ของพวกมันก็น่าสงสัยยิ่งนัก หากราชสำนักสืบสวน...”
“หากราชสำนักลงมาสืบสวน ก็รังแต่จะส่งขุนนางบุ๋นมา ท่าทีที่พวกขุนนางบุ๋นมีต่อตระกูลขุนพลบู๊เป็นเช่นไร ท่านพี่ก็น่าจะกระจ่างแก่ใจ ตราบใดที่ไม่มีหลักฐานมัดตัวแน่นหนา พวกเขาไม่มีทางนำสองเรื่องนี้มาผูกโยงกัน เพื่อยัดข้อหากบฏให้ตระกูลฟ่านหรอก”
จ้าวชี่เยว่พยักหน้าช้าๆ “เช่นนั้นตอนนี้พวกเราควรพลิกแพลงเช่นไร”
“ถ่วงเวลาจนกว่าจะค่ำ”
“ค่ำแล้วอย่างไร”
“ตอบโต้”
“ทำไมต้องรอให้ราตรีมาเยือนด้วย”
จ้าวหนิงโน้มกายกระซิบข้างหูจ้าวชี่เยว่สองสามประโยค ผู้เป็นพี่สาวก็พลันกระจ่างแจ้งในบัดดล ทอดมองจ้าวหนิงด้วยแววตาเปี่ยมแววชื่นชม ทว่าด้วยอุปนิสัยคิดอ่านรอบคอบ นางจึงตั้งข้อกังขาต่อ “แต่หากก่อนหน้านั้น ฟ่านจงหมิงหมดความอดทนบุกมาหาเราถึงที่เล่า จะทำเช่นไร”
“ท่านพี่ฝึก ‘ท่าเท้ากระจกวารี’ ถึงขั้นใดแล้ว”
“ห่างจากขั้นสมบูรณ์แบบเพียงก้าวเดียว”
“ข้าจะชี้แนะเคล็ดลับให้ท่านพี่สองสามข้อ ขอเพียงท่านทะลวง ‘ท่าเท้ากระจกวารี’ สำเร็จก่อนหน้านั้น หากต้องปะทะกับฟ่านจงหมิง ท่านก็ย่อมหยัดยืนอยู่ในจุดที่ไร้พ่าย”
ทั้งสองผุดลุกขึ้นพร้อมกัน สาวเท้าก้าวสู่ห้องฝึกวิชา จู่ๆ จ้าวชี่เยว่ก็เอ่ยถามขึ้น “ตกลงเจ้าฝึก ‘ท่าเท้ากระจกวารี’ บรรลุได้อย่างไรกันแน่”
“เรื่องมีอยู่ว่า คืนหนึ่งข้านอนไม่หลับ ลุกขึ้นมาสวมเสื้อคลุม ทันใดนั้นก็เห็นอัสนีบาตแลบแปลบปลาบฟ้าร้องคำรามอยู่นอกเรือน ท้องฟ้ายามราตรีบังเกิดปรากฏการณ์วิปริต จู่ๆ จิตใจข้าก็บังเกิดความรู้แจ้งทะลุปรุโปร่ง…”
“แล้วเจ้าฝึก ‘เคล็ดวิชาเชียนจวิน’ สำเร็จได้อย่างไรเล่า”
“นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ตอนที่ข้าออกไปฝึกฝนหาประสบการณ์ภายนอก วันนั้นข้าก้าวผ่านหุบเขาแห่งหนึ่ง จู่ๆ ในป่าก็แว่วเสียงมังกรคำรามพยัคฆ์คำรณ ข้าจึงแกะรอยตามไป…”
“อืม…”
“ท่านพี่เชื่อหรือไม่”
“เชื่อสิ เคล็ดวิชาทั้งสองนี้เจ้าล้วนทะลวงสำเร็จแล้ว ทำไมข้าจะไม่เชื่อเล่า หรือว่าความจริงมิได้เป็นเช่นนี้”
“……”
“ในสายตาข้า การประเมินว่าเจ้าเป็นอัจฉริยะแห่งการบำเพ็ญเพียรในรอบร้อยปีนั้น ยังถือว่าดูแคลนเกินไป ต้องเรียกว่าอัจฉริยะในรอบห้าร้อยปีถึงจะคู่ควร”
“……”
จ้าวชี่เยว่เขย่งปลายเท้า ตบไหล่จ้าวหนิงแผ่วเบา เอ่ยให้กำลังใจด้วยท่าทีแก่แดดแก่ลม “ลืมจ้าวยวี่เจี๋ยนังแพศยานั่นซะ แล้วตั้งใจบำเพ็ญเพียรให้จงดี ตระกูลจ้าวของเราจะมีผู้ทะลวงสู่ ‘ระดับเทวะ’ คนที่สองได้หรือไม่ ก็ฝากความหวังไว้ที่เจ้าแล้ว”
จ้าวหนิง “……”
ความห่วงใยและถ้อยคำให้กำลังใจจากจ้าวชี่เยว่ ทำเอาขอบตาเขาร้อนผ่าว เกือบจะกลั้นน้ำตาลูกผู้ชายไว้ไม่อยู่
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงความรู้สึกปั่นป่วนคลื่นลมในใจเขา ณ เวลานี้ได้
สิบสามปีให้หลังในอดีตชาติ ยามเมื่อเมืองหลวงของต้าฉีแตกพ่าย ในวาระสุดท้ายที่ยอดฝีมือฝ่ายศัตรูบุกทะลวงเข้ามา จ้าวชี่เยว่ก็ยังไม่ทอดทิ้งเขา ซ้ำยังหยัดยืนสู้ตายคุ้มกันให้เขาหนีรอด ท้ายที่สุด จ้าวชี่เยว่ซึ่งในเวลานั้นผงาดขึ้นเป็นยอดฝีมืออันดับต้นๆ ของต้าฉีไปแล้ว กลับต้องทิ้งชีวิตลงพร้อมกับเขาด้วยน้ำมือของกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสูงฝ่ายศัตรูที่รุมล้อมสังหาร
แต่ในอดีตชาติ จ้าวหนิงกลับปฏิบัติต่อพี่สาวสายเลือดเดียวกันผู้นี้ไม่ดีนัก ก่อนที่ตระกูลจะเผชิญมรสุมลูกใหญ่ เขาถึงขั้นรังเกียจเดียดฉันท์นางด้วยซ้ำ
เหตุผลนั้นแสนจะงี่เง่า บิดามารดาของพวกเขาต้องประจำการกรำศึกอยู่ที่ด่านเยี่ยนเหมินกวนตลอดทั้งปี ภาระคอยอบรมสั่งสอนเขาในยามปกติจึงตกเป็นของจ้าวชี่เยว่ เด็กหนุ่มเมื่ออายุย่างเข้าสิบสองสิบสามปี ย่อมหลีกหนีความขบถไปไม่พ้น ยามนั้นจ้าวหนิงรู้สึกว่าพี่สาวผู้นี้เอาแต่พร่ำบ่นจู้จี้และตีกรอบชีวิตเขามากเกินไป จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกต่อต้านและรำคาญใจ ซึ่งนับวันก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
หลังอายุสิบสองปีเป็นต้นมา ท่าทีที่จ้าวหนิงแสดงต่อจ้าวชี่เยว่ก็เลวร้ายมาตลอด ต่อให้อีกฝ่ายจะห่วงใย เขากลับรู้สึกเพียงความรำคาญ โดยเฉพาะหลังจากจ้าวยวี่เจี๋ยถูกรับเข้ามาอยู่ในตระกูลจ้าว จ้าวชี่เยว่มักจะคอยตักเตือนให้จ้าวหนิงเลิกลุ่มหลงจ้าวยวี่เจี๋ยจนเกินงาม และให้อยู่ห่างจากนางไว้ ความชิงชังในใจจ้าวหนิงก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
จนกระทั่งต่อมา เพียงแค่เห็นเงาจ้าวชี่เยว่แต่ไกล จ้าวหนิงก็จะสะบัดหน้าเดินเลี่ยงหนีไปทางอื่นทันควัน
ทว่าภายใต้สถานการณ์อันเย็นชาเช่นนั้น เพียงเพราะจ้าวชี่เยว่รู้สึกว้าวุ่นใจด้วยความเป็นห่วงจ้าวหนิง นางกลับตัดสินใจควบม้าเร็วรุดฝ่าอันตรายมาจากเมืองหลวงโดยไม่รั้งรอแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นสีหน้าแปลกประหลาดของจ้าวหนิง จ้าวชี่เยว่ก็นึกประหลาดใจเล็กน้อย “เจ้าเป็นอะไรไป”
อันที่จริงในใจนางก็รู้สึกตงิดๆ อยู่บ้างเช่นกัน
ตั้งแต่พบหน้าจ้าวหนิงที่เมืองไต้โจวครานี้ นางก็รู้สึกมาตลอดว่ามีบางสิ่งผิดแปลกไป
กลางถนน นางด่าทอเขาฉาดใหญ่ต่อหน้าธารกำนัล หากเป็นเมื่อก่อน จ้าวหนิงคงโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงหนีเตลิดไปนานแล้ว เผลอๆ อาจถึงขั้นแตกหักชักสีหน้าใส่นางเสียด้วยซ้ำ ทว่าวันนี้ จ้าวหนิงกลับเอาแต่ฉีกยิ้มรับหน้ามาตลอดทาง
พอกลับเหยียบจวนใหญ่ตระกูลจ้าว อีกฝ่ายก็เอาแต่เรียกขานนางว่า ‘ท่านพี่’ คำก็ท่านพี่ สองคำก็ท่านพี่ เรียกเสียนางเบิกบานใจจนแทบจะหุบยิ้มไม่ลง
นับแต่ย่างเข้าสู่วัยสิบสอง จ้าวหนิงก็ไม่เคยเรียกนางว่าพี่อีกเลย เอาแต่เรียกชื่อห้วนๆ กระด้างหูมาตลอด เรื่องนี้เคยทำให้จ้าวชี่เยว่แอบหลั่งน้ำตาเสียใจอยู่นาน นางตั้งปณิธานแน่วแน่มานับครั้งไม่ถ้วนว่า หากคราวหน้าน้องชายทรพีกล้าเรียกชื่อนางห้วนๆ อีก นางจะซ้อมมันให้กระอักเลือดคาที่
แต่ทุกคราที่ได้เผชิญหน้าน้องชายผู้นี้ นางกลับโกรธไม่ลง ใจอ่อนยวบจนไม่กล้าลงมือ ยามเห็นเขาละทิ้งการฝึกวิชา ก็ทั้งเคียดแค้นทั้งผิดหวังจนอดไม่ได้ที่จะก่นด่าสักสองสามประโยค ยามเห็นเขาละเลยมื้ออาหาร ก็ปวดใจจนทนไม่ไหวต้องเอ่ยปากเกลี้ยกล่อม
แต่ไอ้เด็กเหลือขอที่พอมัน ‘ปีกกล้าขาแข็ง’ ก็เริ่มหัวรั้น ไม่เชื่องเหมือนเก่า ซ้ำอารมณ์ยังร้อนรุ่ม พฤติกรรมต่อต้านรุนแรงขึ้นทุกวี่วัน มันกลับยิ่งทำหน้าบูดบึ้งใส่นาง ไม่ว่านางจะเอ่ยสิ่งใด มันก็ทำหน้าเบื่อหน่ายรำคาญใจ ราวกับวานรซนที่รอให้คนมาฟาดก้นสั่งสอนไม่มีผิด
โดยเฉพาะหลังจากนังจ้าวยวี่เจี๋ยโผล่หัวมา นางเพียงแค่ตักเตือนเขาสองสามครั้ง ไอ้เจ้านี่พอเห็นหน้านางปุ๊บก็สะบัดตูดเดินเลี่ยงหนีไปไกลปั๊บ แม้แต่หน้าก็ยังไม่อยากจะมอง…ช่างปวดใจเหลือแสน
แม้นสรรพนามคำว่า ‘ท่านพี่’ จะฟังดูพิลึกพิลั่นหู จ้าวชี่เยว่รู้สึกว่าตนไม่ได้แก่ชราปานนั้น ทว่าใครจะสนเล่า ขอเพียงไอ้เด็กแสบนี่ยอมเรียกนางว่าพี่ จะอะไรก็ช่างมันเถิด ปล่อยมันไป
“ไม่มีอะไรหรอก” จ้าวหนิงเบือนหน้าหนี เพื่อซ่อนเร้นไม่ให้จ้าวชี่เยว่เห็นหยาดน้ำตาที่จวนจะร่วงหล่น ในอดีตชาติ เขาเป็นถึงชายฉกรรจ์วัยเหยียบสามสิบ จะมาแสดงความอ่อนแอเยี่ยงนี้ต่อหน้าผู้คนได้อย่างไร น่าขายหน้าสิ้นดี
จ้าวชี่เยว่เห็นจ้าวหนิงทำตัวแข็งขืนดื้อรั้น ก็ไม่คิดจะแฉความกระอักกระอ่วนของเขาให้ได้อาย
แค่นี้นางก็ปรีดามากพอแล้ว ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักถึงจะเก๊กหน้าขรึม รักษาความน่าเกรงขามในฐานะ ‘ท่านพี่’ เอาไว้ได้ หากขืนหยอกเย้าเขาอีกสองสามประโยค เกรงว่ายังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะโต้ตอบ นางก็คงจะหลุดขำจนต้องลงไปนั่งกุมท้องกับพื้นเสียก่อน
อย่างไรเสีย ‘น้องชาย’ ก็ถือว่าเติบโตเป็นบุรุษเต็มตัวแล้ว นี่นับเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งนัก การที่เขาสามารถจับสังเกตความผิดปกติของจ้าวยวี่เจี๋ยได้ทันท่วงที และตัดสินใจตัดขาดกับสตรีที่เคยรักปานจะกลืนกินอย่างเด็ดขาด นั่นคือประจักษ์พยานชั้นเยี่ยม
นับจากนี้ ขอเพียงเขาตั้งใจบำเพ็ญเพียรให้จงดี ตระกูลจ้าวก็จะได้ผู้นำตระกูลที่ยอดเยี่ยม ด้วยพรสวรรค์ฟ้าประทานของเขา อาจถึงขั้นนำไปเทียบเคียงกับบรรพชนผู้ทำให้ตระกูลจ้าวผงาดจากตระกูลเล็กๆ ในมณฑล กลายเป็นตระกูลยิ่งใหญ่ค้ำฟ้าแผ่นดินเมื่อห้าร้อยปีก่อนได้เลยทีเดียว!
หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ… แค่คิดก็เลือดลมสูบฉีดแล้ว นี่คือน้องชายร่วมอุทรของนาง จ้าวชี่เยว่เชียวนะ เอาไปโอ้อวดได้แค่ไหน!
ก่อนจะย่างก้าวเข้าห้องฝึกวิชา จ้าวหนิงก็นึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ จึงเรียกเซี่ยเหอมาสั่งการบางอย่าง
…
ฟ่านจงหมิงที่เตรียมพร้อมรับศึก นั่งรั้งอยู่ในจวนที่ทำการเมืองอยู่นานสองนาน ก็ไม่เห็นเงาจ้าวหนิงกับจ้าวชี่เยว่จะบุกมาพังประตูสักที
เมื่อเห็นว่าใกล้เที่ยงวัน เขาก็หมดความอดทน ส่งเจ้าหน้าที่ไปสืบข่าวที่จวนตระกูลจ้าวถึงสามระลอกติด หวังจะควานหาความเคลื่อนไหวภายใน
ทว่าทุกคราก็ได้รับรายงานกลับมาเช่นเดิมว่า ประตูทั้งสี่ทิศของจวนตระกูลจ้าวปิดตายสนิท ไร้เงาผู้คนเข้าออก ภายในเงียบสงัดดุจป่าช้า ไม่รู้เลยว่าเกิดอันใดขึ้น คนเฝ้าประตูบอกเพียงว่าเจ้านายไม่รับแขก
“จ้าวหนิงกับจ้าวชี่เยว่กำลังวางหมากอันใดอยู่กันแน่”
ฟ่านจงหมิงงุนงงราวกับไก่ตาแตก คิดหัวแทบระเบิดก็เดาเจตนาของอีกฝ่ายไม่ออก “เหตุใดพวกมันถึงไม่มาตามล้างแค้นข้า พวกมันไม่น่าจะสงบเสงี่ยมปานนี้นี่ โทสะแค้นเคืองทะลุฟ้าปานนี้ พวกมันจะกลืนเลือดลงคอได้อย่างไร”
เรื่องราวผิดแผกย่อมมีเลศนัยซ่อนเร้น ฟ่านจงหมิงมิกล้าประมาท เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวตั้งแต่ต้น หวังจะควานหาเบาะแส
ไม่นานเขาก็ตระหนักถึงรากเหง้าของปัญหา
“หรือว่าชิงหลินจะทนทัณฑ์ทรมานไม่ไหว คายความลับเรื่องทั้งหมดออกมาแล้ว นี่…เป็นไปไม่ได้! ชิงหลินมีนิสัยเด็ดเดี่ยว สติปัญญาเฉียบแหลมเกินวัย ต่อให้ต้องสละชีพ ก็ไม่มีทางลากตระกูลฟ่านไปลงนรกด้วยเด็ดขาด!” ฟ่านจงหมิงมีความมั่นใจในตัวสายเลือดของเขาอย่างเต็มเปี่ยม
แม้ตระกูลฟ่านจะเสื่อมถอย แต่รากฐานยังคงฝังลึก เพื่อฟื้นฟูความรุ่งเรืองของวงศ์ตระกูล การเคี่ยวเข็ญอบรมลูกหลานในปัจจุบันจึงเข้มงวดสุดขีด คนรุ่นนี้ใช่ว่าจะไร้ซึ่งยอดคน และฟ่านชิงหลินก็คือหนึ่งในหัวกะทิเหล่านั้น แม้ระดับพลังบำเพ็ญจะยังไม่สูงส่งนัก แต่นั่นก็เป็นเพราะเขายังเยาว์วัย
ทว่าเมื่อเวลาล่วงเลย จวนตระกูลจ้าวก็ยังคงไร้ระลอกคลื่น แม้ฟ่านจงหมิงจะไม่อยากยอมรับ แต่เขาก็จำต้องนึกถึงความเป็นไปได้อีกทางหนึ่ง
“หากชิงหลินคายทุกอย่างออกมาจนหมดเปลือก จ้าวหนิงกับจ้าวชี่เยว่ก็ย่อมตระหนักดีว่าสถานการณ์ของตนในยามนี้วิกฤตเพียงใด เวลานี้พวกมันคงกำลังหวาดผวาขวัญหนีดีฝ่อ อย่าว่าแต่จะมาหาเรื่องข้าเลย แม้แต่ก้าวเท้าออกจากประตูจวนก็คงไม่กล้า! ทางรอดเดียวคือต้องรอให้ท่านข้าหลวงพายอดฝีมือหวนกลับมา แล้วค่อยขอความคุ้มครองจากท่านข้าหลวง!”
ยิ่งขบคิด ฟ่านจงหมิงก็ยิ่งรู้สึกว่านี่คือสัจธรรม “นี่สอดคล้องกับสถานการณ์ของจวนตระกูลจ้าวในยามนี้ที่สุดแล้ว มิเช่นนั้น ต่อให้จ้าวชี่เยว่ประเมินแล้วว่าอาจสู้ข้าไม่ได้ แต่นางก็ไม่น่าจะหดหัวนิ่งเฉยเช่นนี้ อย่างน้อยก็ต้องส่งคนมาลองเชิงบ้างสิ หากพวกมันล่วงรู้ตัวผู้บงการชักใยเบื้องหลังแล้ว ข้าควรจะพลิกกระดานรับมือเช่นไรดี”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ นัยน์ตาของฟ่านจงหมิงก็สาดประกายอำมหิตสุดขีด
แผนการที่ตระกูลฟ่านกำลังเข้าไปพัวพัน รวมถึงตัวตนของคนเหล่านั้น ห้ามถูกกระชากหน้ากากเด็ดขาด มิฉะนั้น องค์ฮ่องเต้ต้องพิโรธหนักกวาดล้างเก้าชั่วโคตรเป็นแน่!
และตอนนี้จ้าวหนิงกับจ้าวชี่เยว่ก็ดันล่วงรู้ความลับฟ้าถล่มนี้เสียแล้ว!
หนทางเดียวคือต้องเชือดพวกมันทิ้งให้หมด!
หากจะต้องนองเลือดล้างบางจวนตระกูลจ้าว แล้วผู้ใดเล่าจะเป็นคนลงดาบ จะเป็นคนเหล่านั้น หรือเขาต้องเป็นคนคุมกำลังไปเอง เรื่องนี้ย่อมบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่อาจกวาดซุกใต้พรมได้!
มีแผนการที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายหรือไม่
ไม่มี!
เส้นเลือดดำบนหน้าผากฟ่านจงหมิงปูดโปน นัยน์ตาแดงก่ำดุจสายเลือด ใบหน้าบิดเบี้ยวถมึงทึงราวกับสัตว์ร้ายที่เตรียมขย้ำเหยื่อ
หรือจะต้องเปิดศึกแตกหักกันไปข้างหนึ่ง
นี่ไม่ใช่กระดานที่เขาคาดหวังไว้แต่แรกเลยแม้แต่น้อย
แต่ถ้าไม่ทำเช่นนี้ จะมีทางรอดหรือ
ไม่มี!
เมื่อถูกต้อนให้ต้องรับเคราะห์ ก็ต้องเลือกเส้นทางที่สูญเสียน้อยที่สุด
ตัวตนของคนเหล่านั้นไม่อาจเปิดเผยได้ ส่วนปัญหาอื่นๆ ค่อยไปชำระความกันทีหลัง ดังนั้น คนในจวนตระกูลจ้าว วันนี้ต้องตายตกตามกันให้หมด!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือวิกฤตที่เลวร้ายถึงขีดสุด ฟ่านจงหมิงไม่เคยปรารถนาให้เรื่องราวบานปลายมาถึงขั้นนี้เลย
แต่ถ้าไม่หักดิบลงมือก็ไม่ได้แล้ว!
ฟ่านจงหมิงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด