ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 134 การไต่สวน (ตอนต้น)
หอสุราแห่งนี้คือสถานที่ประจำซึ่งจ้าวหนิงเคยนัดพบถังซิง เขาจึงคุ้นเคยเส้นทางเป็นอย่างดี ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูและเห็นอีกฝ่ายปรี่เข้ามารับหน้าอย่างกระตือรือร้น จ้าวหนิงก็ตระหนักได้ทันทีว่าการคาดเดาของตนแม่นยำไร้ที่ติ
อันที่จริง ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยปริปากขอความช่วยเหลือจากถังซิงในเรื่องนี้เลย จึงไม่มีกรณีที่อีกฝ่ายจะบอกปัด ทว่าแต่แรกเขาก็มิควรบากหน้ามาหาอีกฝ่ายล่วงหน้าอยู่แล้ว
อย่างไรเสียถังซิงก็คือคนของฮ่องเต้ หากปล่อยให้มันล่วงรู้ว่าจ้าวหนิงคาดการณ์และวางหมากรับมือการรุมขย้ำของตระกูลขุนนางบุ๋นไว้ล่วงหน้า ย่อมเท่ากับโอรสสวรรค์ทรงทราบเรื่องนี้ด้วย แน่นอนว่าจ้าวหนิงไม่อาจยอมให้เกิดความเสี่ยงเช่นนั้นได้
ส่วนเหตุผลที่เขากล่าวอ้างกับฮู่หงเหลียนไปเช่นนั้น เป็นเพราะยามนั้นเขาคร้านจะอธิบายให้มากความ หมากกระดานนี้พัวพันถึงตัวแปรมหาศาล เขาเกรงว่าหากนางรับรู้มากเกินไปจะส่งผลกระทบต่ออารมณ์จนเสียแผนในขั้นต่อไป
ย้อนกลับไปยามวางแผนเด็ดหัวตระกูลหลิว ตระกูลจ้าวคือฝ่ายชิงลงมือ ประกอบกับแค้นเก่าที่ถูกตระกูลฟ่านลอบกัด ณ เมืองไต้โจว การตีโต้ขุนนางบุ๋นอย่างเหี้ยมเกรียมเพื่อกอบกู้เกียรติภูมิขุนนางบู๊จึงเป็นเหตุผลที่หนักแน่นพอ ยามนั้นจ้าวหนิงจึงไม่ยี่หระหากฮ่องเต้จะทรงล่วงรู้แผนการล่วงหน้า
“ข้ายังนึกว่าพี่จ้าวจะรุดมาเร็วกว่านี้สักหน่อย คิดไม่ถึงว่าจะใจเย็นเยือกได้ปานนี้ เล่นเอาข้ารอเสียจนแทบขาดใจ” ถังซิงไม่เพียงเปลี่ยนสรรพนามจาก ‘คุณชายจ้าว’ เป็น ‘พี่จ้าว’ น้ำเสียงยังแฝงแววประจบสอพลออย่างปิดไม่มิด
“ข้าเองก็คาดไม่ถึงว่าสถานการณ์จะพลิกผันเช่นนี้ ก่อนหน้านี้มัวแต่ว้าวุ่นใจ ทำให้พี่ถังต้องรอนานแล้ว” จ้าวหนิงแย้มยิ้มประสานมือคารวะตอบ เขาไม่คิดฉีกหน้ากากเปิดโปงว่าอีกฝ่ายเพิ่งจะมารอได้ไม่นาน ซ้ำยังสวมบทบาทเปลี่ยนสรรพนามตามน้ำไปอย่างแนบเนียน
แม้ถังซิงจะมิได้กลายเป็นสหายสนิทหรือเขี้ยวเล็บของตระกูลจ้าว แต่นั่นมิได้หมายความว่าบุญคุณช่วยชีวิตที่หอเยี่ยนไหลคราวนั้นจะสูญเปล่า ท้ายที่สุดแล้ว จ้าวหนิงยังคงต้องการหูตาในหมู่ขุนนางตระกูลยากไร้
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเทียบกับถังซิง เป้าหมายที่เขาต้องการดึงมาเป็นพวกอย่างแท้จริง คือทั่นฮวา โจวจวิ้นเฉิน ผู้ซึ่งยังไร้บทบาทโดดเด่นในยามนี้ต่างหาก
ด้วยเวลาที่บีบคั้น ทั้งสามจึงละทิ้งธรรมเนียมหยุมหยิมก้าวเข้าสู่ประเด็นหลักทันที
“คดีฆาตกรรมที่ท่าเรือคือฝีมือตระกูลเจิ้งวางแผนปรักปรำ พี่จ้าวก็รวบตัวเจิ้งอวี้ชิงไว้ได้แล้ว ไม่ทราบว่าคดีอื่น…” ถังซิงเอ่ยหยั่งเชิง
จ้าวหนิงตีหน้าขรึม “ตระกูลจ้าวมีกฎระเบียบเหล็ก ต่อให้คนในตระกูลบางคนจะไร้ความสามารถ แต่ไม่มีทางเห็นชีวิตผู้คนเป็นผักปลา พี่ถังย่อมเข้าใจเรื่องนี้ดี”
เมื่อเห็นท่าทีหนักแน่นเปี่ยมความมั่นใจของจ้าวหนิง นัยน์ตาถังซิงก็ทอประกายลิงโลด “หากเป็นเช่นนั้น เรื่องราวย่อมคลี่คลายได้ง่ายดาย ขอพี่จ้าวเร่งสั่งการให้คนตระกูลจ้าวรวบรวมหลักฐานความบริสุทธิ์ในแต่ละคดีมาโดยเร็วเถิด โปรดวางใจ พวกเราย่อมทุ่มเทช่วยเหลือสุดกำลัง”
คำว่า ‘รวบรวมหลักฐานความบริสุทธิ์’ เป็นเพียงถ้อยคำประดับบารมี เจตนาที่แท้จริงคือการเร่งให้คนตระกูลจ้าวสืบหาความจริงเบื้องหลังคดีทั้งหมดให้กระจ่าง โดยขุนนางตระกูลยากไร้จะคอยเปิดทางและอำนวยความสะดวกให้
จ้าวหนิงผงกศีรษะ “เรื่องนี้จัดการไม่ยาก ข้าเพียงส่งคนกลับไปแจ้งข่าวก็พอ ทว่าตอนนี้ข้าต้องการพบหน้าฆาตกรคดีวิวาทที่เขื่อนอำเภอสือเหมิน พี่ถังพอจะเปิดทางให้ข้าได้หรือไม่”
“ย่อมได้แน่นอน” ถังซิงกระหยิ่มยิ้มย่อง “แม้นที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงจะเต็มไปด้วยเครือข่ายขุนนางบุ๋น แต่หากข้าต้องการพาคนเข้าไปในคุกใต้ดิน ย่อมพลิกฝ่ามือทำได้ พี่จ้าวตามข้ามา”
สิ้นบทสนทนา ทั้งสามไม่รั้งรอให้เสียเวลา จ้าวชี่เยว่ควบม้ามุ่งหน้ากลับไปแจ้งข่าวที่จวนเจิ้นกั๋วกง ส่วนจ้าวหนิงผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอำพรางกาย เดินลัดเลาะตามหลังถังซิงผ่านตรอกเปลี่ยว เร้นกายเข้าสู่ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงทางประตูหลัง
คุกใต้ดินของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงกว้างขวางพอจะคุมขังนักโทษนับร้อย ทว่าคดีความกว่าสี่สิบเรื่องที่ประเดประดังเข้ามา ทำให้สถานที่แห่งนี้แออัดยัดเยียดในชั่วพริบตา
ทันทีที่จ้าวหนิงก้าวเท้าเข้าไป เสียงโอดครวญร้องขอความเป็นธรรมก็ดังระงม เสียงด่าทอสาปแช่งตระกูลจ้าวดังก้องสะท้อนกำแพงหิน หากผู้ใดไม่ล่วงรู้ตื้นลึกหนาบาง คงนึกว่าตระกูลจ้าวไปขุดหลุมศพบรรพบุรุษพวกมันก็ไม่ปาน
ถังซิงกว้างขวางในถิ่นนี้ไม่เบา บรรดาพัสดีและผู้คุมที่พบเห็นต่างกุลีกุจอเข้ามาประจบประแจง กิริยาวาจาแฝงความสนิทสนมคุ้นเคย บ่งบอกชัดเจนว่ายามปกติมันหว่านล้อมซื้อใจคนเหล่านี้ไว้ได้อย่างหมดจด
ส่วนจ้าวหนิงและผู้คุ้มกันที่เดินตามหลังถังซิงมา เหล่าผู้คุมล้วนทำหูทวนลมตาบอด ไม่กล้าแม้แต่จะปรายตามอง ราวกับชินชาที่ถังซิงพกพาคนนอกลอบเข้าคุก ซ้ำยังฉลาดพอที่จะหุบปากเจียมตัว
จ้าวหนิงไม่ได้มุ่งหน้าไปยังลูกกรงขัง ทว่าเดินดุ่มเข้าไปยังห้องไต่สวนทันที
สถานที่แห่งนี้โอ่โถงและมิดชิด ปราศจากผู้กล้าสอดรู้สอดเห็น เหมาะแก่การรีดเค้นความลับ ทว่าคราบเลือดดำเกรอะกรังบนเครื่องทรมาน ผนวกกับกลิ่นคาวสนิมเหล็กที่ลอยอวลในอากาศกลับชวนให้สะอิดสะเอียน แต่จ้าวหนิงหาใช่คุณชายดัดจริต เขาสั่งให้ถังซิงตระเตรียมเครื่องทรมานไว้ให้พร้อม เผื่อต้องใช้สั่งสอนพวกปากแข็ง
ชั่วจิบชา ผู้คุมก็ลากตัวฆาตกรคดีวิวาทสองสามคนเข้ามา แน่นอนว่ามิใช่ทั้งหมด แต่เป็นหมากเดนตายที่จ้าวหนิงหมายหัวอยากเจอหน้ามาเนิ่นนาน
พื้นที่นารอบคฤหาสน์ตระกูลจ้าว ครึ่งหนึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ตระกูลที่มีผู้เช่าทำกิน ส่วนอีกครึ่งเป็นที่ดินส่วนตัวของชาวบ้าน หากชาวนาอิสระจะเคียดแค้นคฤหาสน์ จ้าวหนิงยังพอทำความเข้าใจ ทว่าตระกูลจ้าวไม่เคยแล้งน้ำใจต่อผู้เช่านาใต้หล้า ทุกชีวิตล้วนอิ่มท้อง การที่พวกมันแว้งกัดเจ้านายเช่นนี้ ย่อมจุดไฟโทสะในใจจ้าวหนิงไม่น้อย
มนุษย์ตายเพราะทรัพย์ นกตายเพราะเหยื่อ สัจธรรมข้อนี้มิอาจกล่าวโทษ ผู้ใดล้วนดิ้นรนเอาชีวิตรอด ทว่าสุนัขรับใช้ก็ควรต้องรู้จักแยกแยะชั่วดีบ้าง
ตามที่จ้าวหนิงสืบทราบ ฆาตกรกลุ่มนี้คือผู้ลี้ภัยที่ตระกูลจ้าวเมตตาชุบเลี้ยง ยามที่พวกมันหิวโซใกล้ตาย ตระกูลจ้าวคือผู้หยิบยื่นชีวิตใหม่ให้ ทว่าด้วยเพิ่งเข้ามาพึ่งใบบุญได้ไม่นาน ฐานะจึงยังขัดสน เมื่อขุนนางบุ๋นลอบโยนเศษเนื้อหอมหวานมาล่อ เพียงพวกมันนำความมาแจ้งตระกูลจ้าว รางวัลที่ได้รับย่อมมากพอให้อิ่มหนำไปชั่วชีวิต นับเป็นการทดแทนคุณไปในตัว ทว่าเดนมนุษย์เหล่านี้กลับเลือกแว้งกัดผู้มีพระคุณ
ถังซิงรั้งคนสนิทไว้เพียงสองนาย ก่อนโบกมือไล่ผู้คุมที่เหลือออกไป ห้องไต่สวนโอ่โถงจึงว่างเปล่าลงในชั่วอึดใจ
กลุ่มชาวบ้านฆาตกรหารู้ไม่ว่าบุรุษใต้หมวกคลุมหน้าคือจ้าวหนิง ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู พวกมันก็รีบทิ้งตัวคุกเข่าโขกศีรษะประจบประแจงถังซิงอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ใต้เท้ามีสิ่งใดชี้แนะ โปรดสั่งการมาได้เลยขอรับ ผู้น้อยพร้อมเปิดปากสารภาพจนหมดเปลือก มิกล้ารบกวนให้ต้องลงทัณฑ์”
“หากใต้เท้ายังต้องการข้อหาอื่น… ตระกูลจ้าวกดขี่ข่มเหงชาวบ้าน บาปหนาชั่วช้า ขอเพียงใต้เท้าเอ่ยปาก พวกเราล้วนยินดีเป็นพยานให้ขอรับ”
“ใช่แล้ว ไม่ว่าใต้เท้าต้องการพยานในคดีใด พวกเรายินดีออกหน้ากราบทูล หากคำให้การพวกเราไร้น้ำหนัก ยังสามารถเกลี้ยกล่อมลูกเมียให้มาร่วมเป็นพยานได้อีกด้วย”
สวะเหล่านี้ส่งเสียงเซ็งแซ่ แข่งกันเห่าหอนแสดงความภักดีต่อขุนนางบุ๋นอย่างน่าสมเพช
พวกมันเป็นเพียงเดนคนชนบท ไม่เคยเหยียบย่างเข้าที่ว่าการ ยิ่งไม่มีทางรู้จักถังซิง รู้เพียงว่าที่แห่งนี้คือ ‘ถิ่นนายเหนือหัว’ จึงทึกทักเอาเองว่าถังซิงคือขุนนางสายบุ๋น การเรียกตัวมาพบย่อมเพื่อยัดข้อหาเพิ่มให้ตระกูลจ้าว จึงเร่งเสนอหน้ารับใช้อย่างกระตือรือร้น
ถังซิงแค่นเสียงหยามหยัน ไม่แยแสสุนัขโง่เขลาเหล่านี้ เขาหันไปกล่าวกับจ้าวหนิง “พี่จ้าวอยากไต่สวนสิ่งใดเชิญได้เลย ไม่ต้องกังวลเรื่องกำแพงมีหู”
ทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘พี่จ้าว’ เหล่าฆาตกรต่างชะงักงัน รอยยิ้มแข็งค้าง ก่อนพร้อมใจกันหันขวับไปมองบุรุษชุดดำที่นั่งอยู่ตรงมุมมืด
ยามจ้าวหนิงตวัดปลดหมวกคลุมศีรษะออก เผยให้เห็นใบหน้าเรียบเฉยเยือกเย็น สีหน้าพวกมันก็แปรเปลี่ยนเป็นขาวซีดราวกระดาษ ตกตะลึงพรึงเพริดจนอ้าปากค้าง บางคนที่ขวัญอ่อนถึงกับสั่นสะท้านแทบฉี่ราด
จ้าวหนิงมักไปเยือนคฤหาสน์อำเภอสือเหมินอยู่เนืองนิตย์ ทั้งยังคอยติดตามผู้ดูแลไปตรวจงาน ชาวบ้านร้านตลาดล้วนคุ้นหน้าค่าตาเขาดี สวะพวกนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น พวกมันจดจำใบหน้านี้ได้ฝังใจ
ทว่าฝันร้ายที่สุดคือการที่ผู้มาเยือนมิใช่เจ้านายจากตระกูลขุนนางบุ๋น แต่กลับเป็นองค์ชายแห่งตระกูลจ้าว ในวินาทีนี้ จ้าวหนิงก็ไม่ต่างอันใดกับพญายมราชที่มาทวงหนี้เลือด
“ใต้… ใต้เท้า นี่มันเรื่องอันใด คุณชายจ้าวมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ท่าน… ท่านมิใช่คนของขุนนางบุ๋นหรอกหรือ”
ชายฉกรรจ์ร่างบึกบึนผู้เป็นหัวหน้ามีเครื่องหน้าคมคายแฝงความดุดัน อายุราวสามสิบปี ท่ามกลางความตื่นตระหนก มันพลันฉุกคิดได้ว่าถังซิงคงถูกจ้าวหนิงซื้อตัวไปแล้ว สัญชาตญาณเอาตัวรอดทำงานทันควัน มันแหกปากตะโกนลั่นห้อง
“ใคร… ใครก็ได้ช่วยด้วย คุณชายตระกูลจ้าวลอบเข้ามาหมายฆ่าปิดปากพวกเรา”
มันตะโกนสุดเสียงพลางสปริงตัวลุกขึ้น หมายพุ่งหลบหนีออกจากห้อง ทว่าเพิ่งก้าวได้เพียงครึ่งก้าว นัยน์ตาถังซิงพลันสาดประกายอำมหิต ร่างปราดเปรียวพุ่งพรวดเข้าไปคว้าคอเสื้อด้านหลัง จับมันเหวี่ยงหมุนคว้างกลางอากาศ ก่อนทุ่มดิ่งกระแทกพื้นหินอย่างรุนแรง
ตบะของถังซิงหาได้กระจอกงอกง่อย แรงทุ่มมหาศาลทำเอาชายฉกรรจ์จุกจนไร้เสียงร้อง นอนหมอบราบนิ่งค้างอยู่บนพื้นครู่ใหญ่ สภาพร่อแร่ดั่งปลาขาดน้ำ กว่าจะฝืนสูดลมหายใจเข้าปอดได้ ก็พ่นลิ่มเลือดคำโตออกมาจากปาก
ถังซิงหลุบตามองเดนมนุษย์ที่นอนรวยริน ทว่ากลับกระอักเลือดเพียงคำเดียวก็ขมวดคิ้วมุ่น “ที่แท้ก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับฝึกกายรึ”
ชาวบ้านป่าไร้สังกัดกลับฝืนทะลวงตบะจนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรได้ ย่อมชวนให้ประหลาดใจ ทว่าก็มีน้ำยาเพียงเท่านี้ ถังซิงแค่นเสียงเหี้ยม
“มิน่าเล่าถึงกล้ากำเริบเสิบสาน ที่แท้ก็พอมีฝีมือ แต่เมื่อก้าวเท้าเข้ามาในถิ่นข้า อย่าว่าแต่ระดับฝึกกาย ต่อให้เป็นระดับวิญญาณต้นกำเนิด หากข้าต้องการให้อยู่มิสู้ตาย เจ้าก็อย่าหวังจะได้ผุดได้เกิด”
“จงตอบคำถามคุณชายจ้าวแต่โดยดี มิเช่นนั้นเครื่องทรมานในห้องนี้ ข้าจะสงเคราะห์ให้พวกเจ้าลิ้มลองจนครบทุกชิ้น โอกาสมีเพียงหนเดียว ข้าจะไม่พูดซ้ำ”
ชายฉกรรจ์กุมหน้าอกตะเกียกตะกายลุกขึ้น ดวงตาแดงก่ำดั่งสัตว์ร้ายจ้องเขม็งถังซิงด้วยความเคียดแค้นชิงชัง เมื่อสดับคำข่มขู่ มันก็จำต้องก้มหน้าหลบตา ทว่ากำปั้นที่สั่นเทากลับกำแน่นจนข้อกระดูกขาวซีด เส้นเลือดดำบนหน้าผากปูดโปน สภาพคล้ายหมาป่าจนตรอกที่พร้อมแว้งกัดทุกเมื่อ
จ้าวหนิงกวาดตามองสวะเหล่านั้นด้วยแววตาเย็นเหยียบ ท้ายที่สุดจึงหยุดนิ่งที่ร่างหัวหน้าโจรกบฏ “เจ้าชื่ออันใด”
“เฝิงซาน” ชายฉกรรจ์เงยหน้าขวับ เค้นเสียงรอดไรฟันตอบอย่างหนักแน่นดุดัน
“ดูเหมือนเจ้าจะหยิ่งทะนงในตัวเองมากสินะ” จ้าวหนิงรับรู้ได้ถึงรังสีความพยศของอีกฝ่าย
ชื่อเสียงเรียงนามบ้านนอกคอกนา ไร้ความหมายสลักสำคัญ ทว่ามันกลับกระแทกเสียงตอบอย่างโอหัง บ่งบอกชัดเจนว่ามันหลงระเริงในความเก่งกาจของตนเองจนกู่ไม่กลับ เดนคนอกตัญญูผู้หนึ่ง เอาความมั่นใจเยี่ยงนี้มาจากที่ใด
“หรือเจ้าดูถูกตัวเองมากนักเล่า” เฝิงซานสวนกลับอย่างไม่ลดละ
จ้าวหนิงเพียงหัวเราะในลำคอ ไม่ต่อปากต่อคำ
หนึ่งในผู้คุ้มกันตระกูลจ้าวเบื้องหลังเขาพลันขยับร่างวูบหายไปดั่งภูตผี
เปรี้ยง!
หมัดลุ่นๆ ซัดเปรี้ยงเข้ากลางใบหน้าเฝิงซาน กระดูกโหนกแก้มยุบยวบคาตา โลหิตปนเศษฟันสาดกระเซ็น ร่างหนากระเด็นลอยละลิ่วอัดกระแทกกำแพงหินเสียงดังสนั่น
คราวนี้มันทำได้เพียงนอนหมอบกระอักเลือดเป็นลิ่มๆ สิ้นเรี่ยวแรงจะตะเกียกตะกายลุกขึ้นหยัดยืนอีก
จ้าวหนิงรอจนเฝิงซานคายเลือดกองโตลงพื้น นอนรวยรินร่างอ่อนปวกเปียก จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบกระชากวิญญาณ “ไม่ว่าเจ้าจะหยิ่งทะนงมาจากที่ใด ทว่าต่อหน้าข้า… สวะอย่างเจ้าไม่มีสิทธิ์ผยอง”