ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 119 พายุตั้งเค้า
ผิดกับห้องหนังสือส่วนใน ห้องหนังสือปีกตะวันออกแห่งจวนอัครเสนาบดีนั้นโอ่อ่ากว้างขวาง สวีหมิงหล่างมักใช้สถานที่นี้หารือข้อราชการลับกับคนสนิทและบุคคลสำคัญเสมอ หากเทียบกับโถงรับแขกแล้ว ที่นี่ย่อมมิดชิดรัดกุม เหมาะแก่การซ่อนเร้นแผนการเหนือความคาดหมาย
ยามนี้ภายในห้องเนืองแน่นไปด้วยขุมกำลัง ผู้นำตระกูลขุนนางบุ๋นทรงอิทธิพลหลายสายแยกนั่งประจำการซ้ายขวา สวีหมิงหล่างนั่งตระหง่านเหนือตำแหน่งประธาน กลิ่นอายกดดันบารมีดุจดั่งจำลองการว่าราชการในท้องพระโรงมาไว้ไม่มีผิดเพี้ยน
ทว่ามิใช่ผู้นำขุนนางบุ๋นทุกตระกูลจะมีสิทธิ์เข้าร่วม วาระเร้นลับวันนี้คือแผนชิงอำนาจสะเทือนแผ่นดิน ต่อให้ตระกูลเฉินจะยุติความเป็นปฏิปักษ์กับตระกูลสวีแล้ว สวีหมิงหล่างก็ไม่มีวันอนุญาตให้พวกมันร่วมโต๊ะ
“ยามนี้คือห้วงเวลาชี้เป็นชี้ตายในการเปิดศึกกวาดล้างตระกูลขุนนางบู๊ ห้ามพลาดพลั้งแม้แต่ก้าวเดียว… อัครเสนาบดีสวี บรรดาตระกูลขุนนางบุ๋นที่ตั้งตนเป็นปรปักษ์กับพวกเรา ท่านทุ่มซื้อตัวและเกลี้ยกล่อมเรียบร้อยแล้วหรือไม่” ผู้เอ่ยปากคือผังชิงเต๋อแห่งตระกูลผัง
สิ้นยุคหลิวมู่จือ ตำแหน่งชานจือเจิ้งซื่อก็ว่างลง แม้องค์ฮ่องเต้จะทรงส่งสัญญาณหมายตาดึงขุนนางตระกูลยากไร้ขึ้นมาเสียบแทน แต่ท้ายที่สุด สวีหมิงหล่างและเครือข่ายขุนนางบุ๋นก็ผสานกำลัง ดันผังชิงเต๋อขึ้นครองเก้าอี้ตัวนี้จนสำเร็จ
“ใต้เท้าผังประเมินพลาดแล้ว” สวีหมิงหล่างแค่นเสียงเรียบ แม้สองตระกูลจะเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน แต่ด้วยบารมีอัครเสนาบดี น้ำเสียงของเขาจึงเจือความโอหัง ไร้ซึ่งความเกรงใจ
ผังชิงเต๋อชะงักงัน “ข้าพลาดตรงที่ใด”
“ข้อแรก ข้าไม่จำเป็นต้องกว้านซื้อตระกูลขุนนางบุ๋นที่กระด้างกระเดื่องทุกตระกูล ขอเพียงกระชากตระกูลเฉินมายืนฝั่งเราได้… ย่อมเพียงพอ” สวีหมิงหล่างหรี่ตาแคบ นัยน์ตาลึกล้ำเยือกเย็นดุจผู้กุมกระดานหมากทั้งปฐพี
สิ้นคำกล่าวนั้น ประกายตาผังชิงเต๋อพลันสว่างวาบ ทะลุปรุโปร่งถึงแก่นแท้ของกลอุบาย
ในหมู่ตระกูลขุนนางบุ๋นนอกคอก ตระกูลเฉินคือหัวหอกสำคัญ บัดนี้เมื่อตระกูลเฉินยอมสยบรับสินบน พันธมิตรอันหลวมโพรกของพวกมันย่อมปริแตกชั่วพริบตา ยามนี้พวกมันย่อมหันคมเขี้ยวไปเคียดแค้น ‘ผู้ทรยศ’ อย่างตระกูลเฉิน ความสนใจทั้งหมดจึงถูกเบี่ยงเบนออกไปจากขั้วอำนาจหลัก
ส่วนเรื่องที่ว่าตระกูลเฉินจะยอมเฉือนเนื้อแบ่งผลประโยชน์เพื่ออุดปากอดีตพันธมิตร หรือต้องงัดเล่ห์เหลี่ยมใดมาคุ้มกะลาหัวไม่ให้ตกเป็นเป้าสังหารหมู่… และต้องเผชิญวิบากกรรมแสนสาหัสเพียงใด นั่นหาใช่กงการที่พวกสวีหมิงหล่างต้องเหลียวแล
การจ่ายผลประโยชน์ผูกมัดตระกูลเดียว ย่อมใช้ต้นทุนต่ำกว่าการหว่านซื้อทีละหลายตระกูลมหาศาล ยิ่งหากยุแยงให้ตระกูลเฉินแตกหักกับเครือข่ายเดิมได้ ผลลัพธ์ย่อมเหนือล้ำกว่าที่คาด หมากตานี้นับว่าใช้แรงสี่ตำลึงปัดเป่าน้ำหนักพันชั่งอย่างแท้จริง
“ข้อสอง เป้าหมายเชือดไก่ให้ลิงดูครั้งนี้… มิใช่ตระกูลขุนนางบู๊ทั้งแผง แต่เป็นเพียงตระกูลจ้าว หักทิ้งแค่นิ้วเดียว ย่อมง่ายดายกว่าการบดขยี้ทั้งกำปั้น และตราบใดที่กำปั้นไร้ซึ่งหัวแม่มือ มันย่อมไม่มีวันกำได้แน่นอีก ภายหน้าหากคิดถอนรากถอนโคน ย่อมง่ายดายพลิกฝ่ามือ” สวีหมิงหล่างอธิบายต่อ
เหล่าผู้นำตระกูลต่างพยักหน้ารับอย่างลึกซึ้ง
หลังโศกนาฏกรรมตระกูลหลิว ตระกูลจ้าวเริ่มฉายแววเป็นศูนย์รวมใจของเหล่าขุนนางบู๊ หากเปิดศึกกวาดล้างฝ่ายบู๊ทั้งหมดในเวลานี้ ย่อมเป็นการบีบให้พวกมันต้องผนึกกำลังภายใต้ร่มธงตระกูลจ้าว เท่ากับประเคนข้ออ้างให้จ้าวเสวียนจีรวบรวมอำนาจทหารให้เป็นปึกแผ่นโดยสมบูรณ์
ทางสายเอกในยามนี้คือฉวยจังหวะที่ตระกูลจ้าวยังกำราบใจขุนพลได้ไม่เบ็ดเสร็จ ทุ่มพลังตระกูลขุนนางบุ๋นทั้งหมดบดขยี้ลงมาด้วยสภาวะดุจขุนเขาไท่ซานถล่มทับ บั่นหัวตระกูลจ้าวให้จงได้
“อัครเสนาบดีสวีวิสัยทัศน์ลึกล้ำกว้างไกล พวกเราขอคารวะจากใจจริง ลำดับต่อไปคือการวางกลศึกโค่นล้มตระกูลจ้าวอย่างเป็นรูปธรรม ในมุมมองของข้า… ควรเริ่มจากการระดมถวายฎีกา เอาผิดขุนนางและขุนพลตระกูลจ้าวในข้อหาละทิ้งหน้าที่และละเมิดอาญาแผ่นดิน” เจิ้งเจ๋อเสียน ผู้นำตระกูลเจิ้งรับช่วงต่อ เขาในฐานะขุนนางผู้ตรวจการ กุมอำนาจศาลผู้ตรวจการ ย่อมเชี่ยวชาญเล่ห์เหลี่ยมการใช้ฎีกาปลดคนเป็นที่สุด
“ใต้เท้าเจิ้งประเมินพลาดแล้ว” สวีหมิงหล่างแค่นประโยคเดิมซ้ำ
เจิ้งเจ๋อเสียนขมวดคิ้ว “พลาดตรงที่ใด”
“ในฐานะพระญาติฝ่ายมารดาอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์ ตระกูลจ้าวหวงแหนเกียรติยศประดุจชีวิต ขุนนางและแม่ทัพในตระกูลยึดถือศักดิ์ศรีเป็นที่ตั้ง ย่อมไม่มีวันแตะต้องเรื่องทุจริตโสมม ยิ่งไปกว่านั้น นับแต่ตอกลิ่มตำแหน่งผู้ตรวจทัพลงไปในกองทัพ ขุนนางบู๊ต่างก็ระวังตัวแจดั่งเหยียบน้ำแข็งบาง ไม่ยอมเปิดช่องโหว่ให้พวกเราแว้งกัด แล้วตระกูลจ้าวจะปล่อยให้คนของตนหละหลวมในห้วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ได้อย่างไร” สวีหมิงหล่างวิเคราะห์ขาดกระจุย
ทั้งห้องหนังสือตกอยู่ในความเงียบงัน ไร้ข้อกังขา
เจิ้งเจ๋อเสียนครุ่นคิดก่อนเอ่ย “ต่อให้พวกมันไร้มลทิน แต่ศาลผู้ตรวจการย่อมปั้นน้ำเป็นตัวได้ การตวัดพู่กันถวายฎีกาตามข่าวลือคืออาวุธของพวกเราอยู่แล้ว หาจำเป็นต้องใช้หลักฐานดิ้นไม่หลุด”
“ไร้ผล” สวีหมิงหล่างส่ายหน้า
เจิ้งเจ๋อเสียนยังไม่ยอมลดละ “ในเมื่อหน้าที่ราชการไร้ช่องโหว่ เราก็ขุดคุ้ยสันดานส่วนตัว เล่นงานข้อหากดขี่บ่าวไพร่ หรือไม่ก็สาดโคลนใส่ว่าธรรมเนียมตระกูลฟอนเฟะ ม่านมุ้งเสื่อมทราม…”
“คาวโลกีย์ของตระกูลใหญ่ เท็จจริงหาใช่เรื่องสำคัญ แค่โยนเศษเนื้อลงไป ชาวบ้านร้านตลาดก็พร้อมขย้ำข่าวลือจนสนุกปาก ไม่นานย่อมกระฉ่อนทั่วแผ่นดิน ถึงเวลานั้นตระกูลจ้าวต้องถูกลมปากกระซวกจนกระอักเลือด”
สิ้นวาจา นัยน์ตาของผู้นำหลายคนทอประกายเหี้ยมเกรียม ขณะที่บางคนกลับมีสีหน้าพิลึกพิลั่น
ข้อหา ‘ม่านมุ้งเสื่อมทราม’ หมายถึงการร่วมประเวณีผิดผีในสายเลือด ราชวงศ์ก่อนเคยมีอดีตราชครูผู้ทรงภูมิ เผชิญขุนนางผู้ตรวจการเล่นงานด้วยข้อหานี้ จนบั้นปลายต้องกระเด็นจากตำแหน่งและเนรเทศพ้นเมืองหลวง
“นั่นทำได้เพียงสาดโคลนเปื้อนป้ายตระกูลจ้าว ด้วยบารมีที่องค์ฮ่องเต้ทรงไว้วางพระทัย เล่ห์ตื้นๆ ย่อมไร้ผลในทางปฏิบัติ ซ้ำร้ายยังเป็นการสุมไฟ ยั่วโทสะพวกสุนัขสงครามฝ่ายบู๊ให้คลุ้มคลั่งกัดไม่ปล่อยเสียเปล่าๆ” สวีหมิงหล่างปัดข้อเสนอนี้ทิ้งอย่างไร้เยื่อใย
เจิ้งเจ๋อเสียนถึงกับสะอึก ใบ้กินในทันควัน
วงสนทนาจมดิ่งสู่ความเงียบงัน ในเมื่อคมฎีกาบากหน้าตระกูลจ้าวไม่เข้า ก็จำต้องควานหาอาวุธอื่น
สวีหมิงหล่างกวาดนัยน์ตาคมกริบมองรอบวง “พวกท่านยังใจเสาะเกินไป การจะสับตระกูลจ้าวให้แหลกคาเขียง หากไม่ลงมีดให้เหี้ยมเกรียมอำมหิต ย่อมไม่มีทางบรรลุผล”
ผังชิงเต๋อหยั่งเชิง “หรืออัครเสนาบดีสวีมีหมากเด็ดซ่อนไว้แล้ว”
“มิใช่แค่เพียงรำพึง” สวีหมิงหล่างเอ่ยเสียงเนิบนาบเยือกเย็น “แต่กระดานเลือดนี้… ถูกจัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว”
“โปรดชี้แนะ” เจิ้งเจ๋อเสียนประสานมือ ทุกคนในห้องต่างเบิกตารอคอย
นัยน์ตาสวีหมิงหล่างสาดประกายคมปลาบดุจคมมีด “ตระกูลจ้าวไร้มลทิน เราก็บีบคอให้พวกมันสร้างมลทิน ตระกูลจ้าวไร้ความผิด เราก็ล่อลวงให้พวกมันก่อกรรมทำเข็ญ จ้าวเสวียนจีเป็นดั่งแผ่นเหล็กกล้าไร้รอยต่อก็จริง… ทว่าการถล่มตระกูลจ้าว หาจำเป็นต้องพุ่งเป้าไปที่จ้าวเสวียนจีเพียงผู้เดียว
“ในเมื่อตระกูลจ้าวอาศัยความบัดซบของขยะในตระกูลหลิวมาล้มล้างตระกูลหลิวได้ แล้วเหตุใดเราจะใช้หนามยอกเอาหนามบ่ง สนองคืนพวกมันด้วยวิถีเดียวกันไม่ได้
“เลือกบีบลูกพลับที่นิ่มที่สุด สัจธรรมข้อนี้ใครเล่าไม่รู้แจ้ง ตระกูลจ้าวหยัดยืนยิ่งใหญ่ปานนั้น เป็นไปได้หรือที่สายเลือดทุกผู้ทุกคนจะใจคอเด็ดเดี่ยว ปัญญาเฉียบแหลม ไร้ซึ่งขยะสวะปะปน ต่อให้กฎตระกูลเข้มงวดปานเหล็กไหล ไร้เดนคนพาลสันดานหยาบ ทว่าสายเลือดตระกูลจ้าวทุกคนล้วนตัดขาดกิเลสตัณหา ไร้จุดอ่อน ไร้ช่องโหว่ให้ทะลวงเข้าตีเชียวหรือ
“ต่อให้เป็นสตรีม่ายผู้ถือศีลรักนวลสงวนตัว ขอเพียงล่อลวงให้ถูกจุด วางข่ายกับดักให้แยบยล ย่อมกระชากนางลงมาเป็นคณิกาสำส่อนได้ นับประสาอันใดกับลูกหลานปลายแถวสันหลังยาว ขอเพียงจัดยาพิษให้ตรงโรค งัดสารพัดเล่ห์กลมาปรนเปรอ ยอมทุ่มเทเวลาและภูเขาเงินทอง ย่อมสามารถลบชื่อตระกูลจ้าวออกจากทำเนียบอำนาจ… ดั่งที่พวกมันเคยกะซวกตระกูลหลิวจนย่อยยับมาแล้ว”
บรรดาผู้นำตระกูลขุนนางบุ๋นเบื้องล่าง เมื่อได้สดับวาจาอำมหิตของสวีหมิงหล่าง แววตาของแต่ละคนพลันแปรเปลี่ยน บ้างฮึกเหิมกระหายเลือด บ้างจมดิ่งในห้วงลึก บ้างสว่างวาบราวกับเพิ่งรู้แจ้ง
หากเดินหมากตามกระดานของสวีหมิงหล่าง การรับมือป้อมปราการตระกูลจ้าวจะลดรูปเหลือเพียงการเชือดเฉือนบุคคลรายตัว ทอนความยากลงมหาศาล ทองคำย่อมไม่บริสุทธิ์เต็มสิบส่วน มนุษย์ย่อมไม่มีผู้ใดไร้รอยด่างพร้อย ขอเพียงสุมหัวขุดบ่อพราง ย่อมไม่มีศัตรูหน้าไหนที่ฝังกลบไม่ได้
ผังชิงเต๋อหรี่ตาคำนวณ “หากเป็นเช่นนั้น พวกเราคงต้องผลาญกำลังคนและทรัพย์สินมหาศาล…”
“หากไร้ความลำบาก จะเรียกหาความร่วมมือจากพวกท่านไปไย ตระกูลขุนนางเก่าแก่อย่างพวกเรา สิ่งที่ล้นเหลือที่สุดคือกำลังคนและภูเขาทองคำ ผนึกสรรพกำลังทุกตระกูลเข้าด้วยกัน ข้าก็อยากจะรู้นัก… ว่าตระกูลจ้าวจะเอาปัญญาที่ไหนมารับมือ” สิ้นวาจาเฉียบขาด ท่าทีโอหังทรนงของอัครเสนาบดีก็แผ่ซ่านครอบงำทั่วทั้งห้อง
เหล่าผู้นำตระกูลต่างค้อมศีรษะรับคำสั่งโดยพร้อมเพรียง
“แน่นอน แค่เชือดลูกหลานปลายแถวยังไม่สาแก่ใจ หากคิดจะถอนรากถอนโคนตระกูลจ้าว พวกเราต้องทุบทำลายสายป่านกิจการทั้งหมดของพวกมัน ลากข้อหาให้ลุกลามเป็นไฟลามทุ่ง
“สรุปคือ หากนิ่งเฉยก็แล้วไป แต่หากชักดาบพ้นฝักเมื่อใด… ต้องถีบตระกูลจ้าวลงสู่นรกอเวจีขุมลึกที่สุด ปั่นหัวพวกมันให้สูญสิ้นเรี่ยวแรงจะต่อกร” สวีหมิงหล่างทิ้งท้ายเสียงเหี้ยม
จากนั้น วงล้อมมัจจุราชก็เริ่มร่างแผนกะซวกเลือดอย่างละเอียดลออจวบจนรุ่งสาง
ณ หอเฟยเสวี่ย
ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู จ้าวยวี่เจี๋ยก็ปลดหมวกคลุมศีรษะ ทิ้งตัวนั่งลงเบื้องหน้าโต๊ะของเซียวเยี่ยน
“สวีหมิงหล่างเริ่มขยับหมากกินตระกูลจ้าวแล้วสินะ” เซียวเยี่ยนละทิ้งถ้อยคำทักทายไร้สาระ นางดันถ้วยชาไปตรงหน้าพร้อมกรีดมีดเข้าประเด็นทันที
จ้าวยวี่เจี๋ยประคองถ้วยชาร้อนขึ้นจิบขับไล่ไอเย็น ก่อนพยักหน้าเชื่องช้า “เมื่อคืนก่อน เขาเรียกผู้นำตระกูลขุนนางบุ๋นสุมหัววางโครงข่ายตลอดทั้งคืน หลังจากนั้นข้าเป็นผู้เก็บกวาดเอกสารเหล่านั้น… กองรวมกันหนาถึงสองฉื่อเห็นจะได้”
ค่ายกลสังหารที่หนาถึงสองฉื่อ ย่อมต้องถูกบันทึกลงกระดาษอย่างเลี่ยงไม่ได้
“กล่าวเช่นนี้… เจ้าล้วงความลับมาได้หมดจดแล้วสินะ เวลาเพียงไม่กี่เดือน กลับปีนป่ายขึ้นเป็นสตรีข้างหมอนสวีหมิงหล่างได้ ต่อให้เป็นข้ายังอดลอบชมเชยมิได้
“หมากเบิกทางที่ส่งเจ้าไปซุกอยู่ข้างกายสวีหมิงหล่างแต่แรก ยิ่งพิศยิ่งลึกล้ำราวสวรรค์ดลใจ” เซียวเยี่ยนไม่เร่งเร้าเค้นถามเนื้อหาแผนลับ กลับแย้มยิ้มเย้ายวนแฝงมนตร์สะกด
เค้าโครงหน้านางเดิมทีแฝงกลิ่นอายห้าวหาญดุดัน ปราศจากจริตยั่วยวนโดยสิ้นเชิง หลายครายังสง่างามดุจคุณชายสูงศักดิ์ ทว่ารอยยิ้มพราวเสน่ห์ในยามนี้ กลับสาดกระเซ็นรสชาติแปลกใหม่ ชวนให้ผู้คนใจสั่นระรัว
จ้าวยวี่เจี๋ยตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบสนิท “เกรงว่าหมากทำนองนี้ หลายปีมานี้องค์หญิงคงโรยทิ้งไว้ตามจวนตระกูลใหญ่ไม่น้อยเลยกระมัง”
วาจานี้ขับให้รอยยิ้มเซียวเยี่ยนหยอกเย้ายิ่งขึ้น นางกวาดนัยน์ตาประเมินจ้าวยวี่เจี๋ยตั้งแต่หัวจรดเท้า ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเอื้อนเอ่ย “หากเป็นเมื่อสองเดือนก่อน เจ้าไม่มีวันกล้าพ่นประโยคนี้ใส่หน้าข้า ดูเหมือนฐานะที่พุ่งทะยานในจวนอัครเสนาบดี… จะทำให้เจ้าปีกกล้าขาแข็งขึ้นไม่น้อย”
ประกายตาจ้าวยวี่เจี๋ยวูบไหว “ข้าล่วงเกินแล้ว ขอองค์หญิงโปรดอภัย”
เซียวเยี่ยนสะบัดมือปัดความขุ่นเคือง ก่อนสั่งให้จ้าวยวี่เจี๋ยคายรายละเอียดค่ายกลทั้งหมดออกมาอย่างหมดจด
เมื่อสดับจบ นางพยักหน้าอย่างพึงใจ “ประเสริฐ สวีหมิงหล่างลากคอขุนนางบุ๋นเข้าขย้ำตระกูลจ้าว ข้าย่อมลงมือบดขยี้หออี้ผิ่นได้อย่างไร้ข้อกังขา แม้สองฝ่ายมิได้จับมือเป็นพันธมิตรเปิดเผย ทว่าเบื้องลึกกลับหนุนเสริมซึ่งกันและกัน ผลลัพธ์ย่อมทวีคูณอำมหิต”
ขุมกำลังมืดตลอดจนรากฐานที่เซียวเยี่ยนลักลอบฝังรากไว้ในเมืองเยี่ยนผิง สวีหมิงหล่าง ราชสำนักต้าฉี หรือแม้แต่ตระกูลใหญ่ล้วนไม่รับรู้ มิเช่นนั้นนางคงสิ้นชื่อในฐานะจารชนไปเนิ่นนานแล้ว
จ้าวยวี่เจี๋ยช้อนตาถาม “พวกเราจะเริ่มขยับตัวเมื่อใด”
เซียวเยี่ยนหัวร่อแผ่วเบา “มีดเล่มนี้ชักพ้นฝักตั้งนานแล้ว เพียงแต่พวกตาขาวเหล่านั้นยังไม่เห็นประกายดาบ... รอจนสิ้นเสียงประทัดดอกสุดท้ายของเทศกาลหยวนเซียว สรรพสิ่งจะผุดพรายขึ้นเหนือน้ำเอง”
จ้าวยวี่เจี๋ยลอบสะท้านเยือกในอก นางข่มใจไม่ให้ขบเม้มริมฝีปาก ปั้นหน้าตายด้านไร้อารมณ์ “มีสิ่งใดต้องให้ข้าลงมือหรือไม่”
“หน้าที่ของเจ้าคือจับตาสวีหมิงหล่างให้ดี ล้วงทุกความลับมารายงานข้าก็พอ หากต้องการหมากสังหาร ข้าจะออกคำสั่งเอง” เซียวเยี่ยนตอกลิ่มด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
จ้าวยวี่เจี๋ยพยักหน้ารับบัญชา หลังตรวจสอบจนแน่ใจว่าเซียวเยี่ยนสิ้นสุดคำสั่ง นางจึงหยัดกายลุกขึ้นขอตัวลา
“รอก่อน”
จังหวะที่จ้าวยวี่เจี๋ยกำลังก้าวพ้นธรณีประตู เสียงของเซียวเยี่ยนก็รั้งนางไว้ องค์หญิงรับกล่องหยกใบจิ๋วจากมือเฒ่าคิ้วดำเบื้องหลัง โยนข้ามอากาศไปให้ “ข้าเห็นพลังบำเพ็ญของเจ้าทะลวงขั้นได้รวดเร็ว… โอสถวิเศษเม็ดนี้ อีกไม่นานเจ้าคงต้องพึ่งพามัน”
จ้าวยวี่เจี๋ยคว้ากล่องหยกไว้ พริบตาที่สัมผัสได้ว่าภายในคือโอสถวิเศษล้ำค่าสำหรับเบิกทางสู่ระดับวิญญาณต้นกำเนิด นัยน์ตานางพลันประกายยินดี นางรีบโค้งกายคำนับขอบคุณเซียวเยี่ยน
คล้อยหลังจ้าวยวี่เจี๋ย เซียวเยี่ยนพลันกวักมือเรียกเฒ่าคิ้วขาว “ไปถ่ายทอดคำสั่งแก่เสี่ยวเตี๋ย จับตาจ้าวยวี่เจี๋ยทุกฝีก้าว ปลาตัวนี้ปีกกล้าขาแข็งแล้ว ต้องคุมสายเอ็นให้ตึง… อย่าให้มันดิ้นกระชากเบ็ดหลุดไปได้”
“พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิง”
เสี่ยวเตี๋ย คือหนึ่งในหมากสาวใช้ที่เซียวเยี่ยนลอบฝังเขี้ยวไว้ในจวนอัครเสนาบดี
ไม่กี่วันก่อน นางจงใจจัดฉากแสดงปฏิภาณไหวพริบให้จ้าวยวี่เจี๋ยประจักษ์ จนตกเป็นที่โปรดปรานในที่สุด และคว้าตำแหน่งสาวใช้คนสนิทข้างกายมาครองได้สำเร็จ