ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 124 พายุโหมกระหน่ำ (5)
ยามซื่อสองเค่อ แสงแดดสว่างไสวอบอุ่นทว่าไม่แยงตา นับเป็นช่วงเวลาอันดีงามที่ชวนให้ผู้คนเอนกายอาบแดดบนเก้าอี้หวายอย่างเกียจคร้าน
ทว่ายามเช้าเช่นนี้หาใช่เวลาพักผ่อน ซูเยี่ยชิงละสายตาจากดวงตะวันเหนือชายคา หันไปออกคำสั่งเสียงเรียบ “เรียกเปิดประตู”
เบื้องหน้านางคือคฤหาสน์สามเรือนซ้อน
ท่ามกลางหมู่เรือนของตระกูลใหญ่ละแวกท่าเรือ ลานบ้านเช่นนี้พบเห็นได้ทั่วไป ทว่าคฤหาสน์ตรงหน้ามิใช่ของตระกูลขุนนาง กลับเป็นรังของเถ้าแก่เรือที่มีเรื่องบาดหมางกับตระกูลจ้าว
อึดใจต่อมา ประตูใหญ่แง้มออก เผยให้เห็นดวงตาคู่หนึ่งฉายแววระแวดระวังลุกลี้ลุกลนปานโจรขโมย ครั้นสบเข้ากับใบหน้าแปลกตาของพวกซูเยี่ยชิง คนเฝ้าประตูก็รีบกระแทกประตูปิดทันทีโดยไม่ลังเล
ทว่าสายไปเสียแล้ว
ผู้บำเพ็ญเพียรหออี้ผิ่นผู้หนึ่งตวัดเท้าถีบประตูใหญ่อย่างแรง บานประตูเปิดผางเสียงดังกึกก้อง คนเฝ้าประตูด้านในหงายหลังล้มก้นจ้ำเบ้า มันตวาดกร้าวด้วยความตื่นตระหนก “ออกไป ใครให้พวกเจ้าเข้ามา พวกเจ้าเป็นใคร หากไม่ไสหัวไปข้าจะร้องเรียกคน”
มันย่อมไม่มีโอกาสได้ส่งเสียง
มิใช่ไม่อยากแหกปาก ทว่ากลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรหออี้ผิ่นทะยานพุ่งเข้าไปดั่งอสนีบาต คนผู้หนึ่งตวัดขากระแทกขมับมันอย่างแรงจนสลบเหมือดในพริบตา ก่อนลากร่างไร้สติไปทิ้งไว้ด้านข้าง
ผู้คุ้มกันหลายคนในลานชั้นนอกได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงรีบรุดมาที่ประตูบังตา ทันทีที่ปะทะหน้ากับกลุ่มผู้บุกรุก ใบหน้าพวกมันก็พลันถูกซัดเข้าอย่างจัง อย่าว่าแต่ลงมือต่อต้าน กระทั่งส่งเสียงเตือนภัยยังไม่ทันเอื้อนเอ่ย
ซูเยี่ยชิงก้าวผ่านประตูซุ้มลายบุปผาเข้าไปอย่างเยือกเย็น เมื่อถึงลานเรือนชั้นใน พวกสาวใช้และบ่าวไพร่ล้วนถูกจับกุมตัวมากองรวมกันราวกับลูกไก่ในกำมือ
เรือนด้านหลังแว่วเสียงข้าวของล้มระเนระนาด ร่างเปรียวสายหนึ่งเหินขึ้นบนหลังคาดุจนกนางแอ่น วิชาร่างแหงนับว่าไม่เลว คนผู้นั้นไม่แม้แต่จะปรายตามองผู้คนเบื้องล่าง พลิกตัวเตรียมกระโจนข้ามกำแพงหลบหนี
ย่อมเป็นการดิ้นรนที่สูญเปล่า ขณะที่นางลอยตัวขึ้น ร่างสูงใหญ่ดุจพญาอินทรีก็ทะยานตามติดด้วยความเร็วเหนือชั้น พริบตาเดียวก็ข้ามศีรษะนางไป ก่อนเงื้อศอกสับกระแทกกลางแผ่นหลังอย่างแรง ซัดร่างนางร่วงหล่นปานลูกหิน
สตรีแต่งกายหรูหราประทินโฉมฉูดฉาด ผู้บรรลุถึงระดับคุมปราณผู้นี้ ร่วงกระแทกพื้นลานเรือนดั่งปลาตาย ฝุ่นตลบคละคลุ้ง แรงกระแทกหนักหน่วงจนทำเอาพวกสาวใช้ที่หมอบอยู่บนพื้นสะดุ้งโหยงหวาดผวา
ท่ามกลางสถานการณ์คับขัน สตรีผู้นี้ยังอุตส่าห์หอบหิ้วกล่องไม้ใบเขื่องติดตัว ยามนี้กล่องแตกกระจาย ตั๋วเงินและของมีค่าร่วงหล่นเกลื่อนพื้น ทำเอาพวกบ่าวไพร่ตาลุกวาว
ซูเยี่ยชิงสั่งให้คนยกเก้าอี้ไท่ซือมาวางแล้วทิ้งตัวลงนั่ง นางปรายตามองสตรีโฉมงามที่ล้มคลุกฝุ่นมึนงงด้วยแววตาเย็นเยียบ เอ่ยเสียงเรียบ “หวังหลิวซื่อ ภรรยาของหวังชู่สินะ”
“พะ… พวกเจ้าขวัญกล้าเทียมฟ้า กล้าบุกรุกเรือนผู้อื่นกลางวันแสกๆ ทำร้ายผู้คน ไม่เกรงกลัวอาญาแผ่นดินเลยหรืออย่างไร” หวังหลิวซื่อฝืนยันตัวลุกขึ้นนั่ง
สิ่งแรกที่นางกระทำคือจัดทรงผมให้เข้าที่ ปัดคราบดินทรายบนใบหน้า ก่อนรีบตะลีตะลานกอบโกยตั๋วเงินและของมีค่าบนพื้น ระหว่างนั้นยังไม่ลืมถลึงตาใส่พวกบ่าวไพร่ที่ลอบมอง ท่าทางราวกับแม่ไก่หวงไข่
แม้นางจะเป็นโฉมงามเย้ายวน ทว่าการกระทำน่าเกลียดชังเช่นนี้กลับทำลายความงดงามสิ้นสลาย ชวนให้รู้สึกสะอิดสะเอียนยิ่งนัก
นางไม่อาจกอบโกยสมบัติสุดหวงแหนได้สำเร็จ ทว่าต้องแผดเสียงร้องโหยหวนออกมาแทน
เพราะซูเยี่ยชิงต้องการให้นางตั้งใจสนทนา
ผู้บำเพ็ญเพียรหออี้ผิ่นผู้หนึ่งจึงก้าวเข้าไปบดขยี้ฝ่ามือนางจนกระดูกแตกละเอียด
“ตอนนี้คุยกันดีๆ ได้หรือยัง” ซูเยี่ยชิงเอ่ยถามนิ่งๆ
หวังหลิวซื่อปวดร้าวทรมานจนเหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก นางเงยหน้าจ้องซูเยี่ยชิงด้วยเพลิงแค้น น้ำเสียงดุดันปานจะสับร่างอีกฝ่ายเป็นหมื่นชิ้น ประหนึ่งกำลังด่าทอสาวใช้ชั้นต่ำ
“พวกเจ้าเป็นสุนัขรับใช้ตระกูลจ้าวใช่ไหม พวกเจ้าต้องชดใช้ อย่าคิดว่าจะปิดฟ้าข้ามทะเลทำอะไรตามใจชอบได้ ต้องมีคนมาจัดการพวกเจ้าแน่ ข้าขอเตือนให้รีบปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้น… โอ๊ย”
เสียงกรีดร้องครานี้มิได้ดังเพียงครั้งเดียว ทว่าแผดลั่นโหยหวนยาวนาน เพราะซูเยี่ยชิงสิ้นสุดความอดทนแล้ว
กระทั่งกระดูกแขนทั้งสองข้างของหวังหลิวซื่อแหลกละเอียด ร่างกายอ่อนปวกเปียกทรุดกองกับพื้นปานโคลนตม หอบหายใจรวยรินด้วยความหวาดกลัวสุดขีดดั่งปลาขาดน้ำ ซูเยี่ยชิงจึงแค่นเสียงเหยียดหยาม
“เท่าที่ข้ารู้ หวังชู่มิใช่คนชั่วช้าสามานย์ หนำซ้ำยังเป็นสามีที่รักครอบครัวสุดหัวใจ ข้อเสียเพียงประการเดียว คือการตามใจสตรีเช่นเจ้ามากเกินไป
“เมื่อไม่นานนี้ พวกเจ้าไปหอสุรา มีคนโต๊ะข้างๆ พูดจาแทะโลมเจ้า แม้หวังชู่จะออกหน้าตวาดไล่ แต่เจ้ากลับมองว่ายังไม่สะใจ บีบคั้นให้มันลงมือสั่งสอนพวกนั้นเพื่อพิสูจน์รักแท้
“หวังชู่ไม่อาจขัดใจ จำต้องลงมือ ทว่าคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่มีตบะไม่เบา สุดท้ายสามีเจ้าเกือบถูกพวกขี้เมากระทืบตาย หากทหารลาดตระเวนเมืองมาช่วยไม่ทัน เจ้าคงได้เป็นแม่ม่ายไปแล้ว
“ทว่าเจ้ากลับไม่เวทนาสามี ไม่รู้สึกละอายแก่ใจแม้แต่น้อย กลับมองว่าการที่หวังชู่โดนอัดปานสุนัขข้างถนนนั้นช่างไร้น้ำยา ทำให้เจ้าอับอายขายหน้า แล้วเจ้าก็สะบัดหน้าเดินหนีไปเป็นคนแรก”
กล่าวถึงตรงนี้ ซูเยี่ยชิงแค่นหัวเราะเยาะ แววตาทวีความดูแคลน “แม้เจ้าจะมิใช่คุณหนูตระกูลผู้ดี แต่ก็หลงตัวเองว่างดงามล่มเมือง คิดว่าการแต่งกับหวังชู่คือการลดตัว ดูถูกที่มันไม่มีสมบัติพัสถานกองโต คิดเสมอว่าตนคู่ควรกับบุรุษที่ดีกว่า และมักพร่ำบ่นกับสหายอยู่เสมอ
“ดังนั้น พอมีคนมาหาถึงหน้าประตู มอบทรัพย์สมบัติมหาศาลชนิดที่ชาตินี้เจ้าไม่เคยเห็น เจ้าจึงไม่แม้แต่จะไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการให้หวังชู่ลงมือ มันเกี่ยวพันกับเรื่องอันใด และจะนำพาความฉิบหายมาสู่ครอบครัวเจ้าร้ายแรงเพียงใด
“ยามที่หวังชู่ลังเล เจ้าก็บีบน้ำตาขู่ผูกคอตาย ด่าทอว่ามันไม่รักเจ้า ไม่อยากให้เจ้าสุขสบาย ไม่ยอมแลกชีวิตเพื่ออนาคตของลูก… ในที่สุดเจ้าก็ทำสำเร็จ ผลักไสสามีตนเองลงสู่ขุมนรกมรณะ”
สิ้นคำ แผงอกซูเยี่ยชิงกระเพื่อมไหวรุนแรง ความเคียดแค้นและรังเกียจชิงชังแผ่ซ่านทั่วใบหน้าจนไม่อาจปิดบัง
“จะ… เจ้าไปรู้เรื่องพวกนี้มาได้อย่างไร เหตุใดถึงรู้ละเอียดปานนี้”
หวังหลิวซื่อที่ล้มกองอยู่เบิกตากว้างด้วยความตระหนกราวกับเห็นผี ทว่าไม่นานสีหน้าก็แปรเปลี่ยน แผดเสียงร้องอย่างไม่ยอมรับความจริง
“อะไรคือข้าผลักไสหวังชู่ลงเหว ข้าทำเพื่อผลักดันให้มันเจริญก้าวหน้า ให้มันสร้างชื่อเสียงวงศ์ตระกูลต่างหาก ขอเพียงประจบผู้สูงศักดิ์ได้ เสี่ยงชีวิตนิดหน่อยจะเป็นไรไป เกิดเป็นลูกผู้ชาย ย่อมต้องยอมสละชีพเพื่อลูกเมียอยู่แล้ว”
นัยน์ตาซูเยี่ยชิงคมกริบดุจคมกระบี่ กัดฟันกรอด “ให้สามีเจ้าทุ่มเทถึงเพียงนั้น แล้วเจ้าในฐานะภรรยาเล่า ทำสิ่งใดเพื่อมันบ้าง”
หวังหลิวซื่อยืดคอตอบหน้าตาย “ข้าก็มอบโอกาสให้มันได้รักข้า ให้มันได้แต่งข้าเข้าบ้านไง แค่นี้ยังไม่พออีกหรือ”
ซูเยี่ยชิงทนฟังความบัดซบต่อไปไม่ไหว ผุดลุกขึ้นเงื้อฝ่ามือฟาดฉาดเข้าที่ใบหน้าประทินโฉมของหวังหลิวซื่ออย่างแรง เสียงตบดังก้อง ซัดเอาฟันกรามอีกฝ่ายหลุดกระเด็น ร่างล้มคะมำคลุกฝุ่น
เพลิงโทสะในอกซูเยี่ยชิงยากจะมอดดับ “ไร้ยางอายสิ้นดี สิ่งที่เจ้าบดขยี้มิใช่แค่บุรุษผู้หนึ่ง แต่คือครอบครัวทั้งครอบครัว ผู้ใดแต่งกับเจ้า ชีวิตนี้คงหาความสงบสุขไม่ได้ ช่างโชคร้ายบรรลัยไปแปดชาติ”
นางในยามนี้คือยอดฝีมือระดับคุมปราณขั้นกลาง ฝ่ามือนี้ซัดออกสุดแรง หวังหลิวซื่อที่เพิ่งแตะระดับคุมปราณมีหรือจะทนรับไหว ใบหน้าซีกหนึ่งบวมเป่งปานหัวหมู ไม่เหลือเค้าความงามแม้แต่น้อย
เช้ง! ซูเยี่ยชิงชักกระบี่สั้นวาววับพาดลำคอหวังหลิวซื่อ รังสีอำมหิตแผ่ซ่านกดดัน “พาพวกข้าไปหาคนที่ซื้อตัวเจ้า บัดนี้ข้าขยะแขยงเจ้าจนสุดทน หากเจ้าทำให้ข้าขัดใจแม้แต่ครึ่งคำ ข้าจะสับมือเจ้าทิ้ง แล้วกรีดหน้าสวยๆ ของเจ้าให้ยับเยิน”
ตระกูลเจิ้งวางหมากฆาตกรรมที่ท่าเรือเพื่อกวาดล้างตระกูลจ้าว เพื่อกลบเกลื่อนร่องรอย พวกมันย่อมไม่ใช้คนของตนในทุกขั้นตอน การใช้เงินซื้อตัวอันธพาลและเถ้าแก่เรือที่เป็นเพียงหมากไร้ค่า นับเป็นตัวเลือกที่แยบยลที่สุด
ทว่าหวังชู่ย่อมต่างจากสวะสิ้นเนื้อประดาตัว มันมีเรือ มีธุรกิจสุจริต และเจนโลก แม้จะยอมเสี่ยงตายเพราะภรรยาบีบคั้น ทว่าก็ต้องหาทางหลักประกันมิให้ครอบครัวถูกถีบหัวส่งหลังเสร็จสิ้นภารกิจ
ดังนั้นตัวแทนที่ตระกูลเจิ้งส่งมาเจรจา แม้มิใช่คนตระกูลเจิ้ง ก็ต้องเป็นคนที่หวังชู่รู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดี อีกทั้งต้องมีบารมีน่าเชื่อถือ ทั้งด้านฐานะและอำนาจ
คนประเภทนี้ย่อมไม่ใช่พวกไร้หัวนอนปลายเท้า ต้องมีชื่อแซ่มีหน้ามีตา พระหนีได้แต่วัดหนีไม่ได้ การพลิกแผ่นดินหาตัวย่อมไม่ยาก เผลอๆ อาจเป็นผู้มีอิทธิพลประจำท่าเรือแห่งนี้เสียด้วยซ้ำ
บนโลกนี้ไร้กำแพงใดขวางลมได้มิด เมื่อลงมือ ย่อมทิ้งร่องรอย ยิ่งหมากกระดานใหญ่ ร่องรอยยิ่งเกลื่อนกลาด
ครั้นสัมผัสถึงความเย็นเยียบของคมกระบี่บนคอ ผนวกกับคำขู่ทำลายโฉม หวังหลิวซื่อที่เทิดทูนความงามดั่งชีวิตก็ถึงกับขวัญบินกระเจิดกระเจิง ไม่สนสิ่งใดอีก รีบละล่ำละลักรับคำทันที
ยามซื่อสี่เค่อ ซูเยี่ยชิงมาหยุดยืนหน้าคฤหาสน์อีกหลังหนึ่ง
จากคำรับสารภาพของหวังหลิวซื่อ ที่นี่คือรังพำนักของผู้มีอำนาจแห่งสมาคมเรือ ‘หย่งซุ่น’ ในสายตานาง อีกฝ่ายคือผู้ยิ่งใหญ่คับฟ้า เพราะหวังชู่และเรือสินค้าล้วนต้องศิโรราบใต้คำสั่งมัน
แน่นอน สิ่งสำคัญที่สุดคือ เครื่องประดับบนเรือนร่างภรรยาของชายผู้นั้นล้วนล้ำค่า เป็นสมบัติที่หวังหลิวซื่อหมายปองมาเนิ่นนานทว่าไร้ปัญญาครอบครอง
ครานี้ซูเยี่ยชิงไม่สั่งให้ผู้ใดเคาะประตู
นางส่งสัญญาณให้ยอดฝีมือหออี้ผิ่นกระจายกำลังโอบล้อมคฤหาสน์ไว้ทุกทิศทาง นอกเหนือจากนั้น นางยังส่งคนบุกทะลวงไปที่หน้าร้านสมาคมเรือโดยตรง
ไม่ว่าผู้ดูแลสมาคมเรือจะกบดานอยู่บ้านหรือไปทำงาน คนของนางก็ต้องลากคอมันมาสยบแทบเท้าให้จงได้
“บุก” ซูเยี่ยชิงสั่งการเสียงเหี้ยม
หวังชู่และหวังหลิวซื่อล้วนมีระดับคุมปราณขั้นต้น ในเมื่อที่นี่คือจวนของ “ผู้ยิ่งใหญ่” ยอดฝีมือด้านในย่อมต้องมีตบะแก่กล้ายิ่งกว่า เป็นไปได้สูงว่าอาจมีผู้บำเพ็ญเพียรเป็นองครักษ์คุ้มภัย
ความจริงมิได้ผิดเพี้ยนจากที่คาดการณ์ ในคฤหาสน์ซุกซ่อนผู้ระดับคุมปราณถึงสามคน ทว่านั่นก็มิใช่อุปสรรคขวางกั้น ผู้บำเพ็ญเพียรและยอดฝีมือคุ้มกันเหล่านั้น ล้วนถูกนักฆ่าชั้นยอดของหออี้ผิ่นกวาดล้างสยบลงอย่างรวดเร็ว ล้มตายไปกว่าครึ่ง
ทว่าเรื่องราวกลับไม่ราบรื่น ภารกิจไร้ซึ่งเป้าหมาย อย่าว่าแต่เงาผู้ดูแลสมาคมเรือ แม้กระทั่งลูกเมียก็ล้วนอันตรธานหายไป บ่าวไพร่และผู้คุ้มกันต่างไร้เบาะแสว่าเจ้านายหายหัวไปหลบซ่อนที่ใด
ซูเยี่ยชิงสีหน้าเรียบเฉย ยืนตระหง่านเงียบสงบอยู่หน้าประตู
ไม่นานนัก กลุ่มคนที่ถูกส่งไปหน้าร้านสมาคมเรือก็รุดกลับมา รายงานว่าวันนี้ผู้ดูแลมิได้ก้าวเท้าเข้าไปทำงาน และไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่ามันกบดานอยู่ที่ใด
คนหายสาบสูญ ห่วงโซ่หลักฐานพลันขาดสะบั้น
การพึ่งพาเพียงสวะอันธพาลและหวังหลิวซื่อ แม้จะชี้ชัดว่าคดีฆาตกรรมมีเงื่อนงำ ทว่าผลลัพธ์ยังห่างไกลนัก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการกระชากหน้ากากเอาผิดตระกูลเจิ้ง
หวังหลิวซื่อรู้เพียงมีขั้วอำนาจเบื้องบนหมายหัวตระกูลจ้าว
หมากที่หวังชู่ได้รับมอบหมาย คือการกักตุนสินค้าของตระกูลจ้าวไว้อย่างไร้เหตุผล งัดข้ออ้างสารพัดถ่วงเวลาไม่ยอมขนถ่ายสินค้า ปล่อยเวลาล่วงเลยไปวันแล้ววันเล่า เพื่อยั่วโทสะคนตระกูลจ้าวให้เดือดดาล
รอจนฝ่ายนั้นหมดความอดทนบุกขึ้นเรือมาทวงถาม หวังชู่ก็จะฉวยโอกาสใช้ถ้อยคำและการกระทำยั่วยุปั่นหัว บีบให้อีกฝ่ายลงมือก่อน หากไม่ขยับ มันจะเป็นฝ่ายจุดชนวนเปิดฉากตะลุมบอน
จากนั้น ท่ามกลางความชุลมุน หวังชู่จะลอบเชือดคนของตนทิ้งสองสามศพ แล้วโยนความผิดป้ายสีตระกูลจ้าวอย่างแนบเนียน
ผสมโรงกับคำให้การพยานเท็จของพวกอันธพาล มัดตัวอีกฝ่ายจนดิ้นไม่หลุด
ในกระดานหมากนี้ พวกอันธพาลรู้แค่ต้องโวยวายหลังเกิดเหตุ ส่วนหวังหลิวซื่อก็โง่เขลาไม่รู้ตื้นลึกหนาบางบนเรือ กุญแจสำคัญชี้เป็นชี้ตายล้วนตกอยู่ที่หวังชู่เพียงผู้เดียว
และเพื่อปกปิดความผิดฐานสังหารพวกเดียวกัน หวังชู่ย่อมต้องกัดไม่ปล่อย ป้ายสีว่าตระกูลจ้าวเป็นผู้ลงมือ ไม่ว่าแผ่นดินจะถล่มก็ไม่มีทางกลับคำให้การ
เมื่อผนวกกับการไต่สวนอยุติธรรมของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง คดีนี้จะกลายเป็นห่วงรัดคอที่ผูกมัดแน่นหนาต่อหน้าธารกำนัล
สำหรับตระกูลเจิ้งและตระกูลผัง นี่คืองานง่ายดายพลิกฝ่ามือ ขอเพียงคนตระกูลจ้าวย่างเท้าขึ้นเรือหวังชู่ จุดจบทุกอย่างก็ถูกกำหนดไว้แล้ว
สำหรับซูเยี่ยชิงในเวลานี้ หากหมายจะช่วยจ้าวหนิงพลิกคดี ขุดรากถอนโคนสันดานชั่วของตระกูลเจิ้ง นางต้องสาวไส้ตามเถา ลากคอพยานบุคคลออกมาให้สิ้น และพยานเหล่านี้ ยิ่งโยงใยสายป่านลึกซึ้งเพียงใด ก็ยิ่งชี้ขาดชัยชนะมากเท่านั้น
“ยามนี้ผู้ดูแลสมาคมเรือหายสาบสูญ ต้องหนีเตลิดไปพร้อมลูกเมียแล้วแน่ อีกทั้งคงเป็นตระกูลเจิ้งที่ชักใยจัดฉากพาหลบหนี การที่เราจะพลิกแผ่นดินหาตัวมัน… แทบเป็นไปไม่ได้” ผู้บำเพ็ญเพียรหออี้ผิ่นผู้หนึ่งกล่าวด้วยความร้อนรน “มันคือกุญแจสำคัญดอกแรก เป็นไปได้สูงว่าจะติดต่อกับตระกูลเจิ้งโดยตรง หากลากคอมันมาไม่ได้ หลักฐานจะขาดสะบั้น หยาดเหงื่อแรงกายในวันนี้จะสูญเปล่าไร้ความหมาย”
ซูเยี่ยชิงนิ่งงันไม่เอื้อนเอ่ย
สถานการณ์ตึงเครียดบีบคั้นถึงขีดสุด
ผู้ดูแลสมาคมเรือมีความสำคัญยิ่งยวด ตระกูลเจิ้งที่เดินหมากรัดกุม ย่อมต้องคุ้มกันและส่งคนควบคุมตัวมันไว้อย่างแน่นหนา ซึ่งนับว่าสมเหตุสมผล
คดีฆาตกรรมปะทุขึ้นแล้ว เพิ่งจะมาพลิกหาตัวผู้ดูแลสมาคมเรือเอาป่านนี้ ย่อมสายเกินแก้
ฉับพลัน หลิวอวี้พลันสาวเท้าตามหลังผู้บำเพ็ญเพียรหออี้ผิ่นสองคน รุดหน้าเข้ามาอย่างเร่งร้อน นางกระซิบข้างหูซูเยี่ยชิงครู่หนึ่ง
ซูเยี่ยชิงพยักหน้ารับ ก่อนหันไปออกคำสั่งเฉียบขาด “ข้ารู้เบาะแสแล้วว่ามันซ่อนหัวอยู่ที่ใด ตามข้ามา”
เบื้องลึกบางประการ ซูเยี่ยชิงทราบ หลิวอวี้รู้ ทว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างของหออี้ผิ่นกลับมืดแปดด้าน นี่คือหมากค่ายกลที่ซ่อนเร้น เพื่อปิดตายมิให้ข่าวสารรั่วไหลสู่ภายนอก