ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 132 ขอพระราชโองการ
ผู้ที่ก้าวเข้ามาคือจางเหวินเจิง จงฉีแห่งกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง ใบหน้าชราถมึงทึงด้วยความร้อนรน ทว่าเมื่อเห็นจ้าวหนิงนั่งคีบข้าวเข้าปากด้วยท่าทีทองไม่รู้ร้อน เขาก็ชะงักงัน ก่อนเพลิงโทสะจะยิ่งปะทุ เอ่ยเสียงกร้าว
“ท่านจงฉียังมีกะจิตกะใจกลืนข้าวลงคออีกหรือ คดีลอบกัดตระกูลจ้าวแพร่สะพัดไปทั่วเมืองเยี่ยนผิงแล้ว ชาวบ้านร้านตลาดต่างรุมก่นด่าว่าตระกูลจ้าวร่ำรวยล้นฟ้าแต่ไร้คุณธรรม สถานการณ์ภายนอกเดือดพล่านปานน้ำเดือด
“ซ้ำร้ายที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงยังระดมมือปราบออกจับกุมขุนนาง คนในตระกูล และหลงจู๊ของตระกูลจ้าวทั่วเมืองอย่างเอิกเกริก กระทั่งศาลผู้ตรวจการก็แว่วว่ามีขุนนางหลายนายรวมหัวกันถวายฎีกาเอาผิดท่านแม่ทัพใหญ่”
จางเหวินเจิงจ้องจ้าวหนิงเขม็ง “ยามเส้นแบ่งความเป็นตายมาเยือน เหตุใดท่านยังไม่เร่งหาทางพลิกสถานการณ์ กลับมานั่งกินข้าวรอดูดาบพาดคออยู่ได้”
ยามนี้หลังออกเวร จางเหวินเจิงมักขลุกตัวหลอมศาสตราปราณผลึกม่วงให้ตระกูลจ้าว ถือเป็นการสวามิภักดิ์ร่วมหัวจมท้ายอย่างเปิดเผย เมื่อภัยมาเยือน เขาย่อมต้องออกหน้าแทนตระกูลจ้าวอย่างเลี่ยงไม่ได้
เมื่อสดับคำ จ้าวหนิงยังคงไร้ระลอกคลื่นอารมณ์ กำลังชั่งใจว่าจะเผยหมากในกระดานให้ตาเฒ่าผู้นี้รู้บางส่วนดีหรือไม่ ทว่ากลับเห็นจางเหวินเจิงขยิบตาส่งสัญญาณลับอย่างเอาเป็นเอาตายเสียก่อน
จ้าวหนิงหัวใจกระตุกวาบ แม้ไม่ทราบเจตนาเบื้องลึก แต่สัญชาตญาณระวังภัยที่บ่มเพาะมาหล่อหลอมให้แววตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบ
ขณะเว่ยอู๋เซี่ยนอ้าปากเตรียมปรามไม่ให้อีกฝ่ายตื่นตูม จ้าวหนิงพลันทิ้งชามและตะเกียบ ผุดลุกขึ้นด้วยใบหน้าตื่นตระหนก ร้องเสียงหลง
“เรื่องลุกลามถึงเพียงนี้เชียวหรือ ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงบิดเบือนกฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตนชัดๆ ตระกูลจ้าวคือตระกูลขุนนางบู๊ทรงเกียรติมือสะอาด ไม่มีทางแปดเปื้อนเรื่องโสมมพรรค์นั้นเด็ดขาด”
กล่าวจบพลางลอบส่งสายตาให้เว่ยอู๋เซี่ยน จ้าวหนิงสาวเท้าพรวดพราดออกไปอย่างลุกลี้ลุกล่าน่าสมเพช “ข้ารั้งอยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แล้ว ต้องรีบกลับจวน พวกเจ้าช่วยรับหน้าแทนข้าที”
เห็นท่าทีสติแตกของสหาย เว่ยอู๋เซี่ยนถึงกับมืดแปดด้าน ไม่รู้ว่าจ้าวหนิงกับจางเหวินเจิงกำลังเล่นงิ้วโรงใด ทว่าพอลูบศีรษะตนเอง ดวงตาก็พลันเบิกโพลงกระจ่างวูบ
ทันทีที่จ้าวหนิงก้าวพ้นธรณีประตูสู่ลานกว้าง ก็เดินสวนกับสมุห์บัญชีแห่งกองบัญชาการฯ เข้าพอดี
อีกฝ่ายเป็นชายวัยกลางคนพุงพลุ้ย หน้าตาใจดี มุมปากมักประดับรอยยิ้มไร้พิษภัยดุจพระสังกัจจายน์ วางตัวประนีประนอมบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น เป็นที่โปรดปรานของผู้คนในกองบัญชาการฯ
“ท่านจงฉีจ้าว คดีบนศาลใกล้เสร็จสิ้นกระบวนความ ท่านผู้บัญชาการส่งข้ามาถามว่าท่านมีความเห็นอันใดเพิ่มเติมหรือไม่…”
สมุห์บัญชีฉีกยิ้มการค้า ทว่ากล่าวยังไม่ทันจบประโยค รอยยิ้มก็พลันแข็งค้างเมื่อเห็นใบหน้าซีดเผือดแตกตื่นของจ้าวหนิง
“ท่านสมุห์บัญชี”
จ้าวหนิงประสานมือคารวะ ฝีเท้าเพียงชะลอลงเล็กน้อยทว่าไร้เจตนาหยุดเดิน “คดีฆาตกรรมที่ท่าเรือ รบกวนท่านผู้บัญชาการจัดการตามสมควรเถิด ทางจวนข้ามีธุระด่วนฉุกเฉินต้องรีบกลับ ขอใต้เท้าโปรดอภัย”
กล่าวจบคำสุดท้าย จ้าวหนิงก็เดินสวนสมุห์บัญชีผ่านไป จ้ำอ้าวจากไปด้วยท่าทีร้อนรนแทบเป็นบ้า
“ท่านจงฉีจ้าว…” สมุห์บัญชีหันมองแผ่นหลังลุกลี้ลุกลนนั้น ร้องเรียกไล่หลังด้วยใบหน้างุนงง ทว่าลึกสุดในนัยน์ตากลับทอประกายแหลมคมวาบผ่านอย่างเงียบเชียบ
ทันทีที่พ้นประตูข้างของกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง จ้าวหนิงตวัดกายขึ้นหลังม้าควบทะยานออกไป บัดนี้ใบหน้าที่เคยแตกตื่นกลับแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง เริ่มขบคิดถึงเจตนาแฝงเร้นจากการเตือนภัยของจางเหวินเจิง
ตาเฒ่าจางเหวินเจิงคลุกคลีอยู่ในกองบัญชาการฯ กว่ายี่สิบปี แม้ฉากหน้าจะทำตัวเป็นไอ้ขี้เมาไร้ค่ารอวันตาย แต่เนื้อแท้คือสุนัขจิ้งจอกเฒ่าที่หาตัวจับยาก ตื้นลึกหนาบางของทุกคนในสถานที่แห่งนี้ ย่อมถูกเขามองทะลุปรุโปร่ง
แววตาเมื่อครู่คือการเตือนภัยขั้นเด็ดขาด ทว่าภยันตรายมาจากที่ใดกัน เขาบริหารจัดการกองบัญชาการฯ จนรัดกุมไร้รอยรั่ว โดยเฉพาะคนสนิทข้างกาย ย่อมปราศจากไส้ศึกแฝงตัว
หากเป็นเช่นนั้น ต้นตอย่อมอยู่ที่สมุห์บัญชีผู้เดินสวนกันเมื่อครู่ จางเหวินเจิงไม่อยากให้สมุห์บัญชีเห็นท่าทีสงบนิ่งของเขา สมุห์บัญชีผู้นี้เป็นสุนัขรับใช้ของขุนนางบุ๋นหรือ ชายผู้นี้ไร้รากฐานจากตระกูลใหญ่ ทว่าสอบผ่านจิ้นซื่อ ย่อมมีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกตระกูลขุนนางบุ๋นซื้อตัว
ทว่ากองบัญชาการฯ มิใช่เขตแดนของขุนนางบุ๋น ตัวสมุห์บัญชีเองก็มิใช่อำมาตย์ โอกาสที่เขาจะยอมก้มหัวสวามิภักดิ์ขุนนางบุ๋นโดยปราศจากการบีบบังคับนั้น ถือว่าริบหรี่ยิ่ง…
คิดถึงจุดนี้ จ้าวหนิงคิ้วขมวดมุ่น ภาพหมากตากลุ่มพิเศษในอดีตชาติพลันผุดขึ้นในหัว สติกระจ่างวาบ หากสถานะของสมุห์บัญชีมีเบื้องลึกเบื้องหลังจริงๆ โอกาสเดียวที่เป็นไปได้คือสุนัขรับใช้ของ ‘หน่วยองครักษ์เฟยอวี๋’
คาดเดาถึงความเป็นไปได้นี้ เลือดในกายจ้าวหนิงพลันเย็นเฉียบ สันหลังชาวาบ
หน่วยองครักษ์เฟยอวี๋ในยามนี้ยังเร้นกายในเงามืด ทว่าขุมกำลังกลับมิอาจดูแคลน ในฐานะ “สุนัขรับใช้ประจำวัง” และ “กองกำลังส่วนพระองค์” ของฮ่องเต้ นับแต่วินาทีแรกที่ก่อตั้ง เป้าหมายเดียวของพวกมันคือการสอดแนมทั่วหล้า โดยเฉพาะการจับตาดูขุนนางและตระกูลใหญ่
สงครามอำนาจระหว่างตระกูลจ้าวและตระกูลขุนนางบุ๋นดำเนินมาถึงจุดแตกหัก สถานการณ์ฝั่งตระกูลจ้าวตกเป็นรองอย่างสาหัส หากจ้าวหนิงหมายพลิกกระดานล้างบางศัตรู หมากตัวเดียวที่เขาต้องพึ่งพิงคือพระทัยของโอรสสวรรค์
หากยามนี้ฮ่องเต้ทรงทราบว่าเขายังคงนิ่งสงบดุจขุนเขา ซ่อนแผนการเร้นลับไว้ในอกโดยไร้แววตื่นตระหนก สายพระเนตรของพระองค์ย่อมแปรเปลี่ยนเป็นหวาดระแวง และนั่นอาจนำไปสู่ความพินาศย่อยยับของกระดานหมากทั้งหมด
รอดพ้นจากคมดาบที่มองไม่เห็นซึ่งเกือบพลิกกระดานให้พินาศโดยไม่รู้ตัว จังหวะหัวใจจ้าวหนิงถึงกับเต้นผิดจังหวะ
“โชคดีที่สุนัขจิ้งจอกเฒ่าจางเหวินเจิงเตือนสติ” จ้าวหนิงพ่นลมหายใจยาว รวบรวมสมาธิกดข่มอารมณ์ ปั้นหน้าอมทุกข์และร้อนรนแสนสาหัส ควบม้าลัดเลาะตามถนนมุ่งหน้ากลับคฤหาสน์เจิ้นกั๋วกง
บรรยากาศภายในคฤหาสน์เจิ้นกั๋วกงตึงเครียดจรดขีดสุด ไร้สรรพเสียงใดเล็ดลอด กระทั่งฝีเท้าคนเดินยังต้องกดให้แผ่วเบา สาวใช้และบ่าวไพร่ตลอดทางล้วนถอยกรูดไปยืนคารวะอยู่ไกลลิบ หวาดกลัวจะโดนหางเลข
จ้าวเสวียนจีมิได้อยู่จวน เสียงตวาดเกรี้ยวกราดของผู้อาวุโสใหญ่ที่ก่นด่าที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงและสาปแช่งพวกขุนนางบุ๋นดังก้องทะลุเรือน ทำเอาผู้ได้ยินขวัญหนีดีฝ่อ
นี่คือฉากงิ้วที่เตรียมการไว้แต่แรก จ้าวหนิงย่อมต้องสวมบทบาทให้สมจริง สองเท้ายังไม่ทันก้าวข้ามธรณีประตูเรือนกลางก็ร่วมผสมโรงสบถด่าอย่างสาดเสียเทเสีย คฤหาสน์เจิ้นกั๋วกงมีร้อยพ่อพันแม่ ยากจะหยั่งรู้ว่าในหมู่บ่าวไพร่จะมีหูตาของศัตรูแฝงอยู่หรือไม่
ยามนี้จ้าวหนิงไม่ต้องเคลื่อนไหวอันใดให้มากความ เพียงแค่ร่วมนั่งก่นด่าพวกขุนนางบุ๋นไปกับเหล่าผู้อาวุโส จากนั้นรับคำสั่งให้ออกไปวิ่งเต้นติดต่อตระกูลขุนนางบู๊ที่สนิทสนม เพื่อขอแรงให้ช่วยออกหน้าแก้ต่างในราชสำนัก
……
ยามเซิน แม้แสงแดดสาดส่องเจิดจ้า ทว่าสุริยันกลับคล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตกอย่างเลี่ยงไม่ได้
ณ กรมจงซู สวีหมิงหล่างรั้งถ้วยชาขึ้นจิบอย่างละเมียดละไม
เบื้องหน้าเขาคืออธิบดีศาลผู้ตรวจการ เจิ้งเจ๋อเสียน และชานจือเจิ้งซื่อ ผังชิงเต๋อ ชายทั้งสองเปี่ยมด้วยกลิ่นอายของผู้กำชัยชนะ ทุกท่วงท่าสงบนิ่งเยือกเย็น การยกถ้วยชาล้วนแฝงสุนทรียะประหนึ่งผู้บำเพ็ญเพียรที่หลุดพ้นจากโลกีย์
“คดีร้องเรียนตระกูลจ้าวที่ศาลเมืองเยี่ยนผิงยอดทะลุห้าสิบคดีแล้ว ในจำนวนนี้ประกอบด้วยคดีที่พวกเราตระกูลขุนนางบุ๋นวางหมากอย่างรัดกุม ผสมโรงกับคดีปริศนาที่ยัดเยียดเข้าไปเพื่อโหมกระพือไฟ
“จวบจนยามนี้ คดีที่เราวางหมากไว้ปะทุขึ้นทั้งหมด สี่สิบสามคดี… สำเร็จไปถึงสี่สิบสอง เท่ากับกุมชัยชนะไว้ในกำมือแล้ว น่ายินดียิ่งนัก”
ผังชิงเต๋อกล่าวกลั้วเสียงหัวเราะ พลางปรายตามองเจิ้งเจ๋อเสียนอย่างมีนัยยะแอบแฝง
หนึ่งคดีที่ล้มเหลว ย่อมหนีไม่พ้นคดีฆาตกรรมที่ท่าเรือ
บัดนี้การไต่สวนของกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองได้ข้อสรุป ท้ายที่สุดหวังซู่ยอมรับสารภาพความผิด ถูกโยนเข้าคุกหลวง กระทั่งหวังหลิ่วซื่อผู้เป็นภรรยาก็ตกกระไดพลอยโจนถูกจับขังคุกไปด้วย
ทว่าต่อให้คดีนี้จะสลักสำคัญเพียงใด ท้ายที่สุดก็มิอาจสั่นคลอนภาพรวมของกระดานหมากใหญ่
เพียงแต่ตระกูลเจิ้งตกที่นั่งลำบากอยู่บ้าง ถูกตระกูลจ้าวกัดไม่ปล่อย กล่าวหาว่าพวกเขามีเจตนาประทุษร้าย ช่างกำเริบเสิบสาน ฎีกาของเจิ้นกั๋วกงถูกส่งตรงถึงกรมจงซู ทว่าสวีหมิงหล่างใช้อำนาจสกัดกั้นไว้ชั่วคราว ยังมิได้นำความขึ้นกราบบังคมทูล
เจิ้งเจ๋อเสียนเอ่ยด้วยความละอาย “ลูกหลานในตระกูลไร้ความสามารถ ทำคดีที่ท่าเรือพังไม่เป็นท่า ปล่อยให้ใต้เท้าทุกท่านต้องเห็นเรื่องขบขันแล้ว”
เขาเบนสายตามองสวีหมิงหล่าง ประสานมือคารวะ “ยามนี้ตระกูลจ้าวกัดพวกเราประดุจหมาบ้า ขออัครเสนาบดีสวีโปรดยื่นมือเข้าช่วย อย่าปล่อยให้ตระกูลเจิ้งต้องรับเคราะห์เลย”
สวีหมิงหล่างลูบเคราหัวเราะร่วน “ใต้เท้าเจิ้งอย่าได้กังวล คดีทั้งหมดล้วนต้องถูกส่งขึ้นสามศาล ถึงเวลานั้นจะพลิกลิ้นไต่สวนอย่างไร ข้าย่อมมีแผนรองรับ ทว่า… เกรงว่าชีวิตของเจิ้งอวี้ชิงคงไม่อาจรักษาไว้ได้”
สละเบี้ยเพื่อรักษากระดานถือเป็นกฎเหล็กสุดวิสัย เจิ้งเจ๋อเสียนย่อมปริปากโทษผู้ใดมิได้ ทำได้เพียงทอดถอนใจด้วยความเสียดาย
แม้เจิ้งอวี้ชิงจะนับเป็นเพชรเม็ดงามของตระกูล แต่ลึกๆ แล้วเจิ้งเจ๋อเสียนหาได้อาวรณ์นัก ขอเพียงตระกูลจ้าวล่มสลาย การกวาดล้างตระกูลขุนนางบู๊อื่นในภายภาคหน้าย่อมง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ ผลประโยชน์ที่ตระกูลเจิ้งจะกอบโกยได้นั้นมหาศาล เกินกว่าจะนำชีวิตคนรุ่นหลังเพียงคนเดียวมาเทียบเคียง
ขอเพียงตาชั่งแห่งผลประโยชน์เอนเอียงมาทางตน เจิ้งเจ๋อเสียนก็ไร้ข้อกังขาใดๆ
“จบเรื่องนี้ ตระกูลจ้าวย่อมต้องพินาศตามรอยตระกูลหลิว นี่คือจุดจบที่พวกมันรนหาที่เอง ตาเฒ่าจ้าวเสวียนจียามใช้วิธีสกปรกกวาดล้างตระกูลหลิว สมควรตระหนักได้แล้วว่าต้องชดใช้ด้วยสิ่งใด
“คิดจะลั่นกลองรบสวนกลับตระกูลขุนนางบุ๋น ช่างฝันกลางวัน พวกขุนนางบู๊ช่างไม่เจียมกะลาหัว ริอาจงัดข้อกับพวกเรา นับแต่นี้ ตำแหน่งขุนพลอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินจะกลายเป็นเพียงเถ้าถ่าน ราชสำนักจะกลับคืนสู่ความสงบสุขเสียที”
น้ำเสียงของผังชิงเต๋อเดือดพล่านด้วยเพลิงอาฆาต
เมื่อช่วงกลางวันที่ท่าเรือ จ้าวหนิงลงมืออัดผังจวิ่นจนกระอักเลือดคาที่ ต่อหน้ามือปราบที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง ทหารยาม และสายตาชาวบ้านนับร้อย เหยียบย่ำเกียรติของตระกูลผังและที่ว่าการเมืองจนจมดิน
หากแผนการเหยียบตระกูลจ้าวให้จมมิดด้ามสำเร็จลุล่วง ผังชิงเต๋อและผังจวิ่นย่อมกอบกู้ศักดิ์ศรีที่แหลกเหลวกลับคืนมาได้
“จวนจะได้เวลาแล้ว”
สวีหมิงหล่างปรายตามองสุริยัน วางถ้วยชาแล้วผุดลุกขึ้น ปัดฝุ่นบนอาภรณ์ให้เข้าที่ ใบหน้าทอประกายลึกล้ำ ประหนึ่งนักรบเตรียมออกศึก และคล้ายแม่ทัพผู้กำชัยชนะ แฝงเร้นด้วยความโอหังของผู้คุมชะตาฟ้า
เขากล่าวเสียงเรียบ “ข้าสมควรไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทเสียที การเปิดสามศาลไต่สวนตระกูลจ้าว ยังต้องพึ่งพระบรมราชานุญาต”
ผังชิงเต๋อและเจิ้งเจ๋อเสียนลุกขึ้นยืนประสานมือ โค้งกายส่งอย่างนอบน้อม
ยามที่ซ่งจื้อทอดพระเนตรเห็นสวีหมิงหล่างก้าวเข้ามา ประกายพระเนตรก็แปรเปลี่ยนวูบ พระองค์ทรงล่วงรู้แต่แรกว่าอีกฝ่ายต้องมา จึงมิได้แปลกพระทัย ทว่ากลิ่นอายโอหังดั่งผู้กุมชะตากรรมที่แผ่ซ่านจากร่างอีกฝ่าย กลับทิ่มแทงพระหทัยให้ระคายเคืองประดุจหนามยอกอก
สวีหมิงหล่างเหลือบเห็นจ้าวเสวียนจียืนตระหง่านอยู่ในโถงตำหนัก ใบหน้ายังคงเรียบเฉย ทว่าในใจกลับแค่นหัวเราะเย้ยหยัน
เขารู้อยู่แล้วว่าตาเฒ่าผู้นี้ต้องอยู่ที่นี่ ฎีกาอาจถูกสกัด ทว่าไม่อาจขวางคนเดินเข้าวัง แต่แล้วอย่างไรเล่า จ้าวเสวียนจีมาถึงที่นี่แล้วจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้งั้นหรือ ดิ้นรนไปก็ไร้ค่า
รูปการณ์บนกระดานชัดเจนประจักษ์แจ้ง ชะตากรรมมิได้ต่างจากตระกูลหลิวที่ล่มสลายไปก่อนหน้า บัดนี้ตระกูลจ้าวเดินลงสู่หุบเหวเดียวกัน ย่อมต้องพบจุดจบเดียวกัน ต่อให้เป็นโอรสสวรรค์ จะทรงกล้าลำเอียงอย่างโจ่งแจ้งและเหยียบย่ำกฎหมายบ้านเมืองเชียวหรือ
“ฝ่าบาท วันนี้ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงและกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง ได้รับแจ้งคดีอุกฉกรรจ์ที่พัวพันถึงตระกูลจ้าวรวมสี่สิบสามคดี ซ้ำยังมีคดีต้องสงสัยอีกนับสิบ เรื่องนี้สั่นคลอนแผ่นดิน จำเป็นต้องเบิกตัวขึ้นสามศาลร่วมไต่สวน กระหม่อมจึงมาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตพ่ะย่ะค่ะ” สวีหมิงหล่างถวายบังคมพลางกราบทูลเสียงดังกังวาน