ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 123 พายุโหมกระหน่ำ (4)
จ้าวหนิงตวัดตัวขึ้นหลังม้า ทหารลาดตระเวนเมืองคุมขบวนคนตระกูลจ้าวและเถ้าแก่เรือเดินฝ่าวงล้อมฝูงชน ชาวบ้านเบื้องหน้าต่างรีบหลบทางให้อย่างรู้ความ คลื่นมนุษย์สองข้างทางถอยร่นเงียบเชียบ เปิดทางสะดวกแก่ขบวน
ท่ามกลางความเงียบงัน กลับแผ่ซ่านด้วยรังสีอำมหิตเย็นเยียบ
บางคนเดินตามขบวนไป บางคนแม้ค้างคาใจทว่าไม่อาจทิ้งงานหลัก จึงจำต้องสลายตัวกลับไปทำหน้าที่ของตน
ทว่าผู้อาวุโสบางคนยังพะว้าพะวงถึงผลลัพธ์คดี พวกเขาพากันสบถด่าพลางกำชับคนหนุ่มที่วิ่งตามขบวนไป ให้เบิกตาดูให้ดี จดจำการไต่สวนทุกกระเบียดนิ้ว แล้วนำมาเล่าให้ฟัง
มือปราบจากที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงถูกเบียดกระเด็นไปอยู่ริมทาง ไร้ผู้ใดเหลียวแล
พวกกรรมกรแบกหามที่เมื่อหลายเดือนก่อนยังต้องคอยประจบสอพลอ บัดนี้ยามเดินผ่านหน้าพวกมันกลับยืดอกเชิดหน้าก้าวเดินอย่างองอาจ แฝงความทะนงตนเพราะถือว่ามีขั้วอำนาจหนุนหลัง
คนเหล่านั้นตระหนักดีว่าบัดนี้มีกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองคอยคุ้มกะลาหัว ขุนนางที่ว่าการเมืองถูกจ้าวหนิงซัดหมอบกระแตกลางลานกว้าง มือปราบต๊อกต๋อยยิ่งไม่อาจเทียบชั้นทหารลาดตระเวน ย่อมไม่มีหน้ามาข่มเหงรังแกพวกตนได้อีก
เหล่ามือปราบแห่งที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงได้แต่อัดอั้นตันใจ ยืนโดดเดี่ยวอ้างว้างริมกระแสผู้คน
ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ มิได้มีเพียงผังจวิ่นที่เป็นทายาทตระกูลขุนนางบุ๋น ยอดฝีมือหนุ่มจากตระกูลหลวี่รีบนำโอสถวิเศษมากรอกปากบรรเทาอาการบาดเจ็บให้ผังจวิ่น ดึงสติมันให้ฟื้นคืนอย่างรวดเร็ว
ผังจวิ่นลืมตาขึ้นมาอย่างงุนงง ครั้นปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่าตนถูกจ้าวหนิงอัดจนสลบกลางสายตาผู้คน ใบหน้าชราก็พลันแดงก่ำ
มันไม่สนความเจ็บปวดที่ปากและจมูก ความอับอายแล่นริ้วจนแทบแทรกแผ่นดินหนี ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นโทสะคลุ้มคลั่ง มันผุดลุกขึ้นสบถด่าพวกมือปราบว่าไร้น้ำยา ชี้นิ้วด่าทอว่าเหตุใดจึงไม่ยอมลงมือกับจ้าวหนิงเพื่อกอบกู้หน้าให้ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงและแย่งชิงคดีกลับมา ช่างบัดซบสิ้นดี
พวกมือปราบโดนด่าทอจนต้องก้มหน้าเงียบงัน ได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน จะให้พูดออกไปได้อย่างไรว่าไม่มีความกล้าพอจะต่อกรกับจ้าวหนิง อีกทั้งคนที่มีพลังรบสูงสุดอย่างผังจวิ่นยังร่วงในสองกระบวนท่า หากพวกตนพุ่งเข้าไปมีแต่จะแกว่งเท้าหาเสี้ยนเปล่าๆ
หลังคำรามด่าทออยู่พักใหญ่ เมื่อเห็นพวกมือปราบเอาแต่ก้มหน้า ผังจวิ่นก็ปลอบใจตัวเองว่าสวะพวกนี้คงละอายใจจนลืมเรื่องที่ตนเสียหน้าไปแล้ว ความคิดนี้ทำให้มันรู้สึกผ่อนคลายลงบ้าง
“ตามพวกมันไป ข้าอยากจะดูนักว่าสวะกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองจะไต่สวนคดีอย่างไร คิดว่าชิงคดีไปได้แล้วจะทำอะไรตามใจชอบได้รึ ฝันไปเถอะ”
“หลักฐานฆาตกรรมมัดตัวแน่นหนา คนตระกูลจ้าวฆ่าคนผิดกฎหมายคือความจริง ข้าอยากเห็นนักว่าเด็กเมื่อวานซืนอย่างจ้าวหนิงจะหาทางแก้ต่างให้สุนัขรับใช้ตระกูลมันได้อย่างไร”
สิ้นคำ ผังจวิ่นแค่นเสียงเย็นชา ผลักมือปราบตรงหน้าออกให้พ้นทางแล้วสาวเท้าไปที่ม้า ตวัดตัวขึ้นขี่พร้อมสะบัดแส้ทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ท่าทางเร่งรีบปานหมาลอบกัดที่กำลังหลบหนีสายตาเย้ยหยันของชาวบ้านที่ท่าเรือ
ณ กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง จ้าวหนิงเพิ่งทิ้งตัวลงจากหลังม้า ผู้บังคับกองใต้บัญชาการที่เป็นสายเลือดตระกูลจ้าวผู้หนึ่งก็ปรี่เข้ามารายงานหน้าตาตื่น “ที่นาในอำเภอสือเหมินเกิดเรื่องแล้วขอรับ มีเหตุปะทะแย่งน้ำชลประทานระหว่างคนของเรากับชาวบ้าน จนถึงขั้นลงไม้ลงมือ บัดนี้มีคนบาดเจ็บล้มตายกว่ายี่สิบคนแล้ว”
“เรื่องนี้เหลวไหลสิ้นดี คนของเราไม่ว่าจะเป็นชาวนาเช่าหรือผู้บำเพ็ญเพียรที่คุ้มกัน ล้วนไม่มีทางลงมือกับชาวบ้านเด็ดขาด การจัดสรรน้ำในคลองชลประทานก็ไม่เคยมีข้อพิพาทมาก่อน”
ช่วงนี้ย่างเข้าฤดูเพาะปลูกวสันตฤดู เหตุทะเลาะวิวาทแย่งชิงน้ำตามพื้นที่ต่างๆ ถือเป็นเรื่องปกติ ตระกูลจ้าวมีที่นาผืนงามและคฤหาสน์ในอำเภอสือเหมินภายใต้เขตปกครองเมืองเยี่ยนผิง เวลานี้กำลังง่วนกับการทำนา ทว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาเรื่องแหล่งน้ำบานปลายถึงเพียงนี้
“เข้าใจแล้ว” จ้าวหนิงยกมือปรามไม่ให้อีกฝ่ายตื่นตระหนก “ข้ามีวิธีรับมือ พวกเจ้าทำหน้าที่ของตนไป”
ว่าแล้วเขาหันไปทางเว่ยอู๋เซี่ยน “เจ้าพาพวกเขากลับเข้าไปในกองบัญชาการ เชิญท่านผู้บัญชาการรอสักครู่ค่อยเปิดศาลไต่สวน ข้าต้องออกไปจัดการธุระ”
คดีที่ท่าเรืออยู่ในอำนาจของกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง ทว่าจ้าวหนิงไม่อาจไต่สวนเองได้เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เว่ยอู๋เซี่ยนพยักหน้ารับคำโดยไม่ซักไซ้ เขารู้ดีว่าพายุลูกใหม่กำลังจะก่อตัว
……
จ้าวหนิงและผังจวิ่นผละจากท่าเรือไปแล้ว แต่คลื่นใต้น้ำ ณ ที่แห่งนี้หาได้ยุติลงไม่ ความจริงแล้ว การกวาดล้างที่แท้จริงเพิ่งจะเบิกม่านขึ้นต่างหาก
ศึกชิงอำนาจแตกหักระหว่างตระกูลขุนนาง ย่อมไม่อาจหลีกพ้นการนองเลือด
และการนองเลือดระดับนี้ ย่อมเทียบไม่ได้กับเลือดกำเดาหยิบมือตอนผังจวิ่นถูกซัดจนหน้าแหก
บริเวณใกล้ท่าเรือนอกจากโกดังสินค้า ยังมีบ้านเรือนชาวบ้านปลูกสร้างอยู่หลายหลัง ส่วนใหญ่เป็นที่พักของจับกัง ทั้งยังมีเรือนพักของตระกูลใหญ่จำนวนมากที่ใช้เป็นจุดพักพิงของคนคุมสินค้า เมื่อผู้คนพลุกพล่าน ร้านรวงค้าขายจึงผุดขึ้นจนกลายเป็นตลาดขนาดย่อม
ซูเยี่ยชิงนั่งอยู่ในเพิงอาหารขนาดเล็กซอมซ่อกลางตรอกแคบที่มีโต๊ะเพียงสามตัว ยามนี้คือช่วงยามซื่อ ลูกค้าในร้านจึงบางตา
นอกจากซูเยี่ยชิง มีเพียงชายแก่วัยห้าสิบกว่าสองสามคนจับกลุ่มกินบะหมี่น้ำพลางพูดคุยสัพเพเหระ สายตาคอยลอบมองเถ้าแก่เนี้ยที่เดินขวักไขว่ง่วนกับการทำงานเป็นระยะ
หากเทียบกับดรุณีแรกรุ่นอย่างซูเยี่ยชิง เถ้าแก่เนี้ยรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นเปี่ยมเสน่ห์เย้ายวน ย่อมดึงดูดสายตาพวกเฒ่าตัณหากลับได้ชะงัดนัก
พวกมันมักหาเรื่องชวนคุย พ่นวาจาแทะโลม เถ้าแก่เนี้ยมักยิ้มรับพอเป็นพิธี ไม่แสดงอาการโกรธเคือง แต่ก็ไม่ต่อความยาวสาวความยืด
เพียงแค่นี้ก็มากพอให้พวกเฒ่าหัวงูใจสั่น เถ้าแก่เนี้ยรูปงามเกินห้ามใจ แม้สวมเพียงอาภรณ์เนื้อหยาบก็มิอาจบดบังเสน่ห์ล้นเหลือ รอยยิ้มขอไปทีของนางทำเอาพวกมันเคลิบเคลิ้ม บะหมี่น้ำชามเดียวนั่งแช่กินอยู่นานนับชั่วยามก็เพราะเหตุนี้
ตรงกันข้าม ซูเยี่ยชิงซดบะหมี่อย่างรวดเร็ว ชั่วพริบตาชามเปล่าก็ซ้อนกันถึงสามใบโดยที่นางไม่แม้แต่จะเงยหน้า
ครั้นลุกขึ้น นางกลับไม่จ่ายเงิน ทว่ายกชามเปล่าเดินดุ่มเข้าลานหลังครัวไปหน้าตาเฉย
ภาพนี้ทำเอาพวกตาเฒ่าตาลุกวาว พากันซุบซิบนินทาว่าบุรุษบ้านใดจะคู่ควรกับแม่หนูผู้นี้ หากเป็นแม่สื่อจับคู่ให้ ย่อมมีข้ออ้างมาร้านอาหารนี้บ่อยขึ้น ได้มองหน้าเถ้าแก่เนี้ยให้เจริญหูเจริญตาก็ยังดี
ภายในลานเล็กหลังครัว บัดนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่คุกเข่าตัวสั่นงันงก ซูเยี่ยชิงลากม้านั่งตัวเล็กมานั่งจ้องหน้าพวกมันที่ถูกซ้อมจนหน้าตาปูดโปน นางตบหัวตัวหัวโจกเบาๆ
ใบหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึกเอ่ยถาม “พูดมา ใครสั่งพวกเจ้า”
สวะที่คุกเข่าอยู่เต็มลาน ล้วนเป็นหน้าม้าที่สร้างสถานการณ์บนท่าเรือเมื่อครู่ พวกมันคือกลุ่มคนที่ปั้นน้ำเป็นตัวอ้างว่าคนตระกูลจ้าวข่มเหงรังแกคนดี ลงมือฆ่าเถ้าแก่เรือก่อน ทั้งยังเป็นแกนนำปลุกปั่นสนับสนุนที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง กล่าวหาว่ากองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองเข้าข้างคนผิด
“ขะ… ข้าไม่รู้ว่าเจ้าพูดเรื่องอะไร ปล่อยพวกเราเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้น… ไม่อย่างนั้นข้าจะไปแจ้งทางการ” ชายฉกรรจ์หัวโจกแสร้งใจดีสู้เสือร้องโวยวาย
“แจ้งทางการ แจ้งใครล่ะ”
ซูเยี่ยชิงสีหน้าเรียบเฉย แค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน นางกวักมือเรียกหลิวอวี้ เถ้าแก่เนี้ยที่กำลังล้างจานชามอยู่ที่อ่างน้ำให้เดินเข้ามา แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ทุกสรรพสิ่งล้วนมีจุดเริ่มต้น”
หลิวอวี้ชะงักไปอึดใจ ก่อนหันไปคว้าปังตอที่อ่างน้ำ ภายใต้สายตาตื่นตระหนกของชายฉกรรจ์ ไม่ทันให้อีกฝ่ายแหกปากร้อง นางพุ่งทะยานเข้าไปใช้มืออุดปากมันไว้ มีดปังตอเงื้อขึ้นสุดแขนก่อนสับลงบนหัวไหล่มันอย่างเหี้ยมเกรียม
ชายฉกรรจ์ตาเหลือกถลน ดิ้นรนหวังสะบัดหลุด ทว่ากลับพบว่าเถ้าแก่เนี้ยร่างอรชรผู้นี้มีเรี่ยวแรงมหาศาลผิดมนุษย์ ไม่ว่ามันจะดิ้นรนปานใดก็ไม่อาจหลุดพ้น ซ้ำยังร้องไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ
หลิวอวี้ที่เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับฝึกกายใบหน้าซีดเผือดราวแผ่นกระดาษ เหงื่อเย็นเยียบผุดพรายเต็มหน้าผาก มีดปังตอสับฝังลึกทะลุกระดูกไหปลาร้าชายฉกรรจ์จนไม่อาจดึงออกในดาบเดียว
นางขบกรามแน่น นัยน์ตาวูบไหวด้วยรังสีอำมหิต ฝืนสะกดกลั้นความสั่นเทาของท่อนแขน ก่อนยกเท้าถีบยอดอกชายผู้นั้นแล้วกระชากปังตอหลุดออกมาจนเลือดสาด
นางปรายตามองซูเยี่ยชิงแวบหนึ่ง เมื่อเห็นดรุณีน้อยที่ปกติร่าเริงบัดนี้ใบหน้าเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง ไร้ความปรานีและไม่มีทีท่าจะสั่งหยุด หลิวอวี้จึงกัดฟันกรอด เงื้อมีดสับลงไปอีกครา
โลหิตแดงฉานสาดกระเซ็น มีดสับลงไปครั้งแล้วครั้งเล่า เลือดคาวคลุ้งเปรอะเปื้อนผ้ากันเปื้อน สาดกระเซ็นอาบใบหน้าซีดเซียวของนาง
ชายฉกรรจ์ดิ้นทุรนทุราย ร่างกายบิดเร่าด้วยความเจ็บปวดเจียนขาดใจตาย
ฉากสังหารเหี้ยมเกรียมนี้ทำเอาพวกสวะที่คุกเข่าอยู่ถึงกับขวัญหนีดีฝ่ออยากตะเกียกตะกายหนี ทว่าซ้ายขวาถูกประกบด้วยผู้บำเพ็ญเพียรจากหออี้ผิ่น เมื่อประจักษ์ถึงความเด็ดขาดอำมหิต อย่าว่าแต่ขยับตัวหนี แค่ปริปากหายใจแรงยังไม่กล้า
ท่อนแขนชายผู้นั้นถูกสับจนเกือบขาดสะบั้น ซูเยี่ยชิงจึงยกมือห้าม ทว่าหลิวอวี้ที่นัยน์ตาแดงก่ำคลุ้มคลั่งกลับไม่ทันสังเกต นางเงื้อมีดเตรียมฟันซ้ำ ซูเยี่ยชิงจำต้องก้าวพรวดเข้าไปแย่งปังตอจากมือ
ซูเยี่ยชิงตบไหล่หลิวอวี้เบาๆ เรียกสติให้นางไปล้างหน้า จังหวะที่ง้างมือของหลิวอวี้ออกจากปากชายฉกรรจ์ ซูเยี่ยชิงกดเสียงต่ำใส่ร่างที่โชกเลือด “หากร้องออกมาแม้แต่ครึ่งคำ เจ้าได้เป็นผีเฝ้าที่นี่แน่”
หลิวอวี้เดินโซเซเข้าครัวราวคนไร้วิญญาณ สายตาเลื่อนลอยขณะวักน้ำล้างหน้าคราบเลือด ซูเยี่ยชิงหันกลับมาจ้องบุรุษที่นอนกุมไหล่บิดเร่าบนพื้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด “พูดมา ใครสั่งพวกเจ้า”
ชายผู้นั้นเค้นเสียงสั่นเครือตอบอย่างยากลำบาก “ขะ… ข้าไม่รู้จักมัน มันแต่งกายเยี่ยงคหบดี สวมชุดผ้าไหม ขะ… ข้าแค่รับเงินมา ไม่รู้เลยว่าจะบานปลายถึงเพียงนี้ จอมยุทธ์หญิงโปรดไว้ชีวิตด้วย”
ซูเยี่ยชิงเยือกเย็นดุจมัจจุราช นางไม่แยแสคำอ้อนวอน เค้นเสียงเหี้ยม “คนแปลกหน้าจ้างพวกเจ้าสาดโคลนใส่ตระกูลจ้าว พวกเจ้าก็กล้าทำรึ”
ชายฉกรรจ์ละล่ำละลักด้วยความเสียใจเจียนกระอักเลือด “ขะ… ข้าไม่รู้ว่าเรื่องจะใหญ่โต ข้าคิดแค่ว่าปะปนในฝูงชนตะโกนโวยวายสักสองสามประโยค ไม่ได้ลงมือฆ่าฟัน คงไม่มีปัญหา…
“คนผู้นั้นให้เงินก้อนโต ขะ… ข้าไม่อาจปฏิเสธได้ ข้าหาเงินไม่ได้มานาน คิดจะเอาเงินก้อนนี้ไปสู่ขอเมีย จอมยุทธ์หญิงโปรดเมตตา ข้ามิได้เจตนาตั้งตนเป็นศัตรูกับตระกูลจ้าวเลยจริงๆ”
สวะเบื้องหน้าเหล่านี้ เป็นเพียงอันธพาลปลายแถวเกียจคร้าน สิงสถิตตามท่าเรือแต่ไม่ยอมออกแรง เอาแต่ลอยชายไปวันๆ ครั้นเจอลาภลอยก้อนโตบวกกับความมักง่าย จึงตาบอดไม่รู้จักประเมินฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ
ซูเยี่ยชิงคลุกคลีในหออี้ผิ่นมาหลายปี นางผ่านตาคนและเรื่องราวพรรค์นี้มานับไม่ถ้วน
ดูท่าแล้ว จากเศษสวะพวกนี้คงไม่อาจสาวลึกถึงหลักฐานที่ตระกูลเจิ้งแห่งสายขุนนางบุ๋นวางแผนใส่ร้ายตระกูลจ้าวได้
การที่ตระกูลเจิ้งไม่ใช้คนของตนปะปนเป็นหน้าม้า แต่กลับใช้เงินซื้อตัวอันธพาลหน้าโง่ ย่อมแสดงถึงความแยบยลรัดกุม ไม่แน่ว่าคหบดีที่พวกอันธพาลกล่าวถึงก็เป็นเพียงหมากรุกคนกลาง
ถึงกระนั้น ซูเยี่ยชิงกลับไม่มีทีท่าท้อแท้ หออี้ผิ่นมิได้เพิ่งเหยียบย่างเข้าท่าเรือแห่งนี้เป็นวันแรก เครือข่ายรากฐานถูกวางเตรียมไว้เนิ่นนานแล้ว ยามนี้นางต้องไปพบอีกคนหนึ่ง เพื่อรีดเค้นเบาะแสที่ชี้ขาดกว่านี้
เวลาเหลือไม่มากแล้ว ซูเยี่ยชิงลุกพรวดขึ้น ก่อนผละไปนางทิ้งคำสั่งเฉียบขาด “โยนพวกมันไปขังรวมกันไว้ รอคนของคุณชายมารับช่วงต่อ”