ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 135 การไต่สวน (ตอนกลาง)
สภาพของเฝิงซานสะบักสะบอมเจียนตายอยู่รอมร่อ ยามสดับถ้อยคำของจ้าวหนิง ใบหน้าพลันบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ด้วยความทรมาน
ต่อให้มันหลงลืมตัวโอหังเพียงใด ย่อมไม่อาจลบล้างความจริงที่ว่าสถานะของมันกับจ้าวหนิงห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว ในคุกมืดแห่งนี้ มันเป็นเพียงมดปลวกใต้ฝ่าเท้าคุณชายตระกูลจ้าว
ชาวบ้านคนอื่นหมายจะขยับเข้าประคอง ทว่าเพียงสัมผัสถึงกลิ่นอายคุกคามจากกลุ่มของจ้าวหนิง สองขากลับสั่นเทาไม่อาจก้าวออกไป
มีเพียงเด็กหนุ่มวัยสิบสี่สิบห้าผู้หนึ่ง ตะเกียกตะกายคลานเข่ารุดเข้าประคองเฝิงซานที่หมดสภาพให้ฝืนยันกายลุกขึ้น
จ้าวหนิงหาได้แยแสเด็กหนุ่ม เขานั่งตระหง่านดุจขุนเขา สุ้มเสียงราบเรียบแฝงจิตสังหารเย็นเยียบกดทับลงมา
“ปีก่อนเหอตงเกิดทุพภิกขภัย ราษฎรนับหมื่นอพยพหนีตายเข้าเมืองหลวง พวกเจ้าคือหนึ่งในนั้น ผู้คนล้นหลามไร้หนทางทำกิน พวกเจ้าล้วนหิวโหยรอคอยความตาย”
“เป็นตระกูลจ้าวและตระกูลอื่นที่เวทนา แม้ที่ดินไร่นาของพวกเราไม่ต้องการคนเพิ่ม แต่ยังยอมรับอุปการะพวกเจ้าและสหายร่วมหมู่บ้าน มอบข้าวปลาต่อลมหายใจ ครอบครัวพวกเจ้าจึงรอดตายมาได้”
“ไม่คิดทดแทนคุณก็แล้วไป แต่นี่กลับสมคบคิดกับพวกขุนนางบุ๋น วางอุบายแว้งกัดตระกูลจ้าว ซ้ำร้ายในเหตุวิวาทที่เขื่อนอำเภอสือเหมิน พวกเจ้ายังเหี้ยมโหดถึงขั้นสังหารชาวบ้านผู้บริสุทธิ์แห่งหมู่บ้านเหอโข่ว”
“สันดานเดรัจฉานเยี่ยงนี้ ยังกล้าหยิ่งผยองอันใดอีก มโนธรรมพวกเจ้าถูกสุนัขกินไปแล้วหรือ ในสายตาข้า… พวกเจ้าไม่คู่ควรแม้แต่จะเกิดเป็นคน”
เฝิงซานที่ลมหายใจรวยริน ยามสดับวาจาบาดลึก โทสะพลันปะทุเดือด เพลิงแค้นรีดเค้นเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายให้มันเบิกตาถลนจ้องจ้าวหนิงเขม็ง ฝืนยืดหลังตรง กัดฟันกรอดเค่นเสียง
“ในเมื่อวันนี้ข้าตกอยู่ในเงื้อมมือเจ้า จะฆ่าจะแกงก็เชิญ ลงมือสังหารคนไปแล้ว ข้าก็ไม่คิดจะรอดชีวิตกลับไป”
“แต่หากคิดจะบีบให้ข้าเปิดปาก เพื่อริบเอาสิ่งที่ข้าแลกมาด้วยชีวิตไปจากครอบครัวข้า… ฝันไปเถอะ”
“พวกเจ้าอุปการะพวกเราก็จริง แต่นั่นเป็นเพียงฉากหน้าจอมปลอมเพื่อสร้างบารมี มั่งมีแต่ไร้เมตตา พวกคหบดีหน้าเลือดในใต้หล้าล้วนสารเลวเหมือนกันหมด ราษฎรตั้งเท่าใดต้องบ้านแตกสาแหรกขาดเพราะพวกเจ้า ยังจะหน้าหนามาทวงบุญคุณ ข้าแค้นจนอยากแล่เนื้อพวกเจ้ามากินสดๆ ด้วยซ้ำ”
เห็นท่าทีเด็ดเดี่ยวเตรียมใจตายของอีกฝ่าย จ้าวหนิงคร้านจะต่อความยาวสาวความยืด เขาปรายตามองถังซิงเล็กน้อย
ถังซิงสะบัดมือ ผู้คุมคุกสองคนแสยะยิ้มเหี้ยมก้าวออกไป ลากร่างสะบักสะบอมของเฝิงซานและผู้เช่านาวัยเกือบสี่สิบอีกผู้หนึ่ง ไปมัดตรึงบนโครงไม้ลงทัณฑ์
ผู้คุมทั้งสองล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียร การลงมือจึงเฉียบขาดหนักหน่วง ผู้เช่านาที่พยายามขัดขืนเพียงเล็กน้อย ถูกประเคนหมัดเท้าเข้าใส่จุดตายจนล้มกองกับพื้น หมดสภาพขัดขืนในพริบตา
การทรมานเปิดฉากขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้คุมทั้งสองล้วนเป็นช่างฝีมือในขุมนรก เชี่ยวชาญการงัดแงะปากคนตายให้ยอมเปิดปาก
พวกมันเริ่มจากบดกระดูกนิ้วมือของทั้งสองให้แหลกละเอียดทีละนิ้ว สอดซี่ไผ่แหลมชำแรกเข้าใต้เล็บ ตามด้วยทาบเหล็กเผาไฟแดงฉานลงบนผิวหนังเนื้อตัวจนควันไหม้คละคลุ้ง เมื่อถึงทัณฑ์ขั้นที่สี่ หม้อเหล็กต้มน้ำเดือดพล่านถูกนำมาสุมไฟลนใต้ฝ่าเท้า หมายต้มเคี่ยวให้สุกทั้งเป็น
เฝิงซานนับว่าใจเด็ดนัก ตั้งแต่ต้นจนจบมิได้ปริปากกรีดร้องโหยหวน มีเพียงเสียงครางต่ำอู้อี้ในลำคอ กรามขบแน่นจนเลือดซึม ใบหน้าบิดเบี้ยวผิดรูปมนุษย์
ความเจ็บปวดทะลวงขีดจำกัดจนมันสลบไสลไปหลายครา ทว่าทันทีที่สติดับวูบ น้ำเย็นยะเยือกผสมเกลือก็สาดกระเซ็นปลุกให้ฟื้นมารับทัณฑ์นรกต่อไปไม่จบสิ้น
ทว่าผู้เช่านาอีกคนหาได้มีกระดูกสันหลังแข็งปานนั้น เสียงหวีดร้องดั่งสุกรถูกเชือดดังก้อง เมื่อน้ำเดือดพล่านใต้เท้าเริ่มโชยกลิ่นคาวเนื้อสุก ท้ายที่สุดมันก็ทนรับความหวาดหวั่นที่จะถูกต้มเป็นๆ ไม่ไหว น้ำหูน้ำตาไหลพราก คร่ำครวญขอความเมตตา
ยามมันปริปากยอมแพ้ บรรดาผู้เช่านาที่ถูกจับบังคับให้ดูการทรมานต่างเหงื่อกาฬแตกพลั่ก สองขาสั่นเทา พากันลอบระบายลมหายใจอย่างโล่งอก
หากอีกฝ่ายยังปากแข็ง คนต่อไปที่ต้องรับทัณฑ์นรกนี้ย่อมเป็นพวกตน ซึ่งวิธีการอำมหิตเยี่ยงนี้ ไม่มีผู้ใดมั่นใจว่าจะทนรอดไปได้
“สวี่เหลาเอ้อร์ ห้ามปริปากเด็ดขาด” เฝิงซานที่ร่อแร่คอพับคออ่อน ฝืนกระชากโซ่ตรวนสุดชีวิต เค้นเสียงแหบพร่าดั่งสัตว์ลำบาก “หากเจ้าพูด ความตายของพวกเราจะสูญเปล่า”
“นึกถึงมารดาป่วยหนักของเจ้าสิ อยากเห็นนางตรอมใจตายเพราะไร้ค่ายาหรือ นึกถึงลูกชายทั้งสองของเจ้า จะปล่อยให้พวกเขามีชีวิตอดสูเยี่ยงสุนัขเหมือนเจ้าไปชั่วชีวิต ตกเป็นเบี้ยล่างให้พวกคหบดีกดขี่ ดิ้นรนแทบตายแต่กินไม่อิ่มอย่างนั้นหรือ”
“สัจจะวาจาในวันนั้น เจ้าลืมสิ้นแล้วหรือ ต่อให้พวกเราต้องตายตกตามกัน ก็ต้องเบิกทางให้พ่อแม่ได้เสวยสุข ให้ลูกหลานรุ่นหลังไม่ต้องก้มหัวเป็นขี้ข้าใครอีก”
วาจาถูกสับสะบั้นลงแค่นั้น เมื่อผู้คุมตวัดฝ่ามือตะปบคอเฝิงซานอย่างแรง อุดปากไม่ให้มันเอ่ยคำปลุกปั่นสหายได้อีก
ทว่าเพียงเท่านี้ก็เกินพอ ผู้เช่านาวัยกลางคนที่ถูกทรมานจนยับเยิน พอได้สดับวาจาของเฝิงซาน ร่างพลันสะท้านเฮือก นัยน์ตาเลื่อนลอยปรากฏประกายเด็ดเดี่ยว มันถ่มน้ำลายรดหน้าผู้คุม พร้อมแผดเสียงคลุ้มคลั่ง
“ไอ้เดรัจฉาน แน่จริงก็ฆ่าบิดาสิวะ หากข้าไม่ตาย ชาตินี้จะไม่มีวันปล่อยแกไปแน่ ไอ้สุนัขรับใช้ทรราช ไอ้สวะโสมม บิดาจะฉีกเนื้อแกมากินสดๆ”
มันคำรามต่ำพลางสะบัดศีรษะอ้าปากหมายฝังเขี้ยว ราวกับสัตว์ป่ากระหายเลือด การกระทำลบหลู่เช่นนี้จุดไฟโทสะผู้คุมจนเดือดดาล มันคว้าเหล็กแหลมบนโต๊ะ เงื้อมือเตรียมแทงทะลวงขั้วหัวใจอีกฝ่าย
ชั่วพริบตานั้น นัยน์ตาของผู้เช่านาไร้ซึ่งความหวาดหวั่น หลงเหลือเพียงความโล่งใจที่กำลังจะหลุดพ้นจากขุมนรก
กระจ่างชัดว่ามันรู้ตัวดีว่าไม่อาจทนรับทัณฑ์ทรมานได้อีก จึงจงใจยั่วโทสะเพื่อร้องขอความตายอย่างรวดเร็ว
ทว่าคมเหล็กยังไม่ทันทะลวงร่าง เด็กหนุ่มวัยสิบสี่สิบห้าผู้นั้นพลันคลุ้มคลั่ง พุ่งตัวชนเอวผู้คุมเต็มแรง หมายกระแทกให้ล้มเพื่อขัดขวางมัจจุราช
อนิจจา เรี่ยวแรงมดปลวกหรือจะสั่นคลอนผู้บำเพ็ญเพียร สองเท้าผู้คุมหยั่งรากมั่นคงดั่งศิลา กลายเป็นเด็กหนุ่มที่ถูกพลังปราณดีดสะท้อนกระเด็นหงายหลังฟาดพื้นอย่างรุนแรง
“หยุดเดี๋ยวนี้ พวกเจ้าหยุดมือ ทารุณโหดร้ายไร้มนุษยธรรม สวรรค์จะต้องลงทัณฑ์พวกเจ้า”
เด็กร่างผอมซูบร้องไห้ด้วยความสิ้นหวังเคียดแค้น ร่างของเขาถูกผู้คุมบีบคอยกตัวลอยหวือขึ้นเหนือพื้น สองเท้าดิ้นรนถีบเตะกลางอากาศ สองมือทุบตีสะเปะสะปะ ริมฝีปากยังเค้นคำด่าทอขัดขืน
“ปล่อย… ไอ้พวกเดรัจฉานเห็นชีวิตคนเป็นผักปลา ต่อให้ข้าต้องเป็นผี… ก็ไม่มีวันปล่อยพวกเจ้าไป”
มองเห็นเด็กหนุ่มถูกบีบคอจนตาเหลือกถลน ใบหน้าจากแดงก่ำเปลี่ยนเป็นม่วงคล้ำจวนเจียนขาดใจ เฝิงซานดิ้นรนสุดชีวิตหมายกระชากโซ่ตรวนให้ขาด ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยโทสะร้อนรน แผดเสียงคำราม
“ปล่อยเขาสิวะ เขาเป็นแค่เด็ก ไอ้เดรัจฉาน มึงยังเหลือความเป็นคนอยู่หรือไม่”
ผู้เช่านาอีกสามคนที่หมอบตัวสั่นงันงก ก่อนหน้านี้ล้วนหวาดกลัวจนหัวหด ทว่ายามเห็นเด็กหนุ่มกำลังจะถูกพรากลมหายใจ แววตาพวกมันพลันเปลี่ยนสี ตะเกียกตะกายพุ่งทะยานเข้าช่วยเหลืออย่างไม่คิดชีวิต
ทว่าความกล้าหาญก็ไร้ผล ผู้คุมตวัดเท้าฟาดออกรวดเร็ว ซัดร่างผอมแห้งปลิวกระเด็นราวกับเศษผ้า พลังเตะหนักหน่วงส่งผู้เช่านาลอยไปอัดกระแทกกำแพง ร่วงกองกับพื้นกระอักเลือด ลุกไม่ขึ้น ได้แต่ครวญครางเจ็บปวด
ถังซิงที่เฝ้ามองเหตุการณ์สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นดำทะมึน การไต่สวนที่ควรราบรื่นกลับถูกสวะเหล่านี้ป่วนจนเละเทะ ทำเอาขุนนางหนุ่มเสียหน้าต่อหน้าจ้าวหนิงอย่างรุนแรง ประหนึ่งกำลังประจานว่าตนเองไร้น้ำยา
หากมิใช่เพราะคดียังไม่สิ้นสุด มีสายตาตระกูลขุนนางบุ๋นจับจ้อง อีกทั้งสวะเหล่านี้คือพยานปากเอกที่ห้ามตายเด็ดขาด เขาคงสั่งบั่นคอทิ้งสักสองคนเพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู บีบให้ที่เหลือยอมเปิดปากไปนานแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนี้ ถังซิงจึงตวาดผู้คุมทั้งสองด้วยโทสะ “ลงมือให้มันเด็ดขาดหน่อย เสียเวลาไปเท่าใดแล้วยังรีดเค้นอันใดไม่ได้ พวกเจ้ามีปัญญาแค่นี้หรือ ไม่มีวิธีทรมานที่หนักมือกกว่านี้แล้วหรือไร หักแขนหักขาคนทำไม่เป็นหรือ”
เห็นท่าทีของถังซิงที่มองข้ามความเป็นคนของชาวบ้านตาดำๆ จ้าวหนิงพลันบังเกิดความรู้สึกบางอย่างวาบผ่านในใจ
ตามเจตนารมณ์ของราชวงศ์ต้าฉี เหตุผลที่โอรสสวรรค์ทรงส่งเสริมการสอบเคอจวี่ กวาดต้อนบัณฑิตจากตระกูลยากไร้เข้าสู่ราชสำนัก เป็นเพราะบัณฑิตรากหญ้าถือกำเนิดจากสามัญชน ย่อมลึกซึ้งถึงความทุกข์ยากของราษฎร รู้ดีว่าแผ่นดินต้องการสิ่งใด ย่อมต้องเปี่ยมด้วยเมตตาและทำเพื่อผลประโยชน์ของปวงประชา ปูทางสู่ความรุ่งโรจน์ของแว่นแคว้น
ทว่าสันดานที่ถังซิงแสดงออกยามนี้… หลังจากสวมหมวกขุนนาง มันหาได้หลงเหลือความเห็นอกเห็นใจต่อสามัญชนผู้มีรากเหง้าเดียวกับตนไม่ ซ้ำร้าย วิธีการเหี้ยมเกรียมที่มันใช้เหยียบย่ำผู้คน ก็มิได้ปรานีไปกว่าทายาทตระกูลใหญ่ผู้เย่อหยิ่งแม้แต่น้อย
สองผู้คุมเห็นนายเหนือหัวบันดาลโทสะ สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นอับอาย ก่อนลุกลามเป็นเพลิงโกรธเพื่อกลบเกลื่อนความอัปยศ
พวกมันย่อมไม่กล้ากำแหงกับขุนนางบุ๋นอย่างถังซิง ราษฎรตาดำๆ ที่ไร้รากฐานหนุนหลัง จึงตกเป็นกระสอบทรายระบายอารมณ์ไปโดยปริยาย
ทว่าพวกมันไม่มีโอกาสได้กระทำตามอำเภอใจ
จ้าวหนิงที่นั่งนิ่งดุจรูปสลักมาเนิ่นนานพลันเปิดปาก “หยุดมือ”
ความเด็ดเดี่ยวของชาวบ้านกลุ่มนี้เกินขอบเขตที่เขาประเมินไว้ ผู้ที่ยอมแหลกสลายดีกว่าเปิดปาก บนโลกนี้มีนับหัวได้ คนเนรคุณต่ำช้ากลุ่มหนึ่งกลับแสดงความใจเด็ดถึงเพียงนี้ ช่างผิดวิสัยและไร้เหตุผลสิ้นดี
หากดึงดันทรมานจนหักแขนหักขา เกรงว่าจะสะกิดสายตาพวกขุนนางบุ๋น ชักนำความวุ่นวายมาไม่จบสิ้น
การไต่สวน... สมควรเปลี่ยนวิธีแล้ว
ผู้คุมอาวุโสรีบประสานมือคารวะ นอบน้อมต่อจ้าวหนิง “คุณชายจ้าว ขอเวลาอีกเพียงครู่ ผู้น้อยรับรอง… ต่อให้ต้องป่นกระดูกพวกมันให้แหลกเหลว พวกมันก็ต้องคายความจริงออกมาแน่นอน”
จ้าวหนิงลอบสังเกตประกายอำมหิตในดวงตาผู้คุม มันมิได้ต่างจากแววตาของถังซิง ล้วนเปี่ยมด้วยความเคียดแค้นที่เฝิงซานและพวกกระดูกแข็งเกินไปจนทำพวกมันเสียหน้า จึงหมายลงทัณฑ์ให้สาสมเพื่อทวงคืนศักดิ์ศรี
จ้าวหนิงบังเกิดความสมเพชในใจ
อย่าว่าแต่บัณฑิตที่ต้องเพียรศึกษาอย่างโดดเดี่ยวสิบปี กว่าจะเหยียบย่ำซากศพผู้เข้าสอบนับแสนจนคว้าตำแหน่งจิ้นซื่อมาครอง แม้แต่ผู้คุมระดับล่างที่เติบโตมาจากดินโคลน พวกมันก็หาได้มีเศษเสี้ยวความเมตตาต่อผู้ยากไร้ด้วยกันไม่
สิ่งที่พวกมันสะท้อนออกมา คือความลุ่มหลงในเศษเสี้ยวอำนาจที่มีในมืออย่างบ้าคลั่ง ไม่ยอมให้ผู้ใดมาท้าทายหรือหยามเกียรติ
ขอเพียงมีข้ออ้าง ‘ชอบธรรม’ พวกมันไม่ลังเลที่จะทรมานราษฎรตาดำๆ ที่ก้าวเข้าสู่คุกนรกแห่งนี้ให้มีสภาพต่ำทรามยิ่งกว่าเดรัจฉาน เพียงเพื่อบำบัดความกระหายอำนาจอันต่ำต้อยของตน
บัณฑิตตระกูลยากไร้สร้างประโยชน์ต่อความมั่นคงของแว่นแคว้นได้จริงหรือ ทายาทเอกแห่งตระกูลจ้าวเริ่มบังเกิดความเคลือบแคลง
ทว่ายามนี้มิใช่เวลามาขบคิดเรื่องแผ่นดิน จ้าวหนิงโบกมือสั่งระงับทัณฑ์ทรมาน สั่งให้ผู้คุมปล่อยร่างเด็กหนุ่มที่ใกล้สิ้นลมลงพื้น ก่อนหันไปกล่าวกับเฝิงซาน
“หากไม่มีสิ่งใดพลิกผัน วันนี้พวกเจ้าทุกคนที่นี่ล้วนต้องรับทัณฑ์ทรมานจนตาย จิตใจเจ้าอาจเด็ดเดี่ยว ทว่ามิใช่ทุกคนที่จะสละชีวิตดั่งมดปลวกได้เหมือนเจ้า”
“อีกประการ แม้ครอบครัวเจ้าจะอยู่ในความคุ้มครองของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง แต่ในเมื่อข้าสามารถก้าวล่วงเข้ามาลงมือในคุกนี้ได้ตามอำเภอใจ ย่อมหมายความว่าข้าสามารถส่งคนไปเด็ดหัวครอบครัวเจ้าได้เช่นกัน”
“แต่ข้าคร้านจะทำเช่นนั้น แน่นอน การลอบสังหารคนย่อมไม่เป็นผลดีต่อตัวข้า ข้าจะให้โอกาสเจ้าเพียงครั้งเดียว อธิบายการกระทำของพวกเจ้ามาให้กระจ่าง เหตุใดจึงแว้งกัดตระกูลจ้าวได้อย่างหน้าไม่อาย ตอบมา… แล้วข้าอาจละเว้นชีวิตครอบครัวเจ้า”
นัยน์ตาเฝิงซานสั่นไหววูบวาบ ความเด็ดเดี่ยวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความลังเล
เด็กหนุ่มที่เพิ่งสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ หันมองสภาพร่อแร่เจียนตายของเฝิงซานด้วยความปวดร้าว ก่อนหันขวับมาโพล่งใส่จ้าวหนิงอย่างร้อนรน
“ขอเพียงท่านไม่ฆ่าคน ขอเพียงไม่ใช่เรื่องคดีวิวาทที่เขื่อน… ข้ายินดีบอกท่านทุกอย่าง”