ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 129 ขุนเขาซ่อนเร้นวารีวกวน (ตอนต้น)
ยามจ้าวหนิงมาถึงละแวกแม่น้ำชางสุ่ย ฝูงชนที่ชุมนุมกันบริเวณเขื่อนกั้นน้ำเริ่มสลายตัว ฝั่งหนึ่งมุ่งหน้ากลับคฤหาสน์ตระกูลจ้าวภายใต้การนำของคนในตระกูล ขณะที่อีกฝั่งตามผู้นำหมู่บ้านกลับถิ่นฐานตน
จ้าวหนิงรั้งสายบังเหียนหยุดม้าบนเนินดิน ทอดสายตามองสถานการณ์เบื้องล่าง ก่อนจับจ้องไปยังขบวนชาวบ้านที่มือปราบจากที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงและอำเภอสือเหมินคุมตัวมุ่งหน้าสู่เมืองเยี่ยนผิง
คนกลุ่มนี้มีจำนวนนับร้อย นอกเหนือจากผู้เช่านา ชาวบ้านที่ก่อเหตุ และศพผู้ตายที่ถูกหามไปแล้ว ยังมีคนของคฤหาสน์ตระกูลจ้าว ผู้นำหมู่บ้านเหอโข่ว และฝูงชนที่ตามไปทวงความยุติธรรมถึงที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงปะปนอยู่ไม่น้อย
เวลาผ่านไปเพียงอึดใจ คนของคฤหาสน์ตระกูลจ้าวพลันควบม้าตะบึงเข้ามา ชายวัยกลางคนผู้เป็นหัวหน้ารีบเร่งเข้ามารายงานสถานการณ์อย่างรวบรัด
“อีกฝ่ายตายสิบสาม บาดเจ็บยี่สิบกว่าคน ล้วนเป็นชาวหมู่บ้านเหอโข่ว ก่อนคุณชายจะมาถึง ขุนนางจากที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงได้ชันสูตรเบื้องต้นแล้ว”
“ฝั่งเราที่ลงมือสังหารมีผู้เช่านาห้าคน ชาวนาสามคน และผู้คุ้มกันคฤหาสน์อีกสี่คน ชาวบ้านนับร้อยเห็นเหตุการณ์เต็มสองตา พยานหลักฐานจึงมัดตัวแน่นหนา”
“คดีนี้มีโทษถึงตาย ขุนนางอำเภอสือเหมินหารือกับขุนนางเมืองเยี่ยนผิงแล้ว ตัดสินใจส่งตัวคนทั้งหมดไปไต่สวนที่ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงโดยตรง ข้ามขั้นตอนของอำเภอสือเหมินไป”
จ้าวเจิ้งเสียง ผู้ดูแลคฤหาสน์วัยกลางคนผู้มีศักดิ์เป็นท่านอาเจ็ดของจ้าวหนิง กล่าวสรุปด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
“สถานการณ์พลิกกลับมาเสียเปรียบอย่างยิ่ง ข้าส่งคนไปประกบครอบครัวของพวกที่ลงมือแล้ว คุณชายหนิงกลับคฤหาสน์พร้อมพวกเราเถิด ไม่มีเหตุจำเป็นต้องไปเหยียบหมู่บ้านเหอโข่วอีก”
จ้าวหนิงพยักหน้ารับคำโดยไร้ข้อกังขา เขากระจ่างแจ้งถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของเหตุการณ์นี้ดี
ที่ดินของตระกูลจ้าวตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำชางสุ่ย ส่วนที่นาหมู่บ้านเหอโข่วอยู่ฝั่งตะวันตก ทั้งสองฝั่งอาศัยสายน้ำนี้หล่อเลี้ยงผืนนา
ยามนี้คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของฤดูเพาะปลูก หากไร้ซึ่งหยาดฝน ความเป็นตายของต้นกล้าย่อมขึ้นอยู่กับการผันน้ำจากเขื่อนเข้าคลองชลประทาน
ห้วงเวลาทำนามีจำกัด หากพลาดพลั้งปล่อยให้ต้นกล้าขาดน้ำ ผืนนาจะพินาศย่อยยับ กระทบถึงผลเก็บเกี่ยวทั้งปี นี่คือหายนะที่ไม่มีผู้ใดแบกรับไหว
ทว่าแม่น้ำชางสุ่ยมีปริมาณน้ำจำกัด แม้กักเก็บมาตลอดเหมันต์ฤดู แต่น้ำในวสันตฤดูก็ยังไม่พอให้ทั้งสองฝั่งผันใช้พร้อมกัน หาไม่แล้วหมู่บ้านปลายน้ำย่อมต้องขาดแคลน การผันน้ำจึงต้องจัดสรรตามลำดับก่อนหลัง
ตระกูลจ้าวคือตระกูลขุนนางบู๊ผู้ทรงเกียรติแห่งต้าฉี ธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมาคือตระกูลจ้าวผันน้ำก่อน ครึ่งหลังจึงตกเป็นของหมู่บ้านเหอโข่ว หลายปีมานี้ต่างฝ่ายต่างถ้อยทีถ้อยอาศัย หมู่บ้านเหอโข่วไม่เคยสูญเสียผลผลิตจากการขาดน้ำเลยสักครา
ทว่าปีนี้ หมู่บ้านเหอโข่วกลับดึงดันแข็งกร้าว
ข้ออ้างของผู้นำหมู่บ้านคือ วสันตฤดูปีนี้แล้งจัด น้ำในแม่น้ำชางสุ่ยเหือดแห้งเป็นพิเศษ หากปล่อยให้ตระกูลจ้าวสูบน้ำไปก่อนสักสองสามวัน เขื่อนย่อมขอดก้น จึงบีบคั้นขอผันน้ำพร้อมกัน หรือไม่ก็ต้องให้พวกตนใช้น้ำก่อน
พวกเขายังอ้างอย่างผยองว่า ตระกูลจ้าวผูกขาดการใช้น้ำก่อนมาหลายปี บัดนี้สมควรสลับสับเปลี่ยนให้พวกตนบ้าง
ฟังเผินๆ คล้ายมีเหตุผล ทว่าความเป็นจริงกลับสวนทาง
หากหมู่บ้านเหอโข่วเจรจาขอจัดสรรล่วงหน้า ตระกูลจ้าวย่อมไม่แล้งน้ำใจ ทว่าพวกเขากลับปิดปากเงียบ คฤหาสน์ตระกูลจ้าวเพาะปลูกตามกำหนดเดิมจนต้นกล้างอกเงยเข้าสู่ช่วงวิกฤต ประกอบกับฟ้าฝนไม่เป็นใจ หากไร้น้ำหล่อเลี้ยงในยามนี้ ต้นกล้าย่อมยืนต้นตายหมดสิ้น
หากเอ่ยปากขอล่วงหน้า คฤหาสน์ตระกูลจ้าวเพียงเลื่อนการเพาะปลูกออกไปไม่กี่วันก็ย่อมได้
เมื่อล่วงเลยมาถึงขั้นนี้ คฤหาสน์ตระกูลจ้าวย่อมไม่อาจถอย ฝั่งหมู่บ้านเหอโข่วก็แข็งกร้าวไม่ยอมลดราวาศอก ท้ายที่สุดจึงบานปลายกลายเป็นการยกพวกปะทะกันเพื่อแย่งชิงแหล่งน้ำ
นับแต่โบราณกาล ยามเกิดภัยแล้ง การนองเลือดเพื่อแย่งชิงน้ำถือเป็นเรื่องปกติ ทว่าส่วนใหญ่มักเป็นการวิวาทระหว่างหมู่บ้านต้นน้ำกับปลายน้ำ การปะทะระหว่างสองฟากฝั่งแม่น้ำเช่นนี้นับว่าหาดูยาก
เหตุผลนั้นเรียบง่าย ฝั่งต้นน้ำกุมความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ หากต้นน้ำตัดสายธาร ปลายน้ำย่อมแห้งขอด
ทว่าตระกูลจ้าวรักษากฎระเบียบเคร่งครัด เชิดชูเกียรติยศชื่อเสียงมาตลอด ย่อมไม่ยอมลดตัวลงไปแย่งชิงสายน้ำพร้อมกับชาวบ้านจนเกิดเหตุการณ์น่าสมเพชเช่นนี้
สรุปแล้ว การตะลุมบอนครั้งนี้ผิดแผกจากคดีฆาตกรรมท่าเรือ คดีก่อนหวังซู่ลงมือลอบสังหารแล้วใส่ร้ายป้ายสี การพลิกคดีจึงทำได้ไม่ยากเย็น
ทว่าคดีนี้ ฝ่ายที่ลงมือสังหารมีทั้งผู้เช่านาและผู้คุ้มกันของคฤหาสน์ตระกูลจ้าว พยานบุคคลมีนับร้อย ไม่ว่าตระกูลจ้าวจะดิ้นรนอย่างไรก็ไม่อาจสลัดข้อกล่าวหาพ้น เรียกได้ว่าเป็นคดีที่ถูกมัดตราสังข์ไว้อย่างแน่นหนา
เวลาผ่านไปไม่นาน จ้าวหนิงและขบวนผู้ติดตามก็เดินทางมาถึงคฤหาสน์ตระกูลจ้าว
อำเภอสือเหมินนับเป็นหัวเมืองรอบนอกเมืองหลวง ความมั่งคั่งจึงทิ้งห่างหัวเมืองชายแดนลิบลับ ภายนอกคฤหาสน์มหึมาของตระกูลจ้าวเต็มไปด้วยถนนย่านการค้าและบ้านเรือนราษฎรเรียงราย เคหสถานเหล่านี้ล้วนสร้างอย่างโอ่อ่าประณีต เพียงปรายตามองก็รู้ว่าผู้อยู่อาศัยล้วนมีฐานะอู้ฟู่
“คุณชายตั้งใจจะไปที่ใดก่อน” จ้าวเจิ้งเสียงเอ่ยถาม
“รบกวนท่านอาเจ็ดไปจัดการทางฝั่งครอบครัวผู้คุ้มกัน ส่วนข้าจะไปจัดการฝั่งผู้เช่านาเอง” จ้าวหนิงวางแผนไว้ในใจแล้ว
เป้าหมายของจ้าวหนิงคือบ้านเรือนซอมซ่อสองสามหลังที่ตั้งอยู่ห่างไกลออกไป ระหว่างทาง ฮู่หงเหลียนในคราบหญิงชาวนาโผล่ออกมาจากมุมอับ นางเร่งฝีเท้าเข้ามาประกบจ้าวหนิงก่อนรายงานเสียงเบา
“พบสถานที่แล้ว คนที่เกี่ยวข้องถูกจับตาดูอยู่ ทว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก ดูเหมือนพวกมันจะไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรเลย”
ฟังจากน้ำเสียงของนาง เห็นได้ชัดว่าสายข่าวเพิ่งค้นพบที่อยู่ของผู้เช่านาที่ก่อเหตุ มิได้กุมสถานการณ์ล่วงหน้าเหมือนเครือข่ายของซูเยี่ยชิงและฟางม่อหยวนที่ย่านท่าเรือ
นับว่าสมเหตุสมผล
หมู่บ้านชนบทห่างไกลมิใช่อาณาจักรการค้าที่ผู้คนพลุกพล่าน ชาวนาล้วนคุ้นหน้าค่าตากันทุกหลังคาเรือน หากมีคนแปลกหน้าย่างกรายเข้ามา ย่อมตกเป็นเป้าสายตาในทันที
หากให้ยอดฝีมือจากหออี้ผิ่นแฝงตัวเข้ามาสืบข่าว สู้ให้คนของคฤหาสน์ตระกูลจ้าวออกหน้าเองยังจะกลมกลืนเสียกว่า
ทว่าไม่ว่าใครจะลงพื้นที่สืบข่าว ย่อมไปสะกิดต่อมระแวงของพวกที่มีชนักติดหลัง การเคลื่อนไหวส่งเดชมีแต่จะแหวกหญ้าให้งูตื่น บีบให้ผู้ชักใยเบื้องหลังไหวตัวทันและล่าถอยไปเสียก่อน
ด้วยเหตุนี้ แผนของจ้าวหนิงคือให้จ้าวเจิ้งเสียงลอบประสานงานกับผู้อาวุโสในหมู่บ้านที่ไว้ใจได้ ให้พวกเขาคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวอย่างลับๆ ส่วนฮู่หงเหลียนมีหน้าที่ประมวลผลข่าวสารอยู่เบื้องหลังเท่านั้น
ยามนี้ ข้างกายฮู่หงเหลียนมีผู้ดูแลคฤหาสน์หนึ่งคนและชายชราผมขาวโพลนอีกสามคนติดตามมาด้วย
“เรื่องลงมือฆ่าคน ครอบครัวพวกมันย่อมต้องมีส่วนรู้เห็น เพียงแต่อาจรู้กันในวงแคบและรูดซิปปากสนิท”
จ้าวหนิงเอ่ยขณะสาวเท้าเดินหน้า “คดีนี้ต่างจากหวังซู่ คนพวกนี้ต้องรับโทษฐานฆ่าคนตายจริงๆ ถึงคดีจะคลี่คลายก็ไม่มีทางรอดคุกไปได้ ผลประโยชน์ที่พวกมันได้รับจากการเอาชีวิตเข้าแลก ย่อมต้องตกถึงมือครอบครัวและเครือญาติ”
ฮู่หงเหลียนขมวดคิ้วแน่น “เช่นนั้นญาติที่รู้เรื่องย่อมต้องกัดฟันปิดปากเงียบ เพราะหากคายความจริงออกมา หยาดเหงื่อแรงกายและชีวิตที่เสียสละไป รวมถึงทรัพย์สินที่แลกมา ย่อมสูญเปล่าเป็นเถ้าธุลี”
จ้าวหนิงเพียงปรายตามองฮู่หงเหลียนด้วยหางตา ไม่เอ่ยคำใด
เมื่อสบกับนัยน์ตาดำมืดและเย็นเยียบปานน้ำแข็งของจ้าวหนิง ฮู่หงเหลียนพลันสะท้านเยือกไปทั้งใจ นางกระจ่างแจ้งถึงเจตนาของเขาทันที… ภายใต้ทัณฑ์ทรมาน มีหรือจะง้างปากไม่ได้
ขอเพียงลงทัณฑ์ให้หนักหน่วง ชาวบ้านธรรมดาพวกนี้มีหรือจะทนฝืนทนเก็บความลับไหว
คนพวกนี้คือผู้เช่านาและผู้คุ้มกันตระกูลจ้าว ทว่ากลับรับสินบนจากตระกูลขุนนางบุ๋นให้ลงมือสังหารคนในเหตุตะลุมบอน เมื่อขึ้นศาลที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง พวกมันย่อมต้องแว้งกัดตระกูลจ้าวว่าเป็นผู้บงการ โคลนโสมมที่สาดใส่ด้วยลมปากเช่นนี้ ต่อให้ตระกูลจ้าวมีร้อยปากก็แก้ต่างไม่หลุด
ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ จ้าวหนิงย่อมไม่มีความเมตตาหลงเหลือให้ครอบครัวเดนมนุษย์พวกมัน
หลุดจากถนนหลวงเข้าสู่คันนาคับแคบ เดินเท้าต่ออีกอึดใจ เลี้ยวผ่านหัวโค้ง กระท่อมชาวนาริมลำธารเบื้องหน้าชายป่าก็ปรากฏแก่สายตา
บ้านเรือนเจ็ดแปดหลังตั้งระเกะระกะ สภาพซอมซ่อผุพัง ลานบ้านเปิดโล่งไร้รั้วกั้น
ทว่าเมื่อเห็นจุดหมาย ฮู่หงเหลียนและผู้ติดตามกลับหน้าถอดสี
ก่อนหน้านี้นางวางกำลังสายลับไว้รอบบริเวณ เพื่อจับตาดูครอบครัวฆาตกรไม่ให้หลบหนี ทว่าตอนนี้เป้าหมายยังอยู่ครบ กลับมีแขกไม่ได้รับเชิญเพิ่มมาอีกฝูงใหญ่
ผู้มาเยือนมิใช่มือสังหารจากตระกูลขุนนางบุ๋น แต่เป็นมือปราบจากที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง
“สุนัขรับใช้ของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงจมูกไวเสียจริง” ฮู่หงเหลียนแค่นเสียงขรึม
จ้าวหนิงชะงักเท้า ทอดสายตาเย็นเยียบมองฝูงมือปราบเบื้องหน้า กวาดตามองหาตัวการคุ้นหน้าคุ้นตา
ในคดีท่าเรือ เพื่อสกัดไม่ให้ตระกูลจ้าวสาวไส้ ตระกูลเจิ้งได้ลอบซ่อนตัวเฉินอี้และภรรยาของหวังซู่จนมิดชิด คดีนี้ตระกูลขุนนางบุ๋นย่อมต้องใช้วิธีเดียวกัน เพื่อรวบตัวครอบครัวของฆาตกรไว้ในกำมือ
ฉากหน้าหวังซู่ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ การเร้นกายเฉินอี้และหวังหลิ่วซื่อจึงต้องกระทำอย่างลับๆ ทว่าคดีตะลุมบอนนี้ ฆาตกรก่อเหตุอย่างอุกอาจกลางแจ้ง ตระกูลขุนนางบุ๋นจึงไม่อาจลักพาตัวครอบครัวพวกมันไปซ่อนตัวอย่างโจ่งแจ้งได้
บัดนี้ การใช้ข้ออ้างสอบปากคำเพื่อลากตัวครอบครัวพวกมันไปไว้ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง จึงเป็นหมากตาที่ดีที่สุดในการตัดตอนไม่ให้ตระกูลจ้าวสืบสาวราวเรื่อง
หมากตานี้ทั้งแยบยลและชอบธรรมจนไม่มีผู้ใดหาข้ออ้างขัดขวางได้
“คุณชาย พวกเราจะเอาอย่างไรดี” ฮู่หงเหลียนเอ่ยถามอย่างร้อนรน “ให้ข้าเรียกคนของกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองมาดักปล้น ชิงตัวพวกมันมาเลยหรือไม่”
จ้าวหนิงส่ายหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ในเมื่อสุนัขรับใช้ของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงออกโรง ย่อมต้องมียอดฝีมือตระกูลขุนนางบุ๋นซุ่มคุ้มกันอยู่ลับๆ ต่อให้เราเกณฑ์คนจากตระกูลจ้าว ตระกูลเว่ย และทหารลาดตระเวนเมืองมาสมทบ โอกาสสำเร็จก็ยังริบหรี่”
“อีกทั้งข้ายังรั้งตำแหน่งในกองบัญชาการฯ หากเรื่องลุกลามใหญ่โต ย่อมถูกตั้งข้อหาใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ ไม่เป็นผลดีต่อรูปกระดานโดยรวม”
ฮู่หงเหลียนยิ่งฟังยิ่งร้อนรนทวีคูณ “หรือพวกเราต้องปล่อยมือจากการสืบสวนครอบครัวฆาตกร หากเค้นหาหลักฐานเอาผิดตระกูลขุนนางบุ๋นจากปากพวกมันไม่ได้ คดีนี้ย่อมกลายเป็นเชือกรัดคอตระกูลจ้าวอย่างแท้จริง”
กล่าวถึงตรงนี้ ประกายตาของนางพลันสว่างวาบ “ตอนโค่นตระกูลหลิวคราวก่อน ในที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงมีขุนนางตระกูลยากไร้คอยช่วยเหลือ ครั้งนี้พวกเราจะยืมมือพวกเขาได้หรือไม่”