ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 128 ศักดิ์ศรี
เฉินอี้ตระหนักซึ้งว่าชะตาชีวิตมิอาจลิขิตเอง อารมณ์ในอกปั่นป่วนซับซ้อน
ด้านหนึ่งคือความหดหู่และกระวนกระวาย
แม้บรรลุถึงระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลาง นับเป็นยอดฝีมือชั้นแนวหน้าแห่งยุทธภพ ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับขุมอำนาจมหึมาอย่างตระกูลขุนนาง ตัวเขากลับเล็กกระจ้อยร่อย ไม่ต่างจากมดปลวกแทบเท้าภูผา
เพียงอีกฝ่ายพลิกฝ่ามือก็บดขยี้เขาจนแหลกเหลวได้โดยไร้ซึ่งความผิด ยามนี้จำต้องถลำลึกสู่วังวนแก่งแย่งชิงอำนาจ ชะตาชีวิตพลิกผันตลบตะแลงในชั่วพริบตา
จากแรกเริ่มที่หลงระเริง คิดพึ่งพิงร่มไม้ใหญ่ตระกูลเจิ้งเพื่อกรุยทางสู่อำนาจ กลับกลายเป็นความสิ้นหวังเมื่อถูกเจิ้งอวี้ชิงลอบกัดเจียนตายยกครัว ครั้นรอดพ้นเงื้อมมือมัจจุราชมาได้เพราะตระกูลจ้าวสอดมือเข้าแทรกแซง ทว่าสุดท้ายกลับหนีเสือปะจระเข้ ร่วงหล่นสู่อุ้งมือของจ้าวหนิง ผู้ซ่อนคมมีดไว้ใต้รอยยิ้มจนชวนให้หนาวเหน็บถึงกระดูก
ทุกย่างก้าวล้วนแขวนอยู่บนเส้นด้าย
ทว่าอีกมุมหนึ่ง เปลวเพลิงแห่งความทะเยอทะยานในอกเฉินอี้กลับยังไม่มอดดับ
การที่เขายอมลดตัวเป็นสุนัขรับใช้ตระกูลเจิ้งแต่แรก ก็เพื่ออาศัยร่มใบบุญกอบโกยผลประโยชน์ให้ตนเอง ขอเพียงมีต้นไม้ใหญ่ให้พิงหลัง จะเป็นต้นใดหาใช่เรื่องสำคัญ
สวามิภักดิ์ตระกูลเจิ้งก็คือรับใช้ ถวายหัวให้ตระกูลจ้าวก็คือการต่อยอด ขอเพียงตระกูลจ้าวไม่บีบคั้นจนเกินงามก็ย่อมได้
ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับชาวยุทธเช่นเฉินอี้ ตระกูลขุนนางอื่นเขาอาจไม่มักคุ้น ทว่ากับตระกูลจ้าวผู้ครองบัลลังก์ขุนนางบู๊อันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน เขาย่อมรู้ซึ้งถึงขุมพลังอำนาจอันหยั่งไม่ถึง
คลุกคลีอยู่ท่าเรือมาหลายปี วิถีปฏิบัติของตระกูลจ้าวที่หล่อเลี้ยงคนงานอย่างเป็นธรรม ไม่ขูดรีดสูบเลือดสูบเนื้อ เขาย่อมกระจ่างแจ้งแก่ใจ การได้ร่มเงาตระกูลจ้าวย่อมประเสริฐกว่าตระกูลเจิ้งนับร้อยเท่า
หากยืมบารมีตระกูลจ้าว ผนวกกับรากฐานนับสิบปีที่ท่าเรือ เขาจะผงาดขึ้นตั้งกิจการเดินเรือของตนเองได้ในชั่วข้ามคืน
เมื่อถึงยามนั้น อิทธิพลของเขาจะไม่ถูกจำกัดแค่ท่าเรือเล็กๆ แต่จะยื่นมือลึกเข้าไปถึงคลองขุดจิงหาง!
อาศัยเส้นทางน้ำสายหลัก ก่อตั้งพรรคอิทธิพลทางน้ำขึ้นมาทีละก้าว กิจการร้านรวงนับไม่ถ้วนตลอดสองฝั่งคลอง ย่อมตกอยู่ในกำมือเขา
ภายในสิบปี เขาจะมีทั้งเครือข่าย ร้านค้า โกดัง และกำลังพลของตนเองทุกหัวระแหง กลายเป็นคหบดีผู้ทรงอิทธิพลประจำถิ่น ครอบครองทั้งทรัพย์ศฤงคารและอำนาจล้นฟ้า!
หากเป็นจริงดังคาด นอกจากจะพลิกชะตาครอบครัวที่เคยยากไร้ ยังสามารถดึงญาติมิตรในหมู่บ้านมาอยู่ใต้ร่มเงา ให้พวกพ้องได้เสวยสุขถ้วนหน้า
ผู้ใดเคยเกื้อหนุน เขาจะทำให้พวกมันมั่งคั่ง ให้รู้ว่ามิได้มองคนผิด!
ส่วนสวะหน้าไหนที่เคยเหยียบย่ำ เขาจะทำให้พวกมันต้องชดใช้อย่างสาสม บีบให้คุกเข่าโขกศีรษะขอความเมตตา ให้พวกมันต้องสำนึกเสียดายที่เคยมองข้ามหัวเขา
คิดถึงจุดนี้ เลือดลมในกายเฉินอี้จะไม่ให้เดือดพล่านได้อย่างไร
นี่คือปณิธานที่เขาอาบเหงื่อต่างน้ำกัดฟันดิ้นรนมาค่อนชีวิต ไม่เคยยอมจำนนต่อโชคชะตาแม้แต่วินาทีเดียว แม้จนบัดนี้ยังไม่บรรลุ ทว่าไม่เคยคิดยอมแพ้
เขากระจ่างแจ้งแก่ใจดีว่า ชาติตระกูลต้อยต่ำไร้เส้นสายเยี่ยงเขา หากหมายมั่นปั้นมือทำการใหญ่ หมายแย่งชิงเศษเนื้อจากปากพยัคฆ์อย่างขุนนางเรืองอำนาจ และรับมือกับการรีดไถสารพัดรูปแบบ มันยากเย็นยิ่งกว่าปีนป่ายขึ้นสวรรค์ หากไร้มือของผู้สูงศักดิ์คอยผลักดัน ย่อมไม่มีวันเอื้อมถึง
ทว่าความเป็นจริงจะราบรื่นดั่งใจนึกหรือไม่
ยามนี้เฉินอี้จำต้องตรึกตรองให้จงหนัก จ้าวหนิงจะชุบเลี้ยงเขาหรือไม่
อย่างไรเสีย ในแผนการที่หวังซู่ลอบกัดคนตระกูลจ้าว เขาคือข้อต่อสำคัญที่คอยประสานงานให้ตระกูลเจิ้ง นับเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดเต็มตัว ไม่รู้ว่าจ้าวหนิงจะผูกใจเจ็บหมายเอาชีวิต หรือยอมสลัดทิ้งความบาดหมางเพื่อผลประโยชน์
หากจ้าวหนิงปฏิเสธไม่ยอมรับเขาเป็นสุนัขรับใช้ ความฝันทะยานฟ้าเหล่านี้ย่อมเป็นเพียงภาพลวงตา
หากจ้าวหนิงคิดบัญชีแค้นย้อนหลัง ซ้ำรอยเจิ้งอวี้ชิงที่หลอกใช้แล้วถีบหัวส่ง เช่นนั้นอย่าว่าแต่ปณิธานอันยิ่งใหญ่เลย แค่รักษาหัวให้อยู่บนบ่าก็ยังยาก!
รุกหน้าหนึ่งก้าวคือเส้นทางทองคำ ทอดไกลสู่มหาสมุทรอำนาจ ถอยหลังหนึ่งก้าวคือกรงเล็บมัจจุราช คาบเกี่ยวอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย
ณ ทางแยกชี้เป็นชี้ตาย หากมิใช่นักพรตผู้ปลงตก ย่อมไม่มีทางสะกดกลั้นอารมณ์ได้ เฉินอี้ได้ยินเสียงหัวใจตนเองเต้นกระหน่ำดุจรัวกลองรบ พยายามข่มกลั้นเพียงใดยังคงสั่นสะท้าน
เขาหันขวับมองเข้าไปในห้องโถง
ภรรยากำลังอุ้มบุตรชายคนเล็กที่หลับสนิท จูงมือบุตรสาวคนโตที่ยังไร้เดียงสา ทอดสายตามองมาด้วยแววตาตื่นตระหนกและหวาดหวั่น นางกำลังมองดู ‘แผ่นฟ้า’ ของครอบครัว
ใบหน้าเฉินอี้พลันแต้มรอยยิ้มอบอุ่น ส่งสัญญาณปลอบประโลมให้นางวางใจ
เพื่อภรรยาและสายเลือดอันเป็นที่รัก เพื่อแววตาเปี่ยมความหวังเหล่านั้น ต่อให้ต้องลุยไฟฝ่าดงดาบ มีสิ่งใดให้ต้องหวาดหวั่น ก็แค่กัดฟันสู้ถวายหัวทิ้งทวน!
เขาสาวเท้ากลับมาเบื้องหน้าจ้าวหนิง ทรุดเข่ากระแทกพื้น โขกศีรษะคารวะเต็มพิธีการแด่คุณชายหนุ่มผู้กุมชะตาชีวิตครอบครัวตน พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเด็ดเดี่ยว “คุณชายจ้าว อดีตเฉินอี้มืดบอดล่วงเกินตระกูลจ้าว ทราบดีว่าโทษทัณฑ์หนักหนา ไม่กล้าร้องขอการอภัย เพียงขอทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายไถ่บาป หากคุณชายไม่รังเกียจ เฉินอี้ยินดีจูงม้าถือโกลน ถวายชีวิตเป็นสุนัขรับใช้ แล้วแต่ท่านจะบัญชา”
การกระทำกะทันหันนี้ทำให้ทุกคนในลานเรือนผงะงัน
ฟางม่อหยวนทอดสายตามองเฉินอี้ที่หมอบกราบ นัยน์ตาแปรเปลี่ยนเป็นหยามเหยียด ชาติชายฉกรรจ์หัวเข่ามีค่าดั่งทองคำ จะยอมคุกเข่าก้มหัวให้ผู้อื่นง่ายดายปานนี้เชียวหรือ ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ยามนี้ยังไม่ถึงขั้นต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิตเสียหน่อย
เดิมทีจ้าวหนิงเองก็บังเกิดความดูแคลนต่อการกระทำไร้กระดูกสันหลังนี้เช่นกัน
ทว่าเมื่อหางตาเหลือบเห็นสตรีในห้องโถง ภรรยาของเฉินอี้ที่ทนดูสามีทิ้งศักดิ์ศรีไม่ไหวจนเผลอก้าวล่วงออกมา นางกัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด นัยน์ตาเอ่อล้นด้วยหยาดน้ำตาแห่งความรันทดปวดร้าว หัวใจของจ้าวหนิงพลันกระตุกวูบ
ความเหยียดหยามที่มีต่อเฉินอี้พลันมลายสิ้น
ศักดิ์ศรีสูงสุดของลูกผู้ชาย หาใช่การรักษาหน้าตาจอมปลอมอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่คือการค้ำยันแผ่นฟ้า ปกป้องลูกเมียให้แคล้วคลาดต่างหาก
เพื่อให้ครอบครัวได้เสวยสุข ไม่ต้องก้มหน้าประจบสอพลอผู้ใด การยอมหักกระดูกสันหลังตนเองค้อมหัวรับใช้ผู้มีอำนาจ นับเป็นการเสียสละที่คุ้มค่า
การที่เฉินอี้ดิ้นรนไขว่คว้าหาโอกาสเพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยให้ครอบครัว ย่อมเป็นสิ่งที่สมควรทำ การงอมืองอเท้ารอรับคำพิพากษาต่างหากคือความขี้ขลาดตาขาว
“ข้าจะให้โอกาสเจ้า แต่จงจำไว้ โอกาส… มีเพียงครั้งเดียว” จ้าวหนิงเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าหนักแน่นประดุจคำพิพากษาชี้ชะตา
เขายังมีหมากต้องใช้สอยเฉินอี้ อีกทั้งเป้าหมายที่เฉินอี้ลงมือก็มิใช่คนของตระกูลจ้าว เหยื่อที่หวังซู่สังหารล้วนเป็นสวะของพวกมันเองทั้งสิ้น
หากดึงตัวมาใช้ประโยชน์ พลิกคดีนี้ไม่ให้แปดเปื้อนตระกูลจ้าว ซ้ำยังแว้งกัดกระชากเนื้อตระกูลเจิ้งได้ ไม่ว่ามองมุมใดย่อมนับเป็นความดีความชอบที่ใช้ไถ่โทษได้สมน้ำสมเนื้อ
แม้จ้าวหนิงจะลบคำสบประมาทในใจ ทว่าก็หาได้ยกย่องเชิดชู ยิ่งมิพักต้องเอ่ยถึงความเห็นใจ มีเพียงความสมเพชเวทนาเบาบาง
โลกโสมมใบนี้ก็เป็นเช่นนี้ มักบีบคั้นมนุษย์ให้ไม่อาจมีชีวิตเยี่ยงมนุษย์ โดยเฉพาะกับรากหญ้าต้อยต่ำ สวรรค์มักจะโหดร้ายกับพวกเขายิ่งกว่าผู้ใด
ชาวบ้านนอกคอกนาเยี่ยงเฉินอี้ ถือกำเนิดมาพร้อมต้นทุนชีวิตต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เพื่อประทังปากท้องครอบครัวจำต้องกัดฟันดิ้นรนเลือดตากระเด็น ซ้ำยังต้องทนรับการเหยียบย่ำสูบเลือดจากผู้มีอำนาจ
เมื่อเทียบกับทายาทตระกูลขุนนางที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด สวมแพรพรรณหรูหรา เสวยอาหารเลิศรส จะหยิบจับสิ่งใดล้วนมีอำนาจเงินทองและเส้นสายปูทาง ดึงดันจนประสบความสำเร็จได้ไม่ยากเย็น ต่อให้เสเพลเป็นแค่ผีพนันคอยเก็บค่าเช่าที่ดินไปวันๆ ก็ยังเสวยสุขกับสุรานารีไม่ขาดแคลน
ชนชั้นล่างหากคิดปีนป่ายขึ้นสู่อำนาจ มีแต่ต้องก้มหัว คุกเข่าคลานศอกดมเท้าชนชั้นปกครอง เหมือนเช่นที่เฉินอี้กำลังกระทำอยู่เบื้องหน้าเขา
สัจธรรมโลกนี้ไม่เคยมีความยุติธรรม
ทว่าจะมัวก่นด่าฟ้าดินไปก็ไร้ประโยชน์
ในฐานะคุณชายสายตรงแห่งตระกูลขุนนางบู๊อันดับหนึ่งของราชวงศ์ต้าฉี ทายาทผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์เจิ้นกั๋วกง สิ่งเดียวที่เขาพึงกระทำได้ในยามนี้ คือค้ำยันแผ่นดินต้าฉี บดขยี้กองทัพเป่ยหูที่รุกราน เพื่อให้ผู้คนบนแผ่นดินมีชีวิตรอดพ้นไฟสงคราม ไม่ต้องเผชิญชะตากรรมบ้านแตกสาแหรกขาด
นี่คือสมรภูมิที่เขาต้องหลั่งเลือดดิ้นรน!
ถ้อยคำของจ้าวหนิงประดุจเสียงสวรรค์ชุบชีวิต เฉินอี้เนื้อเต้นด้วยความปีติ รีบโขกศีรษะกระแทกพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ขอบพระคุณคุณชายจ้าวขอรับ”
จ้าวหนิงนำขบวนก้าวพ้นประตูคฤหาสน์ ลากคอเจิ้งอวี้ชิงที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเหล็กเย็นเยียบออกมาด้วย จ้าวหนิงกราดตามองถนนดินที่เงียบสงบไร้ความเคลื่อนไหว พลางส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง
เขาปรายตามองเจิ้งอวี้ชิงที่หอบหายใจรวยรินสภาพร่อแร่ เอ่ยเย้ยหยัน “ดูเหมือนสุนัขรับใช้ตระกูลเจิ้งจะไม่โผล่หัวมาช่วยเจ้าเลยนะ”
เจิ้งอวี้ชิงคอตกไร้เรี่ยวแรง พลังใจแตกสลายจนไม่อาจปริปากโต้ตอบ เขาจะเอาสิ่งใดไปเถียง จะให้ยอมรับว่าตระกูลตนโง่งมไร้น้ำยา คาดไม่ถึงว่ามัจจุราชอย่างจ้าวหนิงจะโผล่มากระชากวิญญาณถึงที่นี่งั้นหรือ
ทว่าจ้าวหนิงหาได้คลายความรัดกุม เขาเรียกฟางม่อหยวนมากระซิบสั่งการสองสามประโยค มอบหมายให้คุมตัวเฉินอี้ เจิ้งอวี้ชิง และพรรคพวก ส่งตรงไปยังกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง
“คุณชายโปรดวางใจ หากมีสวะหน้าไหนกล้าดักปล้นนักโทษกลางทาง ข้าฟางผู้นี้จะสับพวกมันให้เป็นชิ้นๆ เอง” ฟางม่อหยวนผู้มีรูปโฉมหล่อเหลากว่าจ้าวหนิงหลายส่วนแย้มยิ้มมั่นใจ ท่าทางองอาจดุดัน
พลิกกายขึ้นหลังม้า จ้าวหนิงภายใต้การอารักขาของจ้าวชี่เยว่และองครักษ์เงาตระกูลจ้าว ก็ควบอาชาตะบึงฝ่าลม มุ่งหน้าสู่คฤหาสน์ตระกูลจ้าว ณ อำเภอสือเหมิน
สมรภูมิที่นั่นเกิดคดีนองเลือดจากการแย่งชิงแหล่งน้ำชลประทาน ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงกว่าคดีท่าเรือ ซ้ำยังซ่อนเร้นภยันตรายล้ำลึกกว่าหลายเท่าตัว ขุมกำลังขุนนางบุ๋นที่ชักใยอยู่เบื้องหลังก็ยิ่งใหญ่คับฟ้า จ้าวหนิงจึงต้องเร่งรุดไปควบม้าไปกุมบังเหียนสถานการณ์โดยด่วน
แผนลอบกัดของขุนนางบุ๋นกระจายอยู่ทั่วทุกหัวระแหง จ้าวหนิงย่อมไร้ร่างแยกไม่อาจลงสนามด้วยตนเองได้ทุกสมรภูมิ เขาชั่งน้ำหนักจากความวิกฤต คดีจุกจิกทั่วไปเขาคร้านจะก้าวก่าย เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานไม่เอื้ออำนวย
เขาเจาะจงลงดาบเฉพาะจุดตายอย่างคดีท่าเรือและคดีนองเลือดที่คฤหาสน์สือเหมินเท่านั้น
คดีนองเลือดชิงทรัพยากรที่อำเภอสือเหมินนั้นซับซ้อนซ่อนเงื่อน จ้าวหนิงต้องรีดเร้นสมาธิรับมือขั้นสุด หากเดินหมากพลาดเพียงตาเดียว กระดานนี้อาจย่อยยับพินาศ
……
ฝั่งขุนนางบุ๋นภายใต้เงื้อมเงาสวีหมิงหล่าง ได้เปิดฉากรุกฆาตตระกูลจ้าวอย่างเต็มรูปแบบในวันนี้ ทุกองคาพยพขยับเขยื้อนพร้อมเพรียง หวังใช้คลื่นพลังดุจภูเขาไฟระเบิดบดขยี้ตระกูลจ้าวให้แหลกเป็นเถ้าถ่าน
ยามซื่อสี่เค่อ ณ เขื่อนกั้นแม่น้ำชางสุ่ย อำเภอสือเหมิน
มหกรรมตะลุมบอนนองเลือดเพิ่งยุติลง ฝูงชนนับร้อยรวมตัวแออัดอยู่ลานกว้างริมเขื่อน แบ่งฝักแบ่งฝ่ายชัดเจน บ้างนั่งหอบกระเส่า บ้างยืนถืออาวุธคุมเชิง ไร้ทีท่าจะสลายตัว โทสะและรังสีฆ่าฟันยังคงคุกรุ่น
ใจกลางวงล้อม ซากศพนับสิบถูกทิ้งระเกะระกะ เลือดเจิ่งนองชวนสังเวช
มือปราบจากที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงรุดมาถึงและตรึงกำลังควบคุมพื้นที่ เสมียนเร่งจดบันทึกปากคำ ขณะที่เจ้าหน้าที่ลากตัวชาวบ้านมารีดเค้นเบาะแสอย่างเข้มงวด
บนเนินเขาเขียวขจีเหนือต้นน้ำ กลุ่มคนในอาภรณ์หรูหรา รัศมีมั่งคั่งแผ่ซ่าน กำลังยืนทอดสายตาเหยียดหยามมองดูความโกลาหลเบื้องล่าง
สองบุรุษวัยกลางคนผู้เป็นหัวโจกกำลังเสวนาด้วยท่าทีผ่อนคลาย รอยยิ้มย่ามใจปรากฏบนใบหน้า ประหนึ่งเทพหมากรุกที่กำลังชมดูความพินาศของหมากบนกระดาน
“หมากเดินมาถึงขั้นนี้ กระดานนี้ก็ถือเป็นอันยุติ คฤหาสน์ตระกูลจ้าวใช้อำนาจบาตรใหญ่แย่งชิงแหล่งน้ำ ปล่อยสมุนและผู้เช่านาเข่นฆ่าชาวบ้านตาดำๆ จนล้มตายนับสิบ นี่คือหลักฐานมัดตัวที่ดิ้นไม่หลุด”
หลวี่เจิงแห่งตระกูลขุนนางบุ๋นสายหลวี่ลูบเคราหัวเราะร่วน “ขุนนางกินเบี้ยหวัดหลวง ริอ่านแก่งแย่งผลประโยชน์ราษฎร ตระกูลใหญ่กดขี่ข่มเหงชาวบ้าน ข้อหาฉกรรจ์ปานนี้ ปลุกปั่นกระแสสังคมให้ลุกฮือได้ง่ายดายนัก ศาลผู้ตรวจการย่อมสับตระกูลจ้าวไม่เหลือซาก”
“ตระกูลอู๋แห่งจินหลิงกับตระกูลหยางแห่งกว่างหลิง แค่ตีกันแย่งลานล่าสัตว์จนบ่าวไพร่ล้มตาย ยังโดนราชสำนักริบบรรดาศักดิ์สืบทอด ยามนี้ตระกูลจ้าวถึงขั้นเข่นฆ่าชาวบ้านบริสุทธิ์ โทษทัณฑ์นี้หนักหนาสาหัสนัก”
เจิ้งจื้อแห่งตระกูลเจิ้งแค่นหัวเราะเหี้ยม “มีตัวอย่างตระกูลอู๋กับตระกูลหยางเป็นบรรทัดฐาน ครานี้ตระกูลจ้าวอย่าหวังจะรอดตัว ลำพังคดีนี้คดีเดียว ก็ลากจ้าวเสวียนจีลงจากเก้าอี้ทำเนียบเสนาธิการทหาร และกระชากบรรดาศักดิ์เจิ้นกั๋วกงทิ้งได้แล้ว! หากแม้นเป็นเช่นนี้ แผนจัดตั้งทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพ ย่อมทะลวงฉลุยไร้อุปสรรค!”