ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 133 พระประสงค์ของโอรสสวรรค์
ซ่งจื้อนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน ท้องพระโรงกว้างใหญ่เงียบสงัดจนแม้นเข็มหล่นกระทบพื้นยังได้ยินชัดเจน
ท่าทีนิ่งขรึมของฮ่องเต้อยู่ในความคาดหมายของสวีหมิงหล่าง เรื่องนี้ชี้เป็นชี้ตายตระกูลขุนนางบู๊อันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์ โอรสสวรรค์ย่อมต้องระแวดระวัง ไม่อาจด่วนตัดสินใจ ถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
ทว่าจ้าวเสวียนจีกลับชิงเอ่ยปาก แทนที่จะคุกเข่าโขกศีรษะขอพระราชทานอภัยโทษ เขากลับแค่นเสียงเย็นชาเย้ยหยันสวีหมิงหล่าง “ตระกูลขุนนางบุ๋นจงใจใส่ร้ายป้ายสีตระกูลจ้าว แม้ไม่รู้แน่ชัดว่าเพื่อจุดประสงค์ใด แต่วิธีการนับว่าต่ำช้าไร้ยางอายถึงขีดสุด อัครเสนาบดีสวีกล่าวไม่ผิด เรื่องนี้สมควรให้สามกรมร่วมไต่สวนอย่างเข้มงวด”
สวีหมิงหล่างปรายตามองจ้าวเสวียนจีแวบหนึ่ง ‘สามกรมร่วมไต่สวน’ ของเขาหมายถึงการสืบคดีเพื่อยัดข้อหาตระกูลจ้าว ทว่าจ้าวเสวียนจีกลับเล่นลิ้นพลิกดำเป็นขาว จงใจบิดเบือนเจตนาเพื่อเปลี่ยนเป้าหมายเป็นการสืบสวนแผนใส่ร้ายของขุนนางบุ๋นแทน
“ตระกูลจ้าวกดขี่ข่มเหงราษฎร เข่นฆ่าผู้คนราวผักปลา คดีมากมายล้วนมีหลักฐานดิ้นไม่หลุด สภาพการณ์มิได้ต่างจากคดีตระกูลหลิว เจิ้นกั๋วกงดันทุรังเล่นลิ้นเบื้องพระพักตร์เช่นนี้ จะเกิดประโยชน์อันใด”
น้ำเสียงของสวีหมิงหล่างราบเรียบแต่แฝงแววเหยียดหยาม เขาไม่คิดต่อล้อต่อเถียงให้ยืดยาวจนเสียการใหญ่ จึงประสานมือทูลขอฮ่องเต้อีกครา “ฝ่าบาท คดีฆาตกรรมนับสิบคดีล้วนมีเบาะแสชัดเจน สมควรใช้มาตรฐานเดียวกับคดีตระกูลหลิว ส่งมอบให้สามกรมร่วมไต่สวน ขอฝ่าบาทโปรดพิจารณาพ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งจื้อครุ่นคิดชั่วครู่ ขณะกำลังจะเอื้อนเอ่ย จ้าวเสวียนจีพลันทิ้งตัวคุกเข่ากลางท้องพระโรง แสร้งตีหน้าเศร้าประหนึ่งแบกรับความอยุติธรรมใหญ่หลวง โอดครวญด้วยความคับแค้นใจ “ฝ่าบาท โปรดเมตตาตระกูลจ้าวด้วยเถิด อย่าปล่อยให้กระหม่อมและลูกหลานต้องตกเป็นเหยื่อเงื้อมมือคนถ่อย”
“คดีความที่ปะทุขึ้นในวันนี้ หลานชายกระหม่อมสืบสวนจนกระจ่างแล้วส่วนหนึ่ง ทั้งพยานบุคคลและวัตถุพยานล้วนถูกเก็บรักษาไว้ที่กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง เรื่องนี้ยืนยันชัดเจนว่ามีผู้จงใจวางแผนชั่วเพื่อใส่ร้ายตระกูลจ้าว หาใช่คดีอาญาทั่วไปไม่ ขอฝ่าบาททรงมีพระเนตรกระจ่างดุจคบเพลิงด้วยเถิด”
ซ่งจื้อสดับฟังแล้วลอบพยักหน้าเห็นด้วย
สวีหมิงหล่างคิ้วขมวดมุ่น คดีที่ท่าเรือถูกจ้าวหนิงและกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองสกัดกั้นไว้ทันท่วงที ซ้ำยังจับกุมคนตระกูลเจิ้งได้คาหนังคาเขา นี่คือช่องโหว่ชิ้นใหญ่ที่มอบข้ออ้างชั้นดีให้จ้าวเสวียนจีใช้ร้องทุกข์ เป็นจุดแตกต่างสำคัญที่สุดเมื่อเทียบกับคดีตระกูลหลิว
แม้เป็นปัญหาใหญ่ ทว่าสวีหมิงหล่างยังไม่อับจนหนทาง เขาตอกกลับด้วยท่าทีขึงขังทรงธรรม “เจิ้นกั๋วกงเอาแต่พร่ำร้องถึงคนถ่อย หรือแท้จริงแล้ววัวสันหลังหวะ ทำผิดจนร้อนตัวจึงเที่ยวแว้งกัดผู้บริสุทธิ์ไปทั่ว พฤติกรรมเช่นนี้ต่างอันใดกับตระกูลหลิวในกาลก่อน”
“หากเจิ้นกั๋วกงมิได้ร้อนตัว ตัวตรงย่อมไม่กลัวเงาเอียง ยิ่งสมควรยินยอมให้สามกรมร่วมไต่สวนเพื่อคืนความบริสุทธิ์แก่ตระกูลจ้าว เหตุใดจึงดึงดันขัดขวางกระบวนการยุติธรรมของราชสำนักอย่างไร้เหตุผล”
ซ่งจื้อเผยอปากคล้ายจะเอื้อนเอ่ยทว่าชะงักไป ท่าทีลังเลตัดสินใจไม่ถูก
จ้าวเสวียนจีหาได้แยแสสวีหมิงหล่าง ชายชรายังคงหมอบกราบราบกับพื้น วอนขอโอรสสวรรค์ประทานความเป็นธรรม “ฝ่าบาท เหตุการณ์ที่เมืองไต้โจวเมื่อปีกลาย หรือฝ่าบาททรงลืมเลือนไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“กาลนั้นมีผู้สมคบคิดหมายหัวตระกูลจ้าว ถึงขั้นยอมจับมือเป็นมิตรกับเผ่าหู เป็นเหตุให้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับราชันย์ปรากฏตัวกลางเมืองไต้โจว หลานชายกระหม่อมเกือบเอาชีวิตไม่รอด ซ้ำยังเกือบทำให้ด่านชายแดนลุกเป็นไฟ”
“ยามนั้นเบาะแสรูปคดีกระจ่างแจ้งถึงเพียงนั้น ทว่าพอนักโทษถูกคุมตัวถึงเมืองหลวง เข้าสู่กระบวนการไต่สวนของขุนนางบุ๋นบางคน พวกมันกลับพร้อมใจกันกลับคำให้การจนหมดสิ้น ฝ่าบาท… ความอยุติธรรมที่ตระกูลจ้าวต้องแบกรับในครั้งนั้น ย้อนนึกถึงคราใดกระหม่อมปวดใจจนแทบทนไม่ไหว”
“มาบัดนี้ เมื่อต้องเผชิญสถานการณ์ซ้ำรอยเดิม เผชิญหลักฐานดิ้นไม่หลุดที่คนตระกูลเจิ้งจงใจวางแผนใส่ร้าย ขอฝ่าบาทโปรดประทานความเป็นธรรมให้กระหม่อมด้วยเถิด”
กล่าวจบ ชายชราหมอบกราบราบกับพื้น ไม่ยอมหยัดกายลุกขึ้น
สวีหมิงหล่างขบกรามแน่น ลอบสบถด่าจิ้งจอกเฒ่าอยู่ในใจ จ้าวเสวียนจีขุดคุ้ยเรื่องเมืองไต้โจวขึ้นมา ย่อมเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือให้ข้ออ้างของตนอย่างมหาศาล
บันทึกปิดคดีเมืองไต้โจวเมื่อปีกลายสรุปไว้ว่า เซียวเยี่ยน องค์หญิงเผ่าเป่ยหูลอบพกผู้ติดตามเข้าเมืองเพื่อท่องเที่ยวจนเกิดการกระทบกระทั่งโดยเข้าใจผิด ส่วนฟ่านจงหมิงก็ปิดปากเงียบ ยืนกรานกระต่ายขาเดียวว่าสาเหตุที่ตนและฟ่านชิงหลินบาดหมางกับตระกูลจ้าว เป็นเพียงการแย่งชิงสตรีแข่งกับจ้าวหนิงจนเกิดความหึงหวง
แต่บทสรุปของเรื่องราวกลับจบลงที่ฮ่องเต้ส่งกำลังทหารเสริมทัพด่านเยี่ยนเหมินกวนถึงสามหมื่นนาย ซ้ำยังเบิกจ่ายโอสถวิเศษและศาสตราปราณเพิ่มขึ้นอีกสองส่วน แม้เบื้องหลังจะมีการต่อรองแลกเปลี่ยนด้วยการปลดบรรดาศักดิ์ตระกูลหยางและตระกูลอู๋ ทว่าการกระทำเหล่านี้ย่อมสะท้อนถึงความหวาดระแวงระแวดระวังที่หยั่งรากลึกในพระทัยโอรสสวรรค์
สวีหมิงหล่างแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยันสวนทันควัน “เจิ้นกั๋วกง นี่ท่านกำลังบีบน้ำตาเรียกร้องความสงสารงั้นหรือ”
“คดีเมื่อปีกลายปิดม่านลงแล้ว จะมาเกี่ยวพันอันใดกับเรื่องราวบัดนี้ หรือจะบอกว่าเพียงเพราะเคยเผชิญคลื่นลมเมื่อปีก่อน ต่อจากนี้ไม่ว่าตระกูลจ้าวจะก่อกรรมทำเข็ญอันใด ก่อคดีสะเทือนฟ้าดินแค่ไหน ก็ล้วนไม่ต้องรับการสืบสวนไต่สวนอีกต่อไปแล้ว”
จ้าวเสวียนจีเมินเฉยต่อคำเหน็บแนม ชายชรายังคงหมอบกราบราบกับพื้น วอนขอโอรสสวรรค์ประทานความเป็นธรรม สีหน้าของซ่งจื้อยิ่งฉายแววลังเลหนักขึ้น สายตาที่ทอดมองจ้าวเสวียนจีเจือด้วยความเวทนาสงสาร
ท่าทีเช่นนี้ทำให้สวีหมิงหล่างใจคอไม่ดี ฮ่องเต้ทรงมีพระทัยเมตตา บางครั้งจึงแปรเปลี่ยนเป็นความโลเลไม่เด็ดขาด สวีหมิงหล่างในฐานะอดีตพระอาจารย์ย่อมรู้จุดอ่อนข้อนี้กระจ่างแจ้งกว่าผู้ใด
กอปรกับตระกูลจ้าวมีฐานะเป็นถึงพระญาติฝั่งมารดา ความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องเต้กับจ้าวเสวียนจีลึกซึ้งเกินธรรมดา หากปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไป ทันทีที่ฮ่องเต้พระทัยอ่อน อาจถูกจ้าวเสวียนจีชักจูงจนคล้อยตาม เมื่อนั้นสถานการณ์ย่อมพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ
เมื่อตระหนักได้ดังนี้ สวีหมิงหล่างไม่อาจรั้งรอ เรื่องนี้คอขาดบาดตายโดยแท้ จะปล่อยให้เกิดความผิดพลาดแม้เพียงครึ่งคืบมิได้ เขาปรับสีหน้าเคร่งขรึม ยืดหยัดท่าทีทรงธรรมในฐานะอัครเสนาบดี ลั่นวาจาหนักแน่นดุจศิลากระทบพื้น
“ฝ่าบาท คดีใหญ่ที่พัวพันถึงตระกูลขุนนางเก่าแก่เช่นนี้ ราชวงศ์มีกฎมณเฑียรบาล ราชสำนักมีตัวบทกฎหมาย ไม่อาจเปลี่ยนแปลงตามอำเภอใจ ยิ่งไม่อาจปล่อยให้มีอภิสิทธิ์ชนเหนือกฎหมาย เอาแค่คดีตระกูลหลิวที่เพิ่งผ่านพ้นไปหมาดๆ ก็มากพอจะนำมาเป็นบรรทัดฐานแล้ว”
“ขอฝ่าบาทมีพระบรมราชโองการ เบิกตัวสามกรมร่วมไต่สวน ชำระคดีฆาตกรรมของตระกูลจ้าวให้กระจ่างแจ้งพ่ะย่ะค่ะ”
ท่าทีที่แสดงออกมายามนี้แข็งกร้าวบีบคั้นถึงขีดสุด
ซ่งจื้อกวาดสายตามองขุนนางบุ๋นบู๊ในท้องพระโรง ภายนอกยังคงสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น ทว่าภายในพระทัยกลับมีคำตอบหมายมาดไว้แล้ว
……
อีกด้านหนึ่ง จ้าวหนิงและจ้าวชี่เยว่พาองครักษ์ผู้ติดตามสองสามนาย ควบม้าเหยาะย่างไปตามถนนสายหลักอย่างไม่เร่งร้อน
สองพี่น้องเพิ่งก้าวออกจากจวนตระกูลขุนนางบู๊ที่มีสายสัมพันธ์อันดี หากนับรวมตระกูลนี้ ภายในวันเดียวพวกเขาวิ่งเต้นเจรจากับตระกูลขุนนางบู๊ไปแล้วถึงสามแห่ง ถือเป็นการจัดฉากสร้างภาพลักษณ์คนสิ้นไร้ไม้ตอกที่ต้องวิ่งเต้นขอความช่วยเหลือไปทั่วทุกสารทิศได้อย่างแนบเนียน
จ้าวหนิงเงยหน้ามองฟ้า ดวงตะวันคล้อยต่ำสู่ทิศตะวันตก ยามเซินล่วงเลยมาเกินครึ่ง อีกเพียงหนึ่งชั่วยามท้องฟ้าจะมืดมิด สภาพอากาศวันนี้ปลอดโปร่ง เมฆบางเบาถูกย้อมด้วยประกายแสงสีทองอร่าม ทอแสงเรืองรองงดงามภายใต้โดมฟ้าสีคราม
เมืองเยี่ยนผิงคึกคักจอแจยิ่งกว่ายามปกติ ฝูงชนขวักไขว่ตามตรอกซอกซอย หลายคนจับกลุ่มถกเถียงบางสิ่งอย่างออกรส ยามพวกจ้าวหนิงควบม้าผ่าน จึงได้ยินเนื้อหาบทสนทนาเหล่านั้นชัดเจน
ชาวบ้านร้านตลาดเพียงจดจำใบหน้าจ้าวหนิงและจ้าวชี่เยว่ไม่ได้ ไม่ล่วงรู้เลยว่าคนตระกูลจ้าวที่พวกตนเพิ่งตราหน้าว่าชั่วช้าสามานย์กำลังขี่ม้าทอดน่องอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก มิเช่นนั้นพวกมันคงชี้หน้าก่นด่าอย่างเมามันไปแล้ว
ทว่าคงทำได้เพียงปากเก่ง หากให้พุ่งเข้ามาต่อกรกับผู้มีอำนาจเพื่อผดุงคุณธรรมปราบคนพาลจริงๆ พวกมันย่อมไม่มีขวัญกล้าพอ อย่างน้อยก็ไม่ใช่เวลานี้
ต้องรอจนกว่าข้อหาของตระกูลจ้าวถูกตัดสินอย่างเป็นทางการเสียก่อน เมื่อถึงยามที่คนตระกูลจ้าวต้องเดินตากหน้ากลางถนน ถึงตอนนั้นค่อยมีพวกจอมยุทธ์พเนจรที่กระหายชื่อเสียง กระโดดออกมาขวางทางแล้วแหกปากก่นด่าสาดเสียเทเสีย
หากฝูงชนรอบข้างมีปฏิกิริยาตอบรับ พวกมันก็จะแห่แหนเข้ามาผสมโรง ยืนหยัดบนจุดสูงสุดของศีลธรรมจอมปลอมแล้วชี้นิ้วด่าทอตระกูลจ้าว จากนั้นค่อยอ้างความชอบธรรมอาศัยพวกมากลากไป กรูกันเข้ารุมประเคนหมัดเท้าใส่อย่างเหี้ยมเกรียม หรืออย่างเบาที่สุดก็คงฉวยเอาเศษผักเน่าเสียมาปาใส่ หากเป็นบ้านที่มีฐานะหน่อยอาจแถมไข่ไก่ให้อีกสักสองสามฟอง
ผู้คนล้วนปรารถนาช่องทางระบายความอัดอั้นจากความบัดซบในชีวิต ซ้ำยังต้องการพื้นที่อวดอ้างความกล้าหาญและผดุงความยุติธรรม นี่คือสันดานดิบมนุษย์ เป้าหมายจะเป็นใคร หรือมีความผิดจริงหรือไม่หาใช่เรื่องสลักสำคัญ ขอเพียงพวกมันไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองก็พอแล้ว
เฉกเช่นที่พวกมันเคยรุมทึ้งตระกูลหลิว จ้าวหนิงเคยประจักษ์ภาพน่าสมเพชนั้นกับตา หลิวซินเฉิงก็คือคนที่โดนฝูงชนรุมประชาทัณฑ์กลางถนนจนบาดเจ็บสาหัส และทนพิษบาดแผลไม่ไหวจนสิ้นใจตาย
หากศึกชิงอำนาจครั้งนี้ตระกูลจ้าวเป็นฝ่ายปราชัย เขาประเมินได้ทันทีว่าจุดจบของตนคงไม่แคล้วอเนจอนาถเฉกเช่นเดียวกับหลิวซินเฉิง
กระแสคลื่นมนุษย์หลั่งไหลเชี่ยวกราก โลกหล้าผันผวนดุจห้วงอุทกภัย จ้าวหนิงดึงบังเหียนชะลอฝีเท้าม้าโดยไม่รู้ตัว ทันทีที่จังหวะก้าวเชื่องช้า ร่างของเขาก็ถูกกลืนหายเข้าไปในฝูงชน ปล่อยให้คลื่นมนุษย์พัดพาไปเบื้องหน้า สรรพเสียงจอแจดังก้องจากทุกทิศแทรกซึมเข้าโสตประสาท กัดเซาะเข้าสู่ห้วงลึกจิตใจ ส่งผลให้จิตวิญญาณอันเยือกเย็นแปลกแยกของเขาเริ่มสั่นคลอนตามกระแสอารมณ์ฝูงชน
คล้ายสัมผัสได้ว่าผู้เป็นนายใกล้หยุดนิ่ง อาชาศึกพ่วงพีจึงพ่นลมหายใจฟึดฟัด
จ้าวหนิงพลันได้สติ สองขากระทุ้งบีบท้องม้าเบาๆ อาชาศึกที่คุ้นชินกับการควบตะบึงพลันส่งเสียงร้องก้อง มันเร่งฝีเท้าด้วยความเบิกบาน พาจ้าวหนิงหลุดพ้นจากการถูกฝูงชนกลืนกิน
ตรงทางแยกที่อาบไล้ด้วยแสงแดดสีทอง จ้าวหนิงดึงบังเหียนหันหัวม้า เปลี่ยนทิศทางจากจวนเจิ้นกั๋วกง มุ่งสู่ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงแทน
จ้าวชี่เยว่ควบม้าตีคู่ตามขึ้นมา นางทิ้งระยะห่างจากผู้ติดตามด้านหลังเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “พวกเราไม่กลับจวนแล้วรึ”
จ้าวหนิงกดเสียงต่ำให้ได้ยินเพียงสองคน “ตรงไปที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงเลย”
จ้าวชี่เยว่ขมวดคิ้วมุ่น ลดระดับเสียงลงเช่นกัน “ไปทำอันใด”
“ไปพบฆาตกรในคดีทะเลาะวิวาทที่เขื่อนอำเภอสือเหมิน”
“ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงจะยอมให้เราเข้าพบรึ”
“ย่อมยอมแน่นอน”
“เหตุใดก่อนหน้านี้ไม่อนุญาต แต่ตอนนี้กลับอนุญาตเล่า”
“เพราะพระราชโองการของฮ่องเต้ น่าจะส่งตรงถึงมือขุนนางบางคนเรียบร้อยแล้วน่ะสิ”
“แล้วฮ่องเต้จะทรงมีพระราชโองการเช่นไร”
“พระราชโองการสั่งให้คอยช่วยเหลือพวกเรา”
“เจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าคราวนี้ฮ่องเต้จะเข้าข้างเรา”
“หากประเมินจากสถานการณ์ปัจจุบัน พวกเราลงเรือลำเดียวกันแล้ว”
จ้าวชี่เยว่ผงกศีรษะรับเบาๆ ค่อนข้างพึงพอใจกับคำตอบ นัยน์ตากลมโตสุกสกาวดุจดวงดาราทอประกายขบขัน “หากเจ้ากล่าวเช่นนี้ แสดงว่าเบื้องลึกฮ่องเต้ยังทรงมีพระทัยโอนเอียงมาทางตระกูลจ้าวอยู่บ้าง”
จ้าวหนิงระบายยิ้มมุมปาก เอ่ยหยอกเย้า “ถึงแม้ท่านพี่กำลังเตรียมตัวเข้าวังในเร็ววัน ทว่าตอนนี้ยังไม่ได้ก้าวเท้าเข้าไป บัดนี้กลับทำตัวลำเอียงเข้าข้างฝ่าบาทเสียแล้ว เกรงว่าออกจะดูไม่งามกระมัง”
ใบหน้าจ้าวชี่เยว่พลันแดงซ่าน นางเงื้อมือหมายเขกหัวจ้าวหนิง ทว่าติดขัดที่นั่งอยู่บนหลังม้าไม่สะดวกนัก ท้ายที่สุดจึงทำได้เพียงถลึงตาข่มขู่
คล้ายฉุกคิดได้ว่าคำกล่าวของจ้าวหนิงมีเหตุผล จ้าวชี่เยว่จึงสลัดความขวยเขินของสตรีที่รอวันออกเรือนทิ้ง นางครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ย “คดีที่ขุนนางบุ๋นขุดหลุมพรางใส่ร้ายเรา นอกเหนือจากคดีฆาตกรรมที่ท่าเรือแล้ว คดีอื่นเมื่อประเมินจากหลักฐาน ล้วนเป็นหอกพุ่งกลับมาทิ่มแทงเราอย่างสาหัส เหตุใดเจ้าถึงมั่นใจนักว่าฮ่องเต้จะทรงออกโรงปกป้อง แล้วที่บอกว่าลงเรือลำเดียวกันหมายความว่าอย่างไร”
ช่วงก่อนหน้านี้จ้าวชี่เยว่เอาแต่เก็บตัวปิดด่านบำเพ็ญเพียรจนทะลวงเข้าสู่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายได้สำเร็จ ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่ค่อยล่วงรู้แผนการที่จ้าวหนิงวางหมากไว้ ยามนี้จึงรับบทเป็นเพียงยอดฝีมือคอยติดตามคุ้มกันเท่านั้น
จ้าวหนิงยังคงสงวนท่าที กระซิบตอบด้วยระดับเสียงที่ได้ยินเพียงสองคน “เรือลำนี้… มีชื่อว่าการโค่นล้มตระกูลขุนนางบุ๋นอย่างไรเล่า”
“ฮ่องเต้ทรงต้องการโค่นล้มขั้วอำนาจขุนนางบุ๋นรึ ด้วยเหตุใดเล่า”
“ย่อมเป็นเพราะอิทธิพลของตระกูลขุนนางบุ๋นแผ่ขยายใหญ่โตเกินควบคุม จนล่วงล้ำบั่นทอนพระราชอำนาจของฮ่องเต้ไปมากแล้วน่ะสิ”
“หลายปีมานี้กลยุทธ์ที่พวกขุนนางบุ๋นใช้กดขี่ขุนนางบู๊อย่างพวกเราได้ผลชะงัดนัก อำนาจบารมีของพวกมันพุ่งพรวดรวดเร็วจริงๆ”
“ราชวงศ์เราแบ่งแยกบุ๋นบู๊ชัดเจนเพื่อสร้างสมดุลคานอำนาจ หากขั้วบุ๋นแข็งแกร่งเกินไปทว่าขั้วบู๊อ่อนแอ สมดุลในท้องพระโรงย่อมถูกทำลาย ย่อมไม่เป็นผลดีต่อพระราชอำนาจโอรสสวรรค์”
“หากกล่าวเช่นนี้ แค่โค่นล้มตระกูลหลิวได้เพียงตระกูลเดียว ย่อมไม่พอฟื้นฟูสมดุลบุ๋นบู๊ขึ้นมาใหม่”
“ห่างไกลจากคำว่าเพียงพอมากนัก”
“ดังนั้น การที่ตระกูลจ้าวเป็นแกนนำรวบรวมขุนนางบู๊เปิดฉากโต้กลับขุนนางบุ๋น แท้จริงแล้วคือกระดานหมากที่ฮ่องเต้ทรงปรารถนาจะทอดพระเนตร”
“หาใช่ภาพตระกูลจ้าวถูกบดขยี้จนล่มสลายไม่”
“ขั้วอำนาจบู๊แต่เดิมก็บอบช้ำย่อยยับอยู่แล้ว ตระกูลจ้าวในฐานะขุนนางบู๊อันดับหนึ่ง หากครานี้เพลี่ยงพล้ำพ่ายแพ้ การโต้กลับย่อมล้มเหลวโดยสมบูรณ์ ต่อจากนี้ตระกูลขุนนางบู๊จะถูกกดขี่จนโงหัวไม่ขึ้น กลายเป็นเพียงเนื้อสมันบนเขียงให้พวกมันสับสับตามอำเภอใจ สมดุลอำนาจในท้องพระโรงถึงคราวสูญสิ้น”
“ดังนั้น ตระกูลจ้าวจะล่มสลายมิได้เด็ดขาด ตราบใดที่ยังมีหนทางรักษาตระกูลจ้าว ฮ่องเต้ย่อมต้องออกโรงปกป้องแน่นอน”
“แต่ฮ่องเต้ก็มิอาจละเมิดกฎหมายอย่างโจ่งแจ้งได้นี่นา”
“ด้วยเหตุนี้ข้าจึงลงมือกระชากหน้ากากคดีท่าเรือ จับกุมคนตระกูลเจิ้งมาลงดาบ เผยหางเต่าแผนชั่วของฝั่งขุนนางบุ๋น เป็นการประเคนข้ออ้างชั้นดีให้ฮ่องเต้ทรงหยิบยกไปใช้ได้อย่างชอบธรรม”
“ในเมื่อฮ่องเต้จะทรงยื่นพระหัตถ์ช่วยเหลือ เหตุใดเจ้าจึงไขคดีแค่ที่ท่าเรือเล่า หากกวาดล้างทุกคดีให้กระจ่างพร้อมกัน ฮ่องเต้จะมิทรงออกหน้าช่วยได้ง่ายดายและสมเหตุสมผลกว่าหรือ”
“ท่านพี่ช่างมีความเชื่อมั่นในตัวข้าเสียจริงนะ”
“แล้วข้าไม่ควรเชื่อมั่นในตัวเจ้ารึ”
จ้าวหนิงแค่นยิ้มจนปัญญา “ข้ายอมรับ มิใช่ข้าไร้น้ำยาจะสืบสาวคดีอื่นให้กระจ่าง แต่ข้าทำเช่นนั้นไม่ได้ต่างหาก”
จ้าวชี่เยว่เอียงคอพินิจมอง “เจ้าเกรงว่าฮ่องเต้จะทรงหวาดระแวงพวกเรางั้นรึ”
“พวกเราเพิ่งบดขยี้โค่นล้มตระกูลหลิวอย่างเด็ดขาดปานอัสนีบาต หากครานี้ยังกวาดล้างแผนโสมมที่พวกขุนนางบุ๋นอุตส่าห์อดหลับอดนอนรังสรรค์ขึ้นมาได้อย่างฉับไวอีก เช่นนั้นก็ดูจะร้ายกาจมีชั้นเชิงมากเกินไปแล้ว”
“ถูกต้อง การโค่นล้มตระกูลหลิวยังพออ้างได้ว่าลอบโจมตียามทีเผลอ ทว่าหากครานี้การรวมหัวบุกทะลวงของขั้วขุนนางบุ๋น กลับถูกตลบหลังจนพังพินาศราบเป็นหน้ากลองในวันเดียว พวกเราก็คงดูเจ้าเล่ห์เพทุบายเกินไปจริงๆ”
“เดิมทีขุนนางบู๊ก็กุมอำนาจกองทัพไว้อยู่แล้ว หากเรายังชิงไหวชิงพริบพลิกแพลงเก่งกาจเหนือกว่าขุนนางบุ๋นอีก เบื้องพระพักตร์โอรสสวรรค์จะยังมีพื้นที่เหลือให้พวกเรายืนอยู่อีกหรือ”
จ้าวชี่เยว่เห็นพ้องอย่างยิ่ง ในฐานะบุตรีตระกูลขุนนางบู๊ นางย่อมรู้ซึ้งถึงเล่ห์เหลี่ยมเหล่านี้ กอปรกับสัญชาตญาณสตรีที่ละเอียดอ่อนและสถานะพี่สาวคนโตที่หล่อหลอมให้เติบโตก่อนวัย วิสัยทัศน์มองเกมการเมืองและการแก่งแย่งชิงดีของนางจึงเฉียบแหลมเกินกว่าสตรีในยุทธภพทั่วไปจะเทียบติด
เมื่อลองไตร่ตรองอีกรอบ จ้าวชี่เยว่ก็เอ่ยขึ้น “พวกเราพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่แสดงความแข็งแกร่งเกินไปเพื่อเลี่ยงการกระตุกหนวดมังกร ทว่าสวีหมิงหล่างที่เป็นถึงอัครเสนาบดี ผู้นำอันดับหนึ่งของขั้วบุ๋น และขุนนางทรงอิทธิพลสุดในราชสำนัก กลับยื่นมือชักใยให้ใช้วิธีสกปรกทุกรูปแบบเพื่อใส่ร้ายตระกูลจ้าว ฮ่องเต้ย่อมต้องหวาดระแวงในตัวเขาอย่างหนักเป็นแน่”
จ้าวหนิงผงกศีรษะรับ “ด้วยเหตุนี้ ยิ่งสวีหมิงหล่างแสดงท่าทีก้าวร้าวบีบคั้นให้เบิกตัวสามกรมร่วมไต่สวนมากเท่าใด ภายในพระทัยฮ่องเต้ก็ยิ่งขุ่นมัว และยิ่งไม่มีทางโอนอ่อนผ่อนตามคำขอของมัน”
“ในเมื่อฮ่องเต้จะยื่นมือเข้าช่วย เหตุใดเรายังต้องถ่อไปพบฆาตกรที่ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงด้วยเล่า โยนคดีให้คนของฮ่องเต้จัดการไปก็สิ้นเรื่อง พวกเรานั่งรอรับผลลัพธ์อยู่จวนสบายใจไม่ดีกว่าหรือ”
จ้าวหนิงถอนใจเฮือก “ถึงแม้ฮ่องเต้ทรงปรารถนาจะช่วยเหลือ ทว่าพระองค์ไม่อาจพลิกคดีฆาตกรรม ให้กลายเป็นคดีใส่ร้ายป้ายสีตระกูลจ้าวได้อย่างโจ่งแจ้งหรอกนะ”
“เป็นเพราะคดีความมีมากไปรึ หรือเพราะเผชิญแรงเสียดทานหนักหน่วงเกินไป”
“คดีความที่พอกพูนยังไม่ใช่แรงเสียดทานทั้งหมด”
“แล้วยังมีสิ่งใดอีก”
“ปัญหาหอกข้างแคร่ภายในฝั่งตระกูลขุนนางบู๊เองอย่างไรเล่า”
“เจ้าจะบอกว่า ขุนนางบู๊มิได้รวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อออกหน้าเรียกร้องความเป็นธรรมให้พวกเราในท้องพระโรงงั้นรึ”
“เกรงว่าจะมีบางคนคอยเป็นลูกคู่ผสมโรงกับสวีหมิงหล่างอยู่น่ะสิ”
“พวกตระกูลซุนงั้นรึ เพราะเรื่องอำนาจในทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพนั่นหรือ นี่พวกมันยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจอีกรึ”
“ตราบใดที่สวีหมิงหล่างกางผลประโยชน์ล่อใจมากพอ พวกมันก็พร้อมสวามิภักดิ์ยืนข้างสวีหมิงหล่าง”
“นอกเหนือจากอำนาจในทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพแล้ว สวีหมิงหล่างยังหยิบยื่นสิ่งใดให้ตระกูลซุนได้อีก”
“ในมือสวีหมิงหล่างยังกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในกรมกลาโหม เขาย่อมจัดสรรยุทโธปกรณ์ เสบียงอาหาร ตลอดจนศาสตราปราณและโอสถวิเศษ ประเคนผลประโยชน์มหาศาลให้ตระกูลซุนและพรรคพวกได้อย่างง่ายดาย”
“ตาเฒ่าบัดซบนี่ช่างใจป้ำกล้าทุ่มทุนนัก”
“คิดขุดรากถอนโคนตระกูลจ้าวที่เป็นถึงเสาหลักอันดับหนึ่งของขั้วบู๊ หากทุ่มเทไม่มากพอย่อมไม่มีทางสัมฤทธิ์ผลหรอก”
“ในเมื่อแม้แต่ฝั่งบู๊ยังมีพวกลิ้นสองแฉกประจบสอพลอสวีหมิงหล่าง การที่ฮ่องเต้ทรงยืนกรานสวนกระแสคลื่นลูกนี้ ย่อมต้องแบกรับแรงกดดันมหาศาลแน่แท้”
“แต่ยิ่งสถานการณ์บีบคั้น ฮ่องเต้ก็จะยิ่งต้องยื่นมือเข้าปกป้องพวกเรา”
“เพราะพวกเรามิได้รวบอำนาจกุมกองทัพไว้เบ็ดเสร็จ จึงดูอ่อนแอปวกเปียกงั้นรึ”
“การปกป้องตระกูลจ้าวที่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ จะทำให้ฮ่องเต้ทรงคลายความหวาดระแวง เพราะหากวันใดตระกูลจ้าวกำเริบเสิบสาน ฮ่องเต้ก็แค่ชูโรงตระกูลซุนขึ้นมาเป็นหมากตัวใหม่ เพื่อคานอำนาจพวกเราได้อย่างง่ายดาย”
“ทว่าในเมื่อยามนี้ฮ่องเต้ไม่อาจพลิกคดีฆาตกรรมของตระกูลจ้าวให้เป็นคดีถูกป้ายสีได้ แล้วพวกเราจะเปิดฉากโต้กลับอย่างไร”
“อย่าลืมสิ นอกเหนือจากขั้วอำนาจบุ๋นบู๊ ฮ่องเต้ยังทรงกุมไพ่ตายอีกหนึ่งขุมกำลัง”
“ขุนนางตระกูลยากไร้งั้นรึ”
“เบื้องหน้าฮ่องเต้ทรงประวิงเวลาจัดตั้งสามกรมร่วมไต่สวน ส่วนเบื้องหลังทรงเปิดทางให้ขุนนางตระกูลยากไร้อำนวยความสะดวก ร่วมมือกับเราชำระคดีให้กระจ่างโดยเร็วที่สุด นี่คือหมากที่ฮ่องเต้จะทรงเดิน และเป็นเพียงหนทางเดียวที่พระองค์ทรงกระทำได้”
ระหว่างสนทนา ขบวนม้าของจ้าวหนิงและจ้าวชี่เยว่ก็ควบมาถึงถนนสายหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง
จากระยะไกล จ้าวหนิงมองเห็นร่างใครบางคนกำลังชะเง้อคอมองหาอยู่บริเวณปากซอย ทันทีที่อีกฝ่ายเหลือบเห็นจ้าวหนิง ก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบตรงเข้ามา พร้อมเอ่ยปากเชิญให้เข้าไปในหอสุราใกล้ๆ
จ้าวหนิงและจ้าวชี่เยว่พากันเดินขึ้นชั้นสอง ก่อนก้าวเท้าเข้าสู่ห้องรับรองส่วนตัว
“พี่จ้าว ในที่สุดท่านก็มาเสียที”
ถังซิงรีบสาวเท้าเข้าต้อนรับพลางประสานมือคารวะด้วยท่าทีร้อนรน