ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 120 พายุโหมกระหน่ำ (1)
เซียวเยี่ยนไพล่มือไว้เบื้องหลัง ทอดสายตาผ่านบานหน้าต่าง เบื้องหน้าคือบ้านเรือนเรียงรายดุจกระดานหมากรุก ชายคาสลับซับซ้อนทว่าทอดยาวเป็นระเบียบ บนถนนสายหลักผู้คนเดินขวักไขว่ไหล่กระทบไหล่ เสียงสรวลเสเฮฮาดังก้อง โคมแดงสดแขวนตระหง่านท้าลมหนาว วันนี้คือวันส่งท้ายปีเก่า
ทว่าความรื่นเริงของชาวฉี หาได้เกี่ยวอันใดกับนาง ความครึกครื้นเบื้องหน้าล้วนเป็นของผู้อื่น ไม่ว่าจะยินยอมหรือไม่ นางทำได้เพียงหยัดยืนโดดเดี่ยวอยู่สุดขอบของความเจริญรุ่งเรืองนี้
นางยืนนิ่งงันยาวนานครึ่งค่อนวัน ทอดมองสุริยันคล้อยต่ำจรดทิศประจิม เฝ้ามองม่านราตรีโรยตัวกลืนกินปฐพี เฝ้ามองแสงประทีปดวงแรกจุดประกาย และเฝ้ามองประกายไฟประทัดสว่างวาบตามซอกซอย
ชาวฉีมักพร่ำเพ้อ ‘ทุกคราถึงเทศกาลยิ่งคะนึงหาญาติมิตร’ ในสายตาเซียวเยี่ยน วลีนี้พอมีเหตุผลอยู่บ้าง ทว่ามีเพียงผู้ไร้ที่พึ่งพิงเท่านั้นจึงมีเวลาว่างมานั่งโศกเศร้าหาครอบครัว และมีเพียงผู้โดดเดี่ยวเท่านั้นที่ต้องอาศัยห้วงคะนึงเหล่านี้ประโลมจิตใจมิให้แหลกสลาย
เซียวเยี่ยนชิงชังบทกวีท่อนนี้ นางมองว่าเป็นเพียงความเสแสร้งของชาวฉีที่เผชิญความยากลำบากเพียงหยิบมือ คนพวกนี้มักสรรหาข้ออ้างร้อยแปดมาป่าวประกาศให้ใต้หล้ารับรู้ถึงความทุกข์ระทมของตน
บทกวีคือเครื่องมือที่ชาวฉีหลงผิดคิดไปเองว่าลึกซึ้งสูงส่ง ใช้เรียกร้องความสนใจพร้อมกับจองหองวางมาดว่าตนอยู่เหนือผู้ใด
เซียวเยี่ยนหาได้รู้สึกอ้างว้าง ยิ่งไม่คิดจะนำอารมณ์ผันผวนจอมปลอมเหล่านี้มาโอ้อวด เฉกเช่นนิทานบัณฑิตหนุ่มโฉมงาม หรือตำนานรักอาภัพที่พวกนักเล่านิทานพร่ำพรรณนาไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย นางฟังแล้วพานสะอิดสะเอียนยิ่งนัก
ชาวฉีมักตราหน้าปราการชายแดนเหนือว่าเป็นดินแดนทุรกันดารหนาวเหน็บ เหล่าบัณฑิต ขุนนาง และผู้มีอำนาจล้วนหวาดกลัวราวกับเจอพยัคฆ์ร้าย หารู้ไม่ว่าดินแดนเหนือแนวกำแพงเมืองขึ้นไปต่างหาก คือนรกเยือกแข็งของจริงที่ทอดยาวนับหมื่นลี้
ทุกเหมันตฤดูที่นั่นซากศพเกลื่อนกลาด หากโชคร้ายเผชิญภัยพิบัติขาว ย่อมหมายถึงความตายยกเผ่า ทั้งชนเผ่าเร่ร่อน ฝูงวัว และฝูงแกะ ล้วนถูกฝังกลบใต้หิมะ ไร้โอกาสได้เห็นทุ่งหญ้าหวนกลับมาเขียวขจีชั่วกาล
เพื่อความอยู่รอด ชาวทุ่งหญ้าต้องรีดเค้นพลังเฮือกสุดท้าย ต่อสู้ฝูงหมาป่า เข่นฆ่าสัตว์ร้าย ฟาดฟันกับพายุหิมะ รอนแรมอพยพปีแล้วปีเล่า แบกรับความตายที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายตลอดเวลา
ชนเผ่าทุ่งหญ้าไม่มีน้ำตาให้หลั่งริน และปราศจากเรื่องราวเสแสร้งบีบน้ำตาจอมปลอม
เซียวเยี่ยนมุ่งหน้าลงใต้ตั้งแต่อายุสิบหก จวบจนบัดนี้นางแฝงตัวในเมืองเยี่ยนผิงล่วงเข้าปีที่เก้า
เก้าปีที่ผ่านมา นางประจักษ์ถึงความหรูหราและตัณหาโลกีย์นับไม่ถ้วน มันคือความเจริญรุ่งเรืองที่ชาวทุ่งหญ้ามิอาจเพ้อฝัน สวรรค์ช่างอยุติธรรม มอบผืนดินล้ำค่าที่สุดให้ชาวฉี แต่กลับทอดทิ้งพวกนางให้หิวโหยหนาวเหน็บกลางทุ่งหญ้ารกร้าง ทว่าชาวฉีกลับไม่เคยเห็นคุณค่า
พวกมันนั่งเสวยสุขบนดินแดนล้ำค่าอย่างหน้าไม่อาย ตัณหาถมไม่เคยเต็ม ขุนนางบู๊และบุ๋นผู้กุมอำนาจต่างแก่งแย่งชิงดี ลอบกัดกันไม่เว้นวัน ชนชั้นสูงเอาแต่ขูดรีดราษฎรเพื่อกอบโกยความมั่งคั่ง กินหรูอยู่สบาย ทว่ากลับบีบน้ำตาจะเป็นจะตายให้กับตัวละครจอมปลอมในหน้ากระดาษ
ที่น่าขันยิ่งกว่าคือ พวกมันมักโอ้อวดว่าฮ่องเต้ทรงพระปรีชา ขุนนางล้วนตงฉิน อ้างว่าเพราะการปกครองหามรุ่งหามค่ำของสุนัขพวกนี้ ดินแดนจึงเจริญรุ่งเรือง ราษฎรจึงกินอิ่มนอนหลับ ช่างไร้สาระสิ้นดี
แดนจงหยวนมีที่ราบอุดมสมบูรณ์นับพันลี้ ฤดูกาลผันแปรชัดเจน ดินดำน้ำชุ่ม ผลผลิตล้นเหลือ เสบียงอาหารเต็มท้องทุ่ง สัตว์ป่าชุกชุมเต็มขุนเขา ขอเพียงเกิดบนผืนดินนี้ ต่อให้เป็นคนชรา สตรี หรือเด็ก ก็สามารถมีกินมีใช้ไม่อดตาย
นั่งทับขุมทรัพย์ล้ำค่า ทว่ากลับเชิดหน้าเอาความดีความชอบเรื่องปากท้องราษฎรมาเป็นของตน ฮ่องเต้และขุนนางต้าฉีช่างหน้าหนายิ่งนัก หากลองเนรเทศพวกมันไปม่อเป่ย ไอ้พวกสวะที่อวดอ้างว่าเปี่ยมปัญญาเหล่านี้ จะยังทำให้ชาวทุ่งหญ้าทุกคนมีกินไม่อดตายได้อีกหรือ
น่าเวทนาที่สุดคือราษฎรต้าฉีกลับเห็นดีเห็นงาม พวกมันไม่เคยตระหนักเลยว่า ขอเพียงกษัตริย์ไม่ก่อไฟสงคราม ขอเพียงขุนนางลดการขูดรีดรีดไถ ขอเพียงได้เพาะปลูกและล่าสัตว์อย่างสงบ ก็จะมีเนื้อให้กินไม่หมดสิ้น มีอาภรณ์ให้สวมใส่ไม่ขาดแคลน
ชาวฉีที่ทั้งหน้าด้านและโง่เขลา ไม่คู่ควรกับดินแดนอุดมสมบูรณ์ที่สวรรค์ประทานให้! ราชสำนักเทียนหยวนจะต้องผงาดขึ้นเป็นนายเหนือหัวของที่แห่งนี้ มีเพียงนักรบที่ห้าวหาญชาญศึก ซื่อสัตย์และดุดันภายใต้ธงราชสำนักเทียนหยวนเท่านั้น ที่คู่ควรครอบครองแผ่นดินทองคำนี้
ด้วยปณิธานและจิตวิญญาณนักสู้ที่แผดเผาในอก ต่อให้ต้องรอนแรมในต่างแดน ยืนหยัดโดดเดี่ยว เซียวเยี่ยนก็ไร้กะจิตกะใจจะมาคร่ำครวญหาความอ้างว้าง สำหรับนาง อารมณ์พรรค์นั้นเป็นเพียงความอ่อนแอที่ไร้ค่าสิ้นดี
นางต้องฟื้นฟูพรรคเหยี่ยวคราม ต้องเหยียบย่ำตระกูลจ้าวให้จมดิน ต้องกวาดล้างทุกเสี้ยนหนามเพื่อเบิกทางให้กองทัพใหญ่กรีธาทัพทะลวงลงใต้ นี่คือภารกิจ และคือชีวิตของนาง
เซียวเยี่ยนยืนหยัดประดุจรูปสลัก จวบจนรุ่งอรุณมาเยือน
……
ภายในเขตพระราชฐานมี ‘ศาลาวายุเหมันต์’ สถานที่ซึ่งฮ่องเต้ซ่งจื้อประทับทอดพระเนตรเมืองเยี่ยนผิงอยู่เนืองนิจ เฉกเช่นเดียวกับภายในจวนเจิ้นกั๋วกงที่มีศาลาเปิดวิสัยทัศน์กว้างไกล กวาดสายตาครอบคลุมได้ทั่วอาณาบริเวณ นามว่า ‘หอพินิจยุทธ์’
จ้าวเสวียนจีมักมาประทับที่นี่เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าของคนในตระกูล หรือไม่ก็เพียงทอดมองการฝึกปรือของลูกหลานตระกูลจ้าว ณ ลานฝึกเบื้องล่าง ในฐานะตระกูลขุนนางบู๊อันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์ต้าฉี ตระกูลจ้าวย่อมคู่ควรกับสถานที่โอ่อ่าเช่นนี้
วันส่งท้ายปีเก่า จ้าวเสวียนจีละเว้นการทดสอบวรยุทธ์ ระหว่างรอคอยวาระดิถีขึ้นปีใหม่ การรินสุราสนทนาเรื่องใหญ่ของตระกูลกับจ้าวหนิง ณ ที่แห่งนี้ก็นับว่าได้อรรถรสไม่เลว
“เมื่อก่อน บิดาเจ้ามักมานั่งร่ำสุราเป็นเพื่อนปู่ที่นี่ ทว่าสถานการณ์ปีนี้พลิกผัน เขาไม่อาจผละจากด่านเยี่ยนเหมินกวน น่าเสียดายนัก ทว่าโชคดีที่เจ้าเติบใหญ่พอจะชนจอกกับปู่ได้แล้ว… ไม่เลวเลย” จ้าวเสวียนจีวางจอกสุรา พลางหัวเราะร่วนด้วยความปีติ
จ้าวหนิงรินสุราปริ่มจอกให้ผู้เป็นปู่ เอ่ยถ้อยคำกตัญญูพอสังเขป ก่อนเข้าประเด็นหลัก “หลานได้ยินว่า ท่านพ่อเตรียมทะลวงสู่ระดับราชันย์แล้วหรือขอรับ”
จ้าวเสวียนจีลูบเคราขาว แววตาฉายแววพึงพอใจ “ถูกต้อง เขาติดรั้งอยู่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายมาหลายปี รากฐานย่อมมั่นคง เคล็ดวิชาชิงยวินฉบับดัดแปลงก็ส่งไปหลายเดือนแล้ว สมควรแก่เวลาทะลวงสู่ระดับราชันย์เสียที”
ในอดีตชาติ จ้าวเป่ยวั่งไม่อาจก้าวข้ามสู่ระดับราชันย์ได้ จึงไร้พลังขีดเขียนผลงานในมหาสงคราม มาบัดนี้ชะตากรรมถูกพลิกผัน นับว่าไม่เสียแรงเปล่าที่จ้าวหนิงทุ่มเทดัดแปลงเคล็ดวิชาชิงยวินจนสมบูรณ์
“นอกจากบิดาเจ้า อาสามของเจ้าก็จ่อทะลวงระดับราชันย์เช่นกัน ทว่าพรสวรรค์เขายังด้อยกว่าบิดาเจ้านัก หากไร้โอสถวิเศษหนุนนำ เกรงว่าต้องรั้งรอไปอีกหลายปี โอสถทะลวงระดับราชันย์นั้นล้ำค่าควรเมือง มีเงินทองล้นฟ้าก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ และเพียงหนึ่งหรือสองเม็ดยังไม่อาจรับประกันผลลัพธ์”
จ้าวเสวียนจีลอบถอนหายใจ ในอดีตก่อนปรับปรุงเคล็ดวิชาชิงยวิน โอกาสทะลวงขั้นของคนในตระกูลริบหรี่ เขาจึงมิได้กังวลถึงเรื่องโอสถ ทว่ายามนี้เมื่อประกายความหวังถูกจุดประกาย ความร้อนรนในใจย่อมปะทุขึ้นเป็นเงาตามตัว
จ้าวหนิงครุ่นคิดชั่วครู่ “นอกจากโอสถทะลวงระดับราชันย์ หากเรากว้านซื้อโอสถทะลวงระดับวิญญาณต้นกำเนิด รวมถึงโอสถหนุนระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางและขั้นปลายมาได้มากพอ ขุมกำลังของตระกูลเราย่อมพุ่งทะยานอย่างก้าวกระโดด”
ยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดคือกำลังรบหลัก การเพิ่มขึ้นมาแม้เพียงหนึ่งคนล้วนส่งผลมหาศาล ยิ่งเป็นระดับขั้นกลางและขั้นปลายยิ่งทวีความสำคัญ หากกองทัพใดมียอดฝีมือระดับนี้ผุดขึ้นมานับสิบคน ย่อมพลิกกระดานแพ้ชนะในสมรภูมิย่อยได้ในพริบตา
จ้าวเสวียนจีแค่นยิ้มขื่น “โอสถบำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณต้นกำเนิดล้วนเป็นของล้ำค่า แม้แต่ตระกูลจ้าว กำลังทรัพย์ย่อมมีขีดจำกัด การจะผลักดันคนทั้งตระกูลให้ก้าวทะยานต้องผลาญเม็ดเงินมหาศาล ต่อให้เราฮุบเหมืองผลึกม่วงที่เขาหลานเทียนและกิจการทั้งหมดของตระกูลหลิวมาได้ ในระยะสั้นก็ยังห่างไกลนัก”
จ้าวหนิงย่อมตระหนักดี นัยน์ตาเขาพลันคมปลาบ “เมืองเยี่ยนผิงตั้งตระหง่านอยู่ทางเหนือ ห่างจากด่านเยี่ยนเหมินกวนเพียงแปดร้อยลี้ ศูนย์กลางอำนาจแห่งนี้แออัดไปด้วยเชื้อพระวงศ์ ขุนนาง และประชากรนับล้าน ทว่าพื้นที่เขตเมืองหลวงกลับคับแคบ ผนวกกับเสบียงกรังที่ต้องหล่อเลี้ยงกองทัพชายแดน สินค้าและเสบียงมหาศาลจึงต้องพึ่งพาการขนส่งทางน้ำจากแดนใต้ ท่าเรือจึงคลาคล่ำไปด้วยเรือบรรทุกสินค้าทุกเมื่อเชื่อวัน”
“กิจการในแดนใต้ของเราล้วนผูกติดกับการขนส่งทางน้ำ หากเส้นเลือดสายนี้ตีบตัน รายได้เกินครึ่งย่อมพังทลาย ตระกูลใหญ่อื่นๆ ก็หนีไม่พ้นชะตากรรมเดียวกัน”
“คลองขุดจิงหางเพียงสายเดียว คือเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงทั้งราชวงศ์! เบื้องบนค้ำจุนอำนาจเชื้อพระวงศ์และราชสำนัก เบื้องล่างชี้เป็นชี้ตายปากท้องราษฎร ทุกชีวิตล้วนถูกเส้นทางน้ำสายนี้บีบคอเอาไว้”
ฟังถึงตรงนี้ จ้าวเสวียนจีพลันกระจ่างในเจตนาแฝง คิ้วขาวขมวดมุ่น “ทูตขนส่งทางน้ำขึ้นตรงต่อกรมพระคลัง นั่นคือถิ่นฐานของพวกขุนนางบุ๋น ตระกูลขุนนางบู๊อย่างเราสอดมือเข้าไปไม่ได้แต่ไหนแต่ไร การจะฉกชิงเค้กชิ้นนี้… เกรงว่ามิใช่เรื่องง่าย”
หากช่วงชิงส่วนแบ่งการขนส่งทางน้ำมาได้ แม้เพียงหนึ่งส่วนย่อมหมายถึงขุมทรัพย์มหาศาลในแต่ละปี หากแปรเปลี่ยนก้อนเงินเหล่านี้เป็นโอสถวิเศษ ขุมกำลังผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลจ้าวย่อมทะยานขึ้นดุจพยัคฆ์ติดปีก
นัยน์ตาจ้าวหนิงเด็ดเดี่ยว น้ำเสียงเฉียบขาด “มหาสงครามชายแดนเหนือจ่อรดคอหอย ทว่าทั้งบนและล่างของราชวงศ์กลับมืดบอด มองราชสำนักเทียนหยวนเป็นเพียงสุนัขเห่าหอน หากเราหวังหยัดยืนพิทักษ์ประตูด้านเหนือแห่งต้าฉี เราต้องรีดเค้นพลังอำนาจให้ถึงขีดสุด”
ขุมทรัพย์จากการขนส่งทางน้ำแม้มหาศาล ทว่าเมื่อร่วงหล่นลงกระเป๋าขุนนางบุ๋น กลับมิเคยถูกหลอมรวมเป็นเขี้ยวเล็บให้ราชวงศ์ เม็ดเงินเหล่านั้นล้วนถูกผลาญสิ้นไปกับตัณหาโลกีย์และการเสวยสุข
จ้าวเสวียนจีจมดิ่งในห้วงคำนึง ก่อนแค่นยิ้มอ่อนใจ “ปู่รู้ว่าเจ้าชักจะเหิมเกริมขึ้นทุกวัน แต่คาดไม่ถึงว่าจะกล้าล้วงคองูเห่าถึงเพียงนี้ จงจำไว้ หากตระกูลจ้าวแผ่ขยายอำนาจเกินขอบเขต ผู้ใดเล่าที่จะลุกขึ้นมาบั่นคอเราเป็นคนแรก”
คิ้วจ้าวหนิงตวัดเฉียงดุจกระบี่ นัยน์ตากร้าวแกร่งดั่งเหล็กกล้า “นับแต่เหยียบตระกูลหลิวจมดิน ตระกูลจ้าวก็หันหลังกลับไม่ได้อีกแล้ว วันข้างหน้าเมื่อมหันตภัยมาเยือน กระดานหมากย่อมพลิกคว่ำ หากแผ่นดินล่มสลาย เราย่อมแหลกเหลวเป็นเถ้าถ่าน เรื่องอื่นปล่อยให้เป็นไปตามวิถี ทหารมาขุนพลต้าน น้ำมาดินกลบ”
จ้าวเสวียนจีกระดกสุรารวดเดียวหมดจอก ก่อนดำดิ่งสู่ความเงียบงัน
จ้าวหนิงเองก็ยกจอกขึ้นซดรวดเดียวเช่นกัน
มหันตภัยเป่ยหูบดขยี้ต้าฉี ต่อให้เป็นจ้าวเสวียนจีที่เพิ่งผ่านพ้นพายุเลือดในเมืองไต้โจว ก็เกรงว่าคงไม่อาจจินตนาการถึง
วิกฤตการณ์เมืองไต้โจวกระชากหน้ากากราชสำนักเทียนหยวน ทำให้จ้าวเสวียนจีประจักษ์ถึงจิตสังหารที่อีกฝ่ายมีต่อตระกูลจ้าว ทั้งยังล่วงรู้ถึงความมักใหญ่ใฝ่สูงที่จะกลืนกินทุ่งหญ้าเป็นหนึ่ง
ทว่าหากจะให้จ้าวเสวียนจีปักใจเชื่อ ณ บัดนี้ ว่าราชสำนักเทียนหยวนจะกรีธาทัพบดขยี้ต้าฉีในอีกสองปีครึ่ง ซ้ำยังมีเขี้ยวเล็บแหลมคมพอจะถอนรากถอนโคนราชวงศ์ได้… หลักฐานที่มีในมือย่อมเบาหวิวยิ่งนัก
หากชนชั้นปกครองต้าฉีตาสว่างมองทะลุธาตุแท้เป่ยหูได้ง่ายดายปานนั้น ในอดีตชาติต้าฉีคงไม่สิ้นชาติสิ้นแผ่นดินอย่างอนาถเช่นนั้นหรอก
ท่ามกลางสถานการณ์แผ่นดินที่ง่อนแง่น จ้าวหนิงกลับเยือกเย็นไร้คลื่นอารมณ์
ขอเพียงถอนรากถอนโคนเครือข่ายสายลับของเซียวเยี่ยนในเมืองเยี่ยนผิงให้สิ้นซาก เหล่าบัณฑิตจอมปลอมและตระกูลขุนนางบู๊แห่งต้าฉี ย่อมเบิกตาโพลงตระหนักถึงเพชฌฆาตที่จ่อคอหอยตนเอง
ก่อนเวลานั้นจะมาเยือน คลื่นคลั่งแห่งยุคสมัยจะโหมกระหน่ำซัดตระกูลจ้าวให้ทะยานไปข้างหน้า บีบให้จ้าวเสวียนจีต้องเดินหมากทุกตาตามที่เขาขีดเส้นไว้
การเหยียบตระกูลหลิวให้จมมิด คือการจุดชนวน ลูกศรหลุดจากแล่งไม่อาจหวนคืน
จ้าวหนิงตวัดสายตามองออกนอกศาลา จวนเจิ้นกั๋วกงสว่างไสวด้วยแสงโคม เด็กน้อยในตระกูลวิ่งเล่นกับบ่าวไพร่ตามเรือนต่างๆ พ้นแนวประตูจวน เมืองเยี่ยนผิงทอประกายระยิบระยับดุจทะเลดารา สว่างไสวประหนึ่งทิวา
พายุโลหิตที่กำลังจะก่อตัวโหมกระหน่ำ ล้วนเป็นเขาที่กระพือมันขึ้นด้วยสองมือ! เช่นนั้น… ก็จงคลุ้มคลั่งให้สาแก่ใจเถิด
ท่ามกลางเมืองเยี่ยนผิงอันกว้างใหญ่ วิกฤตการณ์ที่ลากเอาขุนนางบู๊และบุ๋นนับสิบตระกูลมาพัวพัน แม้จ้าวหนิงจะกุมขุมกำลังตระกูลจ้าว หออี้ผิ่น กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง ทั้งยังได้แรงหนุนจากตระกูลเว่ยและขุนนางบู๊สายอื่น ทว่าท้ายที่สุด เขายังคงต้องเผชิญหน้ากับมหาสงครามแห่งการกวาดล้าง ยามนี้… ต่อให้เป็นเขา ก็ยังไร้ความมั่นใจที่จะกำชัยได้เต็มสิบส่วน
ความเป็นตายแพ้ชนะยังไม่ปรากฏ ย่อมไม่อาจหยั่งรู้ชะตากรรม ทว่าอย่างน้อยเขาก็รวบอำนาจกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองและหออี้ผิ่นมาไว้ในกำมือ หากเทียบกับเมื่อครึ่งปีก่อน ขุมกำลังของเขาย่อมแกร่งกร้าวขึ้นหลายขุม
มรสุมโหมกระหน่ำบ้าคลั่ง หากไม่ผงาดเหยียบยอดคลื่น กุมชะตากรรมฟ้าดิน ก็ต้องถูกพายุโลหิตกลืนกิน แหลกสลายกลายเป็นเพียงเศษซากในกระแสน้ำเชี่ยว นอกเหนือจากเส้นทางสายนี้… ย่อมไร้ซึ่งหนทางเอาชีวิตรอดไปวันๆ อีกต่อไป
ชีวิตมนุษย์ดุจโรงเตี๊ยมริมทาง แท้จริงแล้วมิใช่สมรภูมิที่ไม่รุกก็ต้องร่นหรอกหรือ จ้าวหนิงดึงสายตากลับมา มุมปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ ชาตินี้ยังสู้รบฟาดฟันได้สุดกำลัง ยังมีโอกาสกระชากชัยชนะมาครอบครอง… แค่นี้ก็นับเป็นความเมตตาอันใหญ่หลวงจากสวรรค์แล้ว
……
เหมันต์ผันผ่าน วสันต์เยือนเย้า
ดอกไม้ไฟในเทศกาลหยวนเซียว รัชศกเฉียนฝูปีที่เจ็ด กลายเป็นเพียงเถ้าธุลีแห่งอดีต ได้แต่คะนึงหาไม่อาจหวนคืน เสียงก้องกังวานสุดท้ายเลือนหายไปในสายลม ไร้ร่องรอยให้จับต้อง
ณ ประตูจินสุ่ยแห่งเมืองเยี่ยนผิง เสียงกีบเท้าม้าบดขยี้แผ่นหินชนวนเขียวดังกึกก้อง กองทหารม้าในชุดคลุมดำสวมเกราะทมิฬพุ่งทะยานฝ่าประตูเมือง หักเลี้ยวควบตะบึงสู่ทิศประจิมดุจสายฟ้าแลบ กีบเท้าเหล็กเหยียบย่ำถนนดินโคลน
ควบทะยานได้ไม่นาน กองทหารม้ากว่ายี่สิบนายก็ประชิดท่าเรืออันพลุกพล่าน ทะลวงผ่านโกดังสินค้าน้อยใหญ่ ก่อนกระชากบังเหียนหยุดม้าอย่างพร้อมเพรียง ณ ลานขนถ่ายสินค้าริมฝั่งน้ำ สุดปลายถนนที่เบียดเสียดไปด้วยร้านค้านานาชนิด
จ้าวหนิงในชุดขุนนางตำแหน่งจงฉีแห่งกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาสาดประกายเย็นชา เบื้องหน้าคือฝูงชนนับร้อยรวมตัวกันดำทะมึน เสียงสบถด่าทอผสานเสียงร่ำไห้คร่ำครวญดังกึกก้อง แว่วเสียงก่นด่า ‘ฆ่าคนต้องชดใช้ด้วยชีวิต’ ดังทะลวงโสตประสาทเป็นระยะ
เบื้องพระยุคลบาทโอรสสวรรค์ ผู้คนร้อยพ่อพันแม่หลั่งไหลปะปน สามลัทธิเก้าสำนัก ห้าสายอาชีพแปดสาขา นี่คือภาพสะท้อนความเจริญของเมืองหลวง ท่าเรือแห่งนี้คือแหล่งกบดานของชนชั้นรากหญ้า ห้าสายอาชีพ ทั้งโรงรถ โรงเรือ โรงแบกหาม โรงค้าขาย และนายหน้า ล้วนกระจุกตัวแออัด การจะให้ที่แห่งนี้สงบสุขย่อมเป็นไปไม่ได้
“ผู้น้อยคารวะจ้าวจงฉี!”
ทหารยามนายหนึ่งมุดฝ่าฝูงชนออกมา เหงื่อกาฬแตกพลั่ก วิ่งกระหืดกระหอบมาหยุดหน้าอาชาของจ้าวหนิง “จ้าวจงฉี เรื่องราวครานี้ไม่ธรรมดา ท่านคงไม่สะดวกออกหน้าโดยตรง หลบเร้นไปด้านข้างก่อนเถิด ผู้น้อยจะรายงานสถานการณ์อย่างละเอียดขอรับ”
จ้าวหนิงปรายตาเย็นชามองทหารนายนั้น “ก็แค่คนของตระกูลจ้าวโดนเรือสินค้ากีดกันไม่ยอมให้ขนถ่าย เตะถ่วงเวลามาครึ่งค่อนเดือน ครั้นไปทวงถามเจ้าของเรือจึงเกิดการปะทะ มีคนบาดเจ็บล้มตายไปหลายคนมิใช่หรือ มีอันใดต้องหลบซ่อน”
“กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองกุมอำนาจดูแลความสงบเมืองหลวง ท่าเรือแห่งนี้ย่อมอยู่ใต้อาณัติ ข่าวว่ามียอดฝีมือบำเพ็ญเพียรลงมือ ขุนนางอย่างข้าย่อมต้องมาชำระความให้กระจ่าง… หรือสวะแถวนี้คิดว่า ข้าและกองบัญชาการฯ จะปกป้องพวกพ้องจนเหยียบย่ำกฎหมายล่ะ!”