ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 121 พายุโหมกระหน่ำ (2)
การขนส่งทางน้ำถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่มีสถานะพิเศษ ยามนี้ล่วงเข้ากลางวสันต์ฤดูอันเป็นช่วงเวลาวุ่นวายที่สุดในรอบปี สินค้าตกค้างเพียงสามถึงห้าวันย่อมสร้างความสูญเสียมหาศาล ประสาอะไรกับการถูกระงับไม่ให้ขนถ่ายสินค้าลงเรือนานนับครึ่งเดือน
ผู้ดูแลตระกูลจ้าวประจำท่าเรือย่อมเดือดดาลเป็นธรรมดา ทว่าเมื่อเกิดการนองเลือด ซ้ำยังมิใช่เพียงศพเดียว อีกทั้งมียอดฝีมือบำเพ็ญเพียรเข้ามาพัวพัน ไม่ว่าเกิด ณ ที่แห่งใดย่อมกลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย
ซากศพของตระกูลหลิวยังคงเป็นเครื่องเตือนใจชั้นดี
จ้าวหนิงเพิ่งสิ้นคำ น้ำเสียงเย้ยหยันพลันดังแว่วจากเบื้องหลัง “สมแล้วที่เป็นพยัคฆ์หนุ่มทายาทขุนนางบู๊ จ้าวจงฉีช่างมีวาจาโอหังน่าเกรงขามยิ่งนัก”
“หากคนตระกูลจ้าวล้วนกำเริบเสิบสานเช่นท่าน การเข่นฆ่าราษฎรจนบาดเจ็บล้มตายคงกลายเป็นเรื่องชอบธรรมกระมัง และในสายตาพวกท่าน คงเห็นชีวิตคนเป็นเพียงผักปลา”
วาจาเสียดสีนั้นเจือจิตมุ่งร้ายเด่นชัด ฝูงชนเบนสายตาตามต้นเสียง ปรากฏร่างบุรุษหนุ่มในชุดขุนนางขั้นหกแห่งที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงควบม้าฝ่าเข้ามา เบื้องหลังมีมือปราบติดตามมากว่ายี่สิบนาย ท่าทีคุกคามหมายมาดหาเรื่อง
จ้าวหนิงแค่นเสียงเย็นเยียบ “ตระกูลจ้าวจะกระทำสิ่งใดพักไว้ก่อน ทว่าสวะที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงล้วนไร้น้ำยา เรื่องนี้คนทั้งเมืองต่างรู้แจ้งแก่ใจ หากมิใช่เพราะพวกมันมัวแต่นั่งดูดาย ตระกูลหลิวคงไม่อาจเข่นฆ่าผู้คนเป็นผักปลามาได้เนิ่นนาน”
เขารู้จักขุนนางหนุ่มเบื้องหน้าเป็นอย่างดี ผังจวิ่น ทายาทตระกูลขุนนางบุ๋นสกุลผัง ผู้เพิ่งเข้ารับตำแหน่งแทนหลิวจื้ออู่เมื่อไม่นานมานี้
นับแต่ผังจวิ่นสวมหมวกขุนนาง มันมักพามือปราบออกกร่างตามท้องถนน คอยปะทะคารมขัดขวางคนของกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองอยู่เนืองนิจ มิใช่เพิ่งเกิดเพียงวันสองวัน
ปลายปีที่ล่วงมา ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงถูกกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองเหยียบย่ำจนจมดิน พวกมันย่อมไม่ยินยอมสูญเสียอำนาจปกครองไปโดยง่าย เพื่อพลิกกระดาน ภายใต้การหนุนหลังของขุนนางบุ๋น พวกมันทุ่มเงินกว้านซื้อยอดฝีมือหน้าใหม่เข้ามามากมาย และผังจวิ่นคือหนึ่งในหมากที่โดดเด่นที่สุด
“จ้าวจงฉีช่างปากคอเราะร้ายนัก วันนี้ข้าอยากเห็นเต็มทน คนของตระกูลจ้าวเข่นฆ่าผู้คนกลางแจ้งต่อหน้านับร้อยสายตา เจ้าจะใช้ลิ้นตวัดล้างมลทินให้พวกมันเช่นไร” ผังจวิ่นแสยะยิ้มอำมหิต
มันลำพองใจถึงขีดสุด ปรารถนาจะชมงิ้วโรงใหญ่เร็วๆ จึงคร้านจะต่อล้อต่อเถียงเอาชนะจ้าวหนิงในยามนี้
หมากกระดานเลือดที่ท่าเรือวันนี้ ย่อมเป็นฝีมือตระกูลขุนนางบุ๋น ผู้ชักใยเบื้องหลังคือตระกูลเจิ้ง ส่วนผู้บงการเดินหมากฉากหน้าคือตระกูลผัง
แผนการนี้ถูกตระเตรียมมาเนิ่นนาน ทุกย่างก้าวราบรื่นไร้รอยตะเข็บ ผังจวิ่นมั่นใจว่าทุกสรรพสิ่งล้วนอยู่ในกำมือ รอเพียงจ้าวหนิงเดินตกหลุมพรางจนไร้ทางออก
มันมิเพียงขัดขวางจ้าวหนิงไม่ให้ใช้อำนาจกดข่มเรื่องราว ทว่าต้องสุมไฟให้ลุกลามโหมกระหน่ำจนอีกฝ่ายไม่อาจชำระล้างมลทิน เป้าหมายสูงสุดคือกระพือเพลิงแค้นของราษฎรให้แผดเผาตระกูลจ้าว
เฉกเช่นวิถีที่ตระกูลจ้าวเคยมอบให้ตระกูลหลิวเมื่อปีก่อน
งิ้วโรงนี้เปิดม่านขึ้นเมื่อใด มหาสงครามกวาดล้างที่เหล่าขุนนางบุ๋นร่วมมือกันบดขยี้ตระกูลจ้าว ย่อมเปิดฉากอย่างเป็นทางการ
จ้าวหนิงสะบัดมือสั่งการ ทหารเกราะทมิฬกระโดดลงจากหลังม้าแหวกฝูงชนเบิกทางให้เขาเบื้องหน้า ก่อนร่างสูงตระหง่านจะก้าวอาดๆ เข้าสู่ใจกลางวงล้อม
ทหารยามสองสามนายที่รุดมาถึงก่อนกำลังพยายามควบคุมสถานการณ์สุดกำลัง เบื้องหน้าพวกเขามีซากศพและผู้บาดเจ็บร่างอาบโลหิตนั่งทรุดยืนเซ
กรรมกรแบกหามร่างกำยำนับสิบกำลังฉุดกระชากลากถูคนตระกูลจ้าว หมายสกัดกั้นไม่ให้หลบหนี เสียงตะโกนเรียกร้องให้นำตัวไปชำระความที่ศาลว่าการดังกึกก้อง
บนลานมีเพียงผู้บาดเจ็บ จ้าวหนิงไร้เงาผู้ดูแลตระกูลจ้าว ครั้นเงยหน้าทอดสายตา ปรากฏเงาร่างคนพลุกพล่านบนเรือสินค้าลำมหึมา เสียงศาสตราปะทะและเสียงก่นด่าแว่วมาตามสายลม
ภาพเบื้องหน้ากระจ่างแจ้ง จ้าวหนิงปราดตามองเพียงปราดเดียวก็ตระหนักถึงต้นสายปลายเหตุ
“คุมตัวผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดกลับกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง” เขาตวัดมือสั่งการเสียงเย็น
ยอดฝีมือเกราะทมิฬกรูทะลวงฝ่าฝูงชน กระชากคนตระกูลจ้าวและกรรมกรแยกออกจากกัน ส่วนเว่ยอู๋เซี่ยนนำทัพทะลวงขึ้นเรือสินค้า อันเป็นสมรภูมิเลือดจุดแรก
พริบตาเดียว เว่ยอู๋เซี่ยนก็คุมตัวคนกลุ่มใหญ่ลงจากเรือ หนึ่งในนั้นคือผู้ดูแลท่าเรือตระกูลจ้าวที่บาดเจ็บสาหัส เขาก้าวมายืนเบื้องหน้าจ้าวหนิง กระซิบเสียงแผ่ว “คุณชาย บนเรือมีคนตายเจ็ดศพ ล้วนเป็นคนสมาคมเรือ ส่วนคนของเราเพียงบาดเจ็บสาหัส”
จ้าวหนิงพยักหน้าเล็กน้อย ทว่ายังไม่ทันเอื้อนเอ่ย เจ้าของเรือที่ถูกทหารขนาบข้างพลันดิ้นรนสุดชีวิต มันแผดเสียงคำรามใส่ฝูงชนด้วยเพลิงแค้นอาฆาต
“ตระกูลจ้าวโอหังข่มเหงผู้คน เราเพียงล่าช้าไปไม่กี่วัน พวกมันกลับลงมือฆ่าลูกจ้างข้าตายถึงเจ็ดศพ สวรรค์มีตาหรือไม่ กองบัญชาการฯ ละเว้นตระกูลจ้าว เหตุใดถึงมาจับข้า สวรรค์ช่างบอดหนวก”
วาจานี้เดิมทีไร้พลังปลุกปั่น ทว่ายามนี้กลับแปรสภาพเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่โยนลงบนกองเพลิง
ท่ามกลางวงล้อม ชายฉกรรจ์หลายคนพลันแผดเสียงก่นด่าราวกับบุพการีถูกสังหาร
“ตระกูลจ้าวถือดีว่าอำนาจล้นฟ้า จะเหยียบย่ำราษฎรเช่นไรก็ได้หรือ นี่มันต่างอันใดกับตระกูลหลิว พวกมันก็แค่เดรัจฉานห่มหนังคนเหมือนกัน”
“ข้าเห็นเต็มสองตาคนตระกูลจ้าวบุกขึ้นเรือ ต่อให้เถ้าแก่ค้อมหัวอ้อนวอนชี้แจง พวกมันกลับชักดาบฟาดฟันไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม”
“พวกมันเข่นฆ่าผู้คนบริสุทธิ์ทิ้งซากศพไว้เบื้องหลัง สร้างแม่ม่ายเด็กกำพร้าเพิ่มขึ้นอีกกี่ครอบครัว ขาดเสาหลักไป คนเหล่านี้จะเอาชีวิตรอดได้อย่างไร”
“กองบัญชาการฯ เป็นศาลยุติธรรมพรรค์ใด ไม่ทวงคืนความเป็นธรรมให้คนจน ซ้ำยังหลับหูหลับตาจับกุมไม่แยกแยะขาวดำ สุนัขรับใช้พวกนี้คิดจะทำอันใด”
“พวกมันต้องลากตัวไปทรมานบีบให้รับสารภาพ พลิกดำเป็นขาวแน่นอน ตระกูลจ้าวฆ่าคนกลางแจ้ง พวกเราประจักษ์แก่สายตา จะปล่อยให้พวกมันลอยนวลเหนือกฎหมายไม่ได้”
“ถูกต้อง หากไม่มอบความเป็นธรรมในวันนี้ ก็อย่าหวังจะเอาใครไปได้แม้แต่คนเดียว”
คลื่นเสียงด่าทอสาปแช่งดังกระหึ่มกึกก้อง
คราแรกชาวบ้านหลายคนยังเคลือบแคลง เพราะชื่อเสียงของตระกูลจ้าวมิได้เลวร้าย
ทว่าเมื่อมีผู้ชี้นำเป็นตุเป็นตะว่าเห็นกับตา ซ้ำยังพรรณนาภาพเถ้าแก่ก้มหัวอ้อนวอนตัดกับความอำมหิตของคนตระกูลจ้าวราวกับตาเห็น ความคลางแคลงพลันถูกสั่นคลอน
ผนวกกับบางคนเห็นการปะทะเลือดสาดกับตา เมื่อสุนัขรับใช้พวกนั้นสวมบทคนจนผู้ถูกกดขี่ ชี้หน้าด่าทอตระกูลจ้าวว่าเป็นเศรษฐีเลือดเย็น พวกชอบมุงดูงิ้วและพวกคั่งแค้นโลกก็เริ่มส่งเสียงด่าทอผสมโรง
พวกมันสลับกันเรียกร้องความเป็นธรรมจากทางการ สลับกับสาปแช่งขุนนางว่าเป็นเหลือบไรสูบเลือดราษฎร
ยามคลื่นฝูงชนทวีความบ้าคลั่ง ลานกว้างพลันเดือดพล่าน ทหารเกราะทมิฬเพียงยี่สิบกว่านายประหนึ่งเรือบดกลางพายุคลื่นมนุษย์ที่พร้อมบดขยี้
ใบหน้าของจ้าวหนิงเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง ไร้เกลียวคลื่นอารมณ์ เขาพยักหน้าให้เว่ยอู๋เซี่ยน อีกฝ่ายก้าวอาดๆ ออกมาเบื้องหน้า แผดเสียงคำรามกึกก้องปานอสนีบาต สะกดทุกความโกลาหลให้ดับวูบ
“ทุกท่านจงฟัง กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองจะชำระคดีนี้ให้กระจ่าง ตัดสินด้วยความตงฉิน จะไม่ยัดข้อหาผู้บริสุทธิ์ และจะไม่ละเว้นคนชั่ว ไม่ว่ามันจะเป็นราษฎรธรรมดาหรือลูกหลานตระกูลใหญ่”
“ยามนี้เราต้องคุมตัวผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดกลับไปไต่สวน ไม่ว่าผู้เสียหายหรือผู้ต้องสงสัย ล้วนต้องขึ้นศาลให้การ จงหลีกทาง อย่าได้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่”
“หากผู้ใดแคลงใจ เชิญตามไปดูการไต่สวนที่กองบัญชาการฯ ได้ ทว่ายามนี้ หากสวะหน้าไหนกล้าก่อความวุ่นวาย ขัดขวางเจ้าพนักงาน อย่าหาว่าดาบในมือพวกข้าไร้ตา”
ร่างกำยำสามร้อยชั่งของเว่ยอู๋เซี่ยนตระหง่านดุจหอคอยเหล็ก สูงตระหง่านกว่าชายฉกรรจ์ทั่วไปถึงหนึ่งช่วงศีรษะ ยามหยัดยืนจังก้าเบื้องหน้า รังสีฆ่าฟันดุดันแผ่ซ่านประดุจเทพวัชระจุติ
เสียงคำรามกึกก้องปานอสนีฟาดฟันก็เพียงพอจะกระชากวิญญาณผู้คน วาจาที่หลุดจากปากยิ่งแฝงแรงกดดันหนักอึ้งบดขยี้ลมหายใจ
วาจาท่อนสุดท้ายผสานกับจังหวะกระแทกหอกของกองทหารเกราะทมิฬ รังสีอำมหิตพวยพุ่งจนไร้ผู้ใดกล้าสบตา
คลื่นเสียงด่าทอพลันดับวูบ นัยน์ตาฝูงชนฉายแววหวาดผวา
ยามหมาหมู่ย่อมกล้าเห่าหอนท้าทายราชสีห์ ทว่าเมื่อเผชิญรังสีฆ่าฟันของเว่ยอู๋เซี่ยน สัญชาตญาณหวาดกลัวอำนาจขุนนางพลันตื่นขึ้นมาอีกครา
จ้าวหนิงทอดสายตามองความสงบเงียบอย่างพึงพอใจ รูปลักษณ์และกลิ่นอายดิบเถื่อนของเว่ยอู๋เซี่ยนข่มขวัญฝูงชนได้ชะงัดนัก
ทว่าพริบตานั้น เสียงหัวเราะเย็นเยียบพลันแทรกขึ้น ผังจวิ่นที่ซุ่มดูลาดเลาอยู่นานก้าวอาดๆ ออกมา ปรายตามองจ้าวหนิงพร้อมแค่นเสียงหยัน “ผู้อื่นจะวางใจหรือไม่ข้าสุดรู้ ทว่าหากกองบัญชาการฯ รับทำคดีนี้ ข้านี่แหละจะไม่วางใจเป็นคนแรก”
สิ้นคำ มันหันขวับไปทางฝูงชน ชี้ปลายนิ้วใส่จ้าวหนิงพลางตะโกนก้อง “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่ามันผู้นี้คือใคร ข้าจะเบิกเนตรให้ ท่านผู้นี้คือสายเลือดตรงแห่งเจิ้นกั๋วกง ทายาทตระกูลจ้าว”
“เช่นนี้พวกเจ้ายังหวังลมๆ แล้งๆ อยู่อีกหรือ ว่ามันและกองบัญชาการฯ จะตัดสินคดีอย่างตงฉิน ทวงคืนความเป็นธรรมให้คนตาย”
สิ้นประโยคนั้น ลานกว้างพลันลุกเป็นไฟ เสียงก่นด่าปะทุขึ้นประดุจภูเขาไฟระเบิด แกนนำหน้าม้าที่เพิ่งหดหัวเริ่มอ้าปากเห่าหอนอีกครา
“คนตระกูลจ้าวคุมกองบัญชาการฯ พวกมันย่อมปกป้องสุนัขของตนเอง”
“จะปล่อยให้พวกมันลากคนของสมาคมเรือไปไม่ได้เด็ดขาด”
“ถูกต้อง ต้องให้ศาลอื่นเป็นผู้ไต่สวน”
รอยยิ้มอัปลักษณ์บนใบหน้าผังจวิ่นกว้างขึ้น
ครั้นเห็นคลื่นมหาชนคลางแคลงกองบัญชาการฯ มันก็ไม่ปล่อยโอกาสทองหลุดมือ “ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงยึดถือราษฎรเป็นที่ตั้ง คดีนี้เราจะเป็นผู้ชำระความเอง รับรองว่าจะทวงคืนความยุติธรรมให้คนตาย พวกเจ้าเห็นพ้องหรือไม่”
ภายใต้การชักใยของหน้าม้า เสียงโห่ร้องสนับสนุนดังกระหึ่ม สถานการณ์ที่เว่ยอู๋เซี่ยนเพิ่งสะกดไว้ทำท่าจะแตกหักบานปลาย
กรรมกรร่างกำยำที่อ้างตนว่ารักความยุติธรรม กรูเข้าไปขนาบข้างเถ้าแก่เรือ หมายต้านทานทหารกองบัญชาการฯ
ผังจวิ่นชำเลืองมองจ้าวหนิง นัยน์ตาอาบย้อมด้วยความเย่อหยิ่งเหยียดหยาม ในสายตามัน การที่จ้าวหนิงรุดมาที่นี่ด้วยตนเองรังแต่จะรนหาที่ตาย เป็นการมอบดาบให้มันใช้ทิ่มแทงต่อหน้าธารกำนัล และฉกคดีนี้ไปเป็นผลงาน
การที่จ้าวหนิงรุดมาที่นี่ย่อมมีเหตุผลรองรับ เพราะคนในตระกูลตกเป็นจำเลย
การดึงกองบัญชาการฯ มาระงับเหตุเพื่อฉวยโอกาสฮุบคดีไว้ในมือ หวังฟอกขาวให้คนตระกูลเดียวกัน ล้วนเป็นวิถีที่คนทั่วไปคาดเดาได้
ปีก่อน ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงถูกกองบัญชาการฯ บดขยี้จนพ่ายแพ้หมดรูป ย่อมหมายมาดใช้คดีฆาตกรรมนี้เป็นจุดพลิกกระดาน การที่ผังจวิ่นเหิมเกริมพาคนมาถึงที่ ก็เพื่อฉกชิงคดีนี้กลับไปชำระความเอง
จ้าวหนิงอ่านสายตาอัปลักษณ์ของผังจวิ่นทะลุปรุโปร่ง เขาเพียงปรายตาเย็นเยียบไร้ก้นบึ้งมองอีกฝ่าย
สายตานั้นประหนึ่งทอดมองมดปลวกชั้นต่ำ มิได้อยู่ในสายตา และไม่อาจสั่นคลอนโทสะเขาได้แม้แต่เศษเสี้ยว
ใบหน้าผังจวิ่นพลันบิดเบี้ยว สายตาของจ้าวหนิงลดทอนมันเป็นเพียงตัวตลกโง่งม อีกฝ่ายมีอำนาจล้นฟ้าบดขยี้มันได้เพียงพลิกฝ่ามือ และความเหยียดหยามขั้นสุดนี้เอง ที่ทำให้จ้าวหนิงไม่แม้แต่จะกระพริบตา
ศักดิ์ศรีถูกเหยียบย่ำป่นปี้ โทสะมันพลุ่งพล่าน กำลังจะพุ่งเข้าไปสาดน้ำลาย ทว่าจ้าวหนิงกลับก้าวเท้าไปเบื้องหน้า และหันไปเผชิญฝูงชน
นัยน์ตาจ้าวหนิงสาดประกายคมปลาบ น้ำเสียงกังวานกร้าวดุจเหล็กกล้า “ข้าคือใคร พวกเจ้าย่อมกระจ่างแจ้ง เช่นนั้นก็คงจำได้ว่าปีก่อน ข้าคือผู้บัญชาการกวาดล้างพรรคเหยี่ยวครามและสมาคมชุดขาว และเพียงเพื่อทวงความยุติธรรมให้ทาสหญิงผู้ต่ำต้อย ข้าลากคอตระกูลหลิวขึ้นศาลมาแล้ว”
“วันนี้ข้าขอถามพวกเจ้า ยามที่เดนมนุษย์พวกนั้นเรืองอำนาจ ท่าเรือแห่งนี้คือนรกขุมใด ห้าสายอาชีพต้องกลืนเลือดตัวเองไปเท่าไร หลังสวะพวกนั้นสิ้นชื่อ ค่าแรงหยาดเหงื่อพวกเจ้า ยังต้องเจียดให้พวกมันอีกแม้อีแปะเดียวหรือไม่”
“ยามเดินเหินบนท้องถนนหรือหลับตานอน พวกเจ้ายังต้องอกสั่นขวัญผวา หวาดระแวงอันธพาลชั่วช้ามาทุบตีรีดไถอยู่อีกหรือไม่”
“ห้าสายอาชีพล้วนมีพรรคพวก พวกเจ้ากัดฟันเข้าร่วมก็เพื่อเอาชีวิตรอด ทว่ายามเกิดข้อพิพาทกับพรรคใหญ่ จุดจบพวกเจ้าเป็นเช่นไร ย่อมรู้ซึ้งแก่ใจดีกว่าข้า”
“ตระกูลหลิวที่สูบเลือดสูบเนื้อราษฎร เข่นฆ่าผู้คนเป็นผักปลา พวกมันพินาศย่อยยับเพราะฝีมือที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงกระนั้นหรือ เป็นข้า… จ้าวหนิงผู้นี้ ที่กระชากหน้ากากอัปลักษณ์ของพวกมันออกมากระทืบจมดิน”
“และผู้ประหารตระกูลหลิวก็มิใช่ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง แต่เป็นสามศาลยุติธรรม”
“ก่อนหน้านั้น ที่ว่าการเมืองบัดซบแห่งนี้ หาได้แยแสความเลวทรามของตระกูลหลิวไม่”
“หลายเดือนก่อน ยามมือปราบของที่ว่าการเมืองดูแลท่าเรือ สันดานพวกมันเป็นเช่นไร คงไม่ต้องให้ข้าสาธยาย ทว่านับแต่กองบัญชาการฯ เข้าควบคุมที่นี่ เราไม่เคยรีดไถเงินกรรมกรแม้อีแปะเดียว ไม่เคยลงไม้ลงมือกับคนสุจริตแม้แต่คนเดียว”
สิ้นคำ นัยน์ตาจ้าวหนิงแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น น้ำเสียงทวีความหนักแน่น “ตระกูลจ้าวมีโกดังสินค้าและขนถ่ายสินค้ามากมาย พวกเจ้าหลายคนเคยรับจ้างตระกูลจ้าว เมตตาธรรมของตระกูลจ้าวเป็นเช่นไร พวกเจ้าย่อมซึมซับด้วยตนเอง”
“คดีเลือดในวันนี้เต็มไปด้วยเงื่อนงำ ผู้ใดอ้างว่าเห็นกับตา จงตามไปที่กองบัญชาการฯ ไปเบิกความให้กระจ่างแจ้งหน้าศาล”
“หากพวกเจ้าเชื่อมั่นในตัวข้าจ้าวหนิง เชื่อมั่นในกองบัญชาการฯ ก็จงไปเบิกเนตรดูว่าคดีนี้ แท้จริงแล้วสุนัขตัวใดชักใยอยู่เบื้องหลัง”
สิ้นถ้อยคำ ลานกว้างพลันเงียบสงัดราวกับป่าช้า
ราษฎรอาจโง่เขลาแต่ใช่ว่าจะหูหนวกตาบอด ผู้ใดจ่ายค่าแรงงามและอาหารอิ่มท้อง ผู้ใดเอาแต่ชี้นิ้วด่าทอทุบตี ผู้ใดไม่เคยกดขี่ข่มเหง สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกสลักลึกในกระดูก มีหรือพวกมันจะแยกแยะไม่ออก
ความคับแค้นใจและบุญคุณที่สั่งสม ย่อมไม่มีทางสั่นคลอนเพียงเพราะลมปากไร้หลักฐาน
“ข้าเชื่อตระกูลจ้าว คนตระกูลจ้าวไม่เคยเหยียบย่ำกรรมกร จะไปเข่นฆ่าผู้คนอย่างไร้เหตุผลได้อย่างไร”
“ข้าเชื่อคุณชายจ้าว เชื่อกองบัญชาการฯ พวกเขากวาดล้างพรรคเหยี่ยวครามและสมาคมชุดขาว ซ้ำยังช่วยลูกสาวญาติข้าจากนรก...”
“สุนัขรับใช้ที่ว่าการเมืองไม่เคยเห็นหัวพวกเรา แม้แต่คนชรายังถูกพวกมันเตะต่อยปางตาย ทว่าคนกองบัญชาการฯ ไม่เคยรังแกราษฎร… ข้าเชื่อกองบัญชาการฯ”
“พวกเรายินดีตามไปดูการชำระคดีที่กองบัญชาการฯ”
ลานกว้างกลับมาเดือดพล่านอีกครั้ง เสียงโห่ร้องสนับสนุนตระกูลจ้าวและกองบัญชาการฯ ดังกึกก้องกวาดล้างความคลางแคลงจนสิ้น
เมื่อผังจวิ่นสดับฟัง หัวใจพลันดิ่งวูบลงเหวลึก ใบหน้ามันบิดเบี้ยวอัปลักษณ์จนถึงขีดสุดราวกับกลืนกินซากศพ