ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 130 ขุนเขาซ้อนเร้นวารีวกวน (ตอนจบ)
คดีสังหารที่ท่าเรืออยู่ในมือของกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง เหตุตะลุมบอนที่เขื่อนกั้นน้ำก็พัวพันถึงตระกูลจ้าว หากรวบยอดคดีทั้งหมดมาให้กองบัญชาการฯ จัดการ ย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุด ทว่าที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงย่อมไม่ยอมปล่อยมือ และจ้าวหนิงก็ไม่อาจใช้กำลังแย่งชิงได้อย่างโจ่งแจ้ง
ขอบเขตอำนาจของกองบัญชาการฯ ควบคุมเพียงความสงบเรียบร้อยทั้งในและนอกกำแพงเมืองเยี่ยนผิง มิได้ครอบคลุมถึงหัวเมืองรอบนอก นี่คือจุดอ่อนสำคัญที่จ้าวหนิงไม่อาจพลิกแพลงแก้ไขได้ในชั่วข้ามคืน
ตามกฎหมายแผ่นดิน เมื่อเกิดเหตุฆ่าฟันนองเลือด ทันทีที่สุนัขรับใช้จากที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงกรีฑาทัพมาถึง พยานหลักฐานทั้งหมดย่อมต้องตกอยู่ในมือพวกมัน ต่อให้ตระกูลจ้าวชิงลงมือสกัดกั้นไว้ก่อน ก็ไม่อาจกักขังเครือญาติฆาตกรไว้ได้ตลอดรอดฝั่ง
เว้นเสียแต่ในภายภาคหน้า เขาจะสามารถยกระดับกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองให้กลายเป็น ‘กองบัญชาการทหารเมืองเยี่ยนผิง’ กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเทียบเท่าที่ว่าการเมือง เมื่อนั้นจ้าวหนิงจึงจะหลุดพ้นจากพันธนาการไร้สภาพเช่นนี้
แต่นั่นคือเรื่องของอนาคต หาใช่ปัจจุบัน
ข้อเสนอของฮู่หงเหลียนจึงทะลวงถูกจุด หากยามนี้ได้ขุนนางอย่างถังซิงและโจวจวิ้นเฉินยื่นมือเข้าสอดแทรก รูปกระดานย่อมพลิกกลับมาได้เปรียบ จ้าวหนิงจะยังมีช่องว่างให้เดินหมากตลบหลังได้
ทว่าท่ามกลางฝูงมือปราบเหล่านั้น จ้าวหนิงกลับไร้ซึ่งเงาของคนทั้งสอง
ฮู่หงเหลียนกระจ่างแจ้งถึงจุดนี้เช่นกัน ใบหน้างดงามฉายแววเคร่งเครียด “เหตุใดพวกถังซิงจึงไม่ปรากฏตัว พวกเขาเป็นปรปักษ์กับตระกูลขุนนางบุ๋นมิใช่หรือ เกิดคดีสะเทือนขวัญปานนี้ ไฉนจึงนิ่งดูดายปล่อยให้อีกฝ่ายชุบมือเปิบสร้างผลงาน”
“หรือพวกเขางัดข้อพ่ายแพ้ จึงถูกบีบให้ล้างมือจากคดีนี้ ด้วยอิทธิพลของพวกขุนนางบุ๋น ย่อมเป็นไปได้สูงยิ่ง”
“หากเป็นเช่นนั้น ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงรวบตัวครอบครัวฆาตกรพร้อมสินบนไปจนหมดสิ้น เราจะสิ้นไร้เบาะแสให้สืบสาวโดยสมบูรณ์”
จ้าวหนิงนิ่งเงียบ
หมากตานี้ พวกขุนนางบุ๋นทุ่มเทสรรพกำลังและเวลาไปมหาศาล ยามวางแผนโค่นล้มตระกูลจ้าว ย่อมต้องถอดบทเรียนจากความพินาศของตระกูลหลิวจนทะลุปรุโปร่ง
การบีบพวกขุนนางตระกูลยากไร้ให้หัวหดแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้สอดมือเข้ามาพลิกกระดาน ถือเป็นหมากพื้นฐานที่สุดที่พวกมันย่อมต้องเดิน
ด้วยอำนาจบารมีของพวกมันในราชสำนักยามนี้ ขุนนางไร้รากฐานเหล่านั้นย่อมยากจะต้านทาน การกดหัวผู้ด้อยกว่าจึงง่ายดายปานพลิกฝ่ามือ
เมื่อเห็นจ้าวหนิงเอาแต่เงียบ ฮู่หงเหลียนพลันฉุกคิดบางสิ่งได้ จึงเอ่ยถามอย่างร้อนรน “ก่อนหน้านี้คุณชายลอบประสานงานกับพวกถังซิงแล้วมิใช่หรือ หรือว่าท่านมิได้ส่งสัญญาณเตือนให้พวกเขารับมือ”
ในสายตานาง จ้าวหนิงย่อมต้องวางหมากร่วมกับพวกถังซิงไว้ล่วงหน้า เฉกเช่นตอนขุดรากถอนโคนตระกูลหลิว แล้วเหตุใดบัดนี้คนเหล่านั้นจึงไร้เงา
นางพอจะรู้ตื้นลึกหนาบางระหว่างจ้าวหนิงและพวกถังซิงอยู่บ้าง จ้าวหนิงมีบุญคุณใหญ่หลวงต่อถังซิงและโจวจวิ้นเฉิน ยามที่ตระกูลจ้าวตกเป็นเป้าสังหาร อีกฝ่ายย่อมต้องยื่นมือเข้ากอบกู้
ท้ายที่สุดย่อมเอื้อประโยชน์ต่อพวกถังซิงเช่นกัน ในคดีตระกูลหลิว ถังซิงและโจวจวิ้นเฉินก็ได้ไต่เต้าตำแหน่งเพราะความดีความชอบนี้
จ้าวหนิงปรายตามองนางแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ไม่ว่าจะเป็นในที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงหรือทั่วทั้งราชสำนัก ขุนนางยากไร้ย่อมเป็นหอกข้างแคร่ของพวกตระกูลขุนนางบุ๋นโดยธรรมชาติ ความบาดหมางนี้ไม่มีวันประสาน รังแต่จะฟาดฟันกันจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะแหลกสลาย”
“แต่เจ้าต้องตระหนักไว้ ศัตรูที่แท้จริงของพวกมันมิได้มีเพียงตระกูลขุนนางบุ๋น เป้าหมายสูงสุดของพวกมันคือการเหยียบย่ำตระกูลใหญ่เก่าแก่ทั้งหมด… ซึ่งนั่นย่อมรวมถึงตระกูลขุนนางบู๊อย่างเรา”
สิ้นคำ จ้าวหนิงก็เลิกใส่ใจกระท่อมซอมซ่อเบื้องหน้า เขาหมุนตัวเดินกลับทางเดิมโดยพลัน ยังมีความนัยอีกประการที่เขาเก็บงำไว้… การหยิบยืมมือขุนนางไร้รากฐานมากวาดล้างตระกูลใหญ่ นั่นคือพระราชประสงค์ที่แท้จริงของโอรสสวรรค์
ฮู่หงเหลียนใจสะท้านวาบ รีบจ้ำอ้าวตามหลังเขาไปติดๆ
ก่อนหน้านี้นางปักใจเชื่อว่าถังซิงกับจ้าวหนิงผูกมิตรภาพแน่นแฟ้น ถังซิงสมควรเจริญรอยตามหออี้ผิ่น ตอบแทนบุญคุณพร้อมกับเกาะใบบุญตระกูลจ้าว คาดไม่ถึงว่าเบื้องหลังจะซุกซ่อนคลื่นใต้น้ำอันหนาวเหน็บไว้
ชาวยุทธ์อย่างนาง ยึดถือหลักบุญคุณต้องทดแทน ความแค้นต้องชำระ นี่คือวิถีแห่งหออี้ผิ่น และเป็นกฎเหล็กในใจนาง
ทว่าจากความหมายของจ้าวหนิง ถังซิงไม่เพียงอกตัญญู แต่หากการแก่งแย่งอำนาจบีบบังคับ มันจะเมินเฉยต่อคำขอของจ้าวหนิงอย่างเลือดเย็น… หรือกระทั่งแว้งกัดตระกูลจ้าวเสียเอง
ที่แท้การจับมือกันก่อนหน้านี้ เป็นเพียงการสมคบคิดยามผลประโยชน์ตรงกันเท่านั้น
สันดานเนรคุณเช่นนี้ทำให้นางเดือดดาลจนแทบกระอักเลือด นางเค้นเสียงลอดไรฟัน “พวกมันปฏิเสธคุณชายแล้วหรือ พวกมันจงใจนิ่งดูดาย มิใช่ถูกกีดกันอำนาจอย่างนั้นหรือ”
สิ้นคำถาม ฮู่หงเหลียนพลันกระจ่างถึงเจตนาแอบแฝงของคนเหล่านั้น
ปล่อยให้พยัคฆ์อย่างตระกูลจ้าวขย้ำกับมังกรอย่างตระกูลสวี สู้กันให้แหลกไปข้าง หากบาดเจ็บล้มตายทั้งสองฝ่าย ย่อมเป็นผลดีอเนกอนันต์ต่อพวกขุนนางยากไร้ เมื่อยักษ์ใหญ่โค่นล้ม อำนาจของพวกมันย่อมพุ่งทะยาน
ระหว่างที่ตระกูลขุนนางบู๊และบุ๋นฟาดฟันกันจนเลือดสาด หากเผยช่องโหว่ให้พวกมันฉวยโอกาสกระพือไฟ ซ้ำเติมให้ความสูญเสียลุกลามเป็นวงกว้าง นั่นย่อมเป็นสถานการณ์ที่ประเสริฐสุดสำหรับพวกลูกอีช่างฉวยโอกาสเหล่านั้น
เมื่อคิดทะลุปรุโปร่ง ร่างของฮู่หงเหลียนพลันเย็นเยียบ ความหวาดกลัวประหนึ่งน้ำแข็งรดจากกระหม่อมทะลุถึงปลายเท้า
นางมิเพียงตื่นตระหนกกับความอำมหิตในราชสำนัก แต่ยังขวัญผวาถึงมรสุมลูกใหญ่ที่ตระกูลจ้าวและหออี้ผิ่นกำลังเผชิญ
ต่อให้นางจะเป็นถึงยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลาง รั้งตำแหน่งรองประมุขพรรคอันดับหนึ่งแห่งเมืองเยี่ยนผิง ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับราชสำนักและบัลลังก์มังกร นางกลับกลายเป็นเพียงมดปลวก หากคลื่นยักษ์แห่งอำนาจซัดถาโถม ทั้งตัวนางและหออี้ผิ่นย่อมแหลกละเอียดเป็นผุยผงในพริบตา
กระทั่งจ้าวหนิงและตระกูลจ้าวที่เป็นดั่งร่มโพธิ์ร่มไทรของพวกนาง บัดนี้ยังตกอยู่ในวงล้อมมัจจุราช รอดหนึ่งตายเก้า
นางจับจ้องแผ่นหลังของจ้าวหนิงด้วยความลุ้นระทึก ภาวนาให้เขาเอ่ยคำว่าทุกสิ่งยังอยู่ในกำมือ และมีแผนการไร้ช่องโหว่เตรียมไว้พร้อมสรรพ
จ้าวหนิงย่อมสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวและความคาดหวังของนาง ทว่าเขาไร้เจตนาป้อนยาหอมปลอบประโลม น้ำเสียงกลับเย็นเยียบไร้ความปรานี
“ศึกครานี้ต่างจากการถอนรากตระกูลหลิว มันมิใช่แค่ความอยู่รอดของตระกูลเดียว แต่ลากเอาขั้วอำนาจบู๊บุ๋นเข้ามาพัวพันจนสุดหยั่ง พวกถังซิงและโจวจวิ้นเฉินยามนี้ยังไร้รากฐานและปากเสียง ในสถานการณ์ชี้เป็นชี้ตาย พวกมันไม่กล้า และไม่อาจรับคำสั่งข้า ทุกกระบวนท่าล้วนต้องรอคำสั่งจากเบื้องบนเท่านั้น”
นี่คือสัจธรรม ยามลอบติดต่อกันก่อนหน้า ถังซิงมิได้ตกปากรับคำช่วยเหลือเขาแต่อย่างใด
ใบหน้างดงามของฮู่หงเหลียนพลันซีดเผือดไร้สีเลือด
จ้าวหนิงล่วงรู้ล่วงหน้าว่านางต้องขวัญเสีย ทว่าสัจธรรมเหล่านี้ เขาจำต้องกรอกหูนาง
หออี้ผิ่นคือขุมกำลังสำคัญของเขา ยิ่งกาลเวลาผ่านไปยิ่งตอกเสาเข็มลึกลง ฮู่หงเหลียนจำเป็นต้องเบิกตาดูความโหดร้ายของสนามรบที่แท้จริง ว่าพวกเขากำลังต่อกรกับปีศาจตนใด
ด้วยวิธีนี้เท่านั้น นางจึงจะวิวัฒนาการทะลุขีดจำกัดท่ามกลางพายุโลหิต ปรับตัวให้เข้ากับสนามรบที่อำมหิต และกลายเป็นอาวุธที่ทรงอานุภาพยิ่งขึ้น
เขาไม่มีเหตุผลต้องหลอกลวงหรือแบกรับขุนเขาไว้เพียงลำพัง การปล่อยให้นางคิดว่าเขาคือเทพเจ้าที่เนรมิตได้ทุกสิ่ง และนางมีหน้าที่เพียงรอรับคำสั่ง จะทำให้พลังสิบส่วนถูกงัดมาใช้ได้เพียงเจ็ดแปดส่วน
นี่มิใช่วิถีแห่งการบัญชาการรบ
ท้ายที่สุดนางคือสหายร่วมเป็นร่วมตาย มิใช่เบี้ยใช้แล้วทิ้ง จ้าวหนิงต้องการกำลังคนที่พร้อมลุยไฟ และฝังร่างลงในสมรภูมิเดียวกัน
แน่นอน การที่เขากล้าวางหมากเช่นนี้ เพราะประสบการณ์ในอดีตชาติทำให้เขามองทะลุถึงก้นบึ้งหัวใจคนเหล่านี้ เขารู้ดีว่านางทนแรงเสียดทานได้ จะไม่ล่าถอย และไม่มีวันทรยศ
แท้จริงแล้ว กลเกมอำนาจระหว่างบู๊บุ๋น ยากไร้กับตระกูลใหญ่ บัลลังก์มังกรกับขุนนาง จ้าวหนิงมิได้ทะลุปรุโปร่งมาตั้งแต่แรกเริ่มที่ลืมตาตื่น โลกในอดีตชาติที่เขาเคยสัมผัสนั้นคับแคบนัก
สัจธรรมเหล่านี้ ล้วนถูกสลักลึกเข้าสู่กระดูกผ่านการหลั่งเลือดและแลกด้วยชีวิตหลังจากย้อนเวลากลับมา
ความหวาดกลัวจนใจสะท้านของฮู่หงเหลียน ใช่ว่าจ้าวหนิงจะไม่เคยพานพบ เพียงแต่เขาได้บดขยี้และกลืนกินมันลงคอไปหมดสิ้น ท่ามกลางราตรีอันหนาวเหน็บ โดยไร้ผู้ใดล่วงรู้
“เช่นนั้นยามนี้ พวกเราสมควรเดินหมากเช่นไร”
เป็นไปดั่งที่จ้าวหนิงคาด เมื่อฮู่หงเหลียนกระจ่างแจ้งถึงปากเหว และรู้ว่าไร้ซึ่งปาฏิหาริย์ให้พึ่งพิง จิตวิญญาณอันเด็ดเดี่ยวที่ผ่านการกรำศึกในยุทธภพพลันลุกโชน นางรีดเร้นสมาธิจนถึงขีดสุด เตรียมพร้อมสละชีพเข้าแลก
เมื่อเหยียบย่างถึงถนนหลวง จ้าวหนิงพลิกตัวขึ้นหลังม้า ใบหน้ายังคงเรียบเฉยดุจผิวน้ำ น้ำเสียงหนักแน่นดุจขุนเขา “ข้าจะกลับคฤหาสน์ พวกเจ้าห้ามเคลื่อนไหวโดยพลการ แผนก่อนหน้านี้พับเก็บไปก่อน รอฟังสัญญาณจากข้า จำไว้ ห้ามผลีผลามเด็ดขาด ต้องตั้งสติให้มั่น”
“รับบัญชา” ฮู่หงเหลียนประสานมือรับคำด้วยใบหน้าขึงขัง
แม้กระดานนี้จะหมิ่นเหม่เพียงใด แต่ขอเพียงจ้าวหนิงยังตระหง่านนิ่งไม่ไหวติง นั่นย่อมหมายความว่าเขายังซ่อนไพ่ตายไว้ ฮู่หงเหลียนจึงไม่คิดยอมจำนน
จ้าวหนิงตวัดแส้ อาชาศึกพุ่งทะยานออกไปดุจเกาทัณฑ์หลุดจากแหล่ง
หากพวกขุนนางบุ๋นกบดานนิ่ง เขาย่อมไร้ช่องโหว่ให้กระชากคอหอย แต่บัดนี้เมื่อพวกมันเปิดฉากบุกเต็มกำลัง หากเขาหวังจะพลิกกระดาน ย่อมต้องตั้งรับกระบวนท่าสังหารนี้ให้อยู่หมัด
ไม่ว่าจ้าวหนิงจะต้านทานไหวหรือไม่ คมหอกของตระกูลขุนนางบุ๋นย่อมพุ่งทะลวงเข้ามาอย่างไร้ปรานี คลื่นพายุเบื้องหน้าคือโอกาสทอง และเป็นดั่งหุบเหวมรณะ โชคชะตาลิขิตให้เขาต้องร่ายรำอยู่บนคมดาบ
ประเมินจากรูปการณ์ คดีที่พัวพันตระกูลจ้าว ไม่ว่าจะตกอยู่ในกำมือของกองบัญชาการฯ หรือที่ว่าการเมือง ท้ายที่สุดเมื่อไฟลุกลาม ย่อมต้องถูกส่งขึ้นศาลยุติธรรมทั้งสามเพื่อไต่สวนร่วม จ้าวหนิงจึงหาได้ลนลานไม่
เมื่อคดีถูกส่งถึงมือศาลทั้งสาม ขั้วอำนาจบู๊บุ๋นย่อมต้องชักดาบประจันหน้ากันอีกครา และหมากตาที่จะตัดสินความเป็นตาย… คือพระราชประสงค์แห่งโอรสสวรรค์
…
วังหลวง ตำหนักฉงเหวิน
บนโต๊ะทรงงานของซ่งจื้อยังคงเต็มไปด้วยกองฎีกาพะเนินเทินทึก สิ่งที่แปลกไปคือ ยามนี้พระองค์มิได้คลี่ฎีกาฉบับใด กลับหลับพระเนตรดำดิ่งสู่ห้วงความคิด ภายในโถงตำหนักอันโอ่โถงเงียบสงัด มีเพียงขันทีเฒ่าจิ้งซินหมัวยืนสงบเสงี่ยมอยู่
การหยั่งรู้ลึกซึ้งถึงทุกสรรพสิ่ง ทั่วทั้งเคหสถาน บ้านเมือง จรดใต้หล้า ล้วนเป็นปณิธานสูงสุดของจอมราชันย์ทุกผู้ ทว่าแผ่นดินต้าฉีนั้นกว้างใหญ่ไพศาลนัก ปณิธานนี้สำหรับซ่งจื้อ จึงเป็นดั่งภาพลวงตาอันห่างไกล
อย่างน้อยก็ในยามนี้
ทว่าเหตุสะเทือนขวัญรอบกำแพงเมืองหลวง ซ่งจื้อย่อมได้รับการกราบทูลจากเครือข่ายองครักษ์เฟยอวี๋ในชั่วก้านธูป ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคดีสังหารที่ท่าเรือ หรือเหตุตะลุมบอนที่เขื่อนกั้นน้ำอำเภอสือเหมิน ล้วนอยู่ในสายพระเนตรของซ่งจื้อสิ้นแล้ว
หมากสังหารที่ตระกูลขุนนางบุ๋นใช้รัดคอตระกูลจ้าวมิได้มีเพียงแค่นี้ ซ่งจื้อจึงล่วงรู้ลึกซึ้งกว่าผู้ใด ก่อนหน้านี้ สายลับองครักษ์เฟยอวี๋นับสิบระลอกได้ลอบเข้ามารายงานถึงในตำหนัก
ไม่รู้เวลาล่วงเลยไปเนิ่นนานเท่าใด ซ่งจื้อค่อยๆ เบิกพระเนตรอันลึกล้ำสุดหยั่ง แค่นพระสรวลแผ่วเบาแฝงความนัยอันหนาวเหน็บ ก่อนตรัสถามโดยมิได้ผินพระพักตร์กลับไป
“ต้าป้าน... เจ้าว่าเจิ้นคือทรราชหรือไม่”