ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 127 บุคคลที่น่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง
เจิ้งอวี้ชิงมีข้อสงสัยอัดอั้นเต็มอก
ทว่าสิ่งที่รุนแรงยิ่งกว่าคือสัญชาตญาณเอาชีวิตรอด เขาอยากหนี ไม่อยากตกอยู่ในเงื้อมมือจ้าวหนิง ปรารถนาจะนำข่าวความพลิกผันนี้กลับไปแจ้งตระกูลให้เร่งรับมือโดยด่วน!
ทว่าเขากลับขยับไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้ว
เพียงฝืนขยับกายก็ปวดร้าวแสนสาหัส กระดูกทั่วร่างคล้ายแหลกละเอียดเป็นผุยผง ปราณแท้เหือดหาย อวัยวะภายในบอบช้ำเจียนปริแตก
อานุภาพหมัดเดียวของจ้าวชี่เยว่บดขยี้พลังต่อสู้ของเขาจนหมดสิ้น
เจิ้งอวี้ชิงใช่ว่าไม่เคยพานพบยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย ทว่าความแข็งแกร่งระดับจ้าวชี่เยว่นั้น ต่อให้เป็นยอดคนในระดับเดียวกันยังนับว่าหาได้ยากยิ่ง
สมฉายาอัจฉริยะมัจจุราชแห่งตระกูลจ้าวที่สะท้านสะเทือนทั่วเยี่ยนผิง
ยามนี้เจิ้งอวี้ชิงเหลือเพียงหนทางเดียวคือ ‘ถ่วงเวลา’
รอให้ตระกูลระแคะระคายและส่งกำลังเสริมมาตรวจสอบ นั่นคือโอกาสรอดเดียวของเขา เขามองออกว่าจ้าวหนิงกำลังลำพองใจ หากฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายอยากโอ้อวด ล้วงข้อมูลสำคัญออกมาได้ เมื่อรอดกลับไป ข้อมูลเหล่านี้ย่อมพลิกกระดานได้
คิดได้ดังนั้น เจิ้งอวี้ชิงจึงกัดฟันฝืนนั่งขัดสมาธิกลางหลุมดินลึกหนึ่งฉื่อ พยายามปั้นหน้ากอบกู้มาดคุณชายตระกูลใหญ่เอาไว้สุดชีวิต เขาเงยหน้าขึ้นถาม “พวกเจ้าแกะรอยมาถึงที่นี่รวดเร็วปานนี้ได้อย่างไร”
นี่คือปริศนาดำมืดที่สุดที่เขามืดแปดด้าน
จ้าวหนิงแย้มยิ้มบาง แววตาวูบไหวของเจิ้งอวี้ชิงเมื่อครู่ล้วนตกอยู่ในสายตาเขาทั้งสิ้น ย่อมมองทะลุปรุโปร่งว่าอีกฝ่ายคิดอ่านการใด ทว่าเขาคร้านจะฉีกหน้า เพียงเอ่ยเนิบนาบ
“หลังตระกูลหลิวล่มสลาย เพื่อกู้สถานการณ์ ขุนนางบุ๋นอย่างพวกเจ้าภายใต้การนำของสวีหมิงหล่างย่อมเพ่งเล็งคมหอกมาที่ตระกูลจ้าว เรื่องนี้คาดเดาได้ไม่ยาก
“ทว่าตระกูลจ้าวไร้ซึ่งพฤติการณ์ฉ้อฉลหรือก่อกรรมทำเข็ญ การจะยัดข้อหาให้ตระกูลที่ยึดมั่นกฎหมายและไร้ช่องโหว่ ย่อมมิใช่งานง่าย”
เจิ้งอวี้ชิงแค่นเสียงหยัน “หากมิใช่เพราะหลายปีมานี้ ขุนนางบุ๋นกุมจุดตายขุนนางบู๊ไว้มากมาย ถวายฎีกาถอดถอนแม่ทัพนายกองไปนับไม่ถ้วน ซ้ำยังริดรอนบรรดาศักดิ์สืบทอดจนพวกเจ้าสูญเสียย่อยยับ ป่านนี้พวกเจ้าคงไม่หดหัวเป็นขุนนางในลู่อยู่รอยเช่นนี้หรอก”
จ้าวหนิงไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงเอ่ยสืบไป “เพื่อล้มตระกูลจ้าว พวกเจ้ามีแต่ต้องปั้นน้ำเป็นตัว สร้างหลักฐานเท็จมาป้ายสี แต่สิ่งที่พวกเจ้าไม่รู้คือ… นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าเฝ้ารอ”
เจิ้งอวี้ชิงชะงักงัน “ตระกูลจ้าวรนหาที่อยากโดนใส่ความงั้นรึ”
จ้าวหนิงยิ้มมุมปาก “พวกเจ้าอยากถอนรากตระกูลจ้าว ตระกูลจ้าวเองก็อยากกวาดล้างตระกูลขุนนางที่ดีแต่แก่งแย่งชิงดีจนบ่อนทำลายราชวงศ์ต้าฉีเช่นกัน”
“ทว่าขุนนางบุ๋นอย่างพวกเจ้าหาได้มีคดีอื้อฉาวโจ่งแจ้งเฉกเช่นตระกูลหลิว ไม่ได้มีช่องโหว่เกลื่อนกลาดให้พวกเราฉกฉวย เราจึงไม่อาจใช้วิธีรวบรัดเด็ดขาดแบบที่จัดการตระกูลหลิว ไปกวาดล้างขุนนางบุ๋นตระกูลอื่นได้อีก”
เจิ้งอวี้ชิงแค่นเสียงเยียบเย็น “ตระกูลจ้าวไร้ช่องโหว่ พวกเราเองก็ไร้จุดบอด ข้าเดาว่าเจ้าคงจนตรอกแล้วสิท่า”
“ยอมรับว่าก่อนหน้านี้ข้าปวดหัวอยู่บ้าง ไร้หนทางรับมือพวกเจ้าจริงๆ”
“แล้วยามนี้เลิกปวดหัวแล้วหรือ”
“ยามนี้พวกเจ้าเผยจุดตายออกมาแล้ว และจุดตายนั้นก็คือเจ้า” จ้าวหนิงเอ่ยช้าชัด
เจิ้งอวี้ชิงหน้าถอดสี “ที่แท้เจ้าก็เฝ้ารอให้ขุนนางบุ๋นลงมือมาตลอด”
“หากขุนนางบุ๋นไม่ลงมือ ไม่ยื่นมือมาป้ายสีตระกูลจ้าว ข้าจะหาข้ออ้างจากที่ใดไปเด็ดหัวพวกเจ้าเล่า”
“เจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าขุนนางบุ๋นจะต้องลงมือ จะต้องป้ายสีพวกเจ้าแน่”
“ก็พวกเจ้าทำไปแล้วมิใช่หรือ”
“นั่นมันแค่ผลลัพธ์”
“หลังตระกูลหลิวสิ้นชื่อ ขุมกำลังฝั่งบู๊ผงาดขึ้น สวีหมิงหล่างกับพวกเจ้าย่อมสัมผัสได้ถึงวิกฤต มีหรือจะยอมนั่งรอความตายโดยไม่ดิ้นรนพลิกกระดาน”
“เจ้า… นี่คือสาเหตุที่พวกเจ้าจู่โจมตระกูลหลิวรวดเร็วดุจอัสนีบาตงั้นรึ”
“ถูกต้อง”
“เป้าหมายของพวกเจ้า… ตั้งแต่แรกก็คือกวาดล้างขุนนางบุ๋นทั้งหมดรึ”
“ทำนองนั้น”
“การโค่นตระกูลหลิวจึงเป็นแค่หมากเบิกทาง เพื่อบีบให้ขุนนางบุ๋นต้องสวนกลับ! ในเมื่อพวกเจ้าไร้ช่องโหว่ ก็เลยบีบให้พวกเราต้องเป็นฝ่ายเปิดจุดอ่อนเสียเอง ทุกอย่างล้วนอยู่ในแผนของเจ้าตั้งแต่แรกแล้วงั้นสิ”
“ทุกหมากข้าวางไว้หมดแล้ว ทุกความเคลื่อนไหวของพวกเจ้าล้วนอยู่ในกำมือข้า”
“ข้าไม่เชื่อ เรื่องพรรค์นี้เป็นไปไม่ได้ หากพวกเราไม่คิดป้ายสีพวกเจ้าเล่า พวกเจ้าก็ย่อมไร้จุดอ่อนให้เกาะกุมสิ”
“หากต้องกำจัดเป้าหมายที่โปร่งใสไร้มลทิน ไร้ประวัติอาชญากรรม นอกจากการปั้นน้ำเป็นตัวแล้ว พวกเจ้ายังมีไพ่ใบอื่นอีกหรือ”
หน้าผากเจิ้งอวี้ชิงผุดพรายด้วยหยาดเหงื่อเย็นเยียบ เขากัดฟันกรอด “หรือว่า… คดีสังหารที่ท่าเรือ ก็อยู่ในการคำนวณของเจ้าด้วย”
จ้าวหนิงตอบเสียงเรียบ “หากไม่เป็นเช่นนั้น ข้าจะแกะรอยมาถึงที่นี่รวดเร็วปานนี้ได้อย่างไร”
น้ำเสียงเจิ้งอวี้ชิงสั่นสะท้านอย่างคุมไม่อยู่ “เจ้าจับตาดูพวกเราอยู่ในเงามืดมาตลอดเลยรึ”
“แท้จริงแล้ว… ทุกอิริยาบถของพวกเจ้า ล้วนตกอยู่ในสายตาข้าทั้งสิ้น”
“เป็นไปไม่ได้”
“จะเชื่อหรือไม่ก็สุดแท้แต่เจ้า ทว่าความจริงคือ ทันทีที่ขุนนางบุ๋นอย่างพวกเจ้าก้าวเท้าออกจากจวน เหยียบย่ำลงบนท้องถนน ทุกร่องรอยล้วนตกอยู่ในสายตาข้า”
“เหลวไหล การจะทำเช่นนั้นต้องใช้กำลังคนมหาศาลเพียงใด ในเมื่อเป็นตระกูลใหญ่เฉกเช่นกัน ข้าย่อมรู้ดีว่าตระกูลจ้าวไม่มีขุมกำลังมากมายพอจะคอยจับตาดูพวกเราได้ขนาดนั้น”
“ตระกูลจ้าวไม่มี ก็มิได้แปลว่าข้าจะไม่มี”
“เจ้าไปควานหากำลังคนมหาศาลปานนั้นมาจากที่ใด”
“เรื่องนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้” จ้าวหนิงแค่นเสียงเย็น
หากเทียบกับตระกูลขุนนาง หออี้ผิ่นอาจมียอดฝีมือไม่มากนัก ผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณก็หาได้เป็นต่อ ทว่าสมุนปลายแถวของพวกเขากลับมีมากมายดุจขนโค
ต่างจากอันธพาลข้างถนนทั่วไป ปณิธานแรกเริ่มของการก่อตั้งหออี้ผิ่นคือการเป็นที่พึ่งพิงแก่ผู้อ่อนแอ พวกเขาจึงต้อง ‘เลี้ยงดูปากท้อง’ ครอบครัวและผู้ติดตามนับไม่ถ้วน รวมไปถึงเครือข่ายร้านรวงหอสุราที่อยู่ใต้ร่มเงาอีกมหาศาล
ในกิจการสุจริตเหล่านี้ ต่อให้เป็นเฒ่าชราผมขาวหรือเด็กน้อยหัวจุก ล้วนใช้สองมือหาเลี้ยงชีพได้
ดังนั้นสายข่าวระดับล่างของหออี้ผิ่นจึงมีจำนวนมหาศาลจนแทบประเมินไม่ได้
ยิ่งหลังควบรวมยุทธภพเยี่ยนผิงเป็นหนึ่งเดียว พวกเขายิ่งมีสมาชิกรอบนอกแฝงเร้นอยู่ทุกซอกมุมของตลาด
หากให้ชาวบ้านธรรมดาเหล่านี้ไปจับดาบเข่นฆ่า ย่อมเป็นไปไม่ได้ ทว่าหากแค่ให้คอยจับตาดู สะกดรอย และส่งข่าว ย่อมง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ
พวกเขามิต้องพึ่งพาการลบหน้าแปลงโฉมใดๆ ก็สามารถตบตาผู้คนได้แนบเนียน
เพราะในสายตาของผู้ลากมากดีหรือยอดฝีมือผู้โอหัง พวกเขาก็เป็นเพียงมดปลวกต้อยต่ำ ไร้พิษสง และไม่คู่ควรให้ปรายตามอง
มดปลวกเหล่านี้เดินขวักไขว่เกลื่อนถนน กลมกลืนดุจหยดน้ำในมหาสมุทร เพียงชี้แนะทักษะสะกดรอยเบื้องต้นให้เล็กน้อย ผู้อื่นก็ยากจะระแวดระวัง
ด้วยเครือข่ายหออี้ผิ่น จ้าวหนิงจึงสามารถสาดส่องสายตาไปทั่วทุกตรอกซอกซอยในเยี่ยนผิง แผ่ขยายหูตาครอบคลุมยันท่าเรือ เมืองรอบนอก และย่านการค้าทั้งหมด
ขณะเดียวกัน ต้นทุนในการใช้งานคนเหล่านี้กลับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เพียงเจียดเศษเงินให้พวกเขามีข้าวปลาประทังชีวิต มีหมั่นโถวประทังหิว ก็เกินพอแล้ว
หากเป็นชาวยุทธพรรคอื่น ไม่ต้องพูดถึงเบี้ยหวัดเงินทอง อย่างน้อยต้องมีสุรานารีเนื้อสัตว์ปรนเปรอจึงจะยอมขยับตัว
นี่คืออีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่จ้าวหนิงเลือกหนุนหลังหออี้ผิ่นแต่แรก แทนที่จะเป็นสำนักกระบี่ซานชิง หรือพรรคเล็กพรรคน้อยในยุทธภพ
“ต่อให้มีสายข่าวจับตาดู แต่ยามพวกเราออกไปข้างนอกย่อมมีธุระปะปังและพบปะผู้คนมากมาย หรือเจ้าจะจ้องมองคนเหล่านั้นได้ทั้งหมด” เจิ้งอวี้ชิงเค้นเสียงถาม ครึ่งหนึ่งปฏิเสธ ครึ่งหนึ่งหวาดหวั่นจนแทบคลั่ง
จ้าวหนิงปรายตามองเจิ้งอวี้ชิง นัยน์ตาฉายแววสมเพชในสติปัญญาของอีกฝ่าย “เป้าหมายที่พวกเจ้าหมายหัวคือตระกูลจ้าว ข้าจึงสั่งให้คนของข้าพุ่งเป้าสังเกตการณ์เฉพาะเขตอิทธิพลตระกูลจ้าว เส้นทางสัญจรที่เกี่ยวข้อง และบรรดาคนในตระกูลที่มีสิทธิ์ถูกพวกเจ้าลอบกัดก็พอ”
“แค่เพ่งเล็งเฉพาะคนของตระกูลขุนนางบุ๋นที่โฉบเข้ามาใกล้เขตแดนเหล่านี้ ทุ่มกำลังจับตาดูพวกเจ้า และทุกความเคลื่อนไหวของผู้คนที่ลอบติดต่อกับพวกเจ้าก็เกินพอแล้ว”
เจิ้งอวี้ชิงหน้าชาดิก สัมผัสได้ถึงสายตาเหยียดหยามของจ้าวหนิง โทสะพลันพลุ่งพล่านจนหน้าดำหน้าแดง แผดเสียงกร้าวขึ้นหลายส่วน “หากทุกอย่างเป็นจริงดั่งปากว่า เหตุใดเจ้าไม่สกัดปัญหาเสียแต่เนิ่นๆ ระงับคดีฆาตกรรมก่อนที่จะเกิดเรื่อง! ไฉนต้องรอให้มีคนตายแล้วค่อยโผล่หัวมา”
จ้าวหนิงแค่นหัวเราะเย็นเยียบ “เป้าหมายข้ามิใช่การปกป้องตระกูลจ้าวจากการถูกใส่ร้าย แต่คือการขย้ำจุดตายและโค่นล้มพวกเจ้าให้สิ้นซาก หากพวกเจ้าไม่ลงมือ ข้าจะเอาหลักฐานมัดตัวจากที่ใด”
เจิ้งอวี้ชิงชะงักงัน สีหน้าแข็งค้าง
ทว่าเขายังไม่สิ้นไร้ไม้ตอก กำแพงระแวดระวังในใจยังตั้งตระหง่าน เขาจะไม่ยอมเต้นตามการชักใยของจ้าวหนิงเด็ดขาด ชั่วอึดใจเขาก็ควานหาช่องโหว่เจอ “ช่างพ่นคำโตนัก หากเจ้ารู้แจ้งเห็นจริงดั่งเทพยดา ไฉนไม่มาดักรอที่นี่เสียตั้งแต่แรก จะเสียเวลาส่งสมุนไปงมเข็มที่ท่าเรือ ปล่อยให้หวังหลิ่วซื่อเป็นผู้นำทางมาหาเฉินอี้ทำไมกัน”
กล่าวจบก็หัวเราะหยันอย่างลำพอง คิดว่าตนคว้าหางจิ้งจอกของจ้าวหนิงได้แล้ว
บางทีเรื่องราวอาจไม่ได้เป็นดั่งที่จ้าวหนิงปั้นแต่ง หมากหลายตายังไม่ถูกเปิดโปง ตระกูลเจิ้งยังไม่พ่ายแพ้!
จ้าวหนิงแค่วางบ่วงทำลายปราการจิตใจ บีบให้เขาหลุดปากคายแผนการอื่นของตระกูลออกมา เพื่อหวังตลบหลังตระกูลเจิ้ง!
ใช่ ต้องเป็นเช่นนี้แน่!
มิฉะนั้นอีกฝ่ายจะมายืนต่อปากต่อคำกับเขายืดยาวเพื่อการใด
เมื่อล่วงรู้เจตนา ปณิธานของเจิ้งอวี้ชิงก็พลันสว่างวาบและแน่วแน่ขึ้นทันตา
จ้าวหนิงปรายตามองเจิ้งอวี้ชิงดุจมองคนโง่งม “หากข้าไม่ปล่อยปละละเลย ก่อกวนให้เกิดความโกลาหล บีบคั้นให้เจ้าตระหนักถึงวิกฤตที่เฉินอี้อาจถูกสาวไส้ แล้วเจ้ากับสมุนตระกูลเจิ้งจะถ่อสังขารมาที่นี่ เพื่อเจตนาฆ่าปิดปากตัดรากถอนโคนได้อย่างไร”
เจิ้งอวี้ชิงลมหายใจสะดุดกึก “จะ… เจ้าจงใจล่อเสือออกจากถ้ำงั้นรึ”
จ้าวหนิงหัวเราะเย้ยหยัน “หากเจ้าไม่ออกมาจากกระดอง ข้าจะจับเป็นเจ้าได้อย่างไร เจ้าคือคุณชายแห่งตระกูลเจิ้ง หาใช่ลิ่วล้อปลายแถว เมื่อจับตัวเจ้าได้คาหนังคาตากลางแหล่งซ่อนตัวเช่นนี้ ตระกูลเจิ้งยังมีหน้าไปพลิกลิ้นแก้ต่างอันใดได้อีก”
ใบหน้าเจิ้งอวี้ชิงพลันเผือดสีลงอีกครา
จ้าวหนิงกล่าวสืบไป “หากเจ้าไม่คิดฆ่าเฉินอี้ ไม่ลงมือหมายเอาชีวิต ไม่บีบให้เขากระจ่างแก่ใจว่าตระกูลเจิ้งคิดเสร็จนาฆ่าโคถึก เขาจะบังเกิดความเคียดแค้นชิงชัง และสิ้นหวังในตัวพวกเจ้าได้อย่างไร”
“หากปราศจากความแค้น ข้าจะบีบให้เขาแปรพักตร์ ยอมขึ้นศาลเป็นพยานปากเอกให้ตระกูลจ้าว เปิดโปงเงื่อนงำคดีฆาตกรรมที่หวังซู่จัดฉากใส่ร้ายทั้งหมด ทำให้หมากของหวังซู่พังพินาศ ซ้ำยังกระชากหน้ากากฉีกกระชากความโสมมของตระกูลเจิ้งออกมาได้อย่างไร”
เจิ้งอวี้ชิงฟังประโยคเหล่านี้พลันอกสั่นขวัญแขวน วิญญาณแทบหลุดลอย ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เขาชี้หน้าจ้าวหนิง อ้าปากค้างทว่ากลับเค้นเสียงไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ
จ้าวหนิงปรายตามองเฉินอี้ที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องโถง เผยรอยยิ้มอบอุ่นดุจสายลมวสันต์ “ผู้ดูแลเฉิน ข้ากล่าวผิดไปหรือไม่”
เฉินอี้ที่ยืนนิ่งฟังบทสนทนามาตลอด ชั่วขณะที่จ้าวหนิงหันมาถาม เขาถึงกับอ้าปากค้างเป็นใบ้กิน
เขาแค้นตระกูลเจิ้งเข้ากระดูกดำ ซ้ำยังกระจ่างแจ้งว่าเมื่อตระกูลเจิ้งหวังบั่นคอปิดปาก เขาย่อมไร้หนทางหวนกลับ มีเพียงการสวามิภักดิ์ตระกูลจ้าว สนองเจตนารมณ์ของจ้าวหนิงเท่านั้น จึงจะเหลือรอดชีวิต
ทว่ายามนี้เขาเพิ่งตระหนักว่า ทั้งอดีตและอนาคตของตนรวมถึงเจิ้งอวี้ชิง ล้วนตกอยู่ในห้วงการคำนวณและฝ่ามือของจ้าวหนิงแต่แรก เขาไร้สิทธิ์เลือกและไม่อาจขัดขืน ราวกับอีกฝ่ายคือทวยเทพผู้ประทับบนบัลลังก์เมฆคอยชักใยสรรพสิ่ง ส่วนตนเป็นแค่มดปลวกต้อยต่ำที่มิอาจลิขิตชะตา แม้ใจจะรู้ว่ารอดตายพ้นเงื้อมมือมัจจุราช รักษาชีวิตลูกเมียไว้ได้ ทว่าความรู้สึกต่ำต้อยไร้พลังอำนาจนี้ กลับสูบเอาความดีใจรอดตายไปจนหมดสิ้น
สุดท้าย เฉินอี้ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม ฝืนยิ้มขื่นพลางเอ่ย “ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่คุณชายจ้าวจะบัญชาขอรับ”
จ้าวหนิงพยักหน้าพึงพอใจ ก่อนเบนสายตากลับมายังเจิ้งอวี้ชิง “มาถึงขั้นนี้ เจ้ายังมีคำสั่งเสียอันใดอีกหรือไม่”
เจิ้งอวี้ชิงยังคงกอดเศษเสี้ยวความหวังลมๆ แล้งๆ “หากข้าไม่รุดมาที่นี่ล่ะ ชะตากรรมจะเปลี่ยนไปหรือไม่ หากข้าเดินหมากรัดกุมกว่านี้ จะหลีกหนีความพินาศนี้พ้นหรือไม่”
จ้าวหนิงส่ายหน้า “ต่อให้เจ้าไม่โผล่หัวมา ข้าก็ลากตัวเฉินอี้ไปได้อยู่ดี ซ้ำที่นี่ยังมียอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้นของพวกเจ้าเฝ้าอยู่อีกสองคน ตระกูลเจิ้งไม่มีทางดิ้นหลุด
“เฉกเช่นเดียวกับหวังหลิ่วซื่อ ไม่ว่าเจ้าจะปล่อยให้นางเร้นกาย หรือนำตัวไปกักขัง ข้าก็ลากคอนางออกมาได้เสมอ
“และเช่นเดียวกับยามนี้ ที่เจ้าพยายามยืดเวลาถ่วงรอสุนัขรับใช้ในตระกูลมาช่วย ข้าเองก็ตั้งตารอให้พวกมันโผล่หัวมาตายตกตามกัน ยิ่งจับตัวพวกมันได้มาก หลักฐานในมือข้าก็ยิ่งดิ้นไม่หลุด”
เจิ้งอวี้ชิงหลับตาลงด้วยความรวดร้าวแสนสาหัส “ไฉน… ไฉนกระดานนี้จึงลงเอยเช่นนี้”
น้ำเสียงจ้าวหนิงเย็นเยียบดุจน้ำแข็งทะลวงกระดูก “นับแต่วินาทีที่พวกเจ้าเริ่มป้ายสีตระกูลจ้าว พวกเจ้าก็ก้าวสู่เส้นทางสายมรณะ ถูกลิขิตให้ต้องลงนรกโดยไร้ทางถอย”
“ข้าเดินหมากนำพวกเจ้าไปไกลลิบ วางกับดักล่วงหน้าจนพรุน ซ้ำยังล่วงรู้สันดานพวกเจ้าทะลุปรุโปร่ง พวกเจ้าจึงไร้โอกาสกำชัยตั้งแต่ก้าวแรก”
“วันนี้หากเจ้าไม่มาฆ่าปิดปากเฉินอี้ สิ่งเดียวที่ต่างไปคือ ขาดพยานปากเอกระดับคุณชายอย่างเจ้าไปหนึ่งคน การจะง้างปากเฉินอี้ให้ซัดทอดพวกเจ้า อาจต้องเสียเวลาทรมานเค้นความลับ หรืออาจต้องใช้ลูกเมียเขามาจ่อคอหอยข่มขู่”
“ทว่าบทสรุปของเรื่องราว หาได้แตกต่างกันแม้แต่น้อย”
สดับคำขู่นี้ เฉินอี้สะท้านเยือกไปทั้งกระดูก
ความหมายของจ้าวหนิงเฉียบขาด หากเขาไม่ยอมสวามิภักดิ์ถวายหัว จ้าวหนิงย่อมไม่ลังเลที่จะใช้ความเหี้ยมโหดจัดการ สิ่งนี้บีบให้เขาสลัดความฟุ้งซ่านทิ้งจนหมดจด ปรับท่าทีให้หมอบราบคาบแก้ว และตระหนักว่าต้องกระตือรือร้นเป็นสุนัขรับใช้ที่ภักดีกว่านี้
นัยน์ตาเจิ้งอวี้ชิงแปรเปลี่ยนเป็นเถ้าถ่านแห่งความสิ้นหวัง ปราการจิตใจพังครืนไม่เหลือซาก เขานั่งเหม่อลอยไร้วิญญาณกลางหลุม พึมพำเสียงหลง “นี่พวกเรา… ไร้หนทางหนีรอดวิบัติครานี้เลยงั้นหรือ”
“ย่อมมี นั่นคือพวกเจ้าไม่แกว่งเท้าหาเสี้ยนเล่นงานตระกูลจ้าว ตราบใดที่พวกเจ้าเริ่มจู่โจม ย่อมเกิดช่องโหว่ นี่คือสัจธรรมแห่งการสัประยุทธ์ หรือการประจัญบานของสองกองทัพ หากตั้งรับย่อมไร้รอยรั่ว ทว่าเมื่อใดที่เคลื่อนพลบุก ย่อมต้องเผยจุดตายออกมาเสมอ”
สิ้นคำ จ้าวหนิงก็หยัดกายลุกจากเก้าอี้ ทอดสายตามองเจิ้งอวี้ชิงที่ดวงตาว่างเปล่าไร้ประกายชีวิต:
“ทว่าการอยู่เฉยก็เพียงต่อลมหายใจพวกเจ้าได้ชั่วคราว ท้ายที่สุดข้าก็ต้องกวาดล้างพวกเจ้าอยู่ดี โทษข้าไม่ได้ เป็นเพราะพวกเจ้าคือขยะแผ่นดินต้าฉี เป็นเสี้ยนหนามของตระกูลจ้าว ข้าจึงจำต้องถอนรากถอนโคนพวกเจ้าให้สิ้นซาก”
เจิ้งอวี้ชิงอยากถ่มน้ำลายเถียง อยากแผดเสียงคำรามก่นด่าความโอหังของจ้าวหนิง ทว่ายามนี้เขากลับเรี่ยวแรงเหือดหาย ไร้สิ้นพลังใจจะต่อกร จึงได้แต่ก้มหน้าซึมเซาอย่างจำนน
เฉินอี้ลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างอันเด็ดเดี่ยวและเย็นชาของจ้าวหนิง สัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่ลึกล้ำสุดหยั่งคาดและกว้างใหญ่ดั่งมหาสมุทร รวมถึงเจตจำนงแกร่งกร้าวดุจขุนเขาไท่ซานที่กดทับจนแทบหายใจไม่ออก จู่ๆ เขาก็ตระหนักรู้แจ้งขึ้นมา
เขาคิดผิดมหันต์
จ้าวชี่เยว่ที่เพียงสะบัดหมัดก็บดขยี้ยอดฝีมืออย่างเจิ้งอวี้ชิงจนหมดสภาพ หาใช่ตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดไม่
คุณชายหนุ่มผู้นี้ต่างหาก… ผู้ที่ภายนอกดูสงบนิ่งไร้พิษสง ทว่ากลับนั่งบัญชาการชักนำสรรพสิ่งอยู่เบื้องหลัง ปั่นหัวศัตรูไว้ในกำมืออย่างเลือดเย็น และบงการชะตาชีวิตผู้คนราวจับวางหมากบนกระดาน... นี่ต่างหากคือตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง!