ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 116 ไม่เสียดายชีวิต
หอเยี่ยนไหลรั้งตำแหน่งหอนางโลมเลื่องชื่ออันดับต้นแห่งตรอกผิงคัง วันธรรมดายังเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ยิ่งยามสิ้นปีเช่นนี้ย่อมคึกคักเป็นทวีคูณ รถม้าหรูหราจอดเบียดเสียดเต็มลานหน้าเรือน หากผู้ใดก้าวเท้ามาช้าเพียงครึ่งก้าว เกรงว่าคงไร้แม้แต่ที่ซุกหัวนั่ง
‘หงหลัว’ คณิกาดาวเด่นดวงใหม่แห่งหอเยี่ยนไหลผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ประทินโฉมเสร็จสิ้นพักใหญ่ ยามว่างเว้นจึงเอนกายพิงกรอบหน้าต่างทอดสายตาชมทิวทัศน์ เรือนร่างอรชรในชุดหรูหรางดงามหมดจด ท่วงท่าเกียจคร้านเย้ายวน นัยน์ตาพริ้มเพราแฝงความผ่อนคลาย
ยามนี้เพิ่งเข้าสู่ช่วงหัวค่ำ ดวงตะวันคล้อยต่ำลับเหลี่ยมกำแพงเมือง ผืนฟ้ายังหลงเหลือริ้วเมฆสีม่วงอมแดงอาบย้อมสุดลูกหูลูกตา งดงามวิจิตรตระการตาท่ามกลางม่านราตรีที่กำลังคืบคลาน
เสียงเด็กรับใช้ต้อนรับแขกเหรื่อดังข้ามลานหน้าเรือนหลักมาเป็นระลอก ช่วงหลายวันมานี้ ความโกลาหลยามค่ำคืนมักปะทุเร็วและร้อนแรงกว่าปกติเสมอ
ทว่าหงหลัวหาได้ร้อนใจ หอนางโลมแห่งนี้แม้อัดแน่นด้วยบุรุษสูงศักดิ์ ทว่าดาวเด่นมีเพียงหนึ่งเดียว นางย่อมต้องสงวนท่าที วางตนให้สูงส่งเหนือผู้คน
ต่อให้แม่เล้าจะละโมบเพียงใด แต่การจะได้ยลโฉมดาวเด่น ลำพังเบี้ยอัฐย่อมไม่เพียงพอ ด้วยป้ายทอง “ขายศิลป์ไม่ขายเรือนร่าง” ที่ค้ำคอ สิ่งที่ต้องกระพือคือตัณหาและการแย่งชิงของเหล่าบุรุษ ยิ่งเศรษฐีทั่วไปปรารถนาแต่ไร้วาสนาไขว่คว้า ก็ยิ่งสะท้อนคุณค่าของมหาบุรุษผู้ได้ครอบครองนางอย่างแท้จริง
หงหลัวลอบประเมิน วันนี้คงไม่ต่างจากวันวาน นางตั้งใจจะรอจนล่วงเข้ายามสองยามสาม จึงค่อยเยื้องกรายออกไปปรากฏตัว แขกผู้สูงศักดิ์ทั่วไปย่อมรู้ซึ้งถึงฐานะตน หากบารมีไม่อาจสยบฝูงชน ย่อมไม่หาญกล้าข้ามหน้าข้ามตาเรียกร้องดาวเด่นไปปรนนิบัติ
“พี่สาว แม่เล้าสั่งให้ท่านเตรียมตัวรับแขกเจ้าค่ะ” สาวใช้ตัวน้อยที่อายุยังไม่พ้นวัยปักปิ่นซอยเท้าถี่รัว ก้าวพรวดพราดข้ามธรณีประตูเข้ามา
หงหลัวชะงักงัน ท้องฟ้าเพิ่งผลัดสี กลับถูกเรียกตัวไปรับหน้ากระทันหัน ออกจะรวดเร็วเกินไปสักหน่อย หรือผู้มาเยือนจะเป็นเชื้อพระวงศ์ “แขกผู้นั้นคือใคร”
“คุณชายจากตระกูลใหญ่สามท่านเจ้าค่ะ” สาวใช้ตอบเสียงหอบ
หงหลัวขมวดคิ้วมุ่น พวกคุณชายลูกผู้ดีเสเพลส่วนใหญ่มักกลวงเปล่า ไร้ภูมิปัญญา ตื้นเขินและเอะอะโวยวาย ชวนให้ระอาใจเป็นที่สุด ในฐานะดาวเด่นผู้เพียบพร้อม แตกฉานทั้งพิณ หมาก วาด อักษร นางชิงชังพวกดีแต่วางก้ามเหล่านี้ยิ่งนัก ปกติทำเพียงแค่วางท่ารับหน้าไปส่งๆ เท่านั้น
“หากเป็นแค่คุณชายเสเพล ยามปกติเห็นแก่มือเติบใจป้ำก็คงต้องรีบไปรับหน้า ทว่าห้วงเวลาเช่นนี้ มีผู้กุมอำนาจตัวจริงให้ต้องปรนนิบัติอีกมาก เหตุใดแม่เล้าถึงร้อนรนส่งข้าไป” นางเค้นถามหมายความกระจ่าง
สาวใช้ตัวน้อยนึกทบทวนบทสนทนา รีบละล่ำละลักตอบ “พวกเขาก็สวมหมวกขุนนางเจ้าค่ะ ซ้ำยังมีอำนาจบารมีล้นมือ”
หงหลัวแค่นเสียงหยัน “เด็กเมื่อวานซืนเพิ่งสวมหมวกขุนนาง จะมีอำนาจบารมีสักแค่ไหนกัน”
สาวใช้เอียงคอครุ่นคิด “คล้ายจะเป็นขุนนางจากกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง… อา ใช่แล้ว ข้าจำคนหนึ่งได้ ตัวเขาอ้วนกลม อ้วนยิ่งกว่าสุกรขุนเสียอีก”
หงหลัวเปลี่ยนสีหน้า กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองยามนี้เรืองอำนาจดุจตะวันกลางเวหา นางย่อมรู้ซึ้ง ซ้ำยังกุมอำนาจดูแลความสงบราบคาบทั่วเมืองเยี่ยนผิง หากผู้มาเยือนคือผู้บัญชาการ การตัดสินใจของแม่เล้าย่อมสมเหตุสมผล
“ใต้เท้าสือหรือ” หงหลัวซัก
สาวใช้ส่ายหน้า “ยามแม่เล้าเรียกขาน ไร้ซึ่งแซ่สือเจ้าค่ะ”
หงหลัวหน้าตึง เปล่งเสียงขุ่นเคือง “ไม่ใช่ผู้บัญชาการสือ แล้วขุนนางปลายแถวไม่กี่คน มีสิทธิ์อันใดมาเรียกข้าไปรับใช้ แม่เล้าเลอะเลือนไปแล้วหรือ”
สิ้นคำ นัยน์ตานางพลันเบิกกว้าง ประกายสว่างวาบพาดผ่าน “หรือว่า… จะเป็นจ้าวจงฉีผู้นั้น”
“จ้าวจงฉีผู้ใดหรือเจ้าคะ” สาวใช้ตัวน้อยงุนงง
“ขุนนางระดับจงฉีแห่งกองบัญชาการ ผู้พาม่ายสาวรันทดไปตีกลองร้องทุกข์ฟ้องร้องตระกูลหลิวถึงที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง… คุณชายสายตรงแห่งตระกูลจ้าว ผู้บดขยี้ตระกูลหลิวที่เข่นฆ่าราษฎรราวกับผักปลาจนย่อยยับผู้นั้นไงเล่า” หงหลัวจ้องเขม็ง รอคอยคำตอบด้วยใจระทึก
“เป็นเขาหรือเจ้าคะ” สาวใช้สะดุ้งเฮือก
ยามนี้ทั่วเยี่ยนผิงต่างโจษจัน หลังคุณชายจ้าวหนิงสวมหมวกขุนนางเข้ากองบัญชาการ ได้ล่วงรู้พฤติกรรมโฉดชั่วของตระกูลหลิว เขาบันดาลโทสะรวบรวมชาวบ้านที่ตกเป็นเหยื่อ นำขบวนตีกลองร้องทุกข์ลั่นที่ว่าการ ทวงคืนความยุติธรรมให้ผู้ยากไร้จนสำเร็จ บัดนี้ชื่อเสียงขุนนางตงฉินผู้ผดุงธรรมระบือไกลไปทั่วหล้า
สาวใช้เรียกสติกลับคืน พลันดีอกดีใจจนเนื้อเต้น “แม่เล้าเรียกบุรุษผู้นั้นว่าคุณชายจ้าวเจ้าค่ะ ซ้ำยังบอกว่าวันหน้าเขาต้องได้นั่งแท่นผู้บัญชาการเป็นแน่… ต้องเป็นเขาไม่ผิดตัวแน่”
หงหลัวลิงโลดจนเก็บอาการไม่อยู่ พวงแก้มซับสีระเรื่อ นางเร่งฝีเท้าก้าวพรวดออกไปทันที ทว่าพ้นบานประตูถึงตระหนักได้ว่าตนเสียกริยา จึงสูดลมหายใจลึก ดึงสติปั้นหน้าสง่างามดังเดิม
การถูกจ้าวหนิงเรียกตัวไปรับใช้ ทำเอาหงหลัวปิติยินดีจนเนื้อเต้น
ทว่านี่หาใช่เพราะนางเลื่อมใสในคุณธรรมที่เขากางปีกป้องราษฎร หรือรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ดีดพิณขับกล่อมวีรบุรุษ หากแต่เป็นเพราะยามนี้ชื่อเสียงของจ้าวหนิงโด่งดังสะท้านฟ้า เป็นที่แซ่ซ้องเทิดทูนจากผู้คนทั่วสารทิศ
หากนางสามารถทอดสะพานพูดคุยจนกลายเป็นสหายรู้ใจ ย่อมหยิบยืมบารมีของเขามาผลักดันชื่อเสียงนางให้พุ่งทะยานขึ้นไปอีกขั้น
คณิกาเลื่องชื่อล้วนเต็มใจรับรองบัณฑิตเปี่ยมพรสวรรค์ยิ่งกว่าคหบดีมั่งคั่ง ก็ด้วยเหตุนี้ มีเพียงบทกวีและปลายพู่กันของปัญญาชนเท่านั้น ที่จะช่วยขจรขจายชื่อเสียง และตักตวงผลกำไรให้นางได้อย่างยั่งยืน
คณิกาบางนางที่ถือดีว่าแตกฉานในศิลปะ มักอ้างการปรนนิบัติไร้ค่าตัวมาตั้งด่านทดสอบให้เหล่าบัณฑิตประชันกวี วางกฎเกณฑ์รัดกุมสารพัด ท้ายที่สุดพวกนางคือกำไร ได้กอบโกยบทกวีชั้นยอดไปครอบครอง
หรือไม่ก็ปั้นน้ำเป็นตัว สร้างงิ้วฉาก ‘หญิงงามโอบอุ้มบัณฑิตตกยาก’ หลอกยืมปลายพู่กันบัณฑิตเหล่านั้นรังสรรค์เรื่องราววิจิตรแพร่สะพัด เมื่อผู้คนเสพรับ ย่อมพลอยวาดฝันสวยหรูต่อหญิงคณิกาตามไปด้วย
เล่ห์เหลี่ยมสารพัด ท้ายที่สุดล้วนทำไปเพื่อปั่นกระแสหนุนชื่อเสียง หวังโก่งราคาค่าตัวให้สูงลิบลิ่ว
เมื่อเทียบกัน คำลวงโลกอย่าง “ขายศิลป์ไม่ขายเรือนร่าง” จึงเป็นเพียงกลอุบายฉากแรก
ยามนี้เหยื่อชิ้นโตอย่างจ้าวหนิงร่อนมาถึงที่ มีหรือหงหลัวจะไม่ลิงโลด นางเยื้องกรายเข้าสู่ห้องรับรองด้วยความกระตือรือร้นเปี่ยมล้น หมายมั่นจะงัดสารพัดมารยาและทักษะทั้งหมดออกมาปรนนิบัติ เพื่อรีดเค้นคำชมจากปากชายหนุ่มให้จงได้
ทว่าก้าวเท้าพ้นบานประตูมาไม่ทันไร นางกลับถูกตอกหน้าหงาย เพิ่งย่อกายคารวะด้วยท่วงท่าวิจิตรหยดย้อย ยังไม่ทันเอื้อนเอ่ยน้ำเสียงหวานหยาดเยิ้ม จ้าวหนิงกลับเมินเฉยต่อสายตาทอดสะพาน เขาเพียงตวัดนิ้วสั่งห้ามลีลาศิลปะร่ายรำใดๆ แล้วโยนนางไปปรนนิบัติเฉินอันจือที่กำลังโอบซ้ายกอดขวาหญิงงามอยู่ทันที
การกระทำนี้บดขยี้ความหยิ่งผยองจนใบหน้าหงหลัวซีดเผือดในพริบตา
“ปรนนิบัติสหายข้าให้สำราญ อย่าว่าแต่เงินทองของรางวัล นับแต่นี้หอเยี่ยนไหลของพวกเจ้าจะไม่มีทหารลาดตระเวนเมืองมารังควาน หากมีปัญหาอันใด วิ่งโร่ไปที่กองบัญชาการได้โดยตรง”
จ้าวหนิงเห็นใบหน้าอมทุกข์และแววตาตัดพ้อของหงหลัว ประหนึ่งตำหนิว่าเขาช่างไร้ความสุนทรีย์ พลันภาพเซี่ยเหอกับคำล้อเลียนของไอ้สหายสองคนก็แวบเข้ามาในหัว เพลิงหงุดหงิดตีตื้นขึ้นอกจนระงับไม่อยู่ เขาแค่นเสียงเย็นเยียบสำทับ “แต่หากดูแลไม่ดี วันหน้าหอเยี่ยนไหลของพวกเจ้าก็รอวันปิดกิจการได้เลย”
หงหลัวพลาดเป้าหมายที่วาดฝัน เดิมทีย่อมขัดเคืองใจอยู่บ้าง อย่างไรเสียนางก็รั้งตำแหน่งดาวเด่นแห่งหอเยี่ยนไหลที่บุรุษต่างแห่แหน ย่อมมีศักดิ์ศรีค้ำคอ
ทว่าเมื่อปะทะวาจาเฉียบขาดและใบหน้าเย็นชาของจ้าวหนิง กอปรกับบารมีอันน่าครั่นคร้ามของตระกูลจ้าวและกองบัญชาการทหาร หัวใจนางพลันกระตุกวูบ ความหวาดกลัวเกาะกุมจิตใจจนแทบสิ้นสติ นางรีบก้มหน้าสวมบทบาทสาวงามโอนอ่อน ทรุดกายลงนั่งเคียงข้างเฉินอันจืออย่างว่าง่าย สลัดคราบความหยิ่งยโสยามวางท่าใส่ขุนนางและบัณฑิตทิ้งจนหมดสิ้น
เฉินอันจือเห็นจ้าวหนิงโยนดาวเด่นมาประเคนให้ก็อารมณ์ดีล้นพ้น เขาแหงนหน้าหัวเราะห้าวหาญสามครา ผลักร่างคณิกาข้างกายทิ้ง คว้าตัวหงหลัวเข้ามากระชากกอด เฟ้นฟอนร่างอรชรอย่างเมามันโดยไม่แยแสว่าหญิงสาวจะเจ็บปวดจนต้องฝืนยิ้มแหย เขาชูจอกสุราขึ้นฟ้าตะเบ็งเสียงลั่น “มา ดื่ม”
“ดื่ม วันนี้ใครคอพับก่อน คนนั้นเป็นหลานเว้ย” เว่ยอู๋เซี่ยนตะโกนสวนเสียงดังยิ่งกว่า
หลังสาดสุราลงคอจนหยดสุดท้าย คณิกาที่คุกเข่าปรนนิบัติอยู่ด้านข้างก็รีบรินสุราเติมให้เต็มปริ่มอย่างรู้หน้าที่โดยไม่ต้องให้จ้าวหนิงขยับปากสั่ง
ปรายตามองเฉินอันจือ จ้าวหนิงเห็นดาวเด่นแห่งหอเยี่ยนไหลเอาแต่ฝืนยิ้มแกนๆ ปรนนิบัติพัดวีไม่ได้เรื่อง เขาเกือบจะตวาดด่าออกไปเดี๋ยวนั้น ดีที่ยังนึกถึงหน้าเฉินอันจือ จึงได้แต่ข่มกลั้นโทสะ
หญิงโลมไร้รัก ละครฉากไร้สัจจะ จ้าวหนิงในชาติก่อนมองธาตุแท้คณิกาเหล่านี้ทะลุปรุโปร่งถึงแก่นกระดูก
ผู้ที่ยังวาดฝันสวยงามถึงพวกนาง ย่อมมีเพียงเด็กหนุ่มโง่เขลาไร้เดียงสา ไอ้พวกไก่อ่อนเหล่านี้ เพียงก้าวเท้าเข้าออกซ่องนางโลมไม่กี่ครา ย่อมตระหนักว่าตนโง่งมเพียงใด การมอบหัวใจให้พวกนาง มีแต่จะถูกสูบเลือดสูบเนื้อจนสิ้นเนื้อประดาตัว ซ้ำยังถูกดวงใจเย็นชาภายใต้รอยยิ้มจอมปลอมเหยียดหยามตั้งแต่หัวจรดเท้า
ใต้หล้านี้ บุคคลสองประเภทที่ไร้ซึ่งมโนธรรมและสัจจะที่สุด… ประเภทแรกคือขุนนางสูงศักดิ์ผู้ยืนหยัดบนจุดสูงสุดแห่งอำนาจ ส่วนประเภทที่สอง… ก็คือพวกนางโลมที่ยอมพลีกายกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับชายอัปลักษณ์อ้วนฉุหน้าไหนก็ได้
ใช่ว่าโลกนี้จะไร้คณิกาเปี่ยมคุณธรรมทระนงองอาจ ทว่าตัวตนเช่นนั้นมักมีชีวิตอยู่เพียงในนิทานหลอกเด็ก ต่อให้พลิกแผ่นดินหาชั่วชีวิต ก็คงไร้วาสนาพานพบ
สุราล่วงไปสามจอก จ้าวหนิงและสหายเริ่มหน้าแดงก่ำ เฉินอันจือสมดั่งที่ลั่นวาจาว่าจะคว่ำพวกเขาทั้งสอง เขารู้สึกขัดใจที่จอกสุราเล็กจิ๋วเกินไป จึงตวาดสั่งเปลี่ยนเป็นชามใหญ่ ซัดไปซัดมาก็ยังไม่สาแก่ใจ ท้ายสุดถึงขั้นคว้าไหสุรามากระดกกรอกใส่ปากอย่างบ้าคลั่ง ไม่นานใบหน้าก็ซีดเผือด นัยน์ตาแดงก่ำดุดันน่าหวาดหวั่น
เว่ยอู๋เซี่ยนยอมศิโรราบต่อความดิบเถื่อนของเฉินอันจือ เขาเดาะลิ้นพลางทอดถอนใจ “ตั้งแต่พวกเราสามคนแอบไปขโมยสุราซดบนต้นไม้จนสำลักร่วงลงมาคอแทบหัก จวบจนป่านนี้ ข้ายังไม่เคยเห็นเจ้าซัดเหล้าบ้าเลือดขนาดนี้มาก่อน... กรมพิธีการเคี่ยวกรำวิชาดวลสุราของขุนนางถึงเพียงนี้เชียวหรือ ไม่น่าจะเป็นไปได้”
เฉินอันจือกอดไหสุราแน่นเรอเสียงดังลั่น ตวัดมือขวับอย่างองอาจ มาดนักเลงพุ่งทะยาน “ถ้าสู้ไม่ไหวก็เรียกข้าว่าท่านปู่ซะ จะมาประจบสอพลอตอนนี้มันสายไปแล้ว…”
ทว่าวาจายังไม่ทันขาดคำ เขาพลันขย้อนทำเสียง ‘อุแหวะ’ รีบตะครุบปากสกัดของเก่า ผุดลุกสับเท้าวิ่งพรวดพราดตรงดิ่งไปหลังเรือนทันที
เว่ยอู๋เซี่ยนหัวเราะร่าชอบใจ “ข้าว่าแล้วเชียว ขืนกระดกเอาๆ แบบนี้ ไอ้นี่ต้องคอพับไปก่อนเพื่อน ทำเป็นอวดเก่ง ที่แท้ก็… อุ๊บ”
สิ้นเสียง เขาพลันหน้าบิดเบี้ยว กลั้นขย้อนไม่อยู่เช่นกัน ต้องตะครุบปากวิ่งเตลิดออกไปอีกคน
ครู่ต่อมา เฉินอันจือเดินกลับมาด้วยท่าทีกระปรี้กระเปร่า กวาดสายตามองรอบห้องประดุจพยัคฆ์ร้ายจ้องตะครุบเหยื่อ กลิ่นอายห้าวหาญไม่เพียงไม่ถดถอย กลับทวีความดุดัน ราวกับวิ่งออกไปสับเปลี่ยนกระเพาะสำรองมา
เมื่อทะลวงสถิติอาเจียนรอบแรก รอบสองรอบสามย่อมตามมาติดๆ
เวลาล่วงไปไม่ถึงสองชั่วยาม เฉินอันจือวิ่งเข้าวิ่งออกไปหกเจ็ดรอบ เว่ยอู๋เซี่ยนก็ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างกันนัก เดิมทีจ้าวหนิงมั่นใจว่าตนคอแข็ง แต่สุดท้ายก็ต้านทานการดื่มแบบพลีชีพของเฉินอันจือไม่ไหว ต้องวิ่งตามไปโก่งคออาเจียนอยู่หลายระลอก
ยามกลับมารอบสุดท้าย เฉินอันจือแทบจะคลานสี่ขาข้ามธรณีประตู รัศมีจอมราชันย์ที่วางมาดไว้มลายสิ้น เขาตวัดมือไล่คณิกาออกไปจนหมด ก่อนทิ้งตัวลงนอนแผ่หราครางฮือๆ บนพรมกลางห้อง
ภายในห้องหลงเหลือเพียงสหายรักทั้งสาม เฉินอันจือนอนแผ่หราเบิกตาโพลงจ้องขื่อคาน แม้เมามายไม่ได้สติจนไร้เรี่ยวแรงขยับตัว ทว่านัยน์ตากลับสาดประกายเจิดจ้าผิดปกติ สว่างวาบจนน่าขนลุก ราวกับเบื้องบนนั้นสลักอนาคตเรืองรองของตนเอาไว้
จู่ๆ เขาพลันเค้นเสียงลอดไรฟันทีละคำ “เมื่อวานซืน อัครเสนาบดีสวีเดินทางมาที่จวน นั่งจุดเทียนสนทนากับท่านปู่ยันรุ่งสาง ข้าไม่รู้ว่าพวกเขาหารือสิ่งใด แต่เมื่อวานท่านพ่อบอข้าว่า… นับแต่นี้ตระกูลเฉินกับตระกูลสวีจะไม่ใช่ศัตรูกันอีกต่อไป ให้ข้าระวังตัวไว้ให้ดี และข้า… ต้องเก็บของออกจากกรมพิธีการ ไปรับตำแหน่งขุนนางบริหารในหัวเมือง”
ตามธรรมเนียมปฏิบัติ ไม่ว่าอย่างไรเฉินอันจือต้องสั่งสมประสบการณ์ในกรมพิธีการอย่างน้อยสองปี ไม่มีทางถูกโยกย้ายไปรับตำแหน่งบริหารในต่างเมืองรวดเร็วปานนี้เด็ดขาด… เฉกเช่นเหล่าจอหงวน ปั่งเหยี่ยน และทั่นฮวาป้ายแดง ที่ต้องหมกตัวขัดเกลาในสำนักฮั่นหลินก่อนหลายปี
ทว่าในเมื่อถังซิงและโจวจวิ้นเฉินยังถูกส่งตัวเข้าประจำการที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงก่อนกำหนดได้ การที่เฉินอันจือจะได้รับการโยกย้ายข้ามขั้นก่อนเวลาอันควร ย่อมใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่การจัดสรรตำแหน่งหน้าที่ข้ามครรลองเช่นนี้ มักอุบัติขึ้นเฉพาะในห้วงเวลาไม่ปกติเท่านั้น
จ้าวหนิงขมวดคิ้วมุ่น
กระแสลมราชสำนักยามนี้แปรปรวนยากหยั่งถึง นับเป็นห้วงเวลาอันวิกฤตอย่างแท้จริง ชะตาผู้คนถูกพัดพาแปรเปลี่ยนตามเกลียวคลื่นสถานการณ์ ในกลียุคเช่นนี้ย่อมหนีไม่พ้นการพานพบและพลัดพราก มีทั้งผู้ร่วมลงเรือลำเดียวกันฝ่ามรสุม และผู้ที่จำต้องแยกย้ายคนละเส้นทาง ท้ายที่สุดย่อมหนีไม่พ้นมีตระกูลผงาดง้ำและตระกูลล่มสลาย
จ้าวหนิงพลันตระหนักรู้ในวินาทีนั้น… ว่าเหตุใดวันนี้เฉินอันจือถึงสาดสุราลงคอราวกับไม่เสียดายชีวิต