ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 118 ครั้งหนึ่งเคยองอาจผ่าเผย
จางเหวินเจิง นามรองฉางซิง วัยสี่สิบสามปี สืบสายเลือดขุนนาง บรรพชนเคยรั้งตำแหน่งผู้กำกับดูแลสำนักช่างหลวงแห่งฉินโจว บิดาคือช่างสลักอักขระเลื่องชื่อแห่งดินแดนเหอซี ตระกูลจางนับเป็นขั้วอำนาจใหญ่ในเมืองฉินโจว
สติปัญญาของเขาเฉียบแหลมแต่กำเนิด สี่ขวบตวัดพู่กันแต่งบทความ เจ็ดขวบร้อยกรองกวี พรสวรรค์อ่านผ่านตาหนเดียวสลักลึกในความจำ เป็นอัจฉริยะเลื่องชื่อทั่วฉินโจว อายุเพียงสิบห้าก็ทะลวงถึงระดับฝึกกายขั้นเก้าสมบูรณ์แบบ
ยามนั้น ผู้คนต่างยกย่องว่าจางเหวินเจิงคือยอดคนผู้จะนำพาตระกูลจางผงาดขึ้นสู่จุดสูงสุด
เฉกเช่นจ้าวหนิง จางเหวินเจิงคือแก้วตาดวงใจที่ตระกูลทุ่มเททรัพยากรหล่อเลี้ยง ปรารถนาสิ่งใดล้วนกองแทบเท้า ผู้อาวุโสเพียงวาดฝันให้เขาก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์สลักอักขระสะท้านแคว้น เหยียบย่างเข้าสู่สำนักช่างหลวงราชสำนัก รั้งตำแหน่งยอดช่างหลวงแห่งแผ่นดิน และนำพาตระกูลจางทะยานจากฉินโจวเข้าสู่เมืองเยี่ยนผิง
แรกเริ่มเขาก้าวเดินตามรอยทางที่ตระกูลขีดไว้ ทักษะหลอมศาสตราปราณรุดหน้าล้ำเลิศ แตกฉานทั้งบุ๋นบู๊ กวาดคำสรรเสริญเกรียงไกรทั่วฉินโจว ผู้คนต่างแซ่ซ้องว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ความคิดความอ่านลึกล้ำ รู้กาลเทศะ วันหน้าย่อมจับการใหญ่สำเร็จ
ทว่าการใหญ่บนโลกหล้า ไหนเลยจะคว้ามาง่ายดายปานนั้น สิ่งที่เรียกว่าความเป็นผู้ใหญ่ในวัยเยาว์ หากมิได้ถูกหล่อหลอมจากไฟแห่งความยากลำบาก เป็นเพียงการว่านอนสอนง่ายตามกรอบของผู้ใหญ่… ย่อมเปราะบางและหาใช่ความเป็นผู้ใหญ่ที่แท้จริง
ขั้วอำนาจอันดับหนึ่งแห่งเมืองฉินโจวคือ ‘ตระกูลผังแห่งกวนจง’ ตระกูลขุนนางบุ๋นเก่าแก่ ตระกูลจางกับตระกูลผังผูกมิตรกันช้านาน ด้วยฝีมือหลอมศาสตราปราณของตระกูลจางนั้นไร้เทียมทานในฉินโจว อานุภาพอาวุธดุดันร้ายกาจ ตระกูลผังจึงว่าจ้างช่างสลักอักขระตระกูลจางให้หลอมศาสตราปราณผลึกม่วงป้อนให้พวกตนมาโดยตลอด
สายสัมพันธ์ทางธุรกิจดึงดูดสองตระกูลให้ไปมาหาสู่ อำนาจบารมีตระกูลผังยิ่งใหญ่คับฟ้า มีหรือตระกูลจางจะไม่ปรารถนาเกาะเกี่ยว นานวันเข้า ความสนิทสนมยิ่งฝังรากลึก
ท่ามกลางบรรยากาศนี้ จางเหวินเจิงจึงได้พานพบคุณหนูตระกูลผัง หนุ่มสาวชิดใกล้ย่อมหวั่นไหว กอปรกับชื่อเสียงเกรียงไกรของชายหนุ่ม คุณหนูตระกูลผังย่อมทอดสายตาชื่นชม นานวันความผูกพันก็แปรเปลี่ยนเป็นความรักลึกซึ้ง
ทว่าอุปสรรคก็ก่อตัวจากจุดนี้ โบราณกาลมา บุรุษตบแต่งภรรยา ฝ่ายหญิงฐานะด้อยกว่านับเป็นเรื่องสามัญ แต่การที่ฝ่ายหญิงจะลดตัวลงมาครองคู่ย่อมเป็นไปได้ยาก บุตรีสายตรงแห่งตระกูลผังถูกกำหนดให้เกี่ยวดองกับขุมอำนาจที่สูงส่งกว่า เพื่อเป็นบันไดหนุนตระกูล
ยามนั้นจางเหวินเจิงและคุณหนูตระกูลผังยังอ่อนเยาว์ ไร้เดียงสาต่อความโหดร้ายของโลก ทั้งสองลอบนัดแนะ วาดฝันงมงายว่าตราบใดที่ชายหนุ่มก้าวหน้ามีอนาคต อาศัยความแน่นแฟ้นของสองตระกูล คู่รักย่อมได้ครองคู่สมปรารถนา
ทว่าความก้าวหน้าที่ว่าคือสิ่งใด ตระกูลผังคือตระกูลบัณฑิต หากจางเหวินเจิงฝ่าด่านเคอจวี่ คว้าป้ายทองจอหงวน สวมหมวกจิ้นซื่อได้ ตระกูลผังย่อมต้องยอมรับเขาอย่างไร้ข้อกังขา
นับแต่วันนั้น จางเหวินเจิงโยนค้อนหลอมศาสตราทิ้ง ทุ่มเททั้งชีวิตให้หน้ากระดาษตำราปราชญ์ คลั่งไคล้ท่องตำราข้ามวันข้ามคืนจนลืมกินลืมนอน
ตระกูลจางย่อมคัดค้านหัวชนฝา จะให้ทายาทอันดับหนึ่งไปสอบเคอจวี่ไร้สาระได้อย่างไร วิถีแห่งศาสตราปราณที่สืบทอดมานับร้อยปีต่างหากคือรากฐานอันแท้จริง แรกเริ่มเพียงเกลี้ยกล่อม ภายหลังถึงขั้นงัดกฎเหล็กประจำตระกูลมาลงทัณฑ์
แต่จางเหวินเจิงกลับดื้อรั้น ใจคอแข็งกร้าวดั่งศิลา ไม่ว่าตระกูลจะโบยตีบีบบังคับหนักหนาเพียงใด ปณิธานในใจเขากลับไม่เคยสั่นคลอน
ด้านหนึ่งเพื่อไขว่คว้าหญิงงามมาเคียงคู่ชั่วนิรันดร์ อีกด้านเขากลับหลงผิดคิดไปว่า… ช่างสลักอักขระตระกูลจาง มีเขาเพิ่มมาสักคนก็ไม่ทำให้รุ่งโรจน์ ขาดเขาไปสักคนตระกูลก็คงไม่ล่มสลาย
หนำซ้ำเขายังมองว่าการสอบเคอจวี่คือเส้นทางสว่าง หาใช่วิชามารนอกรีต เขามั่นใจเต็มอกว่าวันหน้าที่สวมหมวกขุนนางใหญ่โต ย่อมกวาดต้อนผลประโยชน์มหาศาลกลับมาหนุนตระกูลได้ ไม่ถือเป็นลูกทรพี เจตนารมณ์ของเขาจึงฝังรากลึกเกินถอน
จางเหวินเจิงสมกับฉายาอัจฉริยะเหนือคน แม้ก่อนหน้าจะไม่เคยแตะบทกวีหรือขบคิดนโยบายปกครองแผ่นดิน แม้ไร้ปรมาจารย์ชี้แนะเพราะตระกูลกีดกัน ทว่าเขาใช้เวลาเพียงสองปี คว้าป้าย ‘จวี่เหริน’ มาครองได้สำเร็จ ตีตั๋วเข้าสู่เมืองหลวงเพื่อชิงชัยสนามสอบฮุ่ยซื่อ
วสันตฤดูปีนั้น แบกรับตราบาปลูกทรพี จางเหวินเจิงควบม้าออกจากเมืองฉินโจวอย่างโดดเดี่ยว ไร้เงาญาติมิตรส่งหน้าประตู ทว่าเมื่อม้าควบมาถึงศาลาสิบลี้ คุณหนูตระกูลผังพลันควบม้าตามมาดักรอ
ลมวสันต์พัดพาความหนาวเหน็บ มวลหญ้าเริ่มผลิใบเขียวชอุ่ม สองหนุ่มสาวอาภัพกุมมือสบตาทั้งน้ำตานอกศาลา พร่ำพรรณนาคำรักสุดซึ้ง กรีดเลือดสาบานว่าชาตินี้จะไม่มีวันทรยศต่อกัน
จวบจนสุริยันคล้อยต่ำลับเหลี่ยมเขา ท้องฟ้าอาบย้อมด้วยแสงสนธยา ท้ายสุดจำต้องหักกิ่งหลิวอำลา คนหนึ่งควบม้าห่างออกไป เหลียวหลังมองซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความอาลัย อีกคนยืนโดดเดี่ยวทอดสายตามองแผ่นหลัง เป่าขลุ่ยสั้นขับกล่อมท่ามกลางลมเย็นยะเยือก
ยามนั้นจางเหวินเจิงคาดไม่ถึงเลยว่า… ภาพศาลาสิบลี้ จะเป็นการพานพบครั้งสุดท้ายของพวกเขาทั้งสอง
จางเหวินเจิงรอนแรมฝ่าฟันจนถึงเมืองหลวง เขาเก็บตัวทบทวนตำราด้วยความมั่นใจเปี่ยมล้น ทว่าจังหวะที่เขากำลังจะก้าวเท้าข้ามธรณีประตูสนามสอบ คนของตระกูลกลับควบม้าห้อตะบึงนำข่าวร้ายมาแจ้ง
ผู้นำตระกูลจางผู้รั้งตำแหน่งดูแลสำนักช่างหลวงเมืองฉินโจว ต้องโทษจองจำในข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวง ช่างสลักอักขระทุกคนในตระกูลที่กินตำแหน่งในราชสำนัก หากไม่ถูกร่างแหจับกุม ก็ถูกถอดหมวกขุนนางจนหมดสิ้น
คนตระกูลจางรู้เต็มอกว่าถูกใส่ความ จึงรวมตัวตีกลองร้องทุกข์ต่อผู้ว่าการ ซึ่งก็คือสายเลือดตระกูลผัง ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับมาคือหลักฐานมัดแน่นหนา ไม่เพียงผู้นำตระกูลจางต้องรับโทษประหาร แต่ช่างสลักอักขระทั้งหมดต้องถูกเนรเทศไปตายในดินแดนทุรกันดารแดนใต้
ภายใต้การโขกศีรษะอ้อนวอนจนเลือดอาบ ผู้ว่าการตระกูลผังจึงหลุดปากบอกใบ้คลุมเครือว่า หากหวังรั้งลมหายใจคนตระกูลจาง จำต้องใช้แท่งทองคำมหาศาลปูทางทะลวงเส้นสาย
ทว่าตัวเลขนั้นมหาศาลเกินจินตนาการ ตระกูลจางสิ้นไร้ไม้ตอก จำต้องเทขายทรัพย์สินบรรพบุรุษ แต่ที่น่าสะพรึงคือ… ทั่วทั้งฉินโจวกลับไร้ผู้ใดกล้ายื่นมือรับซื้อกิจการตระกูลจาง ข้ออ้างคือพวกมันเป็นทรัพย์สินขุนนางต้องโทษที่รอการยึดเข้าหลวง
ท้ายที่สุด มีเพียงตระกูลผังที่แสดงน้ำใจยื่นมือรับซื้อ อ้างว่าเห็นแก่สายสัมพันธ์ฉันมิตร ทว่ากลับกดราคาเหลือเพียงสามส่วนของมูลค่าจริง
อนิจจา ผู้นำตระกูลจางถูกรีดเค้นทรมานในคุกมืดจนร่อแร่ปางตาย เพื่อแลกชีวิต ตระกูลจางจำต้องกลืนเลือดเซ็นสัญญาขายกิจการทั้งหมดให้ตระกูลผัง เทคลังสมบัติเกลี้ยงตระกูล ในที่สุดก็รวบรวมเงินทองได้ตามที่เรียกร้อง
ยามผู้นำตระกูลจางถูกหามตัวออกมา ร่างกายก็แหลกเหลวหมดสติ ตระกูลจางงัดทุกโอสถวิเศษยื้อชีวิต ทว่าทำได้เพียงกระชากสติผู้นำตระกูลกลับมาเพื่อเค้นวาจาสุดท้ายก่อนสิ้นลมว่า… เป็นตระกูลผังที่จงใจใส่ความ หวังฮุบรากฐานตระกูลจาง
วันที่จางเหวินเจิงเร่งม้าเหยียบย่างถึงฉินโจว ทั่วทั้งจวนบรรพบุรุษก็ประดับด้วยผ้าขาวไว้ทุกข์เสียแล้ว
นับแต่วินาทีนั้น ตระกูลจางที่เคยยิ่งใหญ่คับฉินโจว พลันล่มสลายพังทลายลงอย่างสมบูรณ์
ตระกูลจางหอบเงินก้อนสุดท้ายจากการขายจวน ยัดใส่มือสองพ่อลูกจางเหวินเจิงให้หนีตายสู่เมืองหลวง ฝากฝังความหวังไว้กับสหายเก่าในกองทัพที่เคยรับบุญคุณผู้นำตระกูล ให้ช่วยถวายฎีกาตีกลองร้องทุกข์ต่อเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้
ทว่าเมื่อเหยียบแผ่นดินเมืองหลวง พวกเขากลับถูกสาดน้ำเย็นใส่หน้าว่าเรื่องนี้ไร้หนทางพลิกคดี อัครเสนาบดีคุมราชสำนักยามนี้คือคนของตระกูลสวี และตระกูลผังหาใช่แค่ขุนนางเก่าแก่ แต่ยังเกี่ยวดองเป็นเครือญาติกับตระกูลสวี อำนาจบารมีแผ่คลุมฟ้า ซ้ำร้าย… พวกจางเหวินเจิงกลับไม่มีหลักฐานเป็นชิ้นเป็นอันเลยสักชิ้น
ท้ายที่สุด สหายกองทัพผู้นั้นก็ทำตามคำสั่งเสียของบิดาจางเหวินเจิง ควักเงินที่พกติดตัวมาวิ่งเต้นทะลวงเส้นสาย ซื้อเก้าอี้ในกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองให้เขาได้สวมหมวกขุนนาง
แรกเริ่มจางเหวินเจิงยังดื้อรั้น หวังใช้สองมือไต่เต้าเหยียบย่ำขึ้นไปทีละก้าว รอคอยวันที่ได้นั่งแท่นขุนนางใหญ่ กุมอำนาจล้นฟ้าในกำมือ ค่อยทวงคืนความยุติธรรมล้างแค้นให้ตระกูลจาง บีบตระกูลผังให้ชดใช้กรรมด้วยเลือด
น่าสมเพช… ที่ยามนั้นเขายังอ่อนหัดและโลกสวยเกินไป
อย่าว่าแต่กองบัญชาการจะอัดแน่นไปด้วยคุณชายตระกูลใหญ่ราวกับฝูงโค การเลื่อนขั้นสักก้าวยังยากเย็นแสนเข็ญ ซ้ำร้ายกองบัญชาการยังถูกที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงเหยียบหัวจนจมมิด ไร้หนทางไขคดีใหญ่เพื่อสร้างผลงานตบตาเบื้องบน
หนำซ้ำ… ‘ผังเซิง’ ขั้วอำนาจแห่งตระกูลผัง ยังก้าวขึ้นกระชากเก้าอี้เจ้าเมืองเยี่ยนผิงไปครอง
ท่ามกลางเมืองหลวงอันเป็นรังพยัคฆ์ซ่อนมังกร ศูนย์รวมเชื้อพระวงศ์และขุนนางสูงศักดิ์ ชายหนุ่มโดดเดี่ยวไร้เงาหัวอย่างจางเหวินเจิง… ต่อให้งอกสามหัวหกแขน ก็ทำได้เพียงรอวันตาย
กาลเวลาล่วงเลยดุจม้าขาวควบผ่านรอยแยก ยี่สิบกว่าปีเป็นเพียงชั่วพริบตา ชายหนุ่มอัจฉริยะผู้ห้าวหาญในวันวาน บัดนี้จอนผมถูกย้อมด้วยสีขาวโพลน ทุกคราที่จันทร์กระจ่างฟ้า นั่งนึกย้อนอดีตในเรือนซอมซ่อใต้แสงตะเกียงสลัว สิ่งที่ประจักษ์ชัดมีเพียงวันเวลาที่ถูกเผาทิ้งอย่างสูญเปล่า
ความคับแค้น เพลิงพยาบาท และตราบาปที่สะสมทับถมวันแล้ววันเล่า ในช่วงวัยกลางคนที่ไร้ซึ่งแสงสว่างปลายอุโมงค์… เขาทำได้เพียงกลืนเลือดและน้ำตาลงคอไปพร้อมกับสุราชั้นเลวอันขมปร่าอย่างสิ้นหวัง
…
หลังรับฟังเรื่องราวชีวิตของจางเหวินเจิง จ้าวหนิงจมอยู่ในความเงียบงัน
ความสุขบนโลกหล้าล้วนมีเค้าโครงคล้ายคลึง ทว่าโศกนาฏกรรมกลับฉีกทึ้งผู้คนด้วยรูปแบบที่ต่างกันไป
ไร้ข้อกังขา… ตราบใดที่กำอำนาจและแท่งทองคำไว้ในมือ ความสุขย่อมถูกสยบแทบเท้า ปัญหาเก้าในสิบส่วนบนโลกใบนี้ ล้วนใช้สองสิ่งนี้บดขยี้ได้ทั้งสิ้น
สำหรับผู้ต้อยต่ำ หากไม่ถูกเท้าของผู้เรืองอำนาจและมั่งคั่งเหยียบย่ำกดขี่ ความโชคร้ายและวิบากกรรมของพวกเขาย่อมลดทอนลงมหาศาล
จ้าวหนิงได้ตัวต่อชิ้นสำคัญที่ต้องการแล้ว… ผลึกม่วงของตระกูลหลิวถูกส่งส่วยผูกขาดให้เฉพาะตระกูลขุนนางบุ๋นเก่าแก่ ตระกูลผังในฐานะขั้วบัณฑิตยักษ์ใหญ่ การกักตุนผลึกม่วงจำนวนมหาศาลไว้ในคลังทุกปี ย่อมเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
“พ้นคืนข้ามปีเมื่อใด จางจงฉีจงไปหาข้าที่จวนเจิ้นกั๋วกง ตราบใดที่ท่านหลอมศาสตราปราณผลึกม่วงได้สำเร็จ มีข้อเรียกร้องอันใด จงอ้าปากเรียกร้องมาได้เต็มที่”
จ้าวหนิงประกาศวาจาเฉียบขาด เรื่องราวที่จางเหวินเจิงพ่นออกมา เขาใช้เวลาเพียงชั่วจิบชาตรวจสอบความจริงได้ไม่ยาก จึงไร้ความกังวลว่าจะถูกอีกฝ่ายต้มตุ๋น
จางเหวินเจิงจ้องมองจ้าวหนิงด้วยนัยน์ตาวาวโรจน์ดั่งเพลิงเผาผลาญ “หากมีวันที่ตระกูลจ้าวบดขยี้ตระกูลผังลงได้ จะอนุญาตให้ข้าลงดาบล้างแค้นสับพวกมันด้วยมือข้าเองได้หรือไม่ นอกเหนือจากเลือดพวกมัน ข้าไร้ซึ่งความปรารถนาอื่นใด”
“หากวันนั้นมาถึง ข้าย่อมไม่ทำให้จางจงฉีต้องผิดหวัง” จ้าวหนิงพยักหน้ารับคำ
เขาแอบประเมินในใจ… ลำพังกำลังของจางเหวินเจิง ต่อให้เวียนว่ายตายเกิดอีกสิบชาติก็ไม่อาจถอนรากตระกูลผังได้ การที่ตระกูลจ้าวบดขยี้ตระกูลหลิวจนย่อยยับ คงจุดประกายความหวังอันริบหรี่ให้มัน อีกฝ่ายถึงได้เทหมดหน้าตักเชื่อมั่นในตระกูลจ้าว รีบกระโจนคว้าโอกาสเสนอตัวรับใช้ทันที
ไม่แน่ โศกนาฏกรรมตระกูลจาง อาจกลายเป็นหมากพิฆาตให้เขางัดมาบดขยี้ตระกูลผังในวันข้างหน้าได้
คิดถึงตรงนี้ จ้าวหนิงอดลอบทอดถอนใจไม่ได้ จวบจนบัดนี้… ไม่รู้ว่าชาตินี้จางเหวินเจิงยังมีวาสนาได้หวนเจอคนรักในวัยเยาว์อีกหรือไม่ หากสวรรค์ลิขิตให้ปะทะหน้ากัน ภาพสะท้อนตรงหน้าจะบิดเบี้ยวแหลกสลายเพียงใด
“ขอบคุณจ้าวจงฉี” จางเหวินเจิงหยัดกายลุกขึ้น ปัดฝุ่นบนเสื้อคลุม ก่อนประสานมือคารวะด้วยท่าทีขรึมขลังดุดัน
…
เฉินอันจือซดน้ำแกงสร่างเมาจนหยดสุดท้ายก่อนกระแทกชามลง ปรายตามองบิดาที่นั่งตีหน้าขรึมบนตำแหน่งประธาน ก่อนจะเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนา “ท่านพ่อเรียกข้ามากลางดึก มีเรื่องใดจะตักเตือนหรือขอรับ”
เฉินสวินตวัดสายตามองบุตรชาย น้ำเสียงราบเรียบทว่าเฉียบขาด “นับแต่นี้ ตัดขาดสหายขุนนางบู๊สองคนนั่นซะ เมื่อวานข้าก็ย้ำไปแล้ว ว่ากระดานอำนาจระหว่างตระกูลเฉินกับตระกูลสวีพลิกโฉมแล้ว อัครเสนาบดีสวีกับเจิ้นกั๋วกงผจญกันดั่งน้ำกับไฟ เจ้าในฐานะทายาทสายตรงคนโตตระกูลเฉิน ต้องรัดกุมทุกถ้อยคำและการกระทำ ต่อให้ยังอาลัยอาวรณ์มิตรภาพ อย่างน้อยก็ต้องสงบเสงี่ยมรอให้คลื่นลมสงบ เพื่อไม่ให้ตาเฒ่าสวีหมิงหล่าง… อะแฮ่ม เพื่อไม่ให้อัครเสนาบดีสวีฉวยโอกาสเล่นงานพวกเราได้”
เฉินอันจือเกาหัวแกรกๆ สีหน้ายุ่งเหยิง
“ท่านพ่อ พวกเรางัดข้อกับตระกูลสวีมาเนิ่นนาน ไม่ใช่แค่ปีสองปี เหตุใดคราวนี้ถึงพลิกฝ่ามือล้างความบาดหมาง เปลี่ยนศัตรูคู่อาฆาตเป็นมิตรได้รวดเร็วปานพลิกกระดาษล่ะขอรับ” คำถามนี้อัดอั้นอยู่ในใจเขามานาน
เฉินสวินนั่งตัวตรงแหน่วดุจศิลา ทว่าริมฝีปากกลับเค้นเสียงเย็นชา เหยียดหยาม “ผู้ใดพลิกศัตรูเป็นมิตรกับไอ้แก่สารเลว… อัครเสนาบดีเฒ่านั่นกัน นี่เป็นเพียงแผนถ่วงเวลาเอาตัวรอดเท่านั้น”
สิ้นคำ เขาตวัดสายตาขุ่นเคืองใส่บุตรชาย “ข้าพร่ำสอนเจ้าเสมอ ว่าเผชิญเรื่องราวใดจงใช้สมองขบคิดให้ลึกซึ้ง เหตุใดวิสัยทัศน์ของเจ้าถึงได้ถดถอยกลายเป็นพวกเถื่อนไร้สมองไปได้”
“ยามนี้ศึกบุ๋นบู๊ทวีความดุเดือด ตระกูลหลิวที่เคยกางปีกบดบังฟ้า ยังถูกถอนรากโค่นล้มดั่งต้นไม้ผุ ตระกูลเฉินของเราเป็นเพียงตระกูลเล็กจ้อย ย่อมทนรับแรงกระแทกไม่ไหว หากพวกขุนนางบู๊เห็นเราเป็นลูกพลับนิ่มหันมาขย้ำ แล้วไอ้แก่สวีหมิงหล่าง… อัครเสนาบดีสวีลอบแทงซ้ำจากด้านหลัง ตระกูลเฉินไม่แหลกเป็นผุยผงหรอกรึ”
เฉินอันจือได้ยินพลันสวนกลับเสียงแข็งตะเบ็งลั่น “ไม่มีทาง ท่านพ่อ พี่หนิงกับหมูป่าเว่ยไม่มีวันแทงข้างหลังข้า ตระกูลจ้าวกับตระกูลเว่ยย่อมไม่หันคมหอกใส่ตระกูลเฉินเด็ดขาด พวกเราคือตระกูลบัณฑิตมือสะอาด มุ่งหน้าแต่ตำรา ไม่เคยสร้างเวรสร้างกรรม…”
“หุบปาก” เฉินสวินตวาดลั่นจนหนวดกระตุก “ข้าเพิ่งสั่งสอนให้รู้จักใช้สมอง เจ้ายังพ่นวาจาปัญญาอ่อนออกมาอีก คิดจะยั่วโทสะข้าให้กระอักเลือดตายใช่หรือไม่”
เฉินอันจือเห็นโทสะคุโชนของบิดา จึงรีบหดคอกลืนคำพูดลงคอ ไม่กล้าปริปากเถียงต่อ
เฉินสวินแค่นเสียงเย็นเตือนสติ ก่อนจะขยายความ “นอกเหนือจากศึกบุ๋นบู๊ และศึกสายเลือดตระกูลบัณฑิตด้วยกันเองแล้ว กระดานใต้หล้ายามนี้ ยังมีสงครามระหว่างตระกูลใหญ่กับบัณฑิตยากไร้แฝงอยู่ด้วย ราชวงศ์ต้าฉีอุ้มชูการสอบเคอจวี่ ยิ่งหลายปีมานี้ ฝ่าบาททรงเปิดกว้างรับขุนนางตระกูลยากไร้อย่างต่อเนื่อง ทำให้เก้าอี้ราชสำนักตกอยู่ในมือพวกขุนนางไร้รากฐานมากขึ้นเรื่อยๆ”
“เดิมทีตระกูลเฉินมุ่งเน้นแต่วิชาการ คนของเรากระจุกอยู่แค่กรมพิธีการ ศาลหงหลู สำนักไท่เสวีย และฮั่นหลิน เก้าอี้ขุนนางมีหยิบมือ อำนาจเหือดแห้ง ยามนี้ดันถูกไอ้แก่สวีหมิงหล่าง… อัครเสนาบดีสวี… ไอ้เฒ่าสารเลวนั่น จับมือกับพวกขุนนางยากไร้บีบขนาบสองข้างทาง หากไม่รีบหาทางหนีทีไล่ มีหวังได้ถูกเหยียบจมดินจริงๆ แน่”
“คราวนี้ไอ้แก่สวีก็โดนพวกขุนนางบู๊บีบจนคอหอยตีบเช่นกัน มันถึงยอมบากหน้ามาก้มหัวผูกมิตร ซ้ำยังคายเก้าอี้ขุนนางของตระกูลหลิวมาเซ่นไหว้ หากตระกูลเฉินแข็งข้อไม่ยอมรับน้ำใจ ไอ้เฒ่าสวีย่อมบันดาลโทสะ ถึงคราวนั้นบรรลัยของแท้แน่”
สิ้นคำ เฉินสวินก็ปรายตามองบุตรชาย “ที่ข้าทำลงไปล้วนโอนอ่อนตามลม ฉวยจังหวะรีดเค้นแท่งทองจากไอ้แก่สวี ส่วนหมากตาวันข้างหน้า ค่อยรอดูทิศทางลมกันอีกที เจ้าเบิกเนตรเข้าใจหรือยัง”
เฉินสวินอธิบายเป็นฉากๆ หนักแน่นด้วยเหตุผล ทว่าเฉินอันจือกลับสมองตื้อฟังจนตาหอยหลอด ท้ายสุดเมื่อเห็นบิดาจ้องเค้นคำตอบ เขาจึงได้แต่เกาหัวแกรกๆ ตอบปัดกึ่งเขินอาย “ลูกน่าจะ… กระจ่างแล้วมั้งขอรับ ทว่ามันช่างซับซ้อนซ่อนเงื่อนเสียนี่กระไร”
มุมปากเฉินสวินกระตุกถี่ หายใจหอบสะท้าน ใจจริงอยากชี้นิ้วสบถด่าบุตรชายให้หูชา ทว่าต้องห่วงภาพลักษณ์วิญญูชนผู้ทรงธรรม ชั่วขณะนั้นหนวดเคราจึงสั่นระริกชวนขบขัน ท้ายสุดเขาหยัดกายลุกขึ้น สะบัดแขนเสื้ออย่างฉุนเฉียว “เจ้าไสหัวไปเก็บตัวบำเพ็ญเพียรซะ หากข้าไม่ออกคำสั่ง ห้ามโผล่หัวออกมาเด็ดขาด”
“พอพ่นวาจาจบก็ตะเพิดข้าเข้าถ้ำบำเพ็ญเพียรทุกที ทำประหนึ่งวันปกติข้าดีแต่ลอยชายไม่รู้จักฝึกฝนงั้นแหละ” เฉินอันจือลอบสบถอุบอิบ ก่อนค้อมกายรับคำสั่งด้วยท่าทีอิดโรย