ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 125 แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียว
ยามซื่อสองเค่อ ภายในเรือนสองชั้นที่ตกแต่งเรียบง่ายทว่าซ่อนความประณีต เฉินอี้ ผู้ดูแลสมาคมเรือ ‘หย่งซุ่น’ ปลอบประโลมภรรยาที่กำลังตื่นตระหนกจนสงบลง ก่อนก้าวมายังประตูใหญ่เพียงลำพังเพื่อสอบถามสถานการณ์ภายนอกจากผู้บำเพ็ญเพียรที่เฝ้ายามอยู่
“ผู้ดูแลเฉินโปรดวางใจ ไร้เรื่องราวเกินความคาดหมาย เชิญพวกท่านมาพักที่นี่ก็เพื่อความปลอดภัย รออีกเพียงไม่กี่วัน เมื่อเบื้องบนจัดการธุระเสร็จสิ้น ท่านย่อมกลับไปสมาคมเรือได้ตามเดิม”
ผู้คุ้มกันระดับบำเพ็ญเพียรผู้นี้หาได้มีไมตรีจิตต่อเฉินอี้ แม้วาจาฟังสบายหู ทว่าน้ำเสียงกลับแข็งกระด้างดุจท่องจำ แฝงเจตนากักขังชัดเจน ตราบใดที่เรื่องราวยังไม่ยุติ เฉินอี้ย่อมไม่อาจก้าวออกจากลานเรือนแห่งนี้แม้แต่ครึ่งก้าว
เฉินอี้พยักหน้ารับ เดินกลับมาทรุดกายลงนั่งกลางลานเรือนเงียบๆ
แม้ต้องนั่งแกร่วอยู่หน้าโต๊ะหินเพียงลำพัง ทว่าแผ่นหลังกลับเหยียดตรงดุจทวน นัยน์ตาคมกริบจดจ่อ ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายหนักแน่นดั่งขุนเขา
ผู้คนย่อมมองออก ชายหนุ่มผู้นี้เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณกระหายเลือดและไม่เคยหยุดดิ้นรน เขาไม่เคยปล่อยตัวเกียจคร้าน สายตามักจับจ้องหาหนทางทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดอยู่เสมอ
อาศัยสิ่งนี้ เขาจึงตะเกียกตะกายจากไอ้หนุ่มบ้านนอกสิ้นเนื้อประดาตัว ก้าวขึ้นเป็นผู้ดูแลระดับสูงของสมาคมเรือหย่งซุ่นได้ในวัยเพียงสามสิบเศษ ทั้งยังกุมอำนาจบารมีให้ผู้คนบนท่าเรือต้องยำเกรง
หยาดเหงื่อและเลือดเนื้อที่ต้องสังเวยไปตลอดเส้นทาง ล้วนเป็นสิ่งที่คนนอกไม่อาจจินตนาการ
เฉินอี้ทบทวนแผนการครั้งนี้อย่างรวดเร็วในหัว เพื่อควานหาช่องโหว่ที่อาจตกหล่น
เขาแทบไม่ได้ลงมือกระทำการใดมากนัก ผู้สูงศักดิ์เพียงสั่งให้เขารับผิดชอบดูแลหวังชู่ มิได้อนุญาตให้สอดมือเข้าแทรกแซงรายละเอียดลึกซึ้ง
เห็นได้ชัดว่าผู้สูงศักดิ์ท่านนั้นวางหมากตัดขาดแต่ละขั้นตอนอย่างเด็ดขาด ไร้การเชื่อมโยงข้ามสายงาน ด้วยกลหมากเช่นนี้ ต่อให้เกิดข้อผิดพลาด ศัตรูก็ไม่มีทางสาวไส้ลากโยงถอนรากถอนโคนทำลายล้างได้ทั้งขบวนการ
รุ่งสาง เขาไปพบหวังชู่ จับตาดูอีกฝ่ายขึ้นเรือจนแน่ใจว่าทุกอย่างดำเนินตามแผน จากนั้นจึงเร่งไปสมทบกับภรรยาที่เพิ่งออกจากเรือน แล้วตรงดิ่งมายังที่นี่โดยไม่แวะผ่านหน้าสมาคมเรือ
เขาย่อมไม่อาจชิงหายตัวไปก่อนเวลาอันควร
หากหวังชู่ระแคะระคายว่าเขาแอบกบดาน สภาพจิตใจของอีกฝ่ายย่อมหวั่นไหว หากเกิดหวาดระแวงจนไม่กล้าลงมือกับคนของตระกูลจ้าว ไม่กล้าสังหารคนบนเรือของตัวเองจนแผนการล้มเหลว โทษทัณฑ์จากผู้สูงศักดิ์ย่อมหมายถึงจุดจบของเขา
ทว่าเรื่องเหล่านั้นล้วนผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อก้าวเท้าเข้ามายังคฤหาสน์ลับที่ผู้สูงศักดิ์จัดเตรียมไว้ ย่อมรับประกันความปลอดภัย
เสียงทารกแผดร้องดังแว่วมาจากในห้อง เฉินอี้ขมวดคิ้วผุดลุกขึ้นเดินเข้าไปด้านใน พบภรรยากำลังอุ้มปลอบลูกชายวัยสองขวบด้วยท่าทีร้อนรน ลูกสาวคนโตวัยสิบเศษที่ยืนอยู่ด้านข้างก็มีสีหน้าตื่นตระหนกไม่แพ้กัน
ทันทีที่เห็นเฉินอี้ก้าวเข้ามา นัยน์ตาภรรยาพลันฉายแววรู้สึกผิด ราวกับหวาดกลัวว่าเสียงร้องของลูกจะนำพาภัยพิบัติล้างตระกูลมาสู่พวกเขา
เมื่อทอดมองภรรยาที่แม้มิได้งดงามล่มเมืองทว่าเพียบพร้อมด้วยความดีงาม จิตใจที่แข็งกระด้างของเฉินอี้พลันอ่อนยวบ เขาปรับสีหน้าให้อ่อนโยนลง ก้าวเข้าไปรับลูกชายมาอุ้ม พลางเอ่ยปลอบ “ไม่ต้องตื่นกลัว ไร้เรื่องร้ายแรงอันใด อีกเพียงไม่กี่วันพวกเราก็จะได้กลับบ้านแล้ว”
ภรรยาพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย นางเชื่อมั่นในตัวสามีเสมอ
รอจนทารกน้อยหยุดงอแง เฉินอี้จึงส่งลูกคืนให้ภรรยา เอ่ยเสียงนุ่มนวล “ขอเพียงงานนี้ลุล่วง ผู้สูงศักดิ์จะผลักดันให้ข้าขึ้นเป็นผู้ดูแลใหญ่แห่งสมาคมเรือ เคี่ยวกรำอีกสักสองสามปี กอบโกยเงินทองให้มากพอ ข้าจะตั้งสมาคมเรือเป็นของตัวเอง ถึงยามนั้นข้าจะเป็นเถ้าแก่ เจ้าก็จะได้สวมใส่ผ้าไหมเนื้อดี มีหน้ามีตาและอำนาจบารมีเหนือผู้คน
“รอจนลูกชายเราเติบใหญ่ เขาจะไม่ต้องทนก้มหัวดูสีหน้าใครเพื่อประทังชีวิตอีก พวกเราจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งท่าเรือ ชะตากรรมต่ำต้อยของตระกูลเฉินจะถูกพลิกตลบไปตลอดกาล ลูกหลานจะได้เสพสุขสืบไป
“ความลำบากตรงหน้านี้คือด่านเคราะห์ที่เราต้องฝ่าฟัน เจ้าอดทนอีกสักหน่อยเถิด”
น้ำเสียงดุดันหนักแน่นทว่าแฝงความรักใคร่ลึกซึ้ง ภรรยาฟังแล้วน้ำตาก็เอ่อคลอเบ้า
นางกุมมือสามีแน่น เอ่ยเสียงเครือ “ข้ารู้ว่าท่านมีปณิธานใหญ่หลวง และรู้ดีว่าตนเองไม่อาจช่วยสิ่งใดได้มาก ข้ามิได้ปรารถนาลาภยศเงินทอง ขอเพียงท่านอย่าฝืนเอาชีวิตไปเสี่ยงอันตราย ขอเพียงครอบครัวเราอยู่พร้อมหน้าก็พอแล้ว…”
เฉินอี้ตบหลังมือภรรยาเบาๆ ระบายยิ้มโดยไม่กล่าวคำใดเพิ่ม บทสนทนาเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
ย้อนกลับไปหลายปีก่อน ยามสมาคมเรือเปิดศึกห้ำหั่นแย่งชิงอาณาเขต ทุกครั้งที่เขาต้องหิ้วดาบออกไปเสี่ยงตาย กระทั่งลากสังหารโชกเลือดกลับมาพร้อมบาดแผลฉกรรจ์เต็มร่าง นางก็มักจะเอ่ยถ้อยคำเหล่านี้เสมอ
ภายนอกลานเรือนปรากฏผู้มาเยือน เฉินอี้เร่งรุดออกไปต้อนรับและเชิญอีกฝ่ายเข้าสู่ห้องโถง คนผู้นั้นคือ ‘ผู้สูงศักดิ์’ ในสายตาของเขา เป็นคุณชายหนุ่มเพิ่งพ้นวัยสวมกวาน อาภรณ์หรูหรา ท่วงท่าสง่างาม เปล่งประกายสูงส่งเหนือสามัญชน
“ผู้ดูแลเฉินดูเหมือนจะไม่ตื่นตระหนกเท่าใดนัก ยังรักษาสติไว้ได้งั้นรึ ช่างไม่เลวเลย ดูมีแววผู้ที่จะกระทำการใหญ่ ไม่เสียแรงที่ข้าอุตส่าห์ดึงตัวมาปลุกปั้น” เจิ้งอวี้ชิงทรุดกายลงนั่งด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย
สายตาของมันไม่เคยปรายมองเฉินอี้ตรงๆ วาจาและกิริยาเปี่ยมด้วยท่าทีประทานความเมตตา ราวกับเฉินอี้เป็นเพียงสุนัขล่าเนื้อในกำมือ หากขย้ำเหยื่อได้ถูกใจ ก็พร้อมจะโยนเศษกระดูกให้เป็นรางวัล
ทว่าเจิ้งอวี้ชิงมิได้จงใจแสดงอำนาจบาตรใหญ่ หรือตั้งใจเหยียบย่ำศักดิ์ศรีเฉินอี้ สังเกตได้จากมารยาทพื้นฐานที่ยังคงรักษาไว้อย่างครบถ้วน
“ได้รับความเมตตาจากคุณชาย นับเป็นวาสนาของผู้น้อย”
เฉินอี้ประสานมือประจบประแจงคุณชายตระกูลใหญ่ที่อายุน้อยกว่าตนสิบกว่าปีผู้นี้ด้วยความนอบน้อม ไร้ซึ่งร่องรอยขุ่นเคืองต่อความโอหังของอีกฝ่าย เห็นได้ชัดว่าเขาคุ้นชินกับกฎเกณฑ์ต่ำสูงในสังคมโสมมนี้ดี
เขาคือเด็กบ้านนอก ยามแรกเริ่มมาดิ้นรนหาเลี้ยงชีพที่ท่าเรือ เขามีอายุเพียงสิบเศษ
กาลก่อนเขาเคยใสซื่อ เชื่อมั่นว่าโอรสสวรรค์ทำผิดย่อมรับโทษทัดเทียมสามัญชน โลกภายใต้กฎหมายย่อมเปี่ยมด้วยความยุติธรรม เขาใช้พลังวัยหนุ่มอาบเหงื่อต่างน้ำ ตื่นเช้ากลับดึก หวังเพียงพึ่งพาสองมือตนเองปีนป่ายสู่ความสำเร็จอย่างสง่าผ่าเผย ครอบครองคฤหาสน์หลังใหญ่ แต่งภรรยางดงาม เชิดหน้าชูตาวงศ์ตระกูล
ยามนั้น เมื่อเห็นผู้เฒ่าหรือผู้อ่อนแอถูกย่ำยีกลางท่าเรือ เขามักพุ่งตัวออกโรงปกป้องโดยไร้ความลังเล จิตวิญญาณแห่งการ ‘ผดุงคุณธรรม’ ทำให้เขารู้สึกว่านั่นคือสิ่งที่ลูกผู้ชายพึงกระทำ ทั้งยังเชื่อหมดใจว่าความดีงามเหล่านี้ย่อมได้รับการยกย่องสรรเสริญ
กระทั่งวันหนึ่ง เขากลับเตะโดนตอเข้าอย่างจัง
ครั้งนั้น เขาเห็นมือปราบจากที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงผู้หนึ่ง เตะแผงขายผักของหญิงชราผมหงอกขาว ร่างผอมแห้งหนังหุ้มกระดูกริมถนนจนคว่ำคะมำ มันเหยียบย่ำผักที่หล่นเกลื่อนกลาด พลางถ่มน้ำลายด่าทอยายเฒ่าว่าตาบอด บังอาจตั้งแผงขายของตามอำเภอใจ ทำลายความสงบเรียบร้อยและกีดขวางการสัญจร
ยายเฒ่าร้องห่มร้องไห้ตะเกียกตะกายแย่งผักใต้ฝ่าเท้ามือปราบ ยอมเอาตัวเข้าแลกโอบกอดเศษผักเหล่านั้นไว้แนบอก ใช้แผ่นหลังรองรับบาทา ทว่ามือปราบผู้นั้นหาได้แยแส รองเท้าบูตหลวงกระทืบอัดร่างหญิงชราครั้งแล้วครั้งเล่า
ภาพนั้นจุดเพลิงโทสะในอกเฉินอี้ให้ปะทุเดือดจนหน้ามืด
เขาพุ่งทะยานเข้าไปผลักมือปราบกระเด็น ทว่ายังไม่ทันได้ประคองยายเฒ่าที่น้ำตานองหน้าด้วยแววตาสิ้นหวัง แส้หนังในมือข้าราชการก็ฟาดเปรี้ยงลงกลางหลังและศีรษะ ความเจ็บแสบแล่นพล่านทะลวงถึงกระดูก
ความอดทนของเฉินอี้ขาดผึง เขาหมุนตัวกลับตอกหมัดอัดหน้ามือปราบสวะนั่นเต็มแรง เขาเป็นเด็กบ้านนอกที่กรำงานไร่นามาแต่เล็ก ร่างกายกำยำพละกำลังมหาศาล เพียงสามห้าหมัดก็ซัดมือปราบลงไปกองเป็นหมาข้างถนนได้สำเร็จ
เขาได้รับเสียงโห่ร้องสรรเสริญจากชาวบ้านที่มุงดู
ทว่ารางวัลที่ตามมาคือการถูกล่ามโซ่ลากตัวไปยังที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง
เขาโลกสวยคิดว่าตนจะได้ขึ้นศาลไต่สวน ได้รับสิทธิ์ชี้แจงอย่างยุติธรรม และได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายแห่งราชวงศ์
ทว่าความจริงตบหน้าเขาฉาดใหญ่
สิ่งที่รออยู่หาใช่ศาลสถิตยุติธรรม แต่เป็นการรุมกระทืบปางตายจากเหล่ามือปราบ ก่อนถูกจับโยนเข้าคุกมืด
วินาทีนั้น เขาเพิ่งตระหนักว่า แม้ราชวงศ์จะมีตัวบทกฎหมาย แต่สามัญชนอย่างเขาไม่มีแม้แต่สิทธิ์จะอ้าปากทวงถามความเป็นธรรม
ยิ่งไม่ต้องเพ้อฝันถึงการได้รับการคุ้มครอง
ยามนอนจมกองเลือดอยู่ในคุกอันหนาวเหน็บ เขายังแอบหวังลึกๆ ว่าจะมีใครสักคนมาตีกลองร้องทุกข์ทวงความยุติธรรม ในเมื่อเขาอุทิศตัวช่วยเหลือยายเฒ่า นางก็สมควรมาช่วยเขา ไหนจะชาวบ้านมากมายที่ส่งเสียงให้กำลังใจ คนเหล่านั้นต้องรวมตัวกันมากดดันหน้าจวนที่ทำการเมืองเป็นแน่
ทว่าความจริงคือ… ความว่างเปล่า
สิบกว่าวันให้หลัง เขาถูกโยนออกมาจากคุกเหมือนขยะ เมื่อได้สัมผัสแสงตะวันอีกครั้ง ผู้ที่มารอรับมีเพียงท่านอาในตระกูลที่พาเขาจากบ้านนอกมาทำงานท่าเรือ ใบหน้าของท่านอาซูบผอมลงถนัดตา ชายวัยกลางคนถอนหายใจหนักหน่วง พลางตักเตือนเสียงสั่นว่า ห้ามแส่เรื่องของผู้อื่นอีกเป็นอันขาด
เบื้องหลังการปล่อยตัวครั้งนี้ ท่านอาต้องล้างผลาญเงินเก็บทั้งชีวิตเพื่อยัดใต้โต๊ะมือปราบ หนำซ้ำยังต้องกู้หนี้ยืมสินจนแบกภาระก้อนโต
ภายหลังเฉินอี้จึงตาสว่าง สาเหตุที่มือปราบลงไม้ลงมือกับคนยากไร้ริมถนน ด้านหนึ่งเพื่อข่มขวัญแสดงอำนาจบาตรใหญ่ เสพสมความรู้สึกเหนือคน
อีกด้านหนึ่ง เป็นแผนบีบบังคับให้พ่อค้าแม่ค้าย้ายไปเช่าแผงในตลาดทางการ เพื่อที่สุนัขรับใช้พวกนี้จะได้ขูดรีดค่าเช่าได้สะดวกมือขึ้น
ทว่าสิ่งที่บดขยี้ศรัทธาต่อราชสำนักของเฉินอี้จนแหลกละเอียด คือความตายของท่านอา
ค่ำคืนหนึ่ง โจรชั่วบุกงัดบ้าน ท่านอาตื่นมาเจอเข้าพอดี ระหว่างการยื้อยุดท่านอาถูกแทงบาดเจ็บสาหัส เฉินอี้ได้ยินเสียงเอะอะจึงพุ่งออกมาช่วย แต่โจรชั่วชิงเผ่นหนีไปแล้ว เขาคว้ามีดฟืนสับหมูควบตะบึงไล่ล่า โจรวิ่งหนีลนลานจนพลัดตกคลองขนส่งทางน้ำจมน้ำตายไปเอง
เฉินอี้หลงคิดว่าเรื่องราวคงยุติเพียงเท่านี้
ทว่ารุ่งอรุณถัดมา ครอบครัวของโจรกลับแห่แบกศพมาปิดล้อมหน้าบ้าน ร้องแรกแหกกระเชอบีบคั้นให้พวกเขาชดใช้ด้วยชีวิต
เฉินอี้แทบไม่เชื่อสายตา คิดว่าครอบครัวเดนมนุษย์พวกนี้คงวิกลจริตไปแล้ว
ทว่าความจริงพิสูจน์แล้วว่าพวกมันไม่ได้บ้า เพราะเจ้าหน้าที่จากที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงตัดสินว่าเขาและท่านอามีความผิด ต้องควักเงินจ่ายค่าชดเชยให้ครอบครัวโจร
ด้วยตรรกะวิบัติที่ว่า เมื่อโจรวิ่งพ้นประตูบ้าน ถือว่าสิ้นสุดการกระทำผิด ส่วนการที่เขาถือมีดไล่ล่าจนโจรตกน้ำตาย ถือเป็นการฆ่าคนตายโดยประมาท เป็นคดีใหม่และความผิดใหม่
เฉินอี้คัดค้านหัวชนฝา เขาไม่มีวันยอมรับตรรกะสุนัขเช่นนี้เด็ดขาด
เขาเตรียมไปตีกลองร้องทุกข์หน้าศาล เขาเชื่อมั่นจนหยดสุดท้ายว่ากฎหมายจะคืนความเป็นธรรมให้เขา
ทว่าขุนนางจากที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงเพียงเปิดตำรากฎหมายเล่มหนาเตอะ ใช้นิ้วอ้วนฉุชี้ตัวบทกฎหมาย อธิบายทีละข้ออย่างฉะฉานแจ่มแจ้งว่า… เขาฆ่าคนตาย เขามีความผิด
“ท่านอาข้าถูกเดนมนุษย์นั่นแทงจนปางตาย” เฉินอี้แผดเสียงก้องด้วยความคับแค้นทะลุฟ้า
“ก็แค่บาดเจ็บ ยังไม่ตายนี่นา หักลบกลบหนี้แล้ว พวกเจ้าก็ยังต้องชดใช้ให้พวกเขาอยู่ดี… สามร้อยตำลึง” เจ้าหน้าที่เอ่ยเสียงเรียบเฉย ไร้เยื่อใยราวกับท่องคัมภีร์
เมื่อท่านอาได้ยินคำตัดสิน ความเคียดแค้นก็ตีกลับจนกระอักเลือดคำโต บาดแผลฉกรรจ์ที่หน้าท้องฉีกขาด โลหิตทะลักทลายเกินเยียวยา สิ้นใจตายคาที่
“นี่ตายเองนะ ไม่มีใครฆ่า คดีลักทรัพย์ยุติไปนานแล้ว ไม่เกี่ยวกับพวกเขาสักนิด” เจ้าหน้าที่พลิกตำรากฎหมายหน้าต่อไปพลางกล่าวหน้าไม่อาย
วินาทีนั้น เมื่อเผชิญหน้ากับครอบครัวโจรที่ตาแดงก่ำพุ่งเข้ามาขยุ้มคอทวงเงินชดเชยประดุจหมาป่าหิวโซ เผชิญหน้ากับขุนนางที่ตีหน้าตายสวมรอยเป็น ‘ผู้ผดุงความยุติธรรม’ โลกทัศน์อันสว่างไสวของเฉินอี้ก็แหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี
ย้อนไปยามยังเป็นเด็กหนุ่ม ก่อนก้าวพ้นหมู่บ้านห่างไกลเข้าสู่เมืองหลวงอันเจิดจรัส ผู้เฒ่าผู้แก่มักนั่งรับลมพลางเล่าขานเสมอว่า…
ยุคนี้คือยุคทองของต้าฉีที่ร้อยปีมิเคยพานพบ ชีวิตสงบสุขได้มาแสนยากเข็ญ ล้วนเป็นเพราะโอรสสวรรค์ทรงปรีชา กฎหมายเที่ยงธรรม ราชสำนักเมตตาประชา พวกเราต้องสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
วันที่เขาก้าวออกจากหมู่บ้าน เหล่าผู้เฒ่าต่างกำชับหนักหนา ออกไปเผชิญโลกกว้างจงอย่าหวาดกลัว หากพบพานอยุติธรรมจงร้องเรียนทางการ ขอเพียงไม่ทำเรื่องชั่วช้า กฎหมายจะโอบอุ้มคุ้มครอง
ทว่าเมื่อเงยหน้ามองความเป็นจริง น้ำตาของเฉินอี้กลับไหลหลั่งเป็นสายเลือด
คนเฒ่าคนแก่ไม่เคยบอกเขาเลยว่า กฎหมายถูกผูกขาดไว้ในกำมือทางการ การตีความขึ้นอยู่กับลิ้นสองแฉกของขุนนาง และชะตากรรมถูกตัดสินด้วยค้อนไม้ในมือคนเหล่านั้น
ตั้งแต่เล็กจนโต สังคมพร่ำสอนให้เขาเป็นคนดีมีเมตตา ปลูกฝังว่าทำดีย่อมได้ดี สอนให้ยึดมั่นความยุติธรรม ซื่อตรง และละเว้นความชั่ว เพราะคนมีเหตุผลย่อมก้าวเดินได้ทั่วแผ่นดิน
ทว่าไม่มีใครเคยบอกเขาเลยว่า กฎหมายบนโลกใบนี้ไม่เคยแยแสความดีงาม ราชสำนักบนโลกใบนี้ไม่ต้อนรับความยุติธรรม ศีลธรรมและสามัญสำนึกมักถูกเหยียบย่ำใต้ฝ่าเท้าของตัวบทกฎหมาย
แล้วผู้ต่ำต้อยเช่นเขาจะทำสิ่งใดได้ จะใช้กำลังอันน้อยนิดไปพลิกฟ้าคว่ำกฎหมายที่ตาบอดงั้นหรือ จะใช้สองมือเปล่าไปถล่มราชสำนักที่แยกแยะผิดถูกไม่ได้เช่นนั้นหรือ
ที่แท้วลี ‘สวรรค์มีตา ทำชั่วย่อมได้ชั่ว’ ก็เป็นเพียงคำปลอบประโลมจอมปลอมของผู้อ่อนแอ ที่ไร้ปัญญาต่อกรกับผู้แข็งแกร่งที่ชั่วช้าทรามสมเท่านั้นเอง
โลกใบนี้ไร้ซึ่งผลตอบแทนของความดี มีเพียงคนดีที่ถูกปอกลอกรังแก
ณ ท่าเรือที่เต็มไปด้วยเดนมนุษย์ร้อยพ่อพันแม่แห่งนี้ ในที่สุดเฉินอี้ก็เบิกเนตรเห็นความมืดมิดของโลกหล้า เขารู้ซึ้งถึงความต่ำต้อยของตน เมื่อเผชิญหน้ากับกฎเกณฑ์อันเน่าเฟะ สิ่งเดียวที่ทำได้มิใช่การลุกขึ้นเปลี่ยนสวรรค์ แต่เป็นการกลายพันธุ์ให้เข้ากับนรก
ผลตอบแทนของการเป็นคนดีคือสิ่งใด เงินทอง ฐานะ อำนาจ หรือหญิงงาม… ไม่มีเลยสักอย่าง
หากปรารถนาข้าวปลาต้องลงนา ปรารถนาเงินทองต้องทำการค้า ปรารถนาอำนาจต้องสอบเคอจวี่… สิ่งเหล่านี้ไม่มีทางร่วงหล่นมาจากฟากฟ้าเพราะความดี
เฉินอี้ตัดสินใจกระชากทุกสิ่งมาด้วยสองมือเปื้อนเลือดของตนเอง
หลังฝังศพท่านอา ท่ามกลางพายุหิมะโหมกระหน่ำในเหมันต์อันหนาวเหน็บ เขาก้าวเท้าเข้าสู่สมาคมเรือหย่งซุ่น องค์กรเถื่อนที่ตนเคยเกลียดชังและถ่มน้ำลายใส่
นับแต่วินาทีนั้น เขาคว้าดาบขึ้นห้ำหั่น อาบเลือดฟาดฟัน ทุกสมรภูมิเขาลงมืออำมหิตไร้ปรานี หากบั่นคอได้จะไม่มัวเฉือนเนื้อ หากแทงทะลุหัวใจได้จะไม่มัวตัดแขนขา กองซากศพใต้คมดาบของเขาพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ และแทบไม่มีผู้ใดรอดชีวิตกลับไปได้
หลังสิ้นสุดการชำระแค้นแต่ละครั้ง ร่างของเขามักเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ หลายคราที่วิญญาณแทบหลุดลอยไปเยือนปรโลก
ทว่าเขาไม่เคยสะกดคำว่าหวาดกลัว
เทียบกับการถูกสับเป็นชิ้นๆ เขากลัวการมีชีวิตอย่างสุนัขขี้เรื้อนมากกว่า กลัวว่าจะต้องก้มหน้ามุดดินไปจนวันตาย
เขาไม่เคยเวทนาผู้ใด เพราะโลกใบนี้ไม่เคยปรานีเขา
หากปรารถนาจะเหยียบย่ำสวรรค์ ไม่ต้องทนถูกกดขี่และกล้ำกลืนความอยุติธรรมอีกต่อไป เขาต้องสับพันธนาการแห่งจริยธรรมทิ้งให้สิ้น แล้วใช้กองกระดูกศัตรูเป็นบันไดปีนป่ายขึ้นสู่บัลลังก์
วันเวลาผันผ่าน ชื่อเสียงความเหี้ยมเกรียมของเขาเลื่องลือสะท้านทั่วท่าเรือ
เบื้องบนของสมาคมเรือเริ่มจับตาดูความบ้าบิ่นนี้ และโยนเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรให้
คืนแรกที่เขาทะลวงเข้าสู่ระดับฝึกกาย อาศัยจังหวะราตรีเดือนมืดลมแรง เฉินอี้ลอบเร้นเข้าสู่เรือนของครอบครัวโจรชั่วผู้นั้น
เดนมนุษย์พวกนี้เสวยสุขอย่างอิ่มหมีพีมันด้วยเงินเลือดสามร้อยตำลึงที่เขาต้องขายวิญญาณแลกมา เฉินอี้เคยเห็นพวกมันเดินกร่างอยู่บนท่าเรือ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเริงร่าอยู่เป็นนิจ
เขาปลุกพวกมันให้ตื่น ภายใต้สายตาที่เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เขาลงมือเชือดทิ้งล้างโคตรไม่ให้เหลือรอดแม้แต่ทารก ทุกร่างล้วนถูกบั่นคอขาดสะบั้นในดาบเดียว
หลังการสังหารหมู่ เฉินอี้ที่ได้กลิ่นหอมเตะจมูกมาพักใหญ่ เดินเข้าครัวไปพบหม้อต้มเนื้อแกะเดือดปุดๆ เหลืออยู่ครึ่งหม้อ
เขายกหม้อออกมาทรุดนั่งบนธรณีประตู หันหลังให้ซากศพไร้หัวและแอ่งเลือดนองเต็มพื้น อาบไล้แสงจันทร์เยือกเย็น โอบกอดหม้อเหล็กสวาปามเนื้อครึ่งหม้อนั้นจนเกลี้ยงเกลาด้วยความตะกละตะกลาม
มันเป็นมื้อที่เอร็ดอร่อยและสะใจที่สุดในชีวิต
รุ่งอรุณถัดมา เขานำศีรษะของเดนมนุษย์เหล่านั้นไปเผาไฟจนสุกเกรียมหน้าหลุมศพท่านอา ก่อนฝังกลบเซ่นไหว้ลงดิน
และในราตรีที่เฉินอี้ทะลวงเข้าสู่ระดับคุมปราณ เขาเร้นกายเข้าสู่จวนของมือปราบเดรัจฉานที่เคยก่อกรรมทำเข็ญ งัดเอาสารพัดทัณฑ์ทรมานในคุกมืดมาสนองคืนจนอีกฝ่ายเหลือเพียงลมหายใจรวยริน ก่อนกระชากคอหักดับอนาถคามือ
ก่อนแสงแรกจะสาดส่อง เขาแวะไปเยือนจวนของขุนนางผู้พิพากษาคดีที่กอดตำรากฎหมายสั่งให้เขาชดใช้เงินโจร เขาใช้มีดสั้นทะลวงร่างสุนัขขุนนางผู้นั้นถึงห้าสิบกว่าแผล สับจนเนื้อแหลกเหลวไม่เหลือเค้าโครงเดิม
ท้ายที่สุด ศีรษะของขุนนางผู้นั้นก็ถูกนำไปย่างไฟจนสุกเกรียม และฝังเซ่นไหว้หน้าหลุมศพท่านอาเฉกเช่นเดียวกัน
“ผู้ดูแลเฉิน เมื่องานนี้ลุล่วง เจ้าจะได้นั่งแท่นผู้ดูแลใหญ่แห่งหย่งซุ่น ภายภาคหน้าย่อมมีกองเงินกองทองมหาศาล สาวงามหยาดเยิ้มคอยปรนนิบัติพัดวี อนุภรรยารูปโฉมสะคราญเต็มจวน”
หลังจากภรรยาของเฉินอี้ยกน้ำชามาถวาย เจิ้งอวี้ชิงคงสังเกตเห็นใบหน้าจืดชืดไร้เสน่ห์ของนาง จึงเอ่ยหยอกล้อกึ่งเย้ยหยัน
ทว่าเฉินอี้ส่ายหน้า ตอบกลับด้วยแววตาหนักแน่น “ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากไม่อาจทอดทิ้ง ชาตินี้ข้าเฉินอี้จะไม่มีวันรับอนุภรรยาเด็ดขาด”
“โอ้” เจิ้งอวี้ชิงเลิกคิ้ว คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะตอกกลับด้วยน้ำเสียงขึงขังปานนี้
เฉินอี้ยิ้มบาง “ให้คุณชายขบขันแล้ว”
ด้วยเพลิงแค้นที่สุมท่วมอก หลังก้าวเข้าสู่สมาคมเรือ เขากลายเป็นมัจจุราชโหดเหี้ยมขึ้นทุกวี่วัน ลงมือไร้ปรานีไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ศีลธรรมในใจถูกบดขยี้ทิ้งไปทีละเสี้ยว
เหตุผลเดียวที่รั้งเขาไว้มิให้กลายเป็นปีศาจคลุ้มคลั่งโดยสมบูรณ์ หลังต้องเผชิญโลกีย์วิสัยอันเน่าเฟะ ทั้งยังกอบกู้สติสัมปชัญญะกลับมาได้ กลายเป็นบุรุษที่เยือกเย็นลงในทุกขวบปี เลิกข่มเหงผู้อ่อนแอ… ล้วนเป็นเพราะภรรยาหน้าตาธรรมดาของเขานางนี้
วิถีนักเลงย่อมหนีไม่พ้นการนองเลือดและคู่อาฆาต ค่ำคืนหนึ่งขณะเดินกลับจวน เขาถูกศัตรูลอบสังหาร แม้จะเด็ดหัวพวกมันได้สำเร็จแต่ตัวเขาก็บาดเจ็บสาหัสปางตาย ฝืนลากสังขารกลับมาถึงหน้าประตูก็ล้มพับหมดสติ
หากมิได้นางซึ่งยามนั้นเป็นเพียงสหายบ้านใกล้เรือนเคียงมาพบเข้าและทำแผลห้ามเลือดให้ทันท่วงที คืนนั้นเขาคงตายเพราะเสียเลือดมหาศาล
แม้รูปโฉมนางจะแสนธรรมดา ทว่าเนื้อแท้กลับเพียบพร้อมด้วยคุณธรรม อ่อนโยนและเปี่ยมเมตตา ภายใต้การปรนนิบัติเอาใจใส่อย่างพิถีพิถัน เฉินอี้จึงได้สัมผัสความอบอุ่นที่เหือดแห้งไปนานนับปี
นับแต่สิ้นท่านอา จิตใจเฉินอี้ก็เย็นเหยียบดุจน้ำแข็ง โลกใบนี้โสมมมืดมิด เต็มไปด้วยความอยุติธรรมน่าสะอิดสะเอียน คำลวงโลกที่เรียกว่า ‘ยุคทองอันรุ่งโรจน์’ ในสายตาเขาเป็นเพียงนรกที่ตัณหาครอบงำ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ช่างบัดซบและน่าสมเพช
มีเพียงนางที่ละลายหัวใจศิลาของเขาให้กลับมาเต้นอีกครั้ง
ในค่ำคืนวิวาห์ เฉินอี้ตระหนักซึ้งถึงสัจธรรม… โลกใบนี้คือทะเลทุกข์ น่าสะอิดสะเอียนจนไร้สิ่งใดควรค่าแก่การอาลัย มีเพียงหญิงที่รักเขาและคนที่เขารักเท่านั้น ที่เป็น ‘แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียว’ กลางนรกขุมนี้ เป็นสิ่งเดียวที่คุ้มค่าให้ทะนุถนอมไปชั่วชีวิต ต่อให้ต้องสังเวยด้วยวิญญาณก็ตาม
นับแต่วันนั้น คมดาบของเฉินอี้ก็มีเหตุผลในการกวัดแกว่ง เขาจะไม่ยอมให้ลูกเมียถูกผู้ใดเหยียบย่ำ เขาต้องเหินทะยานสู่จุดสูงสุด ในโลกที่โสมมและเต็มไปด้วยคมหอกคมดาบนี้ เขาต้องกุมอำนาจล้นฟ้าเพื่อกางปีกปกป้องครอบครัวจากพายุเลือดโลหิตทั้งมวล
เพื่อสิ่งนี้ เขาพร้อมแลกทุกอย่าง
“ผู้ดูแลเฉิน ข้ามีเรื่องสำคัญจะหารือ เอียงหูมานี่สิ” หลังสนทนาสัพเพเหระจนคาดว่าความระแวดระวังของอีกฝ่ายน่าจะผ่อนคลายลง เจิ้งอวี้ชิงก็แย้มยิ้มอ่อนโยน
เฉินอี้หาได้ระแวงภัย ลุกขึ้นค้อมกายชะโงกหน้าเข้าใกล้
“เรื่องนี้สำคัญยิ่ง คืออย่างนี้นะ…”
เจิ้งอวี้ชิงขยับตัวลุกขึ้นเล็กน้อย โน้มกายเข้าหาเฉินอี้ จังหวะที่อีกฝ่ายกำลังเอียงหูรอรับฟัง นัยน์ตาของคุณชายผู้สูงศักดิ์พลันวาวโรจน์ด้วยจิตสังหารอำมหิต ประกายแสงเย็นเยียบสะท้อนวูบจากแขนเสื้อข้างขวา มันตวัดข้อมือกลับ หวังทะลวงมีดสั้นเข้าปลิดชีพเจาะลำคอหอยเฉินอี้ในคราเดียว