ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 131 ใจคนเสื่อมทราม
ซ่งจื้อผู้มีพระพักตร์อ่อนโยนเป็นนิจ น้อยครั้งนักจะตรัสถ้อยคำหนักหน่วงปานนี้ จิ้งซินหมัวสะดุ้งโหยง รีบหมอบกราบแนบพื้น “เหตุใดฝ่าบาทจึงตรัสเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“ฝ่าบาทคือขัตติยะผู้ทรงธรรมและเปี่ยมเมตตาที่หาได้ยากยิ่ง ยุคทองแห่งต้าฉีในยามนี้ ล้วนเกิดจากพระอุตสาหะปกครองแผ่นดินจนเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด พระเกียรติคุณเป็นที่ประจักษ์แก่ขุนนางและอาณาประชาราษฎร์ ขอฝ่าบาทอย่าได้ตัดพ้อพระองค์เองเด็ดขาด”
ซ่งจื้อคาดการณ์คำตอบนี้ไว้แล้ว ทว่ายังมิได้อนุญาตให้ขันทีชราลุกขึ้น แม้พระทัยจะมิได้กริ้วโกรธก็ตาม “ยุคทองรุ่งเรือง… เจิ้นย่อมปรารถนาให้ต้าฉีสงบร่มเย็นอย่างแท้จริง”
“แต่น่าเสียดาย แม้เจิ้นทรงงานหนักข้ามวันข้ามคืน ราชวงศ์กลับหาได้สงบสุข ดินแดนห่างไกลยังพอทำเนา แต่กลียุคตรงหน้ากลับปะทุขึ้นแทบเท้าเจิ้น เจิ้นปกครองแผ่นดินจนเละเทะปานนี้ ยังมิใช่อีกทรราชอีกหรือ”
ขันทีเฒ่าที่หมอบกราบลอบระบายลมหายใจโล่งอก ขอเพียงซ่งจื้อตรัสสาเหตุชัดเจน เขาย่อมมีคำกราบทูลรับมือ แผ่นดินวิกฤตเป็นความผิดผู้ใด คำตอบนั้นกระจ่างแจ้งอยู่ในใจ
เขารีบทูล “นี่มิใช่ความผิดของฝ่าบาท แต่เป็นความผิดของเหล่าขุนนาง เป็นเพราะตระกูลใหญ่เหล่านั้นหน้ามืดตามัวด้วยผลประโยชน์ แก่งแย่งชิงดี ละเลยการแบ่งเบาพระราชภาระ พวกมันต่างหากที่ทอดทิ้งจรรยาบรรณขุนนาง”
“พวกมันเหยียบย่ำกฎหมายและศีลธรรม สร้างความแปดเปื้อนแก่บ้านเมือง ผู้กระทำผิดคือพวกมัน ฝ่าบาท บ่าวชราขอรับพระราชโองการ จะไปลากคอขุนนางโฉดเหล่านั้นเข้ามาโขกศีรษะรับผิดถึงในวังเดี๋ยวนี้”
สดับถ้อยคำขึงขัง พระพักตร์ของซ่งจื้อจึงผ่อนคลายลง ส่วนเรื่องลากคอขุนนางใหญ่นั้น จิ้งซินหมัวเพียงกล่าวเอาใจฮ่องเต้ หามีปัญญาทำได้จริงไม่
ซ่งจื้ออนุญาตให้ขันทีเฒ่าลุกขึ้น ก่อนลอบถอนปัสสาสะ “ต้าป้านคิดเช่นนี้ย่อมสมเหตุสมผล แต่เกรงว่าคนทั่วหล้าจะมิได้มองเช่นนั้น”
จิ้งซินหมัวรีบแย้ง “ราษฎรทั่วหล้าล้วนซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ไม่มีผู้ใดกล้านินทาว่าร้าย หากฝ่าบาทแคลงพระทัย โปรดเรียกตัวขุนนางบุ๋นบู๊มาไต่ถามต่อหน้าได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
“อีกทั้งหน่วยองครักษ์เฟยอวี๋ยังสามารถรวบรวมเบาะแสตามท้องถนนมากราบทูล บ่าวชราขอเอาหัวเป็นประกัน ราษฎรล้วนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมพลีชีพถวายหัวแด่พระบิดาแห่งแผ่นดินแน่นอน”
น้ำเสียงขันทีเฒ่าหนักแน่นเด็ดขาด ท้ายที่สุดพระโอษฐ์ของซ่งจื้อจึงปรากฏรอยยิ้มบางเบา แม้ถ้อยคำเหล่านี้จะเจือกลิ่นอายประจบสอพลอ แต่ในสายพระเนตรก็ถือว่าใกล้เคียงความจริงถึงแปดเก้าส่วน
ท่ามกลางยุคทองอันสงบร่มเย็น ไพร่ฟ้าหน้าใส ย่านการค้าเฟื่องฟู การปกครองโปร่งใส แทบไร้ข่าวขุนนางโฉดเข่นฆ่าราษฎร ผู้ใดเล่าจะไม่ซาบซึ้งในพระบารมี
อีกประการ หลายปีมานี้ซ่งจื้อทุ่มเทบริหารราชการแผ่นดินอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มิเคยผลาญพระราชทรัพย์หรือเกณฑ์แรงงานราษฎรมาสนองตัณหาส่วนพระองค์ ทรงมั่นพระทัยว่ามิได้บกพร่องต่อหน้าที่ หากราษฎรยังมืดบอดไม่สำนึกคุณ เกรงว่ามโนธรรมคงถูกสุนัขกินไปเสียแล้ว
ด้วยคำประจบสอพลอของขันทีเฒ่า ผนวกกับการปลอบประโลมพระทัยตนเอง ความขุ่นมัวของซ่งจื้อจึงมลายสิ้น กระบวนการทบทวนความผิดพลาดจบลงเพียงเท่านี้ ก่อนจะหันมาครุ่นคิดถึงการเดินหมากท่ามกลางพายุกลียุคตรงหน้า
“ประเมินจากรูปการณ์ ตระกูลจ้าวกำลังตกที่นั่งลำบาก ดูเหมือนหมากสายฟ้าแลบที่พวกมันใช้บดขยี้ตระกูลหลิวคราวก่อน จะสร้างความประหวั่นพรั่นพรึงแก่พวกขุนนางบุ๋นอย่างหนัก หาไม่แล้ว ยามนี้ตระกูลบุ๋นคงไม่ผนึกกำลังกันก่อคลื่นลมใหญ่โตปานนี้”
ซ่งจื้อเคาะพระดรรชนีลงบนโต๊ะทรงงาน ตรัสด้วยสุรเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำ “หากตระกูลจ้าวไร้ไพ่ตายพลิกกระดาน เกรงว่าเคราะห์กรรมครานี้คงก้าวผ่านไปไม่ได้”
จิ้งซินหมัวครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนกราบทูล “พิจารณาจากวิธีการถอนรากตระกูลหลิว ตระกูลจ้าวย่อมมิใช่ตะเกียงไร้น้ำมัน ศึกครานี้ย่อมต้องมีเขี้ยวเล็บซ่อนเร้น… หลังผ่านวิกฤตที่เมืองไต้โจว ผนวกกับการถูกพวกขุนนางบุ๋นกดหัวมาตลอด ตระกูลจ้าวย่อมต้องคั่งแค้นและพร้อมแว้งกัด หากยอมก้มหัวรับชะตากรรมต่างหากจึงจะผิดวิสัย”
“ทว่าตระกูลจ้าวก็คือขุนนางบู๊ หากเทียบชั้นเหลี่ยมและเล่ห์เพทุบาย ย่อมเป็นรองพวกขุนนางบุ๋นอยู่หลายขุม ครานี้ขุนนางบุ๋นยังจับมือกันหลายตระกูล วางหมากรัดกุม เคลื่อนทัพฉับไว หากตระกูลจ้าวจะต้านทานไม่ไหวก็ถือเป็นเรื่องปกติพ่ะย่ะค่ะ”
“หากตระกูลจ้าวไร้ปัญญาแก้เกม เกรงว่าคงต้องสังเวยชีวิตอยู่ตรงด่านนี้พ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งจื้อรับคำในลำคอแผ่วเบา จู่ๆ ก็วกไปอีกเรื่องที่คล้ายจะไร้ความเกี่ยวโยง “คราวก่อนเจิ้นทำตามที่หารือกับต้าป้าน ใช้อุบายขยายจำนวนอาลักษณ์จด ‘บันทึกฟางอู้’ บีบให้อัครเสนาบดีเบิกเสบียงและเงินทองจากท้องพระคลัง หวังอุดช่องโหว่เรื่องเบี้ยหวัดของหน่วยองครักษ์เฟยอวี๋”
“แม้อัครเสนาบดีจะยอมอนุมัติ ทว่าเม็ดเงินที่เจียดมากลับน้อยนิด ไม่เฉียดเป้าหมายที่เจิ้นวางไว้สักกระผีก ดูท่าตาเฒ่าสวีคงระแคะระคายถึงการมีอยู่ของหน่วยองครักษ์เฟยอวี๋ และตั้งใจตีกรอบควบคุมอำนาจเจิ้นแล้ว”
แววตาขันทีเฒ่าดำมืดลง น้ำเสียงแหบพร่าดุจเป็ดเจือไอสังหารขุ่นคลั่ก “ฝ่าบาท โปรดประทานอภัยที่บ่าวชราต้องทูลตามตรง อัครเสนาบดีสวีครองอำนาจมาเนิ่นนาน อดีตเคยเป็นถึงผู้สำเร็จราชการ บัดนี้บารมีล้นฟ้า ถือเป็นหอกข้างแคร่ที่บังอาจขวางทางฝ่าบาทเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งจื้อพยักพระพักตร์เพียงอึดใจเดียว ทว่ามิได้สานต่อประเด็นนี้
พระองค์ครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนตรัสสืบไป “สายลับองครักษ์เฟยอวี๋ที่เจิ้นแฝงตัวไปเป่ยหูเพื่อรวบรวม ‘บันทึกฟางอู้’ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ก็กวาดต้อนข่าวกรองมาได้ไม่น้อย”
“ทว่าเมื่อประมวลเบาะแสทั้งหมด เป่ยหูกลับไร้ความเคลื่อนไหวใดให้น่าจับตา ทุกสรรพสิ่งยังเงียบสงบ ราชสำนักเทียนหยวนก็มิได้แข็งแกร่งเทียมฟ้า อย่างน้อยก็ไม่ได้ทิ้งห่างอีกสามราชสำนักเท่าใดนัก ลำพังกำลังแค่นั้นไร้ศักยภาพจะคุกคามต้าฉี ยิ่งไม่ต้องฝันถึงการรวบรวมทุ่งหญ้าให้เป็นหนึ่ง”
“กลับกลายเป็นว่าวีรกรรมลอบสังหารคนตระกูลจ้าวที่ด่านเยี่ยนเหมินกวน บัดนี้เริ่มกระพือลามไปทั่ว ทุกชนเผ่าใหญ่น้อยต่างโจษจันว่า นั่นเป็นเพียงการชำระแค้นให้แก่ ‘จั่วเสียนหวัง’ บรรพบุรุษของราชสำนักเทียนหยวน”
“ก่อนหน้านี้ ท่านข่านแห่งราชสำนักเทียนหยวนมักลั่นวาจายามเมามายอยู่เนืองๆ ว่าจะต้องล้างแค้นให้บรรพชน บังคับให้คนตระกูลจ้าวหลั่งเลือดชดใช้ เพื่อเซ่นไหว้ดวงวิญญาณบนสรวงสวรรค์ และแลกกับความคุ้มครองจากบรรพบุรุษ”
สิ้นสุรเสียง ซ่งจื้อก็จมสู่ความเงียบงัน ไร้ซึ่งถ้อยคำวิจารณ์ใดหลุดจากพระโอษฐ์
จิ้งซินหมัวย่อมรู้งาน ไม่กล้าสอดปากก้าวล่วง
เนิ่นนานผ่านไป ซ่งจื้อจึงตัดสินพระทัย “ปล่อยให้งิ้วโรงนี้เล่นต่อไป รอดูว่าตระกูลจ้าวจะเอาชีวิตรอดจากสมรภูมินี้ได้หรือไม่”
…
ทันทีที่จ้าวหนิงควบม้าถึงคฤหาสน์ตระกูลจ้าว จ้าวเจิ้งเสียงก็เข้ารายงานว่า มือปราบจากที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงเพิ่งจากไป พวกมันคุมตัวครอบครัวผู้คุ้มกันที่ก่อเหตุไปด้วยข้ออ้างสอบปากคำ เรียกได้ว่าจังหวะเวลาไล่เลี่ยกับตอนที่เขาไปหาครอบครัวผู้เช่านาไม่ผิดเพี้ยน
สุนัขรับใช้ของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงเคลื่อนพลฉับไว นี่อยู่ในหมากที่จ้าวหนิงคำนวณไว้ ยามนั้นจ้าวเจิ้งเสียงและคนในคฤหาสน์จึงมิได้ดึงดันขัดขวาง หากปะทะกับมือปราบซึ่งๆ หน้า ย่อมตกเป็นเป้านิ่งให้อีกฝ่ายหยิบยกมาโจมตีได้ง่ายดาย
จ้าวหนิงมิได้รั้งอยู่คฤหาสน์นานนัก หลังประเมินสถานการณ์และถ่ายทอดคำสั่งให้จ้าวเจิ้งเสียงเดินหมากแผนสำรอง เขาก็ตวัดแส้เร่งม้ากลับเข้าเมืองเยี่ยนผิงทันที
บรรยากาศกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองยังคงคุกรุ่น หน้าประตูคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจากย่านท่าเรือและฝูงชนที่แห่มามุงดู จ้าวหนิงไม่ได้ย่างกรายเข้าโถงหลัก ผู้บัญชาการสือชงกำลังชำระคดีอยู่ที่นั่น ตัวเขาเองมีฐานะพัวพัน จึงจำต้องเร้นกายเพื่อเลี่ยงข้อครหา
ทว่าฟังจากความวุ่นวายภายนอก ทันทีที่เจิ้งอวี้ชิง เฉินอี้ หวังหลิ่วซื่อ และพยานปากเอกถูกพาตัวมากระทบไหล่กัน สถานการณ์ก็พลิกคว่ำคะมำหงาย เค้าลางความจริงเริ่มปรากฏชัด และกำลังเบนเข็มเข้าข้างตระกูลจ้าวอย่างสมบูรณ์
ยามนี้เหลือเพียงรอดูว่าหวังซู่จะกัดฟันต้านทัณฑ์ทรมานได้นานเพียงใด จะจิตใจแตกสลายยามใด ก่อนยอมคายความจริงต่อหน้าเจิ้งอวี้ชิง
นี่คือทางสามแพร่งบีบเค้นหัวใจหวังซู่ หากมันปริปาก โทษทัณฑ์ฆ่าคนตายย่อมมัดคอแน่น ไม่เพียงหัวหลุดจากบ่า สินบนที่รับมาจะถูกริบเข้าหลวงสิ้น ทั้งยังต้องหวาดผวาว่าตระกูลเจิ้งจะตามจัดการหวังหลิ่วซื่อในภายหลัง
จ้าวหนิงก้าวข้ามธรณีประตูห้องทำงาน ก็เห็นเว่ยอู๋เซี่ยนนั่งสิงอยู่หน้าโต๊ะ ก้มหน้าก้มตาจัดการขาหมูมันแผลบอย่างเอาเป็นเอาตาย ภาพการตะกรุมตะกรามนั้นช่างดูขัดตากับสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานยิ่งนัก
ล่วงเข้ายามอู่ ถึงเวลาอาหารกลางวัน เดิมทีจ้าวหนิงกินอะไรไม่ลง แต่เมื่อเห็นสภาพยัดทะนานของเว่ยอู๋เซี่ยน เขาก็พยักหน้าสั่งลูกน้องให้ยกสำรับมาให้ตนบ้าง
“สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง” เว่ยอู๋เซี่ยนเงยหน้าจากซากขาหมู เอ่ยถามเสียงอู้อี้ ใบหน้าไร้ร่องรอยทุกข์ร้อน กลับดูผ่อนคลายไร้กังวล
“ไม่ผิดจากที่ประเมินไว้ พวกขุนนางบุ๋นวางค่ายกลสังหารครานี้ได้รัดกุมยิ่ง” จ้าวหนิงตอบ
“สุนัขรับใช้ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงเคลื่อนตัวฉับไว ดูท่าคงเก็บกดมานาน หมายใช้โอกาสนี้เหยียบกองบัญชาการลาดตระเวนเมืองให้จมดินเพื่อล้างแค้น”
เว่ยอู๋เซี่ยนพยักหน้ารับ ก้มหน้าฉีกเนื้อหมูต่อ พลางรายงานสถานการณ์ขณะเคี้ยวตุ้ยๆ
“สายข่าวที่เฝ้าหน้าจวนที่ว่าการเมืองกลับมารายงานหลายรอบแล้ว ฝั่งนั้นโกลาหลปานฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย นับถึงยามนี้ มีโจทก์แห่มาตีกลองร้องทุกข์คดีเก่าคดีใหม่ทะลุยี่สิบคดีแล้ว”
“มีตั้งแต่คดีซื้อยาจากร้านตระกูลจ้าวแล้วคนไข้อาการทรุดจนตาย พอที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงเปิดศาลรับฟ้อง คนอีกนับไม่ถ้วนก็แห่มาสบทบ อ้างว่าคนในครอบครัวตายเพราะยาตระกูลจ้าวเช่นกัน”
“คดีร้านค้าตระกูลจ้าวลอบวางเพลิงเผาร้านคู่แข่งจนมีคนตาย เพื่อบีบซื้อที่ดินราคาถูก จากนั้นก็มีฝูงชนโผล่มาสบทบ ประณามความชั่วช้าที่พวกเจ้าใช้อำนาจบาตรใหญ่ปล้นชิง บีบคั้นคู่การค้าจนล้มละลาย”
“หนำซ้ำยังมีญาติอนุภรรยาคนในคฤหาสน์มาร้องทุกข์ว่าตระกูลจ้าวฉุดคร่าหญิงชาวบ้าน พอเรื่องแดง ก็มีคนอีกฝูงใหญ่แห่มาฟ้องว่าบ่าวไพร่ตระกูลจ้าวเที่ยวข่มขืนลูกสาวชาวบ้าน ย่ำยีจนพอใจแล้วเขี่ยทิ้ง สารพัดเรื่องโสมม”
สิ้นคำรายงาน เว่ยอู๋เซี่ยนก็ซัดขาหมูหมดเกลี้ยงพอดี อย่าว่าแต่เนื้อหนัง กระทั่งกระดูกชิ้นโตยังถูกทุบแหลกเพื่อดูดไขกระดูกจนเหือดแห้ง เขาเช็ดปากลวกๆ เอ่ยอย่างสำราญใจ
“สรุปคือ ชะตากรรมพวกเจ้าตอนนี้ แทบจะคัดลอกตระกูลหลิวมาไม่ผิดเพี้ยน ฝูงชนที่หน้าศาลว่าการเมืองเยี่ยนผิงคลุ้มคลั่ง ต่างตะโกนก้องว่าจะบุกมาเผาคฤหาสน์ตระกูลจ้าว ย่างสดพวกเจ้าให้ตายตกตามกันไป”
“เฮ้อ ตอนแรกข้ายังนึกว่าตระกูลขุนนางบู๊หลายตระกูลจะโดนหางเลขไปด้วย อย่างน้อยตระกูลเว่ยข้าก็คงไม่รอด แต่ดูทรงแล้ว พวกขุนนางบุ๋นคงทุ่มสรรพกำลังกะซวกพวกเจ้าเป้าเดียว มุ่งมั่นส่งตระกูลจ้าวลงนรกตามตระกูลหลิวให้จงได้”
สำรับถูกยกมาวาง จ้าวหนิงหยิบตะเกียบขึ้นชะงักงัน ประคองชามข้าวพลางเอ่ย “ฝูงชนแห่แหนมามุงหน้าศาลมากมายปานนั้น ไม่มีใครรำลึกถึงคุณงามความดีตอนที่เราลากไส้ตระกูลหลิว แล้วปริปากแก้ต่างให้พวกเราสักประโยคเลยหรือ”
เว่ยอู๋เซี่ยนยักไหล่แบมือ “อย่างน้อยสายข่าวข้าก็ไม่ได้ยิน ก่อนหน้านี้ข้ายังแอบหวังว่าจะยืมพลังมวลชนมาต้านทานได้บ้าง แต่ดูท่าคงเป็นหมันแล้ว”
เขาหัวเราะหึๆ ในลำคอ คล้ายประชดประชัน “ตระกูลใหญ่อำนาจล้นฟ้าถูกเหยียบย่ำจมดิน นี่มิใช่มหรสพชั้นยอดที่ชาวบ้านร้านตลาดโปรดปรานหรอกหรือ ทุกคนกำลังเสพงิ้วโรงโตอย่างเมามัน ผู้ใดจะโง่งมออกหน้าขัดจังหวะความสนุกของฝูงชน”
“บางทีอาจมีคนพูดแทนพวกเจ้า แต่ก็คงถูกคลื่นความบ้าคลั่งกลบมิดในพริบตา ไม่ทันก่อเกิดระลอกคลื่นใดๆ สายข่าวข้าจึงไม่ได้รับรายงาน”
จ้าวหนิงพยักหน้ารับคำ ไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ คีบอาหารเข้าปากเงียบๆ
เมื่อเห็นสหายเงียบงัน เว่ยอู๋เซี่ยนก็ครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนทอดถอนใจยาว แววตาเจือความสมเพช “โลกเสื่อมทราม ใจคนบิดเบี้ยวไม่เหมือนวันวาน”
“ข้าเคยฟังผู้เฒ่าในตระกูลเล่าว่า สมัยต้าฉียังไม่มั่งคั่งปานนี้ ยามที่ข้าวยากหมากแพง ผู้คนกลับซื่อสัตย์จริงใจ ชิงชังความชั่วร้าย แยกแยะบุญคุณความแค้นเด็ดขาด”
“ต่อให้ในเรือนไร้ข้าวสารกรอกหม้อ หากพบคนหิวโซหน้าบ้าน ก็ยังเร่งหามเข้ามารักษา ผิดกับยุคนี้ หากเห็นคนล้ม ปฏิกิริยาแรกคือแจ้งทางการ ไม่ก็ปลุกขึ้นมาแล้วถีบหัวส่ง ไม่มีผู้ใดกล้ายื่นมือเข้าสอดเด็ดขาด”
“คุณชายหนิง เจ้าลองตอบข้าที ชีวิตความเป็นอยู่อู้ฟู่ขึ้นแท้ๆ ไฉนใจคนจึงบัดซบลงเล่า”
จ้าวหนิงเงยหน้าสบตา นัยน์ตาสงบนิ่งทว่าเย็นเยียบ “เพราะโลกนี้… สิ้นไร้ความยุติธรรมแล้ว”
เว่ยอู๋เซี่ยนชะงักงัน “หมายความว่าอย่างไร”
จ้าวหนิงเอ่ยเสียงเรียบขณะคีบข้าว “สังคมอยุติธรรม คนรวยเสวยสุขบนกองเงิน คนจนขุดดินกินหญ้า ราษฎรแค่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดยังเลือดตาแทบกระเด็น จะเอาปัญญาที่ไหนไปโอบอุ้มผู้อื่น เมื่อมีความคับแค้น ย่อมถูกบีบให้กลายเป็นคนเลือดเย็นโดยปริยาย”
เว่ยอู๋เซี่ยนอ้าปากค้าง ไร้คำโต้แย้ง นิ่งขึงเป็นหิน
ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง บานประตูพลันถูกกระแทกเปิดออกอย่างรุนแรง!