ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 117 ช่างสลักอักขระ
ความบาดหมางระหว่างตระกูลสวีกับตระกูลเฉิน หยั่งรากลึกไม่ต่างจากขั้วอำนาจปรปักษ์ระหว่างตระกูลจ้าวกับตระกูลซุน
ทว่าจุดต่างคือ… ตระกูลซุนผงาดรั้งอันดับสองหรือสามในทำเนียบขุนนางบู๊อย่างภาคภูมิ แต่ตระกูลเฉินกลับรั้งท้ายขบวนในหมู่ขุนนางบุ๋น ซ้ำร้ายหลายปีมานี้ เพราะงัดข้อกับอัครเสนาบดีสวีหมิงหล่าง นอกจากจะชวดผลประโยชน์ยามฝ่ายพลเรือนเรืองอำนาจกดขี่ฝ่ายทหารแล้ว ยังถูกสกัดสารพัดทิศ บารมีตระกูลเสื่อมถอยฮวบฮวบ จนหมิ่นเหม่จะร่วงหล่นสู่ก้นเหวแห่งอำนาจ
ยามตระกูลหลิวถูกถอนรากถอนโคน เก้าอี้ขุนนางสำคัญตั้งแต่ราชสำนักส่วนกลางจรดหัวเมืองว่างลงเป็นทิวแถว ตระกูลเฉินจึงสบช่องจับมือกับขั้วขุนนางบุ๋นที่ชิงชังตระกูลสวี ผลักดันสายเลือดตระกูลตนเข้าเสียบตำแหน่ง หวังฉวยโอกาสกอบโกยชิ้นปลามัน
ทว่าหมากกระดานนี้กลับพลิกผันผิดคาด
ตระกูลเฉินและพันธมิตรคว้าน้ำเหลว ชิ้นปลามันชิ้นโตล้วนตกสู่ขุมข่ายอำนาจตระกูลสวี ยามฝ่ายหนึ่งรุ่งโรจน์ทะยานฟ้า อีกฝ่ายย่อมร่วงหล่นจมดิน นอกจากตระกูลเฉินจะกอบกู้สถานการณ์ไม่สำเร็จ กลับยิ่งถูกเหยียบย่ำให้จมมิดลงไปอีก บัดนี้พวกเขากำลังยืนโอนเอนอยู่บนปากเหวแห่งความพินาศ
ภายใต้วิกฤตนี้ การที่สวีหมิงหล่างเหยียบย่างมาเยือนจวนตระกูลเฉินถึงถิ่น หากอีกฝ่ายโยนข้อเสนอชี้เป็นชี้ตายที่เย้ายวนใจลงมา ตระกูลเฉินย่อมไร้ปัญญาปฏิเสธ การพลิกขั้วศัตรูเป็นมิตรจึงพอดาดเดาได้ไม่ยาก
แท้จริงแล้วในสมรภูมิอำนาจ… ไร้ซึ่งมิตรแท้และศัตรูถาวร
แม้จุดเริ่มต้นอาจผุดจากอุดมการณ์ ทว่าปลายทางย่อมบรรจบที่ผลประโยชน์ของวงศ์ตระกูลเสมอ ไร้ซึ่งผู้นำตระกูลคนใดทนดูรากฐานบรรพชนล่มสลายไปต่อหน้าต่อตา ความอัปยศนั้นไม่ต่างจากทรราชที่ทำบ้านเมืองย่อยยับ
ชัดเจนแล้วว่า การโยกย้ายเฉินอันจือขึ้นเป็นขุนนางกุมอำนาจบริหารหัวเมืองอย่างสายฟ้าแลบ คือหนึ่งในผลพลอยได้ และลูกหลานตระกูลเฉินที่ได้รับเศษเนื้อชิ้นโตก่อมมีเพียงเขาคนเดียว เพียงแต่ปริศนาคือ… แลกกับข้อเสนอจากอัครเสนาบดี ตระกูลเฉินต้องยอมเฉือนเนื้อเถือหนังจ่ายสิ่งใดเป็นข้อแลกเปลี่ยน
เฉินอันจือเค้นวาจาจบก็พลิกตัวตะเกียกตะกายลุกจากพรม คลานสี่ขาเข้าใต้โต๊ะอาหารที่ระเกะระกะไปด้วยจานชาม ควานหาไหสุราครึ่งไหที่เหลือรอด ชูขึ้นฟ้าด้วยท่วงท่าองอาจ “มีสุราวันนี้ก็เมามันวันนี้โว้ย มา ใครคอพับก่อน คนนั้นเป็นหลานเว้ย”
“ดื่ม” จ้าวหนิงกับเว่ยอู๋เซี่ยนกระชากไหสุราออกมาเช่นกัน
ศึกดวลสุราค่ำคืนนี้ไร้ผู้ใดหมอบกระแตคาที่ ทั้งสามปฏิเสธการค้างแรมในหอเยี่ยนไหล แม้เมามายจนโลกหมุนคว้าง ทว่ายังฝืนสังขารกอดคอกันโซซัดโซเซพ้นบานประตูออกมาได้
เฉินอันจือที่คออ่อนสุดแถมสาดสุราลงคอหนักกว่าใครเพื่อน กอดล้อรถม้าโก่งคออาเจียนอยู่อีกยกใหญ่ ก่อนผู้ติดตามจะหิ้วปีกยัดเข้ารถม้าไป
จวนตระกูลเฉินอยู่คนละทิศกับจวนตระกูลจ้าวและตระกูลเว่ย จ้าวหนิงกับเว่ยอู๋เซี่ยนยืนเอนกายพิงกำแพง ทอดสายตาส่งรถม้าแล่นลับตาพักหนึ่ง เว่ยอู๋เซี่ยนพลันเปรยขึ้นลอยๆ “ไอ้หมอนี่หมกตัวอยู่กรมพิธีการช่วงที่ผ่านมา คงกลืนเลือดอัดอั้นน่าดู ข้าเห็นมันอ้าปากเตรียมจะสบถด่าโคตรพ่อโคตรแม่ตั้งหลายหน แต่สุดท้ายก็กัดฟันกลืนลงคอไปหมด”
“จนแล้วจนรอดก็ไม่ยอมพ่นคำบ่น ไม่ด่ากราดหัวหน้า ไม่ระบายความรันทดสักแอะ… ไม่สมกับเป็นไอ้เถื่อนเฉินเหยาจินเลยสักนิด ปกติมันเป็นพวกปากตรงกับใจ คิดอะไรก็โพล่งออกมาไม่เคยกรองผ่านสมองแท้ๆ”
จ้าวหนิงฟังคำสหายแล้วนิ่งเงียบไป
แม้กรมพิธีการจะมีเส้นสายตระกูลเฉินคอยอุ้มชู ทว่าเสนาบดีกรมพิธีการผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จกลับเป็นคนตระกูลผัง ซึ่งเกี่ยวดองเป็นเครือญาติกับตระกูลสวี เมื่อประเมินจากรอยแค้นแต่ปางก่อน ชะตากรรมของเฉินอันจือในนั้นคงถูกบีบคั้นจนแทบกระอักเลือด
แต่ยามนี้สถานการณ์พลิกผัน พูดไปย่อมป่วยการ ความคับแค้นในอดีตจำต้องกลืนลงท้องให้ย่อยสลายไปเอง
เว่ยอู๋เซี่ยนลูบปลายคาง “เจ้านี่นิสัยใจร้อนดั่งไฟ รักสนุก ทนความอ้างว้างไม่ได้ ซ้ำยังชิงชังกฎเกณฑ์จารีต แต่กลับต้องโดนดองอยู่ในกรมพิธีการที่กฎระเบียบยิบย่อยที่สุดอย่างโดดเดี่ยว ซ้ำยังต้องคอยกล้ำกลืนฝืนทน… คงขมขื่นจนแทบบ้า มิน่าล่ะวันนี้ถึงได้สาดเหล้าเหมือนคนไม่เสียดายชีวิต”
จ้าวหนิงครุ่นคิด “บุรุษเมื่อเรียนรู้ที่จะสงบปากคำ เรียนรู้ที่จะกลืนเลือดกล้ำกลืนความขมขื่นด้วยตนเอง… นั่นคือบันไดขั้นแรกของการเติบโต”
เว่ยอู๋เซี่ยนพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนตบฉาดลงบนต้นขา “ฉวยโอกาสช่วงเทศกาลปีใหม่ พวกเราต้องลากคอมันมาสาดเหล้าบ่อยๆ ต้องบีบให้มันระบายความคับแค้นออกมา ขืนปล่อยให้เก็บกดไว้เดี๋ยวได้ธาตุไฟแตกซ่าน ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจิตตกขึ้นมาล่ะก็ งานงอกแน่”
จ้าวหนิงย่อมไร้เหตุผลให้ปฏิเสธ
เพื่อกอบกู้สหายรักให้กลับมาห้าวหาญดังเดิม สองบุรุษจึงสุมหัววางแผนการร้าย ลำพังร่ำสุราเคล้านารีย่อมไม่หนำใจ ต้องมีการใช้กำลังปะทะอย่างหนักหน่วงเพื่อทะลวงจุดอัดอั้น จ้าวหนิงเสนอให้ลากมาประลองฝีมือบ่อยครั้ง ถือโอกาสขัดเกลาพลังบำเพ็ญเพียร ทว่าเว่ยอู๋เซี่ยนกลับแหกปากค้านหัวชนฝา
เพิ่งถูกไล่อัดจนต้องปีนหนีขึ้นต้นไม้ฮวายเฒ่าเมื่อช่วงบ่าย เขาย่อมประกาศกร้าวว่าหากจะฝึกลงไม้ลงมือ จ้าวหนิงก็ไปลุยเอาเอง เขาไม่ขอร่วมสังฆกรรมเด็ดขาด เพื่อหลีกเลี่ยงความบอบช้ำทางกาย เว่ยอู๋เซี่ยนถึงขั้นงัดกมลสันดานชั่วช้าออกมา เสนอว่าควรหาโอกาสไปดักกระทืบพวกคุณชายหน้าหยกตระกูลผู้ดีทั้งหลายระบายอารมณ์ดีกว่า
อาทิ แสร้งหึงหวงเปิดศึกแย่งชิงสตรีกลางหอนางโลม หรือยามออกล่าสัตว์ก็แสร้งม้าพยศพุ่งชนค่ายพักตระกูลอื่น ไม่ก็สวมรอยเป็นโจรภูเขาดักปล้นคนรวยช่วยคนจน สารพัดวิธีสุนัขลอบกัด
ทั้งสองรับส่งมุกชั่วร้ายพลางสาวเท้าไปที่ม้าของตน จังหวะกำลังพลิกตัวตวัดขาขึ้นอาน ด้านหลังพลันบังเกิดเสียงเอะอะโวยวายลั่นถนน เมื่อตวัดสายตากลับไป ก็เห็นร่างหนึ่งถูกถีบกระเด็นกลิ้งหลุนๆ ออกมาจากหอสุรา เผชิญหน้ากับบาทาหมู่ทะลวงฟัน เพียงไม่กี่อึดใจ ชายผู้นั้นก็ถูกกระทืบจนต้องยกมือกุมหัววิ่งหนีหัวซุกหัวซุน
เรื่องพรรค์นี้พบเห็นได้เกลื่อนกลาดในตรอกนางโลม จ้าวหนิงกับเว่ยอู๋เซี่ยนเห็นจนชินชา เดิมทีคร้านจะสอดมือเข้ายุ่ง ทว่าเมื่อเพ่งมองใบหน้าผู้ถูกซ้อมจนถนัดตา สองสหายพลันสบตากัน ก่อนตัดสินใจสาวเท้าเข้าไปขวาง
ชายที่ถูกกระทืบจนยืนโอนเอนไม่ใช่ใครอื่น… ‘จางเหวินเจิง’ จงฉีแห่งกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง ส่วนกลุ่มอันธพาลที่ลงไม้ลงมือก็หาใช่สวะตีนท่าเรือ แต่เป็นกลุ่มลูกหลานตระกูลสายทหาร ‘ตระกูลหาน’ ก็ไม่รู้ว่าทั้งสองฝ่ายไปเหยียบตาปลากันด้วยเรื่องอันใด
ทว่าพวกที่กล้าเปิดศึกตะลุมบอนเอิกเกริกหน้าซ่องนางโลม หากไม่ใช่อันธพาลข้างถนน ก็มีเพียงพวกลูกผู้ดีเสเพลวัยคะนอง หากเป็นคนตระกูลใหญ่ที่มีวัยวุฒิหรือมีหมวกขุนนางสวมหัว ย่อมต้องสงวนท่าทีรักษาภาพลักษณ์ตระกูล ไม่กล้าทำเรื่องงามหน้าเช่นนี้
ด้วยเหตุนี้ ในกลุ่มลูกหลานตระกูลหานจึงไร้เงายอดฝีมือ จ้าวหนิงผู้ครองพลังระดับคุมปราณขั้นปลายเพียงตวัดมือเบาๆ พริบตาเดียวก็ซัดสองคนแรกหน้าหงายล้มคว่ำ ก่อนจะยืดกายขวางทางพวกที่เหลือ
ประกอบกับเขาและเว่ยอู๋เซี่ยนเพียงต้องการยุติข้อพิพาท มิได้หมายเปิดศึกนองเลือด สถานการณ์จึงถูกระงับได้อย่างรวดเร็ว
“ในเมื่อเป็นสหายของคุณชายจ้าวและคุณชายเว่ย พวกเราก็จะไม่เอาความ เชิญท่านตามสบาย” คุณชายตระกูลหานผู้เป็นหัวโจกประสานมือคารวะ ก่อนสะบัดหน้าพาลูกสมุนล่าถอย ตระกูลหานมิใช่ศัตรูตระกูลจ้าว ย่อมไร้เหตุผลที่จะฉีกหน้ากันด้วยเรื่องขี้ปะติ๋ว
จ้าวหนิงก็มิได้สืบสาวราวเรื่องต่อ เมื่อครู่เขาสอบถามต้นสายปลายเหตุคร่าวๆ จางเหวินเจิงหาใช่ฝ่ายถูกรังแกอยู่ข้างเดียว
เว่ยอู๋เซี่ยนกระชากคอเสื้อขี้เมาจางเหวินเจิงผู้ดีแต่ใช้ชีวิตเตร็ดเตร่ไปวันๆ ให้ลุกขึ้น ทันทีที่หยัดกาย เขาก็ซวนเซแทบทรุดฮวบไปกองกับพื้น เห็นได้ชัดว่าแม้สติยังพอประคอง ทว่าสังขารต้านฤทธิ์สุราไม่ไหวแล้ว
จางเหวินเจิงถูกยำจนสภาพอนาถ ใบหน้าปูดโปนบูดเบี้ยว แยกไม่ออกว่าร่วงเพราะโดนส้นเท้าหรือเมาเหล้ากันแน่ สองขายืนไม่อยู่ ซ้ำข้างหนึ่งยังกะเผลก หนำซ้ำยังฉายเดี่ยวไร้เงาผู้ติดตามคอยประคอง
“ขอบคุณคุณชายทั้งสองยิ่งนัก” จางเหวินเจิงในวัยเพียงสี่สิบเศษ ทว่าจอนผมกลับขาวโพลนไปกว่าครึ่ง ค้อมเอวคารวะอย่างโงนเงน ก่อนจะระบายที่มาของเรื่องบัดซบนี้
ต้นสายปลายเหตุนั้นแสนมักง่าย เพียงเพราะมันหลงใหล ‘สุราหลีฮวาไป๋’ สุราเลิศรสป้ายทองแห่งหอเยี่ยนไหล จึงมักโผล่หัวมาที่นี่ประจำ วันวานกระเป๋าแบน ซื้อเหล้าเสร็จก็หางจุกตูดกลับ แต่บัดนี้กระเป๋าตุงไปด้วยเบี้ยหวัด ย่อมหนีไม่พ้นเรียกแม่นางคณิกามาคลอเคลียสักยก
ใครจะคาดคิด พอกระดกหนักเข้า จังหวะเดินไปปลดทุกข์ดันตาบอดไปชนลูกหลานตระกูลหานเข้าอย่างจัง แถมยังขย้อนของเก่ารดใส่อีกฝ่ายจนเลอะเทอะไปทั้งตัว จึงเป็นชนวนลากมาสู่บาทาหมู่ทะลวงฟันในครั้งนี้
อย่างไรเสียก็ถือเป็นขุนนางร่วมสังกัด วันธรรมดาก็พยักหน้าทักทายปรองดอง จ้าวหนิงประเมินสังขารจางเหวินเจิงแล้วคงคลานกลับไม่ถึงจวน ซ้ำเส้นทางยังพอถูไถไปทางเดียวกันได้ จึงจูงม้าเดินนำไปส่ง
ส่วนเว่ยอู๋เซี่ยนโดนฤทธิ์สุราตีกลับจนยืนขาขวิด ถูกผู้ติดตามหิ้วปีกยัดขึ้นรถม้ากลับจวนไป
เกือบครึ่งชั่วยามให้หลัง จ้าวหนิงก็หิ้วปีกจางเหวินเจิงที่เดินเตะขาตัวเองพ้นธรณีประตูบ้าน ผิดคาดจากที่จ้าวหนิงประเมินไว้… จวนของจางเหวินเจิงไม่เพียงคับแคบซอมซ่อ ทว่ากลับไร้เงาฮูหยินคอยปรนนิบัติ มีเพียงบ่าวชราดูแลจวนหนึ่งคน ซ้ำยังเป็นชายขาเป๋ของแท้
ตำแหน่งถึงจงฉีแห่งกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง สวมหมวกขุนนางขั้นหกเต็มขั้นแท้ๆ สภาพความเป็นอยู่นี้กลับรันทดอัตคัดจนเกินทน
ทว่าก้าวล่วงเข้าประตูมาได้ไม่นาน จ้าวหนิงก็พบต้นตอของปัญหาแห่งความยากไร้
เรือนหลักที่โอ่อ่าที่สุดในจวน หาได้มีไว้สำหรับซุกหัวนอน จางเหวินเจิงผู้เป็นเจ้าบ้านกลับระเห็จไปนอนเรือนปีกแคบๆ
ยามนี้ประตูเรือนหลักแง้มเปิด ภายในสาดแสงอัคคีสีแดงฉาน แผ่ไอร้อนระอุพวยพุ่ง จ้าวหนิงปรายตามองทะลุช่องประตู… เห็นเตาหลอมเหล็กพร้อมเครื่องสูบลม และอาวุธสองสามชิ้นแขวนทิ้งไว้บนชั้นวางที่โผล่พ้นเงามืดเพียงเสี้ยว ยิ่งไปกว่านั้น เขายังสัมผัสถึงความผันผวนของปราณวิญญาณจางๆ… ชัดเจนว่านั่นคือศาสตราปราณ
หัวใจจ้าวหนิงกระตุกวูบ นัยน์ตาหรี่แคบลง ทว่าเขาเลือกที่จะสงบปากคำ ไม่ปริปากเผยพิรุธ
ก้าวเข้าสู่เรือนปีก หลังจับจางเหวินเจิงโยนลงบนเก้าอี้ จ้าวหนิงก็ทิ้งตัวนั่งฝั่งตรงข้าม ปรายตามองบุรุษที่ยังคงแสร้งทำตาปรือเมามายไม่ได้สติ ก่อนพุ่งเป้าทะลวงคำถามอย่างไม่อ้อมค้อม “ใต้เท้าจางอุตส่าห์เปลืองสมอง วางแผนหลอกล่อข้ามาถึงจวน ก็เพื่อเปิดเผยให้ข้ารู้ว่า… ใต้เท้าคือช่างสลักอักขระงั้นรึ”
“เปลืองสมองวางแผนอันใดกัน” จางเหวินเจิงใบหน้าไม่เปลี่ยนสี จังหวะที่บ่าวชรายกน้ำชาเข้ามา เขาจึงผายมือเชิญแขก
จ้าวหนิงแค่นยิ้ม “สุราหลีฮวาไป๋แม้รสเลิศ ทว่าสุราที่ท่านจงฉีพกติดน้ำเต้าข้างกายเป็นนิจ กลับไม่ใช่สุราชนิดนี้”
“คาดไม่ถึงว่าคุณชายจ้าวแม้อายุยังน้อย จะเชี่ยวชาญแยกแยะสุรา เพียงแค่อาศัยกลิ่นโชยจากน้ำเต้าข้า” จางเหวินเจิงยอมรับหน้าตาเฉย
จ้าวหนิงปัดถ้วยชาทิ้ง “แม้ใต้เท้าจางจะสวมบทเสเพลไร้แก่นสาร แต่แท้จริงนั่นคือการพรางตัวเป็นขยะ กินเบี้ยหวัดหลวงบังหน้า การวางตัวของท่านถือว่าแยบยลไร้ช่องโหว่ ตอนอยู่กองบัญชาการก็สงบเสงี่ยมไม่เคยงัดข้อกับผู้ใด และข้าไม่เคยระแคะระคายมาก่อน... ว่าท่านจงฉีจะไปขัดแข้งขัดขาใครยามทอดน่องในหอนางโลม”
“ทว่าวันนี้… ท่านกลับเปิดศึกชกต่อยกับลูกคุณหนูจนโดนกระทืบเดินไม่ไหว ซ้ำยังบังเอิญมาเกิดเรื่องตรงหน้าข้าพอดิบพอดี และเจาะจงเลือกจังหวะที่ข้ากำลังก้าวเท้าพ้นบานประตูออกมาเสียด้วย… ใต้เท้าไม่คิดว่าความบังเอิญนี้มันจงใจเกินไปหน่อยหรือ”
“คุณชายจ้าวช่างสายตาแหลมคมสมคำร่ำลือ” จางเหวินเจิงเอ่ย น้ำเสียงแฝงความชื่นชมอย่างปิดไม่มิด
จ้าวหนิงจ้องเขม็ง “ข้ากำลังตามหาช่างสลักอักขระอยู่จริงๆ… แต่ไม่ใช่ช่างสลักกระจอกดาษดื่นหรอกนะ”
“ประจวบเหมาะ ข้าเองก็ไม่ใช่ช่างสลักขยะดาษดื่นเสียด้วย” สีหน้าของจางเหวินเจิงพลันเย็นเยียบ ไร้ซึ่งร่องรอยเมามายโดยสิ้นเชิง
จ้าวหนิงเลิกคิ้ว “โอ้”
“ข้าหลอมสกัดผลึกม่วงได้” จางเหวินเจิงประกาศกร้าว สีหน้าขรึมลงดั่งศิลา
จ้าวหนิงแค่นเสียง “นี่คือไพ่ตายของท่านในคืนนี้สินะ”
“ตระกูลจ้าวฮุบเหมืองผลึกม่วงของตระกูลหลิวมาครอง ย่อมกระหายช่างสลักอักขระที่รีดเร้นอานุภาพศาสตราปราณจากผลึกม่วงได้ และพรสวรรค์ของข้า ก็ต้องการเวทีเพื่อผงาดเช่นกัน” จางเหวินเจิงเปิดไพ่ตรงไปตรงมา
จ้าวหนิงหัวเราะหึ “ดูท่าการที่ใต้เท้าจางทำงานแบบลอยชายในกองบัญชาการ คงเป็นเพราะลุ่มหลงในวิถีแห่งศาสตราปราณจนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวกระมัง”
จางเหวินเจิงทอดถอนใจ “หากจะเอ่ยให้ถูก ต้องเรียกว่าข้าหมดอาลัยตายอยากในเส้นทางขุนนางแล้ว ถึงได้เทใจฝากไว้กับสิ่งของ หมกมุ่นค้นคว้าวิถีแห่งศาสตราปราณที่ตนถนัด น่าสมเพชที่ข้าสวมหมวกขุนนางต่ำต้อย เบี้ยหวัดน้อยนิด ผลาญสมบัติไปจนสิ้นเนื้อประดาตัว ก็ยังหลอมศาสตราปราณชั้นยอดออกมาไม่ได้สักกี่ชิ้น กลับต้องมาผลาญเวลาครึ่งค่อนชีวิต ตกอับในวัยกลางคน ใช้ชีวิตรันทดไม่ต่างจากสัมภเวสีเร่ร่อน...”
เอ่ยถึงตรงนี้ เขาก็แค่นยิ้มเย้ยหยันตนเอง ไร้ซึ่งร่องรอยฟูมฟายโศกเศร้า ทำเพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ
จ้าวหนิงครุ่นคิด “ผลึกม่วงล้ำค่าเหนือสิ่งใด ก่อนหน้านี้ตระกูลหลิวผูกขาดตลาดเบ็ดเสร็จ แร่ที่หลุดรอดสู่มือชาวบ้านร้านตลาดมีน้อยยิ่งกว่าหยิบมือ… แล้วใต้เท้าจางไปคว้าวิชาหลอมศาสตราปราณผลึกม่วงมาจากแห่งหนใด”