ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 122 พายุโหมกระหน่ำ (3)
สดับคำ ผังจวิ่นหัวใจดิ่งวูบ ใบหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์จนถึงขีดสุด
คดีเลือดกลางท่าเรือที่มีผู้บำเพ็ญเพียรเข้ามาพัวพัน ทั้งที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงและกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองย่อมมีสิทธิ์ชำระความ
พวกมันวางหมากรัดกุม หมายชิงคดีนี้มาไว้ในมือที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง เพื่อเบิกทางให้การยึดอำนาจตระกูลจ้าวในภายภาคหน้าดำเนินไปอย่างแยบยล
การแตกหักซึ่งหน้าย่อมเป็นไปไม่ได้ หากเปิดศึกแย่งชิง เปลวเพลิงย่อมลุกลามถึงเบื้องบน ยามนั้นหากจ้าวเสวียนจีและสวีหมิงหล่างงัดข้อกัน คงไม่แคล้วต้องไปสาดน้ำลายหน้าเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้
หากจ้าวเสวียนจีตอกกลับด้วยความแข็งกร้าว ภายใต้ดุลอำนาจระหว่างขุนนางบุ๋นและบู๊ยามนี้ ต่อให้เป็นสวีหมิงหล่างก็ไม่อาจใช้อำนาจกดหัว หรือชี้เป็นชี้ตายได้ด้วยวาจาเพียงประโยคเดียว
แม้สวีหมิงหล่างอาจกำชัยในท้ายที่สุด ทว่าเพียงยื้อเวลาได้สักสองสามวัน ตระกูลจ้าวย่อมไหวตัวทันและพลิกกระดานตั้งรับได้ทันท่วงที
เมื่อศึกเบื้องบนไม่อาจเผด็จศึก ย่อมต้องแทงทะลุจากเบื้องล่าง การยืมมือ ‘เจตนารมณ์ราษฎร’ มาชิงสิทธิ์ไต่สวน ย่อมเป็นกระบี่ที่รวดเร็วและเฉียบขาดที่สุด
ขอเพียงเพลิงแค้นมวลชนปะทุและไร้ซึ่งความเชื่อมั่นในกองบัญชาการฯ ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงย่อมชูธง ‘โอนอ่อนตามประสงค์ราษฎร’ ปล้นคดีนี้มาสับบาปได้อย่างชอบธรรม
เฉกเช่นคราวตระกูลหลิวพินาศ เมื่อเผชิญคลื่นมหาชน ผังเซิงในฐานะเจ้าเมืองเยี่ยนผิงก็มิอาจสอดมือขัดขวางกลางแสงตะวัน
อย่างไรเสีย ป้ายทองคำคำว่า ‘ขุนนางพ่อแม่’ และ ‘กระบอกเสียงราษฎร’ ย่อมเป็นธงคุณธรรมจอมปลอมที่ต้องชูตระหง่านบังหน้าเสมอ
ด้วยเหตุนี้ ผังเซิง ผังจวิ่น และพวกพ้องจึงซุ่มวางหมากแต่เนิ่นๆ ล่อหลอกให้สมรภูมิเลือดเคลื่อนจากเรือสินค้าลงสู่ท่าเรือ เปิดโปงการสังหารหมู่ต่อสายตาธารกำนัล ซ้ำยังแทรกซึมหน้าม้าคอยตะโกนโหมไฟ ประณามตระกูลจ้าวว่าอำมหิตผิดมนุษย์ หวังฝังรากความผิดในใจฝูงชน ก่อนตระเตรียมคนรอจังหวะทางการปรากฏตัว เพื่อกระพือทิศทางลม ทุกย่างก้าวล้วนไหลลื่นไร้รอยตะเข็บ
ยิ่งจ้าวหนิงรุดหน้ามาด้วยตนเอง ผังจวิ่นยิ่งลอบปิติปานจะเต้นรำ มันย่ามใจว่าเพียงแฉตัวตนของจ้าวหนิง ฝูงชนย่อมถ่มน้ำลายใส่กองบัญชาการฯ หารู้ไม่ว่า เพียงจ้าวหนิงขยับปากเอื้อนเอ่ยไม่กี่ประโยค กลับพลิกคลื่นมหาชนให้ตลบกลับได้อย่างง่ายดาย
แผนการที่ซุ่มทุ่มเทนับสองเดือน พลันแหลกสลายกลายเป็นเถ้าธุลี เหตุใดกระดานถึงพลิกคว่ำเช่นนี้ คิ้วผังจวิ่นขมวดมุ่นจนแทบปริแตก
การดับสูญของพรรคเหยี่ยวครามและสมาคมชุดขาว เกี่ยวอันใดกับมดปลวกท่าเรือพวกนี้ เป็นไปได้หรือที่ทุกหลังคาเรือนจะมีบุตรสาวถูกฉุดคร่า ตระกูลหลิวป่นปี้ไปแล้ว ไยสวะพวกนี้ต้องใส่ใจ มือปราบที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงมีสิ่งใดด้อยกว่าสุนัขรับใช้กองบัญชาการฯ กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองเพิ่งเชิดหัวได้กี่น้ำ บุญคุณความชอบที่ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงสั่งสมมานับปี ถูกไอ้พวกไพร่เนรคุณเหยียบย่ำจนสิ้นแล้วหรือ ช่างบัดซบสิ้นดี
ผังจวิ่นผู้เย่อหยิ่งบนหอคอยงาช้าง คาบช้อนทองมาเกิดย่อมมืดบอดต่อจิตวิญญาณของชนชั้นรากหญ้า ยิ่งไม่อาจทำใจยอมรับภาพความพ่ายแพ้ตรงหน้า มันกัดฟันกรอด ก้าวฉับๆ ขนาบข้างจ้าวหนิง แผดเสียงตวาดใส่ฝูงชนด้วยโทสะเดือดดาล
“คนตระกูลจ้าวเหิมเกริมฆ่าคนกลางแจ้ง จ้าวหนิงย่อมกล้าทรมานบีบคั้นคำสารภาพในกองบัญชาการฯ! มันมีเหตุผลใดให้ทอดทิ้งสุนัขของตน หากคนสมาคมเรือถูกลากเข้าคุก ก็เท่ากับรนหาที่ตาย ย่อมกลายเป็นศพไร้ญาติ การที่พวกเจ้าฝากความหวังไว้ที่มัน ต่างอันใดกับยื่นคอให้เพชฌฆาต” ถ้อยคำดุดันกระแทกใจ สะกดรั้งมวลชนให้ชะงักงัน
ครั้นเห็นกระแสลมเริ่มตีกลับ ผังจวิ่นลอบกระหยิ่มยิ้มย่อง ประหนึ่งสั่งสอนทารกผู้โง่เขลาให้ตาสว่าง มันนึกตำหนิตนเองที่เผลอด่าทอสวะพวกนี้ไปเมื่อครู่ จึงเชิดหน้าเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงอหังการ “สิ่งที่พวกเจ้าควรศรัทธา คือที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงต่างหาก”
“ขุนนางและมือปราบแห่งที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง ปกครองดินแดนนี้มาเนิ่นนาน อาบเหงื่อต่างน้ำรักษากฎหมาย กวาดล้างโจรผู้ร้าย ส่งเสริมคนดีลงทัณฑ์คนชั่ว เพื่อให้พวกเจ้าได้หลับตาอย่างเป็นสุข พวกเราต้องผลาญเลือดเนื้อไปเท่าไร ทว่าเราไม่เคยร้องขอสิ่งใดตอบแทน กระนี้แล้วพวกเจ้ายังกล้าคลางแคลงอีกหรือ ข้าขอเอาเกียรติแห่งที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงเป็นเดิมพัน คดีนี้เราจะชำระความให้กระจ่างแจ้ง ทวงคืนความยุติธรรมจนพวกเจ้าต้องศิโรราบ”
สิ้นวาจา โทสะบนใบหน้าผังจวิ่นหายเป็นปลิดทิ้ง แทนที่ด้วยรอยยิ้มเมตตาจอมปลอม มันกวาดตามองฝูงชนอย่างคาดหวัง รอคอยเสียงโห่ร้องสรรเสริญ ประลองฝีปากมีหรือบัณฑิตตระกูลขุนนางบุ๋นจะพ่ายแพ้สายเลือดขุนนางบู๊ มนุษย์ย่อมหลงทระนงตน ในฐานะขุนนางย่อมเสแสร้งว่าอุทิศตนเพื่อชาติจนหน้ามืดตามัว ผังจวิ่นมั่นใจเต็มเปี่ยมในบารมีจอมปลอมที่ทางการสวมทับ
ยุคนี้คือแผ่นดินทอง มิใช่กลียุคสิ้นชาติ มันหลงละเมอว่าทางการคือเทพเจ้าในใจปวงชน และที่ว่าการเมืองย่อมสลักลึกในใจราษฎร ทว่าปฏิกิริยาสะท้อนกลับ กลับแช่แข็งรอยยิ้มผังจวิ่นจนบิดเบี้ยว รอยยิ้มนั้นพังทลายจนไม่อาจปั้นแต่งต่อไปได้
ราษฎรที่เพิ่งเอนเอียง ครั้นสดับบทเพลงสรรเสริญที่ว่าการเมืองจบลง กลับหุบปากเงียบกริบ สีหน้าแต่ละคนพิลึกพิลั่นราวกับกลืนแมลงวัน กระทั่งหน้าม้าที่ชูหมัดแหกปากนำร่อง หวังปลุกระดมศรัทธา ครั้นไร้เสียงขานรับ ท่าทางของพวกมันยามนี้จึงดูโง่งมประหนึ่งตัวตลก
มวลชนหวนระลึกถึงสันดานแท้จริงในชีวิตประจำวัน เพียงเสี้ยวอึดใจ คำพิพากษาก็ปรากฏ
“ข้ายังยืนหยัดข้างคุณชายจ้าว เชื่อมั่นกองบัญชาการฯ”
“ถูกต้อง ข้ายอมฝากผีฝากไข้กับกองบัญชาการฯ ดีกว่าก้มหัวให้ที่ว่าการเมืองบัดซบนั่น”
“ตามไปดูกันให้รู้ดำรู้แดง ว่ากองบัญชาการฯ จะชำระความเช่นไร”
“หากพวกมันรีดเค้นคำสารภาพ พวกเราย่อมไม่ปล่อยไว้”
“คนเยี่ยงคุณชายจ้าว คงไม่ลอบกัดด้วยทัณฑ์ทรมานหรอกกระมัง”
“ตามไปดูเดี๋ยวก็ประจักษ์แก่ตา”
สิ้นประโยค ผังจวิ่นจุกอกแทบกระอักเลือด ใบหน้าแดงก่ำดุจตับหมู มันแทบคลุ้มคลั่งอยากถ่มน้ำลายรดหน้าฝูงชนโง่เขลา ไอ้พวกสวะฟังภาษาคนไม่ออกหรือไร ข้าพร่ำบอกว่าจ้าวหนิงจะเข้าข้างพวกพ้อง ข้าสาธยายความดีงามของที่ว่าการเมืองจนปากฉีก เหตุใดหมากกระดานนี้จึงเละเทะเช่นนี้ ข้ามิได้สาดโคลนใส่ตัวเองและมิได้ยกหางกองบัญชาการฯ สวะพวกนี้ไร้สมองกันหมดแล้วหรือ
จ้าวหนิงปรายตาเย็นชา นัยน์ตาแฝงความหยามหยัน “ใต้เท้าผัง ข้าจำต้องคุมตัวผู้ต้องสงสัยกลับไปชำระความที่กองบัญชาการฯ หากไร้ธุระก็จงไสหัวไป อย่าได้ขวางทางขัดขวางการปฏิบัติราชการ”
โทสะผังจวิ่นพลุ่งพล่านทะลุขีดจำกัด มันขบกรามกรอด รังสีฆ่าฟันพวยพุ่งแทบอยากฉีกทึ้งจ้าวหนิงทั้งเป็น
จ้าวหนิงเห็นสุนัขขวางทาง จึงกระแทกไหล่ผังจวิ่นจนเซถลา ก่อนสะบัดมือสั่งกองทหารเกราะทมิฬเคลื่อนพล เขาย่อมหยั่งรู้จิตใจผังจวิ่น ทะลุปรุโปร่งถึงความคลุ้มคลั่งและคลางแคลงของอีกฝ่าย เพราะนั่น… เคยเป็นเศษเสี้ยวความคิดโง่งมของเขาในอดีตชาติ
อดีตชาติคราเพลิงสงครามเผาผลาญแผ่นดิน แม้มีจอมยุทธ์เดนตายเยี่ยงหออี้ผิ่นพลีชีพกู้ชาติ ทว่าหาใช่มวลชนทั้งหมดจะยินยอมหลั่งเลือด โดยเฉพาะช่วงกลางค่อนปลายสงคราม กองทัพหลวงประสบภาวะระส่ำระสาย เพียงเกณฑ์แรงงานขนเสบียงยังยากเย็นแสนเข็ญ ราษฎรนับไม่ถ้วนหอบลูกจูงหลานหนีตายทิ้งถิ่นฐาน ดีกว่ารั้งอยู่หนุนหลังราชสำนัก
ปมปัญหามีร้อยแปด ทว่ารากเหง้าอันเน่าเฟะที่สุด คือราชสำนักและขุนนางสูญสิ้นศรัทธาจากปวงชนไปจนหมดสิ้น ขุนนางบุ๋นในท้องพระโรงและขุนนางบู๊ที่อาบเลือดกลางสมรภูมิ ล้วนมืดบอดต่อสัจธรรมข้อนี้ พวกมันหลงละเมอว่าใต้ยุคทองแห่งต้าฉี แผ่นดินมั่งคั่ง ราษฎรอิ่มหนำสำราญ เมื่อภัยมาเยือน ย่อมสมควรที่คนทั้งชาติจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเพื่อต้านข้าศึก เหตุใดความภักดีและเลือดรักชาติของราษฎร จึงแห้งขอดต่ำเตี้ยติดดินเช่นนี้
กว่าจ้าวหนิงจะตาสว่าง ประจักษ์ถึงแก่นแท้ก็ล่วงเข้าปลายสงคราม เหตุผลนั้นเรียบง่าย… ผู้กุมอำนาจและทางการสูบเลือดสูบเนื้อราษฎรจนเหือดแห้ง มวลชนชิงชังขุนนาง ย่อมไร้ใจหนุนนำราชสำนัก ราษฎรเคียดแค้นทางการ ย่อมภาวนาให้ราชวงศ์ล่มสลาย แผ่นดินผลัดเปลี่ยน ยามนั้นมีคำกล่าวสะท้านใจ ‘ชาติมิเคยรักข้า ไยข้าต้องสละชีพเพื่อชาติ’ ชาติในที่นี้หาใช่มาตุภูมิ ทว่าคือราชสำนัก… คือราชวงศ์อันเน่าเฟะ!
สุนัขรับใช้แห่งที่ว่าการเมือง ยามกร่างลาดตระเวน กินดื่มล้วนลงบัญชีหางว่าวที่ไม่มีวันชำระ หากร้านใดใจกล้าร้องเรียน ศาลย่อมสั่งให้จ่าย ทว่าไม่กี่วันให้หลัง ร้านนั้นจะถูกยัดข้อหาบุกรื้อค้นจนพินาศ ขุนนางและมือปราบต่างสมรู้ร่วมคิดกับเดนมนุษย์ ปล่อยพรรคเหยี่ยวครามและสมาคมชุดขาวรีดไถค่าคุ้มครองเพื่อแบ่งส่วย ยามอันธพาลรุมทุบตีคนตายหรือพิการ กลับมีสุนัขทางการคอยกางร่มคุ้มกะลาหัว เหยื่อไร้หนทางทวงแค้น ซ้ำยังถูกตามล้างผลาญไม่จบสิ้น
เพื่อเบ่งบารมีจอมปลอม เพื่อกลบเกลื่อนความบัดซบ และปั้นหน้าว่าอุทิศตนเพื่อราษฎร ยามออกตรวจตรา พวกมันจึงมักลงมือกับเหยื่อที่อ่อนแอไร้ทางสู้ที่สุด… คนชราเก็บของเก่า โดยอ้างสวะๆ ว่าทำบ้านเมืองสกปรก ทว่ากับขอทานข้างถนนที่โสโครกยิ่งกว่า พวกมันกลับหลับตาข้างหนึ่ง เพราะแก๊งขอทานมีหัวโจกคอยส่งส่วยเข้ากระเป๋าพวกมัน ความบัดซบเยี่ยงนี้มีมากมายจนบรรยายไม่หมด
ยุคทองนี้จะตระการตาปานใด ก็เป็นเพียงสรวงสวรรค์ของชนชั้นสูง เป็นสมบัติของเศรษฐี หาใช่ของชนชั้นรากหญ้า มวลชนยังคงต้องดิ้นรนรากเลือดเพียงเพื่อแลกข้าวสารกรอกหม้อ ห้ามเจ็บ ห้ามป่วย ห้ามล้ม พวเขายังต้องคุกเข่าโขกศีรษะ กล้ำกลืนความอัปยศอดสูเพื่อต่อลมหายใจ บ้านเมืองรุ่งเรือง… ราษฎรก็เป็นสุนัข บ้านเมืองล่มสลาย… ราษฎรก็เป็นศพ
ผังจวิ่นผู้สูงส่งไม่มีวันลดตัวลงมาสัมผัสโคลนตมเหล่านี้ จ้าวหนิงในชาติก่อนก็เคยมืดบอดไม่ต่างกัน สิ่งที่ชนชั้นปกครองเสพติด คือตัวเลขภาษีที่พุ่งทะยานบนฎีกา และถ้อยคำเลียแข้งเลียขาที่ขุนนางปั้นแต่งว่า ‘ทางการพสกนิกรกลมเกลียว’ หรือ ‘แผ่นดินทองร่มเย็น’ ผังจวิ่นจึงถูกลิขิตให้มืดบอดต่อสัจธรรมเบื้องหน้า มันหลงงมงายว่าหมากกระดานที่ซุ่มวางมาอย่างดี จะกระชากคอจ้าวหนิงและกองบัญชาการฯ ให้จนตรอกด้วยเจตนารมณ์ราษฎรจอมปลอม
ทว่าสัจธรรมคือ พวกมันไม่เคยสดับฟังเสียงคร่ำครวญ หรือหยั่งถึงก้นบึ้งหัวใจราษฎรแม้แต่เสี้ยว ภายใต้แผ่นดินต้าฉียามนี้ ท่ามกลางเชื้อพระวงศ์ ขุนนางเฒ่า และตระกูลขุนนางเก่าแก่ มีเพียงจ้าวหนิงคนเดียวที่กระชากหน้ากากแห่งยุคทอง หยั่งรากลึกถึงมหันตภัยที่ซุกซ่อนอยู่ใต้พรมได้อย่างทะลุปรุโปร่ง… เพราะเขาคือปีศาจที่หวนคืนจากขุมนรก
ผังจวิ่นผลาญเวลาสองเดือนถักทอใยแมงมุม ทะนงว่าชนะแน่ หารู้ไม่ว่าจ้าวหนิงขยับหมากกระดานนี้ นับแต่เหยียบย่างกลับจากเมืองไต้โจวเมื่อปีก่อน! ยามกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองผงาดขึ้นเหยียบหัวที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง ยึดครองท้องถนนและซอกซอย นั่นคือช่วงเวลาที่จ้าวหนิงสถาปนาอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดขึ้นเหนือขุมกำลังทั้งหมด!
เขาอนุญาตให้สุนัขในสังกัดกอบโกยเศษเนื้อ ทว่าเป้าหมายต้องเป็นเศรษฐีหน้าเลือดเท่านั้น กฎเหล็กคือห้ามแตะต้องร้านค้าย่อยและราษฎรรากหญ้าเด็ดขาด! เพื่อสลักกฎนี้ เขาถึงขั้นลากคอผู้บังคับกองหนึ่งนาย หัวหน้าหมวดสี่นาย และทหารอีกเป็นพรวน ไล่ตะเพิดอัปเปหิออกจากกองบัญชาการฯ จนสิ้นซาก โดยสือชงผู้บัญชาการใหญ่ทำได้เพียงพยักหน้ารับ
หากมิใช่เพราะเขาลุยเลือดชำระตรอกผิงคัง บดขยี้สมาคมชุดขาวและพรรคเหยี่ยวคราม เป็นหัวหอกกระชากหัวตระกูลหลิว และเหยียบที่ว่าการเมืองจนจมดิน รวบอำนาจล้นฟ้าในกองบัญชาการฯ… ลำพังแค่บารมีตระกูลจ้าว ย่อมไม่มีวันสร้างปาฏิหาริย์เช่นนี้ได้
กองบัญชาการฯ จึงผงาดขึ้นเป็นศาลสถิตยุติธรรมในใจราษฎร ยิ่งมีสวะจากที่ว่าการเมืองเป็นตัวเปรียบเทียบ ศรัทธายิ่งฝังรากลึก การที่ผังจวิ่นชูธง ‘อุทิศเพื่อราษฎร’ รังแต่จะกระชากความทรงจำบัดซบของราษฎรให้ตื่นขึ้น และทำให้พวกเขายิ่งเทใจซูฮกกองบัญชาการฯ เป็นทวีคูณ
“จ้าวหนิง! บัญชีนี้ยังไม่จบ อย่าฝันว่าจะลากตัวใครไปได้” ผังจวิ่นหน้าดำคร่ำเครียดด้วยโทสะ พุ่งพรวดเข้าขวางทาง ขบกรามแน่น นัยน์ตาแผ่รังสีอำมหิต “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเล่นสกปรกอันใด แต่คดีนี้… ข้าไม่มีวันปล่อยมือเด็ดขาด นอกเสียจากเจ้าจะเหยียบศพข้าไป มิเช่นนั้นอย่าหวังจะได้ดั่งใจ”
จ้าวหนิงพลันแค่นเสียงหัวเราะ รอยยิ้มเยือกเย็นแฝงความนัยลึกล้ำ ผังจวิ่นหน้าโง่ไม่มีทางหยั่งรู้หมากกระดานนี้ อย่าว่าแต่ขุนนางขั้นหกปลายแถวอย่างมัน ต่อให้เป็นผังชิงเต๋อผู้นำตระกูล หรือกระทั่งอัครเสนาบดีสวีหมิงหล่างผู้กุมอำนาจล้นฟ้า จะมีสุนัขตัวใดล่วงรู้เจตจำนงที่แท้จริงของเขา
สวะพวกนั้นคิดตื้นๆ ว่าการล้างบางสมาคมชุดขาว เหยียบตระกูลหลิว และยึดกองบัญชาการฯ เป็นเพียงเกมชิงอำนาจ พวกมันไยจะรู้ว่า นั่นเป็นเพียงปฐมบท! หมากตาที่สองของจ้าวหนิง คือการกระชากศรัทธาที่พังทลายของราษฎรต้าฉีให้หวนคืน! เขาจะหลอมรวมจิตวิญญาณแห่งความภักดีของปวงประชา ให้กลับมาค้ำจุนราชวงศ์ต้าฉีอีกครา!
ด้วยวิถีนี้ ยามมหาสงครามกลืนกินแผ่นดิน ต้าฉีจึงจะประสานเป็นหนึ่งตั้งแต่ฟากฟ้าจรดบาดาล บดขยี้กองทัพทหารม้าเหล็กเทียนหยวนอันไร้พ่ายในหน้าประวัติศาสตร์ให้แหลกเป็นจุล! นี่คือปณิธานแท้จริงเบื้องหลังการสับหัวขุนนางกังฉิน และกฎเหล็กห้ามระคายเคืองชนชั้นรากหญ้าแม้แต่ปลายก้อย!
บัดนี้ จ้าวหนิงคือผู้ฉีกกฎเกณฑ์บัดซบของขุนนางเมืองเยี่ยนผิง และปฏิวัติสายใยระหว่างทางการกับราษฎร วันข้างหน้า… เขาจะปูพรมสิ่งนี้ให้ครอบคลุมทุกหย่อมหญ้าทั่วแผ่นดิน! กระทั่งการปกครองต้าฉีผลัดใบ ราษฎรรากหญ้าลืมตาอ้าปากได้ ไม่ถูกบีบคั้นจนเลือดตากระเด็น และลุกฮือขึ้นปกป้องปฐพีด้วยเลือดเดือดพล่าน! ถึงยามนั้น เขาจึงจะกำชัยเหนือเป่ยหูได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด!
ต้องบดขยี้เป่ยหู เขาจึงจะปกป้องสายเลือดแห่งแผ่นดินนี้ไว้ได้… ชาติ หาใช่ราชสำนัก หาใช่โอรสสวรรค์ ทว่าคือราษฎรนับร้อยล้านบนผืนปฐพี คือบ้านเกิดเมืองนอนที่ผู้คนหยัดยืนอย่างทรนง! พิทักษ์แผ่นดินนี้ เพื่อมิให้กลายเป็นขุมนรกสิบไร้เก้าว่างเปล่า เพื่อหยุดยั้งโศกนาฏกรรมบ้านแตกสาแหรกขาด เพื่อมิให้กระดูกขาวกองพะเนินเป็นภูเขา และดับสิ้นเสียงร่ำไห้ในรัศมีพันลี้! กระทำเช่นนี้ ตระกูลจ้าว… จึงจะเป็นตระกูลจ้าวผู้พิทักษ์อย่างแท้จริง!
“เจ้ากับข้าอยู่คนละชั้นโดยสิ้นเชิง คนหนึ่งตระหง่านเสียดฟ้า อีกคนเป็นเพียงโคลนตมเบื้องล่าง วิสัยทัศน์ หมากที่เดิน และปลายทางของเรา… ห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว” จ้าวหนิงเอ่ยเสียงเย็นชาไร้ระลอกคลื่นยามเผชิญหน้ากับสุนัขขวางทาง มิได้ตะเบ็งเสียง มิได้เค้นคำ และมิได้แฝงโทสะ มันราบเรียบประหนึ่งบอกเล่าสัจธรรมตะวันออกตะวันตก ซึ่งไร้ค่าให้ต้องเจรจามากความ
พริบตานั้น โดยไม่รอมันอ้าปากพ่นน้ำลาย จ้าวหนิงทะลวงหมัดขวาดุจอสนีบาตฟาดฟัน! หมัดเหล็กกระแทกท้องน้อยผังจวิ่นเสียงดังสนั่น พลังทำลายล้างมหาศาลบดขยี้แผ่นหลังอีกฝ่ายจนโค้งงอเป็นกุ้งลวก สองเท้าลอยหวือเหนือพื้น เลือดข้นคลั่กทะลักพ่นออกจากปาก!
ต่อเนื่องไร้รอยต่อ จ้าวหนิงกระชากหัวผังจวิ่นกดลงมา สวนเข่าขวากระแทกอัดใบหน้าอย่างเหี้ยมเกรียม! จ้าวหนิงนัยน์ตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง ไร้เกลียวคลื่นอารมณ์ใดๆ “ข้าไม่ต้องการให้สวะเช่นเจ้าเข้าใจ และเจ้าก็ไม่มีวันเอื้อมถึง ทว่าหากกล้าขวางทางข้า ข้าย่อมเบิกเนตรให้ประจักษ์ว่า… นรกที่แท้จริงเป็นเช่นไร”
เสียงกระดูกแตกหักดังสะท้านโสตประสาท ร่างผังจวิ่นร่วงหล่นปวกเปียก แขนทั้งสองข้างห้อยต่องแต่ง จ้าวหนิงมิแม้แต่จะปรายตามองสวะที่ใบหน้าเละเทะ ฟันร่วง จมูกยุบ เขาโยนร่างบัณฑิตดาวรุ่งแห่งตระกูลขุนนางบุ๋น ที่สลบเหมือดคาหมัด ทิ้งลงกับพื้นประหนึ่งซากขยะเน่าเหม็น
เขาตวัดสายตาเหี้ยมเกรียมดุจคมดาบ กวาดมองฝูงสุนัขรับใช้จากที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง ก่อนแค่นเสียงคำรามดั่งพญามัจจุราช “ไสหัวไป”
ปะทะกับสายตาสัตว์ร้าย มือปราบทั้งฝูงผงะถอยหลังกรูด กลิ่นอายกดดันที่แผ่ซ่านบดขยี้ลมหายใจราวกับเทพสังหารจุติ! คล้ายดั่งสองมือเปื้อนเลือดผู้นั้นเคยแหวกว่ายในทะเลเลือดภูเขาซากศพนับไม่ถ้วน และพร้อมจะกระชากวิญญาณพวกมันลงนรกอเวจีในพริบตา! รังสีฆ่าฟันอันบ้าคลั่ง กระชากตับไตไส้พุงพวกมันจนสั่นสะท้าน ขวัญหนีดีฝ่อแทบสิ้นสติ
ลานกว้างตกอยู่ในความเงียบสงัดดุจป่าช้า นอกเหนือจากร่างผังจวิ่นที่นอนจมกองเลือดประหนึ่งสุนัขข้างถนน ทุกสายตาล้วนจับจ้องจ้าวหนิงด้วยความหวาดผวาสุดขีด… ไร้ผู้ใดกล้าแม้แต่จะสูดลมหายใจ