ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 115 ขาดดุล
ปลายปีคือห้วงยามแห่งงานเลี้ยงสังสรรค์ ญาติมิตรเพื่อนฝูงต่างผลัดกันเป็นเจ้ามือ ไม่ว่ากระเป๋าจะหนักหรือเบาหวิวก็ต้องกัดฟันทำใจป้ำ เพื่อสานสัมพันธ์และถือโอกาสโอ้อวดว่าปีนี้ตนยังมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่เลวนัก
ขนาดชาวบ้านร้านตลาดยังเป็นเช่นนี้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงศูนย์รวมอำนาจและความมั่งคั่งอย่างที่ทำการราชการ
ทุกช่วงสิ้นปี หากเหล่าขุนนางไม่พากันออกไปเสเพลสักสิบวันครึ่งเดือน กินดื่มจนพุงกางปากมันแผล็บ หิ้วเงินเบี้ยหวัดและของขวัญปีใหม่กลับจวน ภายนอกแม้ดูเมามายโซเซ ทว่าแท้จริงกลับก้าวเดินอย่างองอาจผ่าเผย หากไม่ทำเช่นนี้ ย่อมไม่อาจโอ้อวดเพื่อนบ้านได้ว่าตนคือขุนนาง ไม่อาจประกาศบารมีว่าเหนือกว่าผู้ใด และย่อมสั่นคลอนความหยิ่งผยองที่จะพกพาไปใช้ในปีหน้า
ช่วงหลายเดือนมานี้ กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองกอบโกยผลประโยชน์ไปมหาศาล ขุนนางน้อยใหญ่รวมถึงเหล่าทหารรักษาการ นอกจากเบี้ยหวัดตามระเบียบแล้วยังกวาดอามิสสินจ้างไปอีกไม่น้อย งานเลี้ยงช่วงนี้จึงยิ่งใหญ่และคึกคักเป็นพิเศษ
อย่าว่าแต่ขุนนางระดับจงฉีขึ้นไปที่มักเหมาหอสุราหรูหราทั้งหลัง แม้แต่ทหารรักษาการทั่วไปยามรวมตัวร่ำสุรา ต่างก็ตะเบ็งเสียงลั่น โปรยเงินรางวัลหนักมือราวกับกลัวผู้คนจะไม่รู้ถึงบารมี ไม่รู้ว่าตนคือคนเหนือคน และไม่อาจสัมผัสถึงความเหิมเกริมของพวกตนได้
หลายวันมานี้จ้าวหนิงบอบช้ำไม่เบา เขารู้สึกราวกับร่างกายโดนสุราและนารีสูบพลังหยางจนกลวงโบ๋ ทุกเช้าที่ตื่นมาเผชิญหน้ากับแววตาน้อยอกน้อยใจ อึกอักคล้ายอยากเอ่ยคำแต่ก็กลืนลงคอของเซี่ยเหอ เขาย่อมรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง
แต่นี่คือเรื่องสุดวิสัย ด้วยสถานะในกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองยามนี้ ผู้คนต่างแห่แหนมาประจบสอพลอ ประกอบกับเป็นปีแรกที่เข้ามารับตำแหน่งและก้าวเท้าสู่แวดวงขุนนาง จ้าวหนิงไม่อาจทำตัวแปลกแยก ยิ่งไม่อาจสร้างชื่อว่าเป็นคุณชายหยิ่งยโสถือตัว จึงจำต้องไว้หน้าผู้ใต้บังคับบัญชาและสหายร่วมงาน
ผลคือ หอนางโลมเลื่องชื่อในตรอกผิงคัง เขาแทบจะตระเวนเหยียบย่างไปมาแล้วทุกแห่งหน
หนึ่งวันก่อนส่งท้ายปีเก่า จ้าวหนิงไม่ต้องเข้ากองบัญชาการ เขาตั้งใจจะพักผ่อนในจวนให้เต็มคราบ นอนเสพสุขจากการนวดเฟ้นด้วยมือเรียวนุ่มทว่าทรงพลังของเซี่ยเหอ ฟื้นฟูพละกำลังให้พร้อมสำหรับการตระเวนคารวะปีใหม่ตามจวนต่างๆ หลังผลัดเปลี่ยนปี
ปีนี้เขาเข้ารับราชการ ฐานะเปลี่ยนไป จำเป็นต้องไปคารวะผู้อาวุโสอย่างเป็นทางการ ยกตัวอย่างเช่นจวนลู่กั๋วกง ถึงเวลานั้นคงไม่พ้นโดนตาเฒ่าเว่ยฉงซานผู้ห้าวหาญลากตัวไปกรอกสุรายัดเนื้อย่างจนพุงกางเป็นแน่
ทว่าพักผ่อนได้ไม่ถึงครึ่งค่อนวัน คนจากโรงผลิตศาสตราปราณกลับวิ่งมารายงานว่าการหลอมเกาทัณฑ์ผลึกม่วงเกิดปัญหา ตอนนี้จ้าวเสวียนจีไม่อยู่จวน พวกเขาจึงขอร้องให้จ้าวหนิงไปดูสถานการณ์
ไร้ทางเลือก จ้าวหนิงจำต้องหยัดกายลุกจากเก้าอี้เอนหลัง บอกลาแสงแดดอุ่นวาบที่หาได้ยากยิ่ง รวมถึงมือเรียวนุ่มนวลของเซี่ยเหอ
ทันทีที่เหยียบย่างเข้าโรงผลิตศาสตราปราณ จ้าวหนิงก็เข้าใจสถานการณ์ทะลุปรุโปร่ง ปัญหาตกอยู่ที่การสลักค่ายกลอักขระอาคมลงบนผลึกม่วง ช่างสลักและช่างฝีมือทั้งหมดไม่อาจก้าวผ่านขั้นตอนชี้เป็นชี้ตายนี้ไปได้
“ก่อนหน้านี้พวกเราไม่เคยใช้ผลึกม่วงหลอมศาสตราปราณ จึงไม่ค่อยเข้าใจคุณสมบัติของแร่ชนิดนี้ เดิมทีคิดว่าหลังสกัดผลึกม่วงแล้ว การสลักค่ายกลอักขระอาคมคงไม่ต่างจากแร่ทั่วไป แต่พวกเราเค้นสมองพยายามอยู่นาน ผลลัพธ์กลับล้มเหลวไม่เป็นท่าขอรับ” ผู้ดูแลโรงผลิตเอ่ยด้วยใบหน้าละอาย
จ้าวหนิงขมวดคิ้ว “ล้มเหลวสิ้นเชิง หรือแค่ค่ายกลอักขระอาคมดึงประสิทธิภาพของปราณแท้ออกมาได้ไม่ดีพอ”
ผู้ดูแลตอบตามตรง “อานุภาพเสริมปราณแท้จากค่ายกลอักขระอาคมผลึกม่วง… ยังสู้แร่พื้นๆ ที่พวกเราคุ้นเคยไม่ได้เลยขอรับ”
สรุปคือล้มเหลวโดยสิ้นเชิง จ้าวหนิงหน้าตึงเครียด ทว่าหลังรับฟังคำอธิบายเชิงลึกจากผู้ดูแล เขาก็ตระหนักได้ว่าเรื่องนี้ไม่อาจโยนความผิดให้ช่างสลักอักขระและช่างฝีมือของจวน
ผลึกม่วงคือทรัพยากรหลักของตระกูลหลิว ประสิทธิภาพการขยายอานุภาพศาสตราปราณเรียกได้ว่าไร้เทียมทานในใต้หล้า ทว่าผลผลิตแต่ละปีมีจำกัด หนำซ้ำด้วยความบาดหมางระหว่างขุนนางบุ๋นกับขุนนางบู๊แห่งต้าฉี การกดขี่จากฝ่ายพลเรือน และจุดยืนปรปักษ์ระหว่างตระกูลหลิวกับตระกูลจ้าว ทำให้ที่ผ่านมาตระกูลจ้าวไม่เคยได้ครอบครองผลึกม่วงจำนวนมาก และไร้ซึ่งองค์ความรู้เกี่ยวกับมันโดยสิ้นเชิง
ยามนี้เหล่าช่างสลักอักขระถูกบีบให้เร่งลงมือ การจะหลอมสร้างให้สำเร็จในเวลาอันสั้นย่อมยากเย็นแสนเข็ญ ถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
ตามประเมินของผู้ดูแล ช่างสลักของตระกูลจ้าวต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่เพื่อศึกษาผลึกม่วงให้ถ่องแท้ อย่างเร็วคือสามถึงห้าเดือน อย่างช้าอาจลากยาวไปถึงหนึ่งหรือสองปี
แต่จ้าวหนิงต้องการเกาทัณฑ์ผลึกม่วงหนึ่งพันคันภายในครึ่งปี ดูจากสถานการณ์ยามนี้… โอกาสแทบเป็นศูนย์
ชาติก่อนจ้าวหนิงก็ไม่คุ้นเคยกับผลึกม่วง เขาไม่เคยหลอมศาสตราปราณ ซ้ำไม่ใช่ช่างสลักอักขระ จึงคาดไม่ถึงว่าของบางสิ่งจะรับมือยากเย็นปานนี้ ต่อให้เป็นผู้ที่เกิดใหม่ ก็ใช่ว่าจะกลายเป็นเทพเจ้าผู้ล่วงรู้สรรพสิ่ง
ทางแก้แรกที่แวบเข้ามาในหัว คือการขอยืมตัวคนจากตระกูลขุนนางบู๊สายพันธมิตร
ทว่าเมื่อตรึกตรองให้ดี ในหมู่ตระกูลแม่ทัพดุจเดียวกันกลับไร้ผู้ใดเชี่ยวชาญผลึกม่วง ผลผลิตจากเหมืองของตระกูลหลิว ล้วนผูกขาดขายให้เพียงพวกขุนนางบุ๋นเท่านั้น
“ตึงมือแล้วสิ…” จ้าวหนิงย่อมไม่อาจลากคอช่างสลักอักขระตระกูลหลิวจากดินแดนเนรเทศมาหลอมอาวุธให้ตระกูลตน ต่อให้พวกมันกลายเป็นผีก็คงไม่มีวันยอม
แหล่งแร่ผลึกม่วงในใต้หล้ามีอยู่น้อยนิด นอกจากตระกูลหลิว ก็มีเพียงราชวงศ์เท่านั้นที่ครอบครองเหมืองผลึกม่วงสองแห่ง ซ้ำยังมีข่าวลือว่าผลผลิตยังเทียบชั้นเหมืองเขาหลานเทียนไม่ได้แม้แต่น้อย
หรือจะต้องไปบากหน้าขอยืมตัวคนจากฮ่องเต้? จ้าวหนิงหรี่ตา ความคิดนี้น่าพิจารณาไม่เลว
ชายหนุ่มเดินกลับพลางขบคิดชั่งน้ำหนักว่าควรบากหน้าไปขอช่างสลักอักขระจากซ่งจื้อดีหรือไม่ แต่ยังไม่ทันก้าวข้ามธรณีประตูเรือน เว่ยอู๋เซี่ยนกับเฉินอันจือก็พุ่งพรวดออกมาขวางทาง ตระกูลจ้าวกับตระกูลเว่ยผูกมิตรกันมาเนิ่นนาน เว่ยอู๋เซี่ยนจึงเข้าออกจวนแห่งนี้ได้ประดุจบ้านตนเองโดยไม่ต้องรอรายงาน
“ไปๆๆ ไปหอเยี่ยนไหล! วันนี้เจ้าเฉินเหยาจินกินดีหมีหัวใจเสือมาหรือไงไม่รู้ ดันปากดีท้าดวลเหล้าคว่ำพวกเราสองคนให้หมอบ ข้าต้องสั่งสอนให้มันรู้ซึ้งว่ามดปลวกคลอนต้นไม้ใหญ่มีจุดจบเช่นไร” เว่ยอู๋เซี่ยนถูมือไปมา แววตาฮึกเหิมทนรอไม่ไหว
‘เฉินเหยาจิน’ คือฉายาใหม่ที่เขาตั้งให้เฉินอันจือ จงใจเสียดสีว่าอีกฝ่ายมีสภาพไม่ต่างจากเฉิงเหยาจิน… ชายเถื่อนบ้าเลือดที่ดีแต่ใช้กำลัง
แต่เฉินอันจือกลับอ้าแขนรับฉายานี้ด้วยความหน้าชื่นตาบาน ซ้ำยังตอกกลับว่าเว่ยอู๋เซี่ยนมันพวกไร้การศึกษา ไม่รู้หรือไรว่าแท้จริงแล้วเฉิงเหยาจินคือยอดคนผู้มีปัญญา ภายนอกหยาบกระด้างทว่าภายในละเอียดรอบคอบ
จ้าวหนิงปณิธานแน่วแน่แล้วว่าสองสามวันนี้ต้องพักผ่อนให้เต็มอิ่ม ฟื้นฟูปราณหยางที่ขาดดุล หากเป็นสวะที่ไหนมาลากเขาไปเสเพลที่หอเยี่ยนไหล เขาคงตอกหน้าหงายปฏิเสธเสียงแข็งไปแล้ว
ต่อให้เว่ยอู๋เซี่ยนมาดึงดันลากกึ่งจูง เขาก็ยังสามารถกดหัวอีกฝ่ายให้นั่งแกร่วอาบแดดในจวนเป็นเพื่อนได้ ทว่ากับเฉินอันจือนั้นต่างออกไป
หลังสิ้นสุดเทศกาลล่าสัตว์ฤดูสารท เจ้านี่ก็ถูกส่งตัวไปรับตำแหน่งที่กรมพิธีการ ตระกูลเฉินมีฐานะค่อนข้างต่ำต้อยในหมู่ตระกูลขุนนางบุ๋น ซ้ำยังไม่ลงรอยกับอัครเสนาบดีสวีหมิงหล่าง เขาจึงถูกดองเป็นแค่ขุนนางขั้นแปด ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินไม่น้อย
วันธรรมดาต่างคนต่างรัดตัวด้วยงานราชการ วันหยุดก็ต้องเร่งบำเพ็ญเพียร ในเมื่อสวมหมวกขุนนางแล้ว ย่อมไม่อาจทำตัวเป็นคุณชายเสเพลลอยชายไปวันๆ กฎเกณฑ์ตระกูลก็เข้มงวดขึ้นกะทันหัน ส่งผลให้กลุ่มสหายที่เคยคลุกคลี แม้ยามนี้จะอาศัยอยู่ในเมืองเยี่ยนผิงเหมือนกัน กลับหาโอกาสพานพบได้ยากยิ่ง
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการลากสุนัขพานกเหยี่ยวออกไปล่าสัตว์ ยกพวกตะลุมบอนกับคุณชายบ้านอื่นกลางถนน หรือดื่มสุราชามโตซัดเนื้อชิ้นยักษ์เฉกเช่นวันวาน
เมื่อครึ่งเดือนก่อน ตอนจ้าวหนิงกับเว่ยอู๋เซี่ยนคุมทหารออกลาดตระเวน บังเอิญปะทะหน้ากับเฉินอันจือกลางถนน อีกฝ่ายยังชี้หน้าด่าทอด้วยท่าทีแข็งกร้าวทว่าภายในรันทด ตัดพ้อว่าพวกเขาสองคนกำลังเสวยสุขในกองบัญชาการ กอดคอกันสร้างผลงานใหญ่โต คนหนึ่งนั่งแท่นขั้นหกชั้นเอก อีกคนคว้าขั้นเจ็ดชั้นเอก เรียกได้ว่า ‘นั่งตำแหน่งสูง ขี่ม้าชั้นดี’ แต่กลับลืมเลือนสหายต๊อกต๋อยขั้นแปดที่ต้องนั่งกินฝุ่นในกรมพิธีการ ใช้ชีวิตอ้างว้างราวกับหนึ่งวันยาวนานดั่งหนึ่งปี… ขอถามหน่อยเถอะว่ามโนธรรมถูกสุนัขแดกไปแล้วหรือไร
ยามนี้คือฤกษ์งามยามดีแห่งการรวมตัวส่งท้ายปี ไม่ว่าอย่างไรจ้าวหนิงก็ต้องมอมเฉินอันจือให้สลบเหมือดคาหอเยี่ยนไหลให้จงได้ จากนั้นค่อยยัดยอดคณิกาอันดับหนึ่งเข้าใต้ผ้าห่มมัน ทำเช่นนี้สิถึงจะสมกับคำว่าสหายร่วมสาบาน
เนื่องจากฟ้ายังไม่มืด ทั้งสามจึงนั่งโอ้เอ้อยู่ในเรือนของจ้าวหนิงนานถึงสองชั่วยาม
เฉินอันจือหาข้ออ้างท้าประลองฝีมือกับเว่ยอู๋เซี่ยน ฝ่ายหลังเท้าสะเอวหัวเราะร่า เย้ยหยันว่าเฉินอันจือช่างรนหาที่ตาย ควรรู้ไว้ว่าช่วงนี้ตนทำผลงานในกองบัญชาการได้เข้าตา จึงได้รับตบรางวัลเป็นโอสถล้ำค่าจากตระกูลมากมาย บรรลุระดับคุมปราณขั้นกลางมาหลายวันแล้ว และเตรียมทะลวงสู่ขั้นปลายในอีกไม่ช้า
ผลปรากฏว่า… เฉินอันจือที่ผอมโกรกเป็นไม้เสียบผี กลับไล่อัดเว่ยอู๋เซี่ยนที่มีน้ำหนักทะลุสามร้อยชั่งจนหนีเตลิดเปิดเปิงไปทั่วเรือน กระทั่งไล่ต้อนไอ้อ้วนให้ปีนหนีขึ้นไปเกาะต้นฮวายเฒ่าได้สำเร็จ เขาถึงได้ปัดฝุ่นบนเสื้อคลุม รั้งมือกลับด้วยท่วงท่าองอาจ
“เหตุใดเจ้าถึงอยู่ระดับคุมปราณขั้นกลางเหมือนกันล่ะ แล้วในเมื่ออยู่ขั้นกลางเหมือนกัน ทำไมเจ้าถึงสู้เก่งกว่าข้าตั้งเยอะ บัดซบ แบบนี้มันไม่ยุติธรรมเลย” เว่ยอู๋เซี่ยนที่ตัวใหญ่เบ้อเริ่มราวกับหมีภูเขากอดต้นไม้แน่นไม่ยอมลงมา ร้องโวยวายทวงถามสวรรค์อย่างอัดอั้น
เฉินอันจือในชุดคลุมยาวสีเขียวอมฟ้าเอามือไพล่หลัง ยืนตัวตรงอกผาย ใบหน้าเปี่ยมด้วยมาดปรมาจารย์ เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เชิดจมูก แค่นเสียง ‘ฮึ’ ในลำคอ ทำทีเป็นหยิ่งยโสคร้านจะตอบคำถามไร้สาระของผู้พ่ายแพ้
จ้าวหนิงมองภาพนั้นแล้วอดหัวเราะไม่ได้ ก่อนเขาจะเกิดใหม่ย้อนเวลากลับมา ในบรรดาสามคนนี้ ผู้ที่มีฝีมือต่อสู้ดุดันที่สุดก็คือเฉินอันจือ… ชายหนุ่มที่เกิดในตระกูลขุนนางบุ๋นแต่กลับคลั่งไคล้ความห้าวหาญในสมรภูมิ ส่วนเว่ยอู๋เซี่ยนนั้นมีแต่แผนการสกปรกอัดแน่นเต็มสมอง เป็นเพียงกุนซือหมาประจำกลุ่ม หากวัดกันที่การลงมือสู้รบซึ่งหน้า ย่อมด้อยกว่าเป็นธรรมดา
ครู่ต่อมา จ้าวหนิงลอบถอนหายใจยาว
ย่อมไม่ต้องเอ่ยถึงอำนาจบารมีตระกูลเฉินที่สู้ตระกูลเว่ยไม่ได้ โอสถบำเพ็ญเพียรล้ำค่าที่สุดในตระกูลก็ยังเทียบตระกูลเว่ยไม่ติด การที่เฉินอันจือถูกส่งไปดองในกรมพิธีการหลายเดือน ย่อมไร้โอกาสสร้างผลงานเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นโอสถวิเศษ ภายใต้ข้อจำกัดรัดตัวเช่นนี้ ระดับพลังของเขากลับไม่ด้อยไปกว่าเว่ยอู๋เซี่ยนที่เพียรฝึกฝนอย่างหนัก… ไม่อยากจะคิดเลยว่าลับหลังผู้อื่น เฉินอันจือต้องเค้นเลือดเนื้อฝืนทนฝึกฝนอำมหิตถึงขั้นไหน
เว่ยอู๋เซี่ยนทิ้งตัวลงจากต้นไม้ พลางบีบนวดท่อนแขนล่ำสัน บ่นอุบอิบอย่างขัดใจ “สมกับเป็นเฉินเหยาจิน ลงมืออำมหิตชะมัด”
คำบ่นนี้แลกมาด้วยสายตาเย็นชาของเฉินอันจือ นัยน์ตาสื่อความหมายชัดเจนว่า… หากขืนพูดพล่ามอีกคำ ข้าจะเตะเจ้าขึ้นไปเกาะต้นไม้อีกรอบ
เว่ยอู๋เซี่ยนโกรธจัดแต่ไร้ความกล้า ได้แต่กระแทกเท้าปึงปังไปที่โต๊ะหิน คว้าป้านชาขึ้นมาแหงนหน้ากรอกน้ำชาลงคอรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง ก่อนกระแทกป้านชาลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น เพื่อประกาศกร้าวว่า… ถึงข้าจะแพ้ ถึงข้าจะไม่กล้าท้าสู้รอบสอง แต่ข้าก็ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้โว้ย
เฉินอันจือที่ได้ระบายเพลิงหงุดหงิดในใจจนหมดสิ้น ก็คร้านจะไปกวนโมโหไอ้อ้วนต่อ เขาเชิดหน้าชูตา แค่นเสียง ‘ฮึ’ ออกมาอีกระลอกอย่างผู้ชนะ รู้จักก้าวถอยเมื่อได้เปรียบ จากนั้นจึงหันไปมองจ้าวหนิง
ริมฝีปากของชายหนุ่มขยับเบาๆ แต่สุดท้ายกลับกลืนคำพูดลงคอ ความหยิ่งผยองบนใบหน้าค่อยๆ มลายหายไป
ตรงนี้ยังมีสัตว์ประหลาดระดับคุมปราณขั้นปลายอยู่อีกคนนี่หว่า… ช่างเถอะ สู้ด้วยกำลังไม่ไหว ดวลเหล้าให้หมอบไปเลยดีกว่า
ยามพลบค่ำ ทั้งสามก็เคลื่อนพลสู่ตรอกผิงคัง จังหวะก้าวข้ามประตูจวน จู่ๆ เว่ยอู๋เซี่ยนก็ระเบิดเสียงหัวเราะพิลึกพิลั่นราวกับหมูถูกเชือด ทำเอาเฉินอันจือขมวดคิ้วรังเกียจ ทว่าก็อดสงสัยไม่ได้ว่ามันขำบ้าอะไรนักหนา
เสียงหัวเราะอุบาทว์ทำเอาเว่ยอู๋เซี่ยนตกใจตัวเองจนต้องตะครุบปาก เมื่อได้ยินคำถามของเฉินอันจือ ใบหน้าอ้วนฉุก็เบิกบานขึ้นมาทันตา ขยับเข้าไปกระซิบกระซาบพลางขยิบตาให้จ้าวหนิงที่หน้าดำทะมึนไปแล้วครึ่งแถบ ก่อนหัวเราะหึๆ เสียงต่ำ
“เมื่อกี้ตอนออกจากเรือน เจ้าไม่เห็นสายตาน้อยอกน้อยใจของแม่นางเซี่ยเหอหรือไง นางกำลังเคียดแค้นอย่างหนักที่พี่หนิงจะไปผลาญพลังหยางที่หอนางโลมต่อ แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ปริปากพูดไงล่ะ… หึๆ หึๆ ฮ่าๆๆ”
ในฐานะคุณชายตระกูลใหญ่ มีหรือที่เฉินอันจือจะไม่เข้าใจความนัย เมื่อตระหนักได้ เขาก็ผสมโรงหันไปมองจ้าวหนิง แล้วหัวเราะหึๆ อย่างชั่วร้ายไม่แพ้กัน
เมื่อเห็นไอ้สหายสองคนประสานเสียงหัวเราะเยาะหยัน จ้าวหนิงก็โกรธจนหน้าดำหน้าแดง เพื่อกู้ศักดิ์ศรีพิสูจน์ว่าพละกำลังตนยังคงดุดันแข็งแกร่งดั่งมังกรพยัคฆ์ เขาจึงตีหน้าขรึมตวาดลั่น “คืนนี้ใครคอพับไปก่อน คนนั้นเป็นหลานเว้ย”