ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 126 ดูเหมือนเจ้าจะมีข้อสงสัยอยู่มาก
สำหรับตระกูลเจิ้ง การสังหารเฉินอี้ปิดปากย่อมทำได้ ทว่าหนทางที่ประเสริฐสุดคือปล่อยรอด
ครานี้สวีหมิงหล่างนำเหล่าตระกูลขุนนางบุ๋นเปิดศึกกับตระกูลจ้าว ตระกูลเจิ้งส่งกำลังพลออกไปมหาศาล ถือเป็นทัพหน้าที่มีความเคลื่อนไหวพลุกพล่าน คดีสังหารหมู่ที่ท่าเรือแม้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ แต่ก็เป็นเพียงหมากกระดานหนึ่ง
กำลังคนที่ตระกูลเจิ้งต้องเรียกใช้จึงมีมากยิ่ง หากไม่นับลิ่วล้อทั่วไป เพียงแค่ผู้ประสานงานระดับสูงก็มีจำนวนไม่น้อย
ด้วยจำนวนคนมหาศาลปานนี้ หากลงมือสังหารล้างบางแล้วเกิดข้อผิดพลาดจนข่าวรั่วไหล ย่อมจุดชนวนให้เกิดการต่อต้านครั้งใหญ่ หากคนเหล่านี้นำแผนการลับที่ตระกูลเจิ้งลอบกัดตระกูลจ้าวไปแฉจนหมดเปลือก ทุกอย่างย่อมพินาศ
ต่อให้การฆ่าปิดปากลุล่วง แต่คนหมู่มากย่อมทิ้งร่องรอยให้ระแคะระคาย เมื่อใดที่กิตติศัพท์ ‘เสร็จนาฆ่าโคถึก’ ของตระกูลเจิ้งลือกระฉ่อน ภายหน้าจะมีผู้ใดยอมสวามิภักดิ์รับใช้อีก เกรงว่าคงมีแต่ผู้ที่เฝ้ารอเหยียบย่ำให้จมดิน
เจิ้งอวี้ชิงจึงไร้เจตนาเอาชีวิตเฉินอี้ตั้งแต่แรก
ทว่าสถานการณ์ยามนี้พลิกผัน สาเหตุที่เขาต้องรุดมาที่นี่อย่างเร่งด่วน เป็นเพราะได้รับข่าวกรองว่ามีขุมกำลังลึกลับกำลังกวาดล้างไล่ล่าผู้เกี่ยวข้องกับคดีที่ท่าเรือทั้งหมด
คำว่า ‘ขุมกำลังลึกลับ’ เจิ้งอวี้ชิงย่อมรู้แก่ใจว่านั่นคือหูตาและกรงเล็บเร้นลับของตระกูลจ้าว ยามนี้มีเพียงพวกมันเท่านั้นที่พลิกแผ่นดินตามล่าหาเบาะแสคดีท่าเรือ
ปัญหาคือคดีเพิ่งเกิดไม่ถึงครึ่งชั่วยาม คนเหล่านั้นกลับตะครุบตัวหัวโจกอันธพาลในที่เกิดเหตุไว้ได้จนหมดเกลี้ยง ภรรยาของหวังซู่ก็ถูกจับกุม อีกทั้งยังสาวไส้ตามรอยมาถึงคฤหาสน์ของเฉินอี้
คนพวกนี้เคลื่อนไหวรวดเร็วเกินไป รวดเร็วจนผิดวิสัย
ปัญหายังไม่จบเพียงเท่านี้
เฉินอี้คือหมากตัวสำคัญ เจิ้งอวี้ชิงจึงเตรียมโยกย้ายเขาไปยังสถานที่ลับเพื่อกักบริเวณไว้ในสายตา หวังซู่เองก็สำคัญไม่แพ้กัน ในฐานะภรรยา หวังหลิ่วซื่อสมควรถูกนำตัวมาซ่อนในถิ่นของเจิ้งอวี้ชิง
ทว่าก่อนหน้านี้ทั้งสองสามีภรรยาคัดค้านหัวชนฝา พวกเขาไม่ได้เชื่อใจตระกูลเจิ้งเต็มสิบส่วน
ต่างจากเฉินอี้ หวังซู่จำต้องขึ้นศาลว่าการรับการไต่สวน เขาต้องแยกจากหวังหลิ่วซื่อ
หวังซู่หวาดหวั่นว่าตระกูลเจิ้งจะใช้ภรรยาเป็นตัวประกัน ข่มขู่ให้เขารับบทแพะรับบาปแบกรับความผิดทั้งหมด แล้วค่อยฆ่านางทิ้งปิดปากภายหลัง
หวังหลิ่วซื่อเองก็ตระหนกถึงขีดสุด นางหวาดระแวงตลอดเวลาว่าเมื่อรับเงินก้อนโตมาแล้ว อีกฝ่ายจะฉวยโอกาสสังหารเพื่อชิงเงินคืนเมื่อใดก็ได้ ในสายตาของสตรีชาวบ้าน เงินก้อนนี้มหาศาลเกินไป
นางประเมินคนทั้งโลกหลงใหลทรัพย์สินเท่าชีวิตเฉกเช่นตน
หวังหลิ่วซื่อจึงเกลี้ยกล่อมให้หวังซู่แอบเช่าบ้านลับอีกหลังไว้ล่วงหน้า นำตัวนางไปเร้นกาย และปิดปากเงียบไม่แพร่งพรายสถานที่แก่ผู้ใด นางเชื่อหมดใจว่านี่คือหนทางรอดเดียว
เจิ้งอวี้ชิงเองก็มืดแปดด้าน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบ้านหลังนั้นตั้งอยู่แถวท่าเรือหรือไม่
สำหรับทั้งสองฝ่าย นี่ถือเป็นการประนีประนอมที่สมน้ำสมเนื้อ
เจิ้งอวี้ชิงไม่กังวลว่าหวังซู่จะตุกติก หากหวังซู่ไม่กัดฟันยืนกรานว่าคนตระกูลจ้าวเป็นผู้ลงมือ ตัวหวังซู่เองนั่นแหละที่จะกลายเป็นฆาตกร มีแต่ความตายรออยู่เบื้องหน้า
ทว่าจุดตายดันมาโผล่ตรงนี้
ขนาดเจิ้งอวี้ชิงยังไม่รู้แหล่งกบดานของหวังหลิ่วซื่อ แต่คนตระกูลจ้าวกลับควานหาตัวนางพบอย่างแม่นยำในเวลาเพียงชั่วจิบชา
หากมิใช่เพราะเจิ้งอวี้ชิงวางสายลับไว้รอบคฤหาสน์เฉินอี้เพื่อจับตาดูว่าคนตระกูลจ้าวจะสืบสาวมาถึงหรือไม่ และบังเอิญเห็นพวกมันคุมตัวหวังหลิ่วซื่อมาปรากฏตัวหน้าคฤหาสน์พอดี เขาคงไม่มีทางล่วงรู้วิกฤตนี้ได้ทันท่วงที
พวกมันหาตัวหวังหลิ่วซื่อพบรวดเร็วปานนี้ได้อย่างไร
เจิ้งอวี้ชิงขบคิดจนหัวแทบแตกก็หาคำตอบไม่ได้
แต่สิ่งหนึ่งที่แจ่มแจ้งคือ เมื่อพวกมันหาหวังหลิ่วซื่อพบ ย่อมมีสิทธิ์ควานหาเฉินอี้จนมาถึงที่นี่ได้เช่นกัน
แม้ในมุมมองของเจิ้งอวี้ชิง ความเป็นไปได้นี้แทบจะเป็นศูนย์ก็ตาม
เรือนลับที่ตระกูลเจิ้งเลือกนอกจากจะห่างไกลท่าเรือแล้ว ยังเร้นลับมิดชิด การที่คนตระกูลจ้าวจะสืบกลิ่นมาถึงนี่ได้นั้นไร้เหตุผลสิ้นดี
ทว่าหวังหลิ่วซื่อก็ถูกควานตัวเจออย่างไร้ตรรกะเช่นนี้มาแล้ว
สัญชาตญาณอันตรายกรีดร้อง เจิ้งอวี้ชิงตัดสินใจเด็ดขาดในเสี้ยวพริบตา
สังหารล้างครอบครัวเฉินอี้ ลบหมากตัวนี้ทิ้งไปเสีย เทียบกับการเสี่ยงโยกย้ายหลบหนี การตัดรากถอนโคนย่อมไร้เสี้ยนหนามตามหลังอย่างแท้จริง
แม้อาจสั่นคลอนกิตติศัพท์ตระกูลเจิ้ง ทว่าเมื่อสองทางล้วนมีผลเสีย ย่อมต้องเลือกหนทางที่เจ็บตัวน้อยสุด ยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ จะปล่อยให้มีข้อผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด
เขาไม่รอช้า พุ่งทะยานรุดมาที่นี่ทันที
เพื่อลดความแตกตื่น ไม่เปิดโอกาสให้เฉินอี้ดิ้นรน และหลบเลี่ยงหูตาผู้คน เจิ้งอวี้ชิงผู้บรรลุระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางจึงตัดสินใจลงมือด้วยตนเอง
หลังปั้นหน้าสนทนาตามปกติได้เพียงสองสามประโยค เขาก็อ้างเหตุผลดึงอีกฝ่ายเข้ามาใกล้ กริชศาสตราปราณเร้นลับลื่นไหลออกจากแขนเสื้อ พุ่งทะลวงเข้าใส่ลำคอเป้าหมายอย่างเหี้ยมเกรียมดุจสายฟ้าแลบ
เจิ้งอวี้ชิงประเมินไว้แต่แรกว่าเฉินอี้มีพลังเพียงระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้น การลอบสังหารระยะประชิดนี้ เขามั่นใจเต็มสิบส่วนว่าต้องปลิดชีพได้
ต่อให้ไม่ตาย ก็ต้องสาหัสจนสิ้นฤทธิ์ตอบโต้
……
ณ ประตูเรือน ผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลเจิ้งสองนายที่ติดตามเจิ้งอวี้ชิงมายืนหยัดดุจหอกพุ่ง สายตาแหลมคมกราดมองทั่วถนนดินอย่างระแวดระวัง ไม่ปล่อยให้ผู้ใดเล็ดลอดสายตา
แม้จะอยู่ชานเมืองเยี่ยนผิง ทว่าด้วยความรุ่งเรือง บริเวณนอกประตูเมืองจึงมีชุมชนหนาแน่นจนกลายเป็นเมืองขนาดย่อม ถนนหนทางร้านรวงครบครัน
เพื่อควบคุมตัวเฉินอี้ ภายในคฤหาสน์มีระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้นประจำการอยู่แล้วสองคน เมื่อรวมกับผู้มาใหม่ ยามนี้มีถึงสี่คน
เยื้องหน้าคฤหาสน์เป็นร้านสุราซอมซ่อ ไม่อาจเรียกเป็นหอสุราได้เต็มปาก หน้าร้านคับแคบ ลูกค้าล้วนเป็นกรรมกรหาบเร่ สั่งสุราชามหนึ่งก็นั่งยองริมม้ายาว ล้วงถั่วปากอ้าแกล้มพลางคุยสัพเพเหระ
ยามเช้าตรู่ลูกค้ายิ่งบางตา ทว่ากลับมีชายชราหนวดเคราขาวโพลน โอบน้ำเต้าสุราใบเขื่อง ก้าวเดินโซเซพึมพำไม่ได้ศัพท์ มุ่งตรงมายังหน้าเรือน
ยามเฝ้าประตูผู้มาใหม่ตื่นตัววูบ มือตะปบด้ามกระบี่ทันควัน
ทว่ายอดฝีมือที่ประจำการอยู่ด้านในกลับแค่นหัวเราะ “ไม่ต้องตื่นตูม นั่นแค่ตาเฒ่าเจ้าของร้านสุรา แกชอบอุ้มน้ำเต้าเมาแอ๋เดินเร่ขายสุราไปทั่ว”
ได้ยินดังนั้น ผู้มาใหม่จึงคลายความระวัง เบ้ปากเย้ยหยัน “ร้านกระจอกปานนี้จะมีสุราอันใดให้กระเดือก”
ว่าแล้วก็ก้าวพรวดไปเบื้องหน้า โบกมือไล่ส่งราวกับปัดแมลงวัน “ไสหัวไป ที่นี่ไม่รับของห่วยแตกของเจ้า ไสหัวไปให้พ้น”
เฒ่าร้านสุราที่หน้าแดงก่ำหัวเราะแหะๆ เรอเอิ๊ก ทว่าไม่ยอมขยับเขยื้อน
ไม่เพียงไม่ถอยหลัง
ใต้ฝ่าเท้าชายชราพลันบังเกิดพายุหมุนเกลียวกระชาก ฝุ่นดินคลุ้งตลบ ร่างที่เคยงกเงิ่นพุ่งทะยานดุจศรหลุดแล่ง ถลันเข้าประชิดตัวยอดฝีมือตระกูลเจิ้งที่กำลังปั้นหน้าจองหองในเสี้ยวอึดใจ
กลางอากาศ กระบี่อ่อนที่ซ่อนเร้นข้างเอวถูกชักออก ปราณกระบี่ตวัดวูบทะลวงเป้าหมายดุจรุ้งพาดผ่าน
นี่ไม่ใช่ตาเฒ่าร้านสุราที่ใด แต่คือ ‘หัวหน้าสาม’ แห่งหออี้ผิ่น... ฟางม่อหยวน!
……
กริชมรณะของเจิ้งอวี้ชิงทะลวงวูบ เฉินอี้ที่กำลังเอนหูฟังเงื่อนไขไม่น่าจะตอบสนองทัน ทว่าพริบตาที่คมมีดกดลงมา เขากลับบิดลำคอเบี่ยงหลบอย่างปาฏิหาริย์
สัญชาตญาณดิบช่วยให้รอดพ้นจุดตาย ทว่าระยะที่กระชั้นเกินไปทำให้ไม่อาจหลบพ้นสมบูรณ์ กริชอาบปราณแทงทะลุหัวไหล่ แรงอัดมหาศาลกระแทกจนกระดูกลั่น ร่างเสียศูนย์ทรุดฮวบ
รูม่านตาเจิ้งอวี้ชิงหดเกร็ง ไม่คาดคิดว่าในระยะเผาขนเช่นนี้อีกฝ่ายจะหลบได้ การลอบสังหารพลาดเป้าสร้างความสั่นสะท้านในใจวูบหนึ่ง
แต่ในฐานะระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลาง ยอดฝีมือสายเลือดขุนนาง การตอบสนองของเขาย่อมเฉียบขาด
เขาทิ้งกริชที่คาอยู่บนกระดูก ทะยานร่างพรวดไปเบื้องหน้าพร้อมแผดเสียงคำราม เงาปราณรูปพญาอินทรีสยายปีกพวยพุ่งขึ้นเบื้องหลัง หมัดขวาซัดกระหน่ำเข้ากลางอกเป้าหมายในเสี้ยววิ ภายใต้ปราณแท้ที่ระเบิดออก มวลอากาศพลันกรีดร้องบาดหู
ระดับพลังห่างชั้น ซ้ำเฉินอี้ยังบาดเจ็บ เจิ้งอวี้ชิงมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าหมัดนี้ต้องบดขยี้อวัยวะภายในอีกฝ่ายจนแหลกเหลว
ต่อให้ตั้งรับทันก็เปลี่ยนผลลัพธ์ไม่ได้
เฉินอี้ที่ถอยกรูดแผดเสียงคำรามลั่น สองแขนยกขึ้นไขว้กากบาทรับแรงกระแทก เบื้องหลังปรากฏเงาปราณรูปขุนเขาตระหง่าน ความควบแน่นและกลิ่นอายความดุดันไม่ด้อยไปกว่าพญาอินทรีของเจิ้งอวี้ชิงแม้แต่น้อย
ตูม!
คลื่นพลังปะทะกึกก้อง หมัดศิลาของเจิ้งอวี้ชิงบดขยี้ลงบนท่อนแขนเฉินอี้ ปราณแท้กระเพื่อมออกดุจระลอกคลื่น กวาดโต๊ะเก้าอี้กระจุยกระจาย กริชที่ปักคาไหล่ถูกแรงอัดกระเด็นหลุดพุ่งไปปักคาขื่อหลังคา โลหิตสาดกระเซ็นย้อมพื้นห้อง
เฉินอี้ไถลครูดไปด้านหลังถึงสามก้าว ใบหน้าซีดสลับเขียว
มือข้างหนึ่งกุมบาดแผลที่ไหล่ นัยน์ตาสองข้างลุกโชนด้วยเพลิงแค้น จ้องเขม็งไปยังเจิ้งอวี้ชิงพลางเค้นเสียงลอดไรฟัน “ตระกูลเจิ้งคิดเสร็จนาฆ่าโคถึกจริงๆ งั้นรึ”
“เจ้าคือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลาง? ก่อนหน้านี้เจ้าแสร้งซ่อนพลังบำเพ็ญไว้” สีหน้าเจิ้งอวี้ชิงดำทะมึนดุจก้นหม้อ
ในสายตาเขา เฉินอี้เป็นเพียงมดปลวกสวะ ไม่คู่ควรให้ปรายตามอง กลับคาดไม่ถึงว่าสวะผู้นี้จะซุกซ่อนพลังระดับเดียวกับตนไว้
นอกเขตอิทธิพลตระกูลใหญ่ ยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางหาได้ยากยิ่ง
เจิ้งอวี้ชิงคร้านจะเสวนา เจตนาสังหารพวยพุ่งชัดเจนจนไม่ต้องเอ่ยปาก เขาแค่นเสียงเย็นเยียบ “ต่อให้เจ้าเป็นระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลาง เป็นอัจฉริยะในหมู่มดปลวก แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าข้า ก็มีเพียงความตาย”
สิ้นคำตวาด เขาไม่แม้แต่จะหันมองเบื้องหลัง แผดเสียงสั่งการรวดร้าว “คนมา! รุมสับมันให้แหลก”
ได้ยินคำสั่งนี้ ใบหน้าเฉินอี้พลันซีดเผือดราวกระดาษ แววตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
เขาบาดเจ็บสาหัส ซ้ำด้านนอกยังมีระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้นอีกสี่คน หากถูกล้อมปราบ ย่อมไร้หนทางรอดโดยสิ้นเชิง
ภรรยาที่หลบอยู่ห้องโถงในได้ยินเสียงปะทะ นางอุ้มบุตรชายคนเล็กพลางจูงมือบุตรสาวคนโตมายืนตัวสั่นรินหน้าม่าน เฉินอี้เห็นหยาดน้ำตาแห่งความรันทดในดวงตานาง เห็นริมฝีปากที่สั่นระริกแต่ต้องเม้มแน่นเพราะกลัวทำให้เขาเสียสมาธิ
ทว่าสุดท้ายนางก็ฝืนตะโกนเสียงเครือ น้ำเสียงเจือความโศกเศร้าระทมทว่าเด็ดเดี่ยว “ท่านพี่ รีบหนีไปเถิด ไม่ต้องห่วงพวกเรา”
ถ้อยคำนี้กรีดแทงใจดุจศรนับหมื่นเล่ม เฉินอี้ขอบตาแดงก่ำ
ภรรยามักหลงคิดว่าเขามีปณิธานทะยานฟ้า ทว่าความปรารถนาสูงสุดแท้จริงแล้วเพียงแค่ต้องการให้ครอบครัวไม่ต้องก้มหัวรับใช้ผู้ใด ไม่ต้องทนรองรับอารมณ์ใคร
เดิมทีคิดว่าการยอมเป็นสุนัขรับใช้ตระกูลเจิ้งครานี้จะปูทางสู่ความมั่งคั่ง กลับกลายเป็นยกหินทุ่มใส่เท้าตนเอง ถูกถีบหัวส่งลงนรก
เขามีความผิดอันใดเล่า ในโลกที่ตระกูลขุนนางเหยียบย่ำทุกสรรพสิ่ง หากไม่ประจบสอพลอ คนต้อยต่ำเช่นเขาจะผงาดขึ้นมาได้อย่างไร
เขาก็แค่โอนอ่อนตามกฎของโลกโสมมใบนี้
ใครจะคาดคิด อาบเลือดสู้ชีวิตมาค่อนคน ทุ่มเทสุดตัว สุดท้ายกลับต้องตายอนาถ ซ้ำยังลากลูกเมียลงหลุมไปด้วย เขาไม่มีหน้าจะมองครอบครัวอีกแล้ว
เฉินอี้คับแค้นจนกระอักเลือด ยามได้ยินเสียงกัมปนาทอึกทึกจากหน้าประตู เขาเข้าใจว่าลิ่วล้อของเจิ้งอวี้ชิงกำลังบุกเข้ามา จึงรวบรวมปราณเฮือกสุดท้ายเตรียมสู้ถวายชีวิต ทว่าหัวใจพลันกระตุกวูบ
ผิดปกติ พลังทำลายล้างนี้รุนแรงเกินกว่าจะเป็นฝีมือพวกมัน
เฉินอี้หันขวับ ประตูเรือนหนาหนักถูกพลังคลุ้มคลั่งกระแทกแหลกเป็นผุยผง เศษไม้ปลิวว่อน ท่ามกลางฝุ่นควัน เงาดำทะมึนสายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศ กระแทกพื้นลานเรือนดังกัมปนาท ปักลึกทะลุชั้นหิน เผยให้เห็นศัสตราวุธรูปทรงสุดสะพรึง
เมื่อเพ่งมองขวานยักษ์เบิกภูผาความยาวกว่าหนึ่งจ้างที่ปักตระหง่าน เฉินอี้ถึงกับสมองขาวโพลน
ขวานขนาดยักษ์ปานนี้ ใช่ของที่มนุษย์มนาใช้กันหรือ
ใครหน้าไหนพิสดารใช้ขวานขนาดนี้เป็นอาวุธ เจ้าของมันต้องเป็นชายฉกรรจ์ร่างยักษ์สูงเก้าฉื่อ กล้ามเนื้อปูดโปนดุจโคถึกเป็นแน่
เจิ้งอวี้ชิงเบิกตาถลน ตระหนกสุดขีด พริบตาที่เห็นขวานยักษ์ปักตระหง่าน นามและเงาร่างของบุคคลผู้หนึ่งพลันระเบิดขึ้นในหัว
ในฐานะคุณชายตระกูลใหญ่และศัตรูคู่อาฆาต นามนี้สำหรับเจิ้งอวี้ชิงแล้วเปรียบดั่งยมทูตกระหายเลือด
โดยเฉพาะในสถานที่และเวลาเช่นนี้ การปรากฏตัวของขวานยักษ์ทำให้เขาสูดลมหายใจเย็นเยียบทะลุปอด
“ข้าแค่เรียกยอดฝีมือตัวเองเข้ามา ไฉนถึงไปอัญเชิญเทพแห่งความตายของตระกูลจ้าวมาได้ นี่มันบัดซบสิ้นดี” เจิ้งอวี้ชิงสวดภาวนาในใจ ขอให้เป็นเพียงภาพลวงตา ขอให้มัจจุราชผู้นั้นไม่ได้มาเยือนจริง
แต่สวรรค์ไร้ความปรานี
เพียงพริบตา ยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้นทั้งสี่นายของเขากลับลอยละลิ่วปลิวกระเด็นข้ามกำแพง ร่วงหล่นกระแทกพื้นลานเรือนดัง ‘ตุบๆ’ ระเนระนาดดุจหมาตาย
ไม่มีผู้ใดกระดิกตัว ไม่ทราบชะตากรรม
เจิ้งอวี้ชิงกลืนน้ำลายฝืดคอ
ตามติดมาด้วยเงาร่างอรชรบอบบางราวดรุณีแรกแย้ม นางยืนตระหง่านอยู่บนยอดกำแพงสูงชัน นัยน์ตาหงส์ประกายดาราทอดมองลงมาด้วยแววตาเย็นชาไร้ก้นบึ้ง
“จ้าวชี่เยว่”
ภาพความอำมหิตในสนามรบของจ้าวชี่เยว่วาบขึ้นในหัว เจิ้งอวี้ชิงขาสั่นพั่บอย่างไม่อาจควบคุม ขบคิดให้ตายก็ไม่ออกว่าอีกฝ่ายแกะรอยมาถึงนี่ได้อย่างไร
แต่ในฐานะทายาทสายตรงตระกูลใหญ่ ศักดิ์ศรีค้ำคอไม่ยอมให้เขายืนรอความตาย เจิ้งอวี้ชิงแผดเสียงคำรามก้องเพื่อกลบความขลาดกลัว รีดเร้นพลังวิญญาณต้นกำเนิดจนถึงขีดสุด พุ่งทะยานเข้าปะทะจ้าวชี่เยว่อย่างบ้าคลั่ง
ร่างของเขาทะยานตัดอากาศ ซัดหมัดมฤตยูออกไป
เงาพญาอินทรีตวัดกรงเล็บแหวกอากาศ หมายขย้ำคอเหยื่อ
สิ่งที่เจิ้งอวี้ชิงประจักษ์ คือเงาราชันย์สรรพสัตว์เบื้องหลังจ้าวชี่เยว่ที่อ้าปากกว้างราวกับอ่างเลือด เผยคมเขี้ยวฉีกกระชาก เสียงพยัคฆ์คำรามกัมปนาทดุจอสนีบาตฟาดผ่า กระแทกโสตประสาทจนแก้วหูแทบฉีกขาด จิตวิญญาณสั่นสะท้าน
จากนั้นร่างของเขาก็เบาหวิว ปลิวกระเด็นถอยหลังไปดุจว่าวขาดปุย
กว่าจะรู้ตัวแผ่นหลังก็กระแทกพื้นลานเรือนดัง ‘ปัง’ จมลึกลงไปในชั้นดิน อวัยวะภายในทั้งห้าปั่นป่วนฉีกขาด ราวกับจะระเบิดทะลักออกมากองข้างนอก
เจิ้งอวี้ชิงกระอักเลือดดำคำโต เงยหน้ามองเงาร่างอรชรบนกำแพงด้วยสายตาแตกสลาย นางเพียงเอามือไพล่หลังทอดถอนใจ ท่าทางสบายๆ ราวกับแค่ปัดฝุ่น เขาเค้นเสียงแหบพร่า “ระ…ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย เจ้าทะลวงขั้นปลายแล้วหรือนี่”
เขารู้ซึ้งถึงกระดูกว่าการบรรลุระดับนี้ก่อนวัยยี่สิบหมายความว่าอย่างไร
จ้าวชี่เยว่คร้านจะเสวนา นางขี้เกียจแม้แต่จะปรายตามองเศษสวะด้วยซ้ำ คำตอบประจักษ์ชัดแจ้งอยู่แล้ว
เฉินอี้ยืนแข็งทื่อเป็นหินสลัก ฉากสะเทือนขวัญเบื้องหน้าฟาดจนเขาสมองรวน
เมื่อครู่เขาเห็นสิ่งใด
ดรุณีน้อยบอบบางราวกับถูกลมพัดก็ปลิวผู้นั้น เพียงแค่สะบัดหมัดหยกเล็กจ้อยที่ดูไร้พิษสง ก็ซัดเจิ้งอวี้ชิงที่จู่โจมสุดกำลังจนปลิวกลับไปจมดิน สิ้นฤทธิ์ต่อสู้ในกระบวนท่าเดียว?
ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย? แม่นางน้อยอายุแค่นี้ กลับเป็นยอดฝีมือขั้นปลายเชียวหรือ
มิน่าเล่าแค่เจิ้งอวี้ชิงเห็นหน้านางก็ขาสั่นเป็นเจ้าเข้า นางดูบริสุทธิ์ผุดผ่องดุจองค์หญิง หรือว่ามือคู่นั้นจะเคยอาบเลือดคนมานับไม่ถ้วน?
เฉินอี้สับสนจนลืมแยกแยะมิตรศัตรู
ทั้งชีวิตไม่เคยพบพานยอดคนเยี่ยงจ้าวชี่เยว่มาก่อน
เมื่อเทียบกันแล้ว คุณชายหนุ่มที่ก้าวข้ามซากประตูเข้ามา แม้จะหล่อเหลาสง่างามองอาจ ทว่าเมื่อมีเพชรยอดมงกุฎส่องประกายอยู่เบื้องหน้า กลิ่นอายของชายหนุ่มผู้นี้ก็ดูจืดชืดลงถนัดตา
ทว่าเมื่อเจิ้งอวี้ชิงเห็นจ้าวหนิงเดินทอดน่องเข้ามาโดยมีซูเยี่ยชิงและฟางม่อหยวนขนาบข้าง หัวใจของเขาก็ดิ่งวูบทะลุขุมนรก รู้อยู่เต็มอกว่ากระดานนี้ตนพ่ายแพ้ย่อยยับแล้ว
ทว่าก็ยังแค้นใจไม่หาย
เขาไม่เข้าใจเลยว่าความวิบัติพวกนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร จ้าวหนิง จ้าวชี่เยว่ และพรรคพวก ตามกลิ่นมาถึงเรือนลับนี้ในเวลาอันสั้นได้อย่างไร
มันขัดต่อสามัญสำนึกสิ้นดี
“เจิ้งอวี้ชิง? คงจะชื่อนี้กระมัง ดูเหมือนเจ้าจะมีข้อสงสัยอยู่เต็มอก”
จ้าวหนิงแย้มยิ้มอัธยาศัยดี “ไม่เป็นไร ข้ายังต้องหลอกใช้เจ้าอีกพักใหญ่ หากมีข้อข้องใจ ข้าก็พอจะไขกระจ่างให้เจ้าได้บ้าง”
ว่าแล้วก็เลิกชายชุดคลุม ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างสง่างาม เป็นเก้าอี้ไท่ซือที่ซูเยี่ยชิงเพิ่งลากออกมาจากห้องปีกเพราะเก้าอี้ในห้องโถงหลัก ล้วนถูกทำลายป่นปี้ไปหมดแล้ว