ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 114 พระราชอำนาจกับอำนาจอัครเสนาบดี
สำหรับตระกูลจ้าวและหออี้ผิ่น ขวบปีนี้นับเป็นฤดูเก็บเกี่ยวอันอุดมสมบูรณ์ สำหรับฮ่องเต้ซ่งจื้อ ย่อมถือเป็นปีแห่งการกอบโกยผลประโยชน์มหาศาลไม่แพ้กัน
สันดานมนุษย์ล้วนตะกละตะกลาม ได้คืบย่อมเอาศอก นี่คือสัญชาตญาณดิบเถื่อน ทว่าในอีกมุมหนึ่ง กลับเป็นคุณสมบัติอันยอดเยี่ยม เพราะความโลภโมโทสันผลักดันให้มนุษย์ก้าวทะยานข้ามขีดจำกัด ช่วงชิงความมั่งคั่งและอำนาจมาไว้ในกำมือ
ซ่งจื้อหมายฉวยโอกาสช่วงปลายปี กวาดต้อนผลประโยชน์เข้ากระเป๋าเพิ่มอีกสักครา ทว่าเป้าหมายหนนี้ เขายื่นมือเข้าหาสวีหมิงหล่าง… หรือกล่าวให้ถูกคือ ล้วงลึกเข้าไปในถิ่นของขุนนางบุ๋น
“ฟางปั๋วฝู หลางจงแห่งกรมพระคลัง อุทิศตนรับใช้ราชสำนัก ปฏิบัติหน้าที่ซื่อสัตย์ภักดี หลายปีมานี้ผลประเมินไร้ที่ติ สมควรเลื่อนขั้นปูนบำเหน็จ
“ผังเซิง เจ้าเมืองเยี่ยนผิง กุมอำนาจศาลาว่าการเมืองมาหลายปี กลับไร้ผลงานประจักษ์ เดนมนุษย์ตระกูลหลิวก่อกรรมทำเข็ญ สังหารราษฎรราวผักปลาใต้จมูก ซ้ำยังสมรู้ร่วมคิดกับนายอำเภอหลานเทียน มันกลับหูหนวกตาบอด นับว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่อย่างอุกอาจ”
“เจิ้นมีบัญชาลดขั้นผังเซิงเป็นเพียงซือหม่าประจำหัวเมืองชายแดน และแต่งตั้งฟางปั๋วฝูขึ้นรั้งตำแหน่งเจ้าเมืองเยี่ยนผิง อัครเสนาบดีสวีเห็นควรเช่นไร”
ภายในตำหนักฉงเหวิน ซ่งจื้อปรายพระเนตรมองอดีตพระอาจารย์ ผู้ก้าวขึ้นเป็นขุนนางกุมอำนาจสูงสุดแห่งราชวงศ์ต้าฉีในปัจจุบัน
สวีหมิงหล่างย่อมเดือดดาลในใจ
คดีเลือดตระกูลหลิว แม้ผังเซิงจะแบกความผิดฐานบกพร่องต่อหน้าที่ ทว่าข้อหานี้พลิกแพลงได้ดั่งพลิกฝ่ามือ จะบีบให้ตายหรือผ่อนปรนให้รอดล้วนทำได้ ตามครรลอง การเนรเทศผังเซิงพ้นเมืองหลวง ริบตำแหน่งขั้นสี่ลงเป็นเพียงซือหม่าขั้นแปดนับว่าสมเหตุสมผล ทว่าผังเซิงคือเสาหลักของขุนนางบุ๋นสกุลผัง ซ้ำเก้าอี้เจ้าเมืองเยี่ยนผิงยังเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ หากสวีหมิงหล่างยอมกลืนเลือดรับประกาศิตนี้ ความสูญเสียย่อมเกินคณานับ
ฟางปั๋วฝูคือตัวอันใด มันคือขุนนางจากตระกูลยากไร้ มีผลงานล้ำเลิศดั่งที่ฮ่องเต้กล่าวอ้างจริงหรือ ย่อมเป็นเพียงลมปาก ที่อุปโลกน์ว่าผลประเมินไร้ที่ติทุกปี ล้วนเกิดจากแรงหนุนเบื้องหลังขององค์ฮ่องเต้ และการผลักดันจากรองเสนาบดีฝ่ายซ้ายกรมลี่ปู้ ผู้เป็นขุนนางยากไร้สายเดียวกัน
เนื้อแท้แล้ว ฮ่องเต้เพียงหมายปั้นขุนนางตระกูลยากไร้ ขึ้นมาปล้นชิงอำนาจจากบัณฑิตตระกูลขุนนางบุ๋น
กระดานนี้ไร้ถูกผิด มีเพียงจุดยืนที่ต้องเข่นฆ่ากัน
สวีหมิงหล่างเรียบเรียงความคิด พลางประสานมือคารวะ “ทูลฝ่าบาท แม้หลางจงฟางปั๋วฝูจะมีผลงานประจักษ์ ทว่ายศถาบรรดาศักดิ์หยุดอยู่ที่ขั้นห้า การก้าวกระโดดขึ้นเป็นขั้นสี่รวดเดียว โดยไร้ผลงานสะเทือนฟ้าดินหนุนหลัง เกรงว่าเหล่าขุนนางจะเกิดข้อครหา
“อีกประการ ฟางปั๋วฝูไร้ประสบการณ์ปกครองแคว้น หน้าที่หลางจงแห่งกรมพระคลังกับเจ้าเมืองเยี่ยนผิงห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว กระหม่อมเกรงว่าเขาจะแบกรับภาระไม่ไหว ขอฝ่าบาททรงไตร่ตรอง”
ถ้อยคำเหล่านี้คือความจริง หาใช่การดันทุรังคัดค้าน
สวีหมิงหล่างมองทะลุปรุโปร่งว่าฮ่องเต้ปรารถนาจะดึงขุนนางตระกูลยากไร้ขึ้นมาเป็นเขี้ยวเล็บ มิเช่นนั้นคงไม่ขยายขอบเขตการสอบเคอจวี่ติดต่อกันหลายปี ทว่าอัครเสนาบดีเฒ่ากลับไม่สะทกสะท้าน ในสายตาเขา ต่อให้ฮ่องเต้จะดิ้นรนเพียงใด สุดท้ายย่อมต้องก้มหัวรับฟังคำชี้แนะจากเขา
ประการแรก เขาคือผู้นำสูงสุดของขุนนางบุ๋น เป็นเสาหลักที่มีขุมอำนาจเก่าแก่หนุนหลังหนาแน่น ประการต่อมา ในฐานะอดีตพระอาจารย์และอัครเสนาบดีคนปัจจุบัน เขาอาบน้ำร้อนมาก่อน เชี่ยวชาญการปกครองทะลุปรุโปร่ง บารมีล้นฟ้าประดุจผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ฮ่องเต้ย่อมไม่อาจเมินเฉยคำทัดทาน
องค์กษัตริย์ยังเยาว์ชันษา พระชนมายุไม่แตะสามสิบ เส้นทางอำนาจยังต้องพึ่งพิงบารมีของเขาอีกยาวไกล
ทว่าครานี้ สวีหมิงหล่างประเมินหมากพลาด
ท่าทีของโอรสสวรรค์แข็งกร้าวเด็ดขาด “ฟางปั๋วฝูสั่งสมบารมีในตำแหน่งหลางจงมาหลายปี สุขุมเยือกเย็น คู่ควรแก่การเจียระไน จะนั่งเก้าอี้เจ้าเมืองเยี่ยนผิงได้มั่นคงหรือไม่ ย่อมต้องโยนลงสมรภูมิจริง เจิ้นไม่เคยตระหนี่ที่จะประทานโอกาสแก่ผู้มีปัญญา
“ส่วนเรื่องขั้นยศ ให้ปรับเลื่อนหนึ่งระดับชั่วคราว รั้งตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าเมืองขั้นสี่รอง ควบตำแหน่งรักษาการเจ้าเมืองเยี่ยนผิง เพื่อพิสูจน์ฝีมือ อัครเสนาบดีเห็นเป็นเช่นไร”
เพลิงโทสะปะทุในอกสวีหมิงหล่างทันควัน ลอบสบถในใจ ‘ประทานโอกาสให้ผู้มีปัญญางั้นรึ ข้ออ้างนี้มีไว้ประเคนอำนาจให้พวกเศษสวะตระกูลยากไร้เท่านั้น เคยเห็นหัวลูกหลานขุนนางบุ๋นบ้างหรือไม่ ซ้ำฟางปั๋วฝูนับเป็นผู้มีปัญญาอันใด หากประชันปัญญาบริหารแผ่นดิน ลูกหลานชั้นเลิศของขุนนางบุ๋นมีเกลื่อนกลาด จะถึงคิวสุนัขจรจัดอย่างมันได้อย่างไร’
หมากที่ให้รั้งตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าเมืองควบรักษาการเจ้าเมืองเยี่ยนผิง ล้วนเป็นเพียงฉากบังหน้า หากปล่อยให้มันฝังรากกุมอำนาจศาลาว่าการได้จริง ฮ่องเต้จะยอมให้มันคายเนื้อชิ้นนี้ออกมาอีกหรือ
สวีหมิงหล่างอ้าปากเตรียมคัดค้าน ทว่าเมื่อสบพระพักตร์ที่เคร่งขรึมดุจเหล็กกล้า หว่างคิ้วแผ่ซ่านอำนาจเด็ดขาดไม่อาจล่วงละเมิด หัวใจของเขากลับกระตุกวูบ
‘เหตุใดครานี้ทรงแข็งกร้าวถึงเพียงนี้ ไม่ไว้หน้าข้าแม้แต่น้อย… ไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน... หรือฝ่าบาทจะปีกกล้าขาแข็ง คิดเหยียบย่ำบารมีข้า รวบอำนาจกลับคืนไป’
สัญชาตญาณเฒ่าลั่นเตือนภัยคุกคาม นี่คือลางร้ายอย่างแท้จริง
นับแต่โบราณกาล บัลลังก์มังกรกับขุนนางล้วนงัดข้อชิงอำนาจกันมาทุกยุคสมัย ในยุคปฐมกาลแห่งจงหยวน พระราชอำนาจหาได้ยิ่งใหญ่คับฟ้า ปัจจัยหลักคือมี ‘เฉิงเซี่ยง’ หรืออัครเสนาบดีคอยคานอำนาจ
ยุคนั้นเฉิงเซี่ยงมีสิทธิ์เปิดจวนบัญชาการเอกเทศ กุมเครือข่ายบริหารแผ่นดินไว้ในมือ เรียกขานว่า ‘จวนเฉิงเซี่ยง’ นับเป็นศูนย์กลางอำนาจสูงสุด เฉิงเซี่ยงว่าราชการในจวนตนเอง หาใช่ในวังหลวงหรือกรมจงซู ยุคนั้นกระทั่งระบบสามกรมยังไม่ถือกำเนิด
ยุคราชวงศ์ฮั่นล้วนใช้ระบอบนี้ จวนเฉิงเซี่ยงแห่งจูเก๋อเลี่ยงคือข้อพิสูจน์อันแจ่มชัด ทว่าหลังก่อตั้งระบบสามกรมหกกระทรวง ตำแหน่งเฉิงเซี่ยงถูกลดทอนเป็นเพียงอัครเสนาบดี อำนาจเปิดจวนเอกเทศจึงถูกริบคืน
บนผืนแผ่นดินจงหยวน การผลัดแผ่นดินเปลี่ยนราชวงศ์คือสัจธรรม ทว่าไม่ว่าบัลลังก์จะเปลี่ยนมือกี่ครา ไม่ว่ากษัตริย์จะปรีชาญาณหรือโง่เขลา นับแต่วันที่สถาปนาราชวงศ์ ย่อมต้องยืนหยัดสองเจตนารมณ์อย่างเหี้ยมโหด นั่นคือ รวบอำนาจเบ็ดเสร็จ และเชิดชูพระราชอำนาจให้เกรียงไกร
ปฐมกาล แผ่นดินแตกฉานซ่านเซ็น โอรสสวรรค์เป็นเพียงหุ่นเชิดบนบัลลังก์ แว่นแคว้นนครรัฐกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในแดนตน กระทั่งต้าฉีบดขยี้ระบบศักดินา เปลี่ยนแปลงสู่ระบอบหัวเมือง ศูนย์กลางอำนาจจึงสามารถตวัดปลายพู่กันปลดหรือตั้งขุนนางได้ดั่งใจ
กาลต่อมา อำนาจทหารและอำนาจปกครองท้องถิ่นถูกฉีกแยกจากกัน เขี้ยวเล็บข้าหลวงหัวเมืองใหญ่ถูกริบ บารมีราชสำนักทวีความยิ่งใหญ่ ทั้งหมดนี้คือวิถีแห่งการรวบอำนาจสู่วังหลวง
ในส่วนกลาง การแยกขั้วบุ๋นบู๊ คือการขยายผลจากการฉีกอำนาจท้องถิ่น และการดันขุนนางตระกูลยากไร้ขึ้นมาเหยียบย่ำขุนนางเก่าแก่ แท้จริงคือการกวาดล้างเสี้ยนหนามที่คอยแบ่งปันอำนาจฟ้าดิน นี่คือบันไดเลือดในการเชิดชูพระราชอำนาจ
จุดแตกหักที่สะท้อนการผงาดของพระราชอำนาจได้ชัดเจนที่สุด คือสงครามแย่งชิงบัลลังก์อำนาจระหว่าง ‘พระราชอำนาจ’ และ ‘อำนาจอัครเสนาบดี’
ตำแหน่งอัครเสนาบดี นับแต่ถือกำเนิดย่อมกุมภาระบริหารแผ่นดิน เป็นดั่งภูผาขวางกั้นระหว่างโอรสสวรรค์กับร้อยขุนนาง ทำให้ฮ่องเต้ไม่อาจชักใยขุนนางเบื้องล่างได้โดยตรง
เมื่อใดที่แผ่นดินนี้ไร้เงาอัครเสนาบดี ฮ่องเต้รวบอำนาจสั่งการหกกระทรวงเบ็ดเสร็จ เมื่อนั้นพระราชอำนาจย่อมทะยานสู่จุดสูงสุด
ถึงกาลนั้น ร้อยขุนนางจะไร้เก้าอี้บนท้องพระโรง ทำได้เพียงยืนค้อมหัวว่าราชการ สูญสิ้นศักดิ์ศรีขุนนางจนหมดสิ้น กลายสภาพเป็นสุนัขรับใช้พระราชอำนาจอย่างสมบูรณ์ ทำได้เพียงเรียกขานตนเองว่า ‘ทาส’
เมื่อถึงวันนั้น จะไร้ผู้ใดเหนี่ยวรั้งพระราชอำนาจ ฮ่องเต้ปรารถนาสิ่งใดย่อมได้ดั่งใจนึก สามารถปิดหูปิดตาประชาชน ก่อคดีอักษรนองเลือดอย่างไร้ปรานี โดยไม่ต้องหวาดผวาว่าจะมีขุนนางหน้าไหนกล้ายืนชี้หน้าด่าทอกลางท้องพระโรง ว่าพระองค์คือทรราช
นั่นคือห้วงยามที่แสงแห่งโอรสสวรรค์เจิดจรัสทะลุฟ้า ประดุจจันทร์เพ็ญแห่งพระราชอำนาจ
ทว่าจันทร์เพ็ญย่อมมีวันเว้าแหว่ง นั่นย่อมเป็นลางมรณะของพระราชอำนาจเช่นกัน
สวีหมิงหล่างไม่อาจหยั่งรู้อนาคต ทว่าในฐานะอัครเสนาบดี เขารู้ซึ้งก้นบึ้งหัวใจ… การที่ซ่งจื้อแผ่รังสีอำมหิตใส่เขา ดึงดันยัดเยียดขุนนางสวะตระกูลยากไร้ขึ้นกุมอำนาจศาลาว่าการเมืองเยี่ยนผิง นั่นคือการประกาศสงครามแห่งพระราชอำนาจ
นี่คือการโยนหินถามทาง
เป็นหนแรกที่ซ่งจื้อกล้างัดข้อกับเขา
หากวันนี้เขายอมกลืนเลือด อนาคตหมากกระดานนี้ย่อมถูกรุกฆาตหนักขึ้น ฮ่องเต้จะยิ่งเหิมเกริม บารมีอัครเสนาบดีจะถูกบดขยี้ และผลประโยชน์ก้อนโตจะถูกปล้นชิงไปจนสิ้น
สวีหมิงหล่างลอบวิเคราะห์ เหตุใดฮ่องเต้จึงฉีกหน้ากากผู้โอนอ่อนผ่อนตาม และกล้าหักหน้าเขาในยามนี้
เป็นเพราะปีกกล้าขาแข็ง กระหายอำนาจเบ็ดเสร็จรึ หรือเพราะขุนนางบุ๋นเพิ่งปราชัยแก่ขั้วทหาร ซ้ำเขายังไร้ปัญญาปกป้องหลิวมู่จือ ทำให้ฮ่องเต้มองทะลุว่า… อัครเสนาบดีผู้กุมชะตาฟ้าดิน แท้จริงมิได้ไร้เทียมทานดั่งที่คิด
เกรงว่าจะรวมทั้งสองเหตุผล
ยอมจำนนไม่ได้เด็ดขาด จะปล่อยให้ฮ่องเต้รุกฆาตไม่ได้ ต้องงัดข้อด้วยเหตุผลให้ถึงที่สุด ซ้ำยังต้องดับฝันอีกฝ่ายอย่างไร้ปรานี ทำให้มือที่ยื่นมาล้ำเส้น ต้องถูกตะปูเหล็กตอกกลับจนเลือดอาบ
ยิ่งไปกว่านั้น ศาลาว่าการเมืองเยี่ยนผิงคือหัวใจของแผนการขั้นถัดไป เป็นฐานที่มั่นในการล้างแค้นขั้วทหาร บดขยี้ตระกูลจ้าว และโค่นล้มจ้าวเสวียนจี เขาไม่มีวันปล่อยให้ที่ว่าการเมืองกลายเป็นหอกข้างแคร่
เขาต้องรักษาเก้าอี้เจ้าเมืองเยี่ยนผิงให้ขุนนางสายบุ๋นจงได้
ไม่สิ ทางที่ประเสริฐที่สุด คือบังคับให้ผังเซิงรั้งตำแหน่งเจ้าเมืองต่อไป
การงัดข้อเพื่อรั้งตัวขุนนางที่สมควรถูกเนรเทศ ให้อยู่ยงคงกระพันในตำแหน่งเดิมได้ นั่นต่างหากคือการสำแดงอำนาจบารมีอันล้นฟ้าของอัครเสนาบดีให้โลกประจักษ์
ต้องบีบให้ฮ่องเต้ตระหนักว่า ในต้าฉียามนี้ เขาสวีหมิงหล่างคือภูผาเหล็กที่ไม่มีใครหน้าไหนโค่นล้มได้ ขุนนางเก่าแก่ยังคงเป็นผู้กุมชะตาฟ้าดิน หาใช่ขยะตระกูลยากไร้
พวกสวะตระกูลยากไร้เป็นเพียงทารกไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม มีปัญญาอันใดมาล้วงคอหอยเขา
‘คราก่อนที่ข้าทิ้งหลิวมู่จือ เป็นเพราะความผิดตระกูลหลิวเหม็นโฉ่เกินเยียวยา หากดันทุรังปกป้องย่อมแปดเปื้อนมลทิน ทว่าในสายพระเนตรและพวกขั้วทหาร กลับมองว่าข้าอ่อนแอไร้พละกำลัง’
‘สงครามชิงอำนาจในท้องพระโรง ไร้ซึ่งคำว่าถูกผิด ไร้ซึ่งความแค้นของราษฎรตาดำๆ มีเพียงการกดข่มด้วยกำลัง คราก่อนข้าขี้ขลาดเกินไป ครานี้… ข้าต้องคุ้มกะลาหัวผังเซิงให้จงได้’
เมื่อตัดสินใจเด็ดขาด สวีหมิงหล่างจึงค้อมศีรษะทูล “ทูลฝ่าบาท แม้เจ้าเมืองเยี่ยนผิงเป็นเพียงขุนนางขั้นสี่ ทว่าแบกรับชะตากรรมของเมืองหลวง ต้องรับมือทั้งเชื้อพระวงศ์ ขุนนางใหญ่ ไปจนถึงราษฎรเดินดิน ตำแหน่งนี้สำคัญประดุจคอหอยแผ่นดิน หาใช่เก้าอี้ที่ฟางปั๋วฝูจะนั่งได้”
“กระหม่อมในฐานะอัครเสนาบดี ผู้นำมวลขุนนาง ไม่อาจทนดูเก้าอี้สำคัญถูกโยนให้คนไร้ความสามารถ หากเกิดหายนะ ย่อมเป็นความบกพร่องของกระหม่อม”
“หากฝ่าบาททรงโปรดปรานฟางปั๋วฝู ย่อมส่งตัวไปเคี่ยวกรำในหัวเมืองทุรกันดาร รอจนสร้างผลงานประจักษ์แจ้ง ค่อยเรียกกลับมามอบอำนาจในเมืองหลวง ย่อมไร้ข้อครหา”
“ส่วนเก้าอี้เจ้าเมืองเยี่ยนผิง กระหม่อมเห็นควรให้ผังเซิงรั้งตำแหน่งตามเดิม เขาคุมศาลาว่าการมาหลายปีไร้รอยด่างพร้อย คดีเลือดตระกูลหลิวหนนี้ แม้ผังเซิงจะหละหลวม แต่ก็มิใช่ผู้ลงมือ”
“หลิวมู่จือในฐานะชานจือเจิ้งซื่อ หลอกลวงเบื้องบน ปิดบังเบื้องล่าง มันต่างหากคือสุนัขลอบกัดตัวจริง หากฝ่าบาทปรารถนาจะลงดาบผังเซิง เพียงลดยศหนึ่งระดับ ให้รั้งตำแหน่งรักษาการเจ้าเมืองเพื่อแก้ตัว ถือว่าปรานีที่สุดแล้ว”
“ขอฝ่าบาททรงไตร่ตรอง”
สิ้นคำ สวีหมิงหล่างค้อมกายคารวะ ไร้ถ้อยคำใดหลุดจากปากอีก เขาหลุบตาลงต่ำ ทว่าท่าทีกลับแข็งกร้าวดั่งภูผาหิน
หากฮ่องเต้ดันทุรังดึงดัน การแต่งตั้งฟางปั๋วฝูและปลดผังเซิง อย่าว่าแต่กรมจงซูจะยอมจรดพู่กันร่างราชโองการ กระทั่งขั้นตอนตรวจสอบของกรมเหมินเซี่ยก็ย่อมถูกตีตกลับอย่างไร้เยื่อใย
ระบบสามกรมหกกระทรวง ถือกำเนิดเพื่อสกัดกั้นฮ่องเต้มิให้รวบอำนาจเบ็ดเสร็จ เป็นโซ่ตรวนจำกัดพระราชอำนาจ
ราชโองการทุกฉบับ ต้องผ่านการร่างจากกรมจงซู ฮ่องเต้ประทับตรา ส่งต่อให้กรมเหมินเซี่ยตรวจสอบ หากกรมเหมินเซี่ยพบช่องโหว่ ย่อมตีกลับได้ทันที มีเพียงราชโองการที่ผ่านการประทับตราจากกรมเหมินเซี่ยเท่านั้น จึงจะส่งถึงหกกระทรวงในกรมซ่างซูเพื่อประกาศใช้
ก่อนตวัดพู่กันลงราชโองการสำคัญ ฮ่องเต้ย่อมต้องเรียกขุนนางระดับสูงจากกรมจงซูและเหมินเซี่ยมาสุมหัวหารือ เพื่อให้เจตนาตรงกัน ป้องกันการถูกหักหน้าตีกลับราชโองการที่ประทับตราหยกแล้ว หากเป็นเช่นนั้น ไม่เพียงบารมีกษัตริย์จะแหลกสลาย รอยร้าวระหว่างนายบ่าวย่อมลึกจนยากประสาน
เห็นได้ชัดว่า การสยบขุนนางจากสองกรมใหญ่นี้ให้ศิโรราบเบ็ดเสร็จ มีความหมายต่อพระราชอำนาจเพียงใด
และหากแผ่นดินนี้ไร้ซึ่งระบบสามกรม ทุบทำลายเก้าอี้อัครเสนาบดีทิ้ง สำหรับโอรสสวรรค์ย่อมเป็นวิถีทางอันประเสริฐที่สุด
เมื่อสดับถ้อยคำและท่าทีกระด้างกระเดื่องของสวีหมิงหล่าง ฮ่องเต้หรี่พระเนตรลง ประกายตาเยียบเย็นดุจคมหอก ตอกตรึงร่างอัครเสนาบดีนิ่งงัน
แม้ไม่ได้เงยหน้าสบพระพักตร์ ทว่าสวีหมิงหล่างสัมผัสได้ถึงจิตสังหารและรังสีอำมหิตที่แผ่พุ่งลงมาบดขยี้อย่างหนักหน่วง
ความเงียบงันโรยตัวเนิ่นนาน ท้องพระโรงโอ่โถงเงียบสงัดปานป่าช้า กระทั่งเสียงสูดลมหายใจยังกรีดหู
หากเลี่ยงได้ สวีหมิงหล่างย่อมไม่ปรารถนาจะปะทะกับฮ่องเต้ซึ่งหน้า นั่นคือวิถีของคนโง่เขลา
ในฐานะอัครเสนาบดี ผู้รั้งตำแหน่ง ‘จงซูเหมินเซี่ยผิงจางซื่อ’ เขาย่อมคานอำนาจบัลลังก์มังกรได้ ทว่าสำหรับซ่งจื้อ ตราบใดที่ยังไม่สิ้นพระชนม์หรือถูกกบฏกระชากลงจากบัลลังก์ พระองค์คือเจ้าชีวิต ทว่าหากกระตุกหนวดมังกรจนพิโรธ เขาอาจกระเด็นหลุดจากเก้าอี้อัครเสนาบดีได้ทุกเมื่อ
หากไม่ถึงคอหอย อัครเสนาบดีย่อมไม่กล้าหักหาญน้ำใจโอรสสวรรค์
ทว่าในเมื่อนั่งเก้าอี้ขุนนางสูงสุด ย่อมต้องมีห้วงยามที่ต้องงัดข้อกับเบื้องบน... อัครเสนาบดีผู้มีมันสมอง หาใช่สุนัขรับใช้ที่คอยเห่าหอนตามเจ้านาย ย่อมต้องกล้ายืนหยัดเช่นนี้
กาลเวลาเคลื่อนคล้อย เบื้องบนยังคงไร้สุรเสียง สวีหมิงหล่างใจสั่นสะท้าน สงครามจิตวิทยากดทับจนหายใจฝืดเคือง ความแข็งกร้าวของฮ่องเต้เหนือความคาดหมายไปไกลลิบ
ท้ายที่สุด ขณะที่สวีหมิงหล่างเริ่มชั่งน้ำหนัก ในสภาวะที่เขาและจ้าวเสวียนจีไม่อาจอยู่ร่วมโลก ขั้วบุ๋นบู๊เป็นดั่งไฟกับน้ำ ซ้ำเขายังหมายหัวตระกูลจ้าว… การทำให้ฮ่องเต้กริ้วจัดในยามนี้ จะคุ้มค่าหรือไม่ ทันใดนั้น โอรสสวรรค์ก็เอื้อนโอษฐ์
“ให้ฟางปั๋วฝูเลื่อนยศหนึ่งระดับ รั้งตำแหน่งกรมพระคลังตามเดิม ผังเซิงถูกลดขั้นหนึ่งระดับ ให้คุมศาลาว่าการเมืองเยี่ยนผิงเพื่อแก้ตัว… ถังซิงและโจวจวิ้นเฉินสะสางคดีเลือดตระกูลหลิวได้เฉียบขาดรวดเร็ว ผลงานโดดเด่น เลื่อนยศขึ้นคนละสองระดับ—อัครเสนาบดีเห็นเป็นเช่นไร”
เมื่อสดับประโยคครึ่งแรก สวีหมิงหล่างลอบลิงโลด แทบไม่เชื่อหูตนเอง
ทว่าเมื่อสดับครึ่งหลัง เขากลับรู้สึกว่าการประทานยศให้ถังซิงและโจวจวิ้นเฉินรวดเดียวสองระดับนั้นก้าวกระโดดเกินควร ซ้ำก่อนหน้าที่พวกมันจะเข้ารับตำแหน่งในศาลาว่าการ ก็เพิ่งได้รับการปูนบำเหน็จมาหมาดๆ
แต่เมื่อไตร่ตรองดู สองคนนี้เป็นเพียงมดปลวกที่ไต่จากขั้นเจ็ดชั้นเอกขึ้นเป็นขั้นหกชั้นเอก ฐานะหาได้สลักสำคัญ ตราบใดที่เขายังรักษาเก้าอี้เจ้าเมืองเยี่ยนผิงให้ผังเซิงได้ เรื่องพรรค์นี้ย่อมเป็นเพียงเศษฝุ่น
พริบตาต่อมาเขาก็พลันกระจ่างแจ้ง แท้จริงแล้วเป้าหมายที่ฮ่องเต้ต้องการเชิดชู หาใช่ตัวหมากไร้ค่าอย่างฟางปั๋วฝู แต่เป็น ‘ปั่งเหยี่ยน’ ป้ายแดงอย่างถังซิง และ ‘ทั่นฮวา’ ป้ายแดงอย่างโจวจวิ้นเฉินต่างหาก
“ฝ่าบาทปรีชาญาณ” สวีหมิงหล่างรู้ตัวว่าไม่อาจแข็งขืนได้อีก มิเช่นนั้นฮ่องเต้ย่อมบันดาลโทสะพลิกกระดานทิ้งเป็นแน่
ไม่ว่าเป้าหมายที่แท้จริงขององค์กษัตริย์คือการดันถังซิงกับโจวจวิ้นเฉินหรือไม่ ทว่าการที่ซ่งจื้อกล้าตบหน้าหยั่งเชิงเขาในวันนี้ การโยนหินถามทางเพื่อประกาศศักดาของ ‘พระราชอำนาจ’ ที่มีต่อ ‘อำนาจอัครเสนาบดี’ และปฐมบทสงครามชิงอำนาจของทั้งสองขั้ว… ได้ปะทุขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว