ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 111 เปิดโปง
สำหรับภารกิจที่มอบหมาย แม้หออี้ผิ่นจะมีช่องโหว่ ทว่าทุกสิ่งล้วนอยู่ในความคาดหมาย จ้าวหนิงจึงไร้เจตนาตำหนิติเตียนแม้แต่น้อย
หาใช่เพราะเขามีเมตตา เขาเพียงประเมินหมากตามความเป็นจริง แท้จริงแล้วเขาคือผู้ที่รีดเค้นความสมบูรณ์แบบ หากไม่อาจไร้ที่ติ ก็ต้องเค้นผลลัพธ์สูงสุดเท่าที่ขีดจำกัดมนุษย์จะทำได้
ยามนี้หออี้ผิ่นเป็นเพียงขุมกำลังชาวยุทธ์ หาใช่หน่วยข่าวกรองเดนตาย หลายภารกิจเพิ่งเคยลงมือหนแรก ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงความเชื่องช้า แม้จ้าวหนิงปรารถนาจะหล่อหลอมพวกมันให้กลายเป็นเขี้ยวเล็บในเงามืด ทว่าการเปลี่ยนก้อนกรวดเป็นเหล็กกล้าย่อมต้องใช้เวลาเคี่ยวกรำ
ประเมินจากผลงานที่ผ่านมา หออี้ผิ่นนับว่าตอบสนองความคาดหวังได้ดี ส่วนที่พลาดพลั้ง ปัจจัยหนึ่งคือไร้ประสบการณ์ อีกปัจจัยคือศัตรูหาใช่ชนชั้นสามัญ
ไม่ว่าจะเป็นตระกูลหลิว เซียวเยี่ยน หรือจ้าวยวี่เจี๋ย ล้วนเป็นจิ้งจอกเฒ่าที่รับมือได้ยากยิ่ง
หลังก้าวออกจากโรงน้ำชา จ้าวหนิงสั่งให้คนของหออี้ผิ่นนำทางข้ามย่านการค้า เพื่อตามหาซูเยี่ยชิง
หญิงสาวกำลังนั่งนิ่งดุจรูปสลักริมหน้าต่างเรือนสองชั้น สายตาจดจ่อไปยังคฤหาสน์ใหญ่เบื้องหน้า บานหน้าต่างที่แง้มไว้ครึ่งหนึ่งส่องตรงไปยังประตูหลังของคฤหาสน์เป้าหมายอย่างไร้ที่ติ หากนับเรื่องจุดซุ่มดู นี่คือตำแหน่งสอดแนมที่ยอดเยี่ยมหาใดเปรียบ
จ้าวหนิงซักไซ้จนทราบว่า เรือนหลังนี้เป็นของนักเลงเจ้าถิ่นที่ถูกหออี้ผิ่นใช้เงินอุดปากและยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ ยามนี้กลายเป็นสุนัขรับใช้สายนอก
ฉื่อปี่ นายใหญ่แห่งหออี้ผิ่น ตั้งกฎเหล็กในการคัดคนเข้าสังกัดอย่างเข้มงวดเพื่อรักษาอำนาจ ข้อห้ามเด็ดขาดคือห้ามรับเศษสวะสันดานทรามหรือพวกหยิบหย่งรักสบาย
ในเมื่อเจ้าของเรือนเป็นนักเลงหัวไม้ วันธรรมดาย่อมมีสหายเสเพลเข้าออกพลุกพล่าน การที่พวกซูเยี่ยชิงแฝงตัวมาที่นี่ จึงกลมกลืนไร้ร่องรอยให้เพ่งเล็ง
หมากตานี้พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้ซูเยี่ยชิงจะดูไร้เดียงสา ทว่านั่นเป็นเพียงเปลือกนอก หากวัดกันที่กึ๋น วิสัยทัศน์ และชั้นเชิงการทำงาน นางถือว่าเด็ดขาดและเฉียบคม นี่ย่อมสมเหตุสมผล หากไร้เขี้ยวเล็บ สตรีอายุน้อยเช่นนางคงไม่อาจก้าวขึ้นเป็นผู้ดูแลโรงน้ำชาได้
“คุณชายจ้าว… ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร” ทันทีที่จ้าวหนิงผลักประตูเข้ามา ซูเยี่ยชิงก็ดีดตัวลุกพรวด ความยินดีระคนตื่นตะลึงฉายชัดบนใบหน้า
การปรากฏตัวกะทันหันของชายหนุ่มทำให้นางทำตัวไม่ถูก ลนลานจนมือไม้วางผิดที่ผิดทาง ได้แต่ขยำชายเสื้อตนเองไปมา
ภาพซูเยี่ยชิงที่สะท้อนในแววตาจ้าวหนิงยามนี้ ใต้ตาคล้ำลึกเป็นวงดำปื้นยิ่งกว่าคราแรกที่พบกันจนแทบกลืนกินลูกตา ผนวกกับใบหน้าเล็กซีดเผือดจากการกรำงานหนักจนขาวราวกระดาษ เมื่อกระทบแสงเทียนสลัวที่สาดส่อง ยิ่งขับให้ดูคล้ายวิญญาณแค้นหลุดบ่วงมาก็ไม่ปาน
จ้าวหนิงชะงักงัน ริมฝีปากเผยอค้างไร้คำพูด อยากจะหัวเราะแต่ก็รู้ว่าผิดกาลเทศะ จึงได้แต่ฝืนกลั้นไว้อย่างยากลำบาก
ซูเยี่ยชิงสังเกตเห็นแววตาประหลาดของชายหนุ่ม สติพลันหวนกลับคืน ความละอายจู่โจมจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี นางก้มหน้างุด หัวใจเต้นกระหน่ำ สายตาล่อกแล่กมองหาทางหนีทีไล่ สัญชาตญาณร่ำร้องให้มุดลงใต้โต๊ะเร้นกาย
ทว่าย่อมไม่อาจทำได้จริง นางยกสองมือหมายจะปิดบังใบหน้า แต่ก็ตระหนักว่ากิริยาเช่นนั้นดูจริตจะก้านเกินไป สองมือจึงชะงักค้างกลางอากาศ ร่างแข็งทื่อไปชั่วขณะ ไม่รู้จะทิ้งแขนลงหรือทำทีตบตา ปั่นป่วนไปทั้งร่าง ลนลานดั่งมดบนกระทะร้อน เลือดสูบฉีดจนใบหน้าแดงเถือกเตลิดไปถึงลำคอ ติ่งหูแดงก่ำดุจผลอิงเถา
จ้าวหนิงก้าวไปหยุดริมหน้าต่าง ทอดสายตามองออกไปเบื้องนอกพลางเอ่ยถามความคืบหน้าเพื่อสลายบรรยากาศอึดอัด อีกฝ่ายรีบเค้นเสียงตอบอย่างจริงจัง ซ้ำยังเสริมข้อมูลอื่นเพิ่มเติมอย่างกระตือรือร้น ในที่สุดจังหวะหัวใจนางก็กลับมาสงบนิ่ง ท่าทีเกร็งเขม็งเริ่มผ่อนคลายลง
กระทั่งอวี้เหนียง หรือนามเดิมหลิวอวี้ ยกถ้วยชาเข้ามา ซูเยี่ยชิงจึงรับไปประเคนให้จ้าวหนิงพร้อมผายมือเชิญให้นั่ง แม้จะยังคงก้มหน้างุด หลีกเลี่ยงการใช้ใบหน้าวิญญาณแค้นหลอกหลอนชายหนุ่ม ทว่าก็ไร้ความคิดจะเผ่นหนีอีก
“อวี้เหนียงก็ติดตามมาถึงที่นี่เชียวหรือ” จ้าวหนิงปรายตามองหญิงสาว
ซูเยี่ยชิงพยักหน้ารับ นางมิได้หย่อนกายลงนั่ง เพียงยืนสำรวมอยู่เบื้องข้าง “รสมือพี่อวี้ล้ำเลิศ ทว่านางมิปรารถนาจะฝังตัวเป็นเพียงแม่ครัวก้นครัว ครานี้ที่ข้าลงพื้นที่ พี่อวี้จึงดึงดันขอติดตามมาด้วย…”
“ก่อนคุณชายจะมาเยือน พี่อวี้เอ่ยว่า หากเราไร้หมากตาอื่นในการกระชากหน้ากากเศษเดนสมาคมชุดขาวและพรรคเหยี่ยวครามในร้านผ้าไหมฝั่งตรงข้าม นางยินดีจะแฝงตัวเข้าไปเป็นแม่ครัวหรือบ่าวรับใช้ เพื่อเจาะลึกสถานการณ์ภายใน”
ถ้อยคำนี้เรียกประกายประหลาดใจจากนัยน์ตาจ้าวหนิง
เดิมทีเขาคาดคเนว่า หลังหลิวอวี้เผชิญมรสุมชีวิตจนแทบแหลกสลาย นางคงปรารถนาความสงบ การเร้นกายเป็นแม่ครัวในโรงน้ำชา ย่อมมีกินมีใช้ ซ้ำยังค่อยๆ ‘ชดใช้หนี้เลือด’ ให้เขาได้ คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเลือกเดินหมากตานี้ ยอมเอาคอพาดเขียงเสี่ยงอันตราย
“การแทรกซึมเข้าถ้ำพยัคฆ์ล้วนมีคมหอกคมดาบรออยู่ พลาดพลั้งเพียงก้าวคือวิญญาณหลุดจากร่าง อวี้เหนียงแน่ใจแล้วหรือว่าจะเดินหมากตานี้” จ้าวหนิงเอ่ยถามเสียงเรียบ
ซูเยี่ยชิงหันมองอวี้เหนียง เมื่อเห็นแววตาเด็ดเดี่ยว นางจึงเม้มริมฝีปากตอบ “พี่อวี้เล่าว่า ยามอยู่เรือน เพื่อปกป้องหยาดเหงื่อแรงกายจากการรับจ้างเย็บปัก ไม่ให้ถูกเดนมนุษย์ผีพนันผู้นั้นผลาญจนสิ้น นางต้องงัดเล่ห์เหลี่ยมชิงไหวชิงพริบตลอดวันคืน เคี่ยวกรำตนเองจนอ่านสีหน้าคนทะลุปรุโปร่ง ขัดเกลาจิตใจจนละเอียดลออ ซ่อนเร้นอารมณ์ได้มิดชิด จึงมั่นใจว่าจะแบกรับภารกิจนี้ได้”
จ้าวหนิงชะงักไปชั่วครู่
สิ่งที่หลิวอวี้ถูกเคี่ยวกรำมา คงมิใช่เพียงทักษะเหล่านั้น ทว่าคือจิตใจที่อำมหิตและอดทนจนถึงขีดสุด หากจิตใจเปราะบางเพียงนิด หลังกรำงานหนักยังต้องมาทำสงครามประสาทกับสามีเดนตายที่ผลาญสมบัติทุกวี่วัน คงสิ้นหวังจนผูกคอตายหนีปัญหาไปนานแล้ว
“พวกเจ้าตัดสินใจเอาเถิด” จ้าวหนิงโยนอำนาจกลับไปให้ซูเยี่ยชิง
เขามองทะลุปรุโปร่ง การที่หลิวอวี้เลือกเส้นทางสีเลือด ย่อมเจือเจตนาสร้างผลงานเพื่อปลดหนี้ก้อนโต เงินสามพันตำลึงคือโซ่ตรวนที่ล่ามนางไว้ชั่วชีวิต หากปรารถนาจะทุบตรวนทิ้ง นางย่อมต้องลงมือทำ ‘เรื่องใหญ่’ สักครา
สำหรับทางเลือกนี้ จ้าวหนิงไร้เจตนาผลักดัน และไร้ความคิดขัดขวาง
การมีเป้าหมายหล่อเลี้ยงลมหายใจย่อมเป็นเรื่องดี แม้ต้องแลกมาด้วยคมดาบและห่าธนูก็ตาม หากไร้จุดหมาย มนุษย์ย่อมเป็นเพียงซากศพเดินได้ หลิวอวี้อาจทนแรงกดดันไม่ไหว จมปลักกับอดีตอันเน่าเฟะจนตรอมใจตายไปในที่สุด
จ้าวหนิงไร้แผนจะรั้งอยู่ที่นี่นานนัก ที่แวะเวียนมา แท้จริงก็เพื่อตรวจสอบสภาพของซูเยี่ยชิง เรื่องวางตาข่ายสอดแนมกิจการ เขาไม่คิดจะลดตัวลงไปก้าวก่ายให้มากความ
ก่อนจากไป ชายหนุ่มปรายตาเข้าไปในครัว พบเพียงอาหารเหลือเดนไม่กี่จาน ซ้ำยังมีแต่ผักดองและหัวไชเท้า ส่วนเนื้อสัตว์มีเพียงซุปปลาจืดชืดที่ถูกควักเนื้อไปแล้วครึ่งซีก
“หออี้ผิ่นผงาดเป็นเจ้าแห่งยุทธภพเมืองเยี่ยนผิงแล้ว แต่พวกเจ้ากลับยัดสิ่งเหล่านี้ลงท้องงั้นหรือ” จ้าวหนิงหันขวับมาถามซูเยี่ยชิงอย่างฉงน
ซูเยี่ยชิงกะพริบตาปะหลับปะเหลือก เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงซื่อตรงทว่าเจือความประหลาดใจ “ภารกิจสอดแนมมิได้ผลาญแรงกาย ไร้ความจำเป็นต้องสวาปามเนื้อปลาหรือสุราเลิศรส… อีกอย่าง สำรับนี้ก็นับว่าอุดมสมบูรณ์แล้ว มีกับข้าวถึงสามอย่างซุปหนึ่งอย่าง ประเสริฐกว่าชาวบ้านทั่วไปตั้งเท่าใด… ครอบครัวพี่น้องหออี้ผิ่นอีกหลายชีวิตยังต้องเคี้ยวธัญพืชหยาบกระด้าง ไร้กับข้าวตกถึงท้องด้วยซ้ำ…”
จ้าวหนิงใบ้กินไปชั่วขณะ
‘ชาวบ้านทั่วไป’ ในนิยามของนาง ย่อมหมายถึงชนชั้นรากหญ้าที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดไปวันๆ นี่คือสันดานความคิดที่ฝังรากลึก ต่อให้ยามนี้อำนาจจะหนุนส่งจนลอยชูคอ นางก็ไม่คิดเอาตัวไปเทียบชั้นกับตระกูลมั่งคั่ง ในหัวมีแต่ภาพความอดอยากในอดีต
จ้าวหนิงไม่ออกคำสั่งให้ปรับปรุงสำรับอาหาร คำพูดลอยลมล้วนไร้ค่า ซ้ำยังไม่คิดจะทิ้งเงินก้นถุงไว้ ไม่ว่าจะเป็นซูเยี่ยชิงหรือหออี้ผิ่น ย่อมมิรั้งรอเศษเงินบริจาคประทังหิว และเขาเองก็ไม่ใช่ผู้ใจบุญที่ต้องควักกระเป๋าปรนเปรอความเป็นอยู่ให้พวกมัน
เดิมทีตั้งใจจะสะบัดแขนเสื้อจากไป ทว่าจ้าวหนิงกลับตวัดคำสั่งให้ผู้ติดตามไปกว้านซื้อสุราเลิศรสและอาหารชั้นเลิศจากเหลาอาหาร ก่อนจะรั้งตนนั่งร่วมโต๊ะ ดื่มด่ำมื้ออาหารกับซูเยี่ยชิงและหลิวอวี้อย่างสำราญใจ
…
หอเฟยเสวี่ย
เซียวเยี่ยนจับจ้องจดหมายลับในมือเนิ่นนาน ใบหน้างดงามที่เคยมั่นใจและหยิ่งผยอง บัดนี้ถูกฉาบด้วยชั้นน้ำแข็งเยียบเย็น ส่วนลึกของนัยน์ตายังซุกซ่อนไฟโทสะและความเจ็บปวดที่ไม่อาจให้ผู้ใดล่วงรู้
เฒ่าคิ้วขาวก้าวเท้าไร้เสียงเข้ามาในห้องก่อนค้อมกายคารวะ “องค์หญิงเรียกหาทาสเฒ่ายามวิกาล มีประกาศิตใดหรือ” คืนนี้ผู้เข้าเวรคือเฒ่าคิ้วดำ หากไร้เรื่องคอขาดบาดตาย เซียวเยี่ยนย่อมไม่ตีระฆังเรียกเขามา
เซียวเยี่ยนโยนจดหมายให้ข้ารับใช้ชราพลางเอ่ยเสียงเย็น “หลายเดือนมานี้ ทุ่งหญ้าม่อเป่ยมีหนูท่อแฝงตัวเข้ามา พวกมันมุดไปตามเผ่าต่างๆ ลอบสืบความเคลื่อนไหวของสี่ราชสำนักใหญ่ และคว้านลึกถึงวิถีชีวิตชาวทุ่งหญ้า”
“หัวหน้าเผ่าเล็กเผ่าน้อยล้วนถูกต้อนถามคำถามเดียวกัน… มุมมองต่อราชสำนักเทียนหยวน และความโหดเหี้ยมของกองทัพใหญ่เทียนหยวนในสมรภูมิที่ผ่านมา”
“ต่อให้พวกมันจะปลอมแปลงเป็นพ่อค้า หมอผี หรือคนพเนจร ทว่าไท่จื่อก็ยังคว้าหางพวกมันได้ ยามนี้พระองค์กำลังซักไซ้ข้าว่า หนูพวกนี้ทะลวงมาจากรูไหน เหตุใดขยะแปลกปลอมมากมายถึงลอบเร้นเข้าทุ่งหญ้าได้ โดยที่ตาข่ายข่าวกรองของข้ากลับบอดสนิท” กล่าวถึงประโยคท้าย น้ำเสียงของนางคมกริบดุจใบมีดเชือดเฉือน
เฒ่าคิ้วขาวกวาดสายตาอ่านจดหมาย นัยน์ตาฝ้าฟางพลันวูบไหว ในเนื้อความระบุชัดเจนว่า สุนัขรับใช้กลุ่มที่ทะลวงได้ลึกสุด ยามนี้ประชิดติดรังของราชสำนักแล้ว ซ้ำยังงัดทุกเล่ห์เหลี่ยมเพื่อชั่งน้ำหนักขุมกำลังของราชสำนักเทียนหยวน
นี่คือการขยับหมากพลิกฟ้า ผู้ที่กล้ากระตุกหนวดเสือย่อมมิใช่ตัวหมากกระจอกร่อยหรอ
“องค์หญิง ผู้ที่มีเขี้ยวเล็บพอจะส่งสายลับไปทะลวงความลับของราชสำนัก ย่อมหนีไม่พ้นขุนพลเฝ้าชายแดนของราชวงศ์ต้าฉี… ตระกูลจ้าวแห่งด่านเยี่ยนเหมินกวน รวมถึงตระกูลซุนและตระกูลสือแห่งด่านซานไห่กวน ทว่าสองแดนทัพนี้ถูกพวกเราตรึงตาข่ายสอดแนมไว้อย่างแน่นหนา หากมีการกรีธาพลขึ้นเหนือ พวกเราย่อมต้องดมกลิ่นได้” เฒ่าคิ้วขาววิเคราะห์อย่างเยือกเย็น
แววตาเซียวเยี่ยนวาวโรจน์ “หมายความว่ามิใช่ทัพชายแดนต้าฉี ทว่าคือขุมกำลังลับจากเมืองหลวงต้าฉีงั้นรึ”
เฒ่าคิ้วดำที่เร้นกายอยู่เบื้องหลังก้าวออกมา “ในเมืองหลวงมีเพียงทำเนียบเสนาธิการทหารที่มีสิทธิ์เดินหมากตานี้ ทว่าจ้าวเสวียนจีกำลังฟาดฟันชิงอำนาจกับสวีหมิงหล่างและขุนนางบุ๋นจนเลือดเข้าตา จะเอาเวลาใดมาเพ่งเล็งทุ่งหญ้า ยิ่งกว่านั้น หากปราศจากราชโองการจากฮ่องเต้ต้าฉี มันย่อมไร้ความกล้าที่จะบุ่มบ่าม”
ประกายตาเซียวเยี่ยนกระตุกวูบ “เช่นนั้นก็หมายความว่า… ฮ่องเต้ต้าฉีเป็นผู้ปล่อยสุนัขพวกนี้ออกมาด้วยพระองค์เอง”
“หลังความวุ่นวายที่เมืองไต้โจว ฮ่องเต้ต้าฉีโยกกำลังทหารสามหมื่นนายไปอุดด่านเยี่ยนเหมินกวน นี่ย่อมเป็นข้อพิสูจน์ว่ามันเริ่มหวาดระแวงทุ่งหญ้าแล้ว” เฒ่าคิ้วดำชี้แจง
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น การแหวกม่านหมอกส่งสายลับเข้าทุ่งหญ้าเพื่อประเมินขุมกำลังของพวกเราอีกครา ย่อมสมเหตุสมผล” เฒ่าคิ้วขาวสรุปความ
เซียวเยี่ยนขมวดคิ้วแน่น “ทัพชายแดนนิ่งสงบ ทำเนียบเสนาธิการทหารไร้ความเคลื่อนไหว นั่นหมายความว่าในอุ้งมือฮ่องเต้ต้าฉี… ยังซุกซ่อนขุมกำลังลับอีกสายหนึ่ง”
เฒ่าคิ้วขาวลูบเคราครุ่นคิด “ทาสเฒ่าเคยระแคะระคายว่า… ฮ่องเต้ต้าฉีกุม ‘บันทึกฟางอู้’ ไว้ในพระหัตถ์…”
เซียวเยี่ยนพยักหน้ารับ “เรื่องนั้นข้าทราบดี ทว่าคาดไม่ถึงว่า ‘บันทึกฟางอู้’ จะมิใช่เพียงไพ่ข่มขวัญขุนนาง แต่กลับซ่อนคมเขี้ยวไว้จริง… ดูหมิ่นฮ่องเต้ต้าฉีผู้นี้เกินไปเสียแล้ว”
“การที่ฮ่องเต้ต้าฉีส่งเครือข่ายของ ‘บันทึกฟางอู้’ ทะลวงเข้าทุ่งหญ้า บ่งชี้ชัดเจนว่ามันมุ่งมั่นจะชำแหละความลับของพวกเรา… องค์หญิง นี่คือคลื่นใต้น้ำลูกใหญ่ ราชสำนักต้องกางตาข่ายตั้งรับ” เฒ่าคิ้วขาวสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายคุกคาม
หากปล่อยให้ฮ่องเต้ต้าฉีล่วงรู้ถึงขุมกำลังที่แท้จริงของราชสำนักเทียนหยวน มันย่อมไม่งอมืองอเท้า ปล่อยให้ราชสำนักเทียนหยวนผงาดขึ้นเป็นเสี้ยนหนามชิ้นโตอย่างแน่นอน
เซียวเยี่ยนโบกมือปัด “ในเมื่อไท่จื่อคว้าหางสุนัขรับใช้ต้าฉีได้แล้ว ย่อมไม่มีทางปล่อยให้พวกมันลากความลับของเรากลับไป ด้วยชั้นเชิงของไท่จื่อ เพียงจัดฉากปาหี่กลางทุ่งหญ้าสักฉาก ก็ป้อนความเท็จที่เราต้องการให้พวกมันกลืนลงคอได้แล้ว”
กล่าวถึงจุดนี้ กลิ่นอายตึงเครียดของนางก็เจือจางลง
หากฮ่องเต้ต้าฉีหวังอาศัยหมากตานี้ชั่งน้ำหนักกองทัพเทียนหยวน เพื่อประเมินว่าเราคือภัยคุกคามแห่งแดนใต้หรือไม่… เช่นนั้นไท่จื่อย่อมตบรางวัลเป็นผลลัพธ์อัน ‘น่าพึงพอใจ’ กลับไปถวายอย่างงาม
“ส่งม้าเร็วแจ้งข่าวกลับทุ่งหญ้า เพียงสะกิดให้ไท่จื่อล่วงรู้ว่าฮ่องเต้ต้าฉีเป็นผู้กระตุกสายเชือก พระองค์ย่อมรู้ดีว่าควรเดินหมากสวนกลับเช่นไร”
เซียวเยี่ยนพับจดหมายลับ นำไปจ่อบนเปลวเทียน ปล่อยให้ไฟเลียกระดาษจนกลายเป็นเถ้าถ่าน ก่อนจะปรายตาเหยียดมองเฒ่าคิ้วขาว “ส่วนพวกเรา… ย่อมต้องสานต่อกระดานเลือดของพวกเราให้จบ”
“ข้าเพิ่งได้รับรายงาน... ช่วงหลายวันที่ผ่านมา สุนัขลอบกัดที่ซุ่มจับตาหอเฟยเสวี่ย ถูกกระชากหน้ากากเปิดโปงตัวตนที่แท้จริงแล้ว”