ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 136 การไต่สวน (ตอนจบ)
ถ้อยคำของเฝิงหนิวเอ้อร์คลี่คลายปริศนาในใจจ้าวหนิงจนหมดสิ้น
เด็กหนุ่มกับเฝิงซานเป็นเครือญาติห่างๆ จากหมู่บ้านเดียวกัน ชั่วชีวิตล้วนเป็นชาวนาซื่อสัตย์ก้มหน้าสู้ดิน ยามว่างซดน้ำข้าว ยามตากตรำเพาะปลูกถึงได้กินข้าวสวย ตลอดทั้งปีแทบไม่อิ่มท้อง ทว่ายังพอฝืนประทังลมหายใจ
อนิจจา ไม่ว่าจะเป็นชาวนาบนแผ่นดินจงหยวนหรือชนเผ่าเร่ร่อนบนทุ่งหญ้า ล้วนต้องฝากปากท้องไว้กับลิขิตสวรรค์ ทว่าเบื้องบนกลับเป็นนายเหนือหัวที่อำมหิตและเอาแน่เอานอนไม่ได้ ฟ้าฝนย่อมไม่มีทางตกต้องตามฤดูกาลทุกปี
ราษฎรตาดำๆ อย่างเฝิงซานและเฝิงหนิวเอ้อร์ไร้เสบียงสำรองก้นยุ้ง ชีวิตพวกเขาง่อนแง่นเปราะบาง ขอเพียงเกิดภัยธรรมชาติเล็กน้อยจนผลผลิตหดหาย หายนะก็พร้อมจะกลืนกิน
ภัยธรรมชาติเล็กน้อยไม่อาจสั่นสะเทือนถึงราชสำนัก ทางการย่อมไม่เปิดฉางหลวงบรรเทาทุกข์ ทว่าภาษีอากรขูดรีดกลับยังต้องจ่ายครบทุกอีแปะ เมื่อเป็นเช่นนี้ อย่าว่าแต่ข้าวสารกรอกหม้อ แม้แต่เมล็ดพันธุ์สำหรับเพาะปลูกในฤดูถัดไปยังเหือดหาย เสบียงเก่าร่อยหรอ เสบียงใหม่ไร้วี่แวว ความอดอยากมาเยือนจนถึงขีดสุด
ไร้หนทาง พวกเขาจำต้องบากหน้ากู้ยืมเสบียงจากคหบดีมั่งคั่ง ดอกเบี้ยหน้าเลือดสูงลิ่วปานปล้นชิง ทว่าไร้สิทธิ์เลือก ไม่กู้ยืมเท่ากับรอความตาย กู้ยืมยังพอมีหวังให้กัดฟันทนถึงปีหน้า ทว่าพวกเศรษฐีหน้าเลือดไหนเลยจะยอมเสียเปรียบ บีบให้พวกเขานำสิ่งเดียวที่มีค่า นั่นคือ ‘ที่ดินบรรพบุรุษ’ ไปจำนองค้ำประกัน
หากปีถัดมาฟ้าฝนเป็นใจ ผลผลิตงอกงามก็ยังพอชดใช้คืน ทว่าหากสวรรค์ยังคงกลั่นแกล้ง ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นวิกฤตหนัก เพียงผลผลิตตกต่ำ ดอกเบี้ยทบต้นก็พอกพูนจนไม่อาจชดใช้ และเมื่อถึงเวลานั้น พวกคหบดีก็จะกางกรงเล็บตะปบยึดที่ดินไปอย่างชอบธรรม
“พวกเราคุกเข่าโขกศีรษะร่ำไห้ ร้องขอความเมตตาทุกวิถีทาง แต่พวกมันไม่ยอมผ่อนผันให้แม้แต่ปีเดียว ไม่ลดหย่อนให้แม้แต่เมล็ดเดียว เมื่อเสบียงไม่พอจ่าย พวกมันก็หน้ามืดตามัวยืนกรานจะยึดที่ดินพวกเราไปให้ได้”
“ไร้ผืนดิน ย่อมไร้หนทางรอด บางครอบครัวถูกบีบให้ขายลูกกิน ส่งลูกสาวไปเป็นนางทาสเพื่อแลกเวลาหายใจอีกหนึ่งปี บางคนสู้ตายไม่ยอมยกที่ดินบรรพบุรุษ ก็ถูกสุนัขรับใช้ของพวกมันรุมซ้อมจนปางตาย”
“พวกเศรษฐีเงินถุงเงินถัง กินหรูอยู่สบาย ต่อให้งดเก็บค่าเช่าสักสองสามปีก็ไม่ระคายผิว แต่พวกมันกลับเลือดเย็น บีบคั้นยึดที่ดินจนพวกเราไร้ทางรอด เพียงเพื่อเสบียงไม่กี่ร้อยชั่ง พวกมันไม่ลังเลที่จะทำลายครอบครัวพวกเราจนย่อยยับ คุณชายจ้าว ท่านลองตอบข้าสิ… พวกมันยังมีความเป็นคนอยู่อีกหรือ พวกมันเคยเห็นพวกเราเป็นคนบ้างหรือไม่”
สิ้นคำ น้ำตาเฝิงหนิวเอ้อร์พลันไหลทะลัก ความโศกเศร้าผสมโรงเพลิงแค้นบีบให้เขากำหมัดแน่น นัยน์ตาทั้งสองแดงฉานปานโลหิต
จ้าวหนิงจมดิ่งสู่ความเงียบงัน
หากว่าตามกฎหมายราชวงศ์ต้าฉี คหบดีหน้าเลือดเหล่านี้หาได้กระทำผิดอันใด แท้จริงแล้วพวกมันไม่มีความผิดแม้แต่น้อย ท้ายที่สุด สัญญาจำนองล้วนเกิดจากความสมยอม ไร้การบีบบังคับทางกายภาพ
ชาวนานำที่ดินค้ำประกันกู้ยืม เมื่อถึงกำหนดไร้ปัญญาชดใช้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิ์ริบที่นาอย่างชอบธรรม ต่อให้เป็นทางการก็ไม่อาจสอดมือ
หากเทียบกับสันดานอำมหิตของตระกูลหลิวที่ใช้อำนาจปล้นชิงที่นาชาวบ้าน พฤติกรรมของเศรษฐีหน้าเลือดทั่วไปยังนับว่าห่างไกลจากความเลวทราม หากจะโทษ… ก็คงต้องโทษที่สวรรค์กลั่นแกล้งไม่ยอมประทานสายฝน
ยามเผชิญวิกฤต ผู้มั่งคั่งย่อมยืนหยัดได้มั่นคงกว่าผู้ยากไร้ ซ้ำร้าย กลุ่มแรกยังมักฉวยโอกาสสูบเลือดเนื้อจากกลุ่มหลัง กฎแห่งปลาใหญ่กินปลาเล็กล้วนเป็นเช่นนี้
หากถามว่าพวกคหบดีหน้าเลือดเหล่านี้หลงเหลือความเป็นคนหรือไม่ คำตอบย่อมเป็น ‘ไม่’
ทว่านี่คือช่องโหว่ทางศีลธรรม ตราบใดที่ไม่ละเมิดกฎหมาย ราชสำนักก็ไร้สิทธิ์กวาดล้างพวกมันเพียงเพราะข้อหาแล้งน้ำใจ
ด้วยเหตุนี้ วัฏจักรอุบาทว์จึงดำเนินต่อไป นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ‘การกว้านซื้อที่ดิน’
สันดานมนุษย์ล้วนละโมบในทรัพย์สินไม่รู้จักพอ เศรษฐีไร้เมตตาจึงผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด การฉวยโอกาสยามภัยพิบัติเพื่อสูบที่นาชาวบ้านผ่านสัญญากู้ยืม แม้ต่ำช้า ทว่ากลับชอบธรรมตามกฎหมาย
รากเหง้าแห่งการกว้านซื้อที่ดินนี้ไม่อาจถอนรากถอนโคน เว้นเสียแต่คหบดีทั่วหล้าจะบังเกิดเมตตาธรรม เลิกกอบโกยความมั่งคั่ง หรือไม่สวรรค์ก็ต้องประทานความอุดมสมบูรณ์ตลอดกาล มิเช่นนั้น ราษฎรนับหมื่นแสนก็ต้องสูญเสียที่ดินทำกิน ถูกบีบให้บ้านแตกสาแหรกขาด ระหกระเหินกลายเป็นผู้ลี้ภัย และทอดทิ้งร่างไร้วิญญาณในต่างแดน
เผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้าย จ้าวหนิงจะเอ่ยสิ่งใดได้
ไม่ว่านโยบายจัดสรรที่ดินยามสถาปนาราชวงศ์จะงดงามเพียงใด เมื่อกาลเวลาล่วงเลย ทุกสิ่งย่อมเดินเข้าสู่ทางตันแห่งการกว้านซื้อที่ดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เฝิงหนิวเอ้อร์เป็นเพียงเด็กหนุ่ม หาได้มีความคิดลึกซึ้ง เมื่อเห็นจ้าวหนิงนิ่งเงียบ จึงสะอื้นไห้เอ่ยต่อ
“พวกเศรษฐีหน้าเลือดฮุบที่นาไป พวกเราจึงไร้ข้าวกิน โชคดีที่พวกมันยังต้องการแรงงาน พวกเราจึงถูกลดขั้นเป็นเพียงผู้เช่านา”
“แรกเริ่ม พวกมันไม่ได้มีชื่อเสียงเลวทราม อย่างน้อยก็ไม่เคยก่อกรรมทำเข็ญฉุดคร่าหญิงสาว หรือทุบตีคนตายกลางถนน พวกเราหลงผิดคิดว่า หากยอมก้มหัวเป็นผู้เช่านา ต่อให้ถูกรีดไถ อย่างน้อยก็ยังมีลมหายใจ”
“สองปีแรกสถานการณ์ยังพอทน แม้ต้องกรำศึกในนาอาบเหงื่อต่างน้ำตั้งแต่ย่ำรุ่งจรดค่ำมืด มีสุนัขรับใช้คอยเฆี่ยนตีคุมงาน แต่พวกเราก็ยังกัดฟันรอดมาได้”
“ยามปกติ พวกมันไม่เคยด่าทอทุบตีสุ่มสี่สุ่มห้า บางครั้งยังเสแสร้งแวะเวียนมาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ พูดจาปราศรัยด้วยรอยยิ้มจอมปลอม ต่างคนต่างอยู่”
“ทว่ายามที่พวกเราหลงระเริงกับความสงบจอมปลอม คุณชายเล็กของบ้านมันกลับใช้กำลังข่มขืนย่ำยีน้องสาวของพี่สาม ซ้ำร้ายยังสะบัดก้นหนีไม่รับผิดชอบ พอพวกเราบุกไปทวงความยุติธรรม ไอ้เศรษฐีหน้าเลือดที่เคยยิ้มแย้มเปี่ยมเมตตา กลับพลิกลิ้นหน้าด้านๆ กล่าวหาว่าพวกเรามักใหญ่ใฝ่สูง จงใจส่งน้องสาวไปยั่วยวนลูกชายมัน”
“เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ปีนั้นเกิดภัยแล้งรุนแรง ผลผลิตที่ได้ยังน้อยกว่าเมล็ดพันธุ์ที่หว่านลงดิน ไอ้เศรษฐีหน้าเลือดฉวยโอกาสตัดเสบียง บีบจนพวกเราไม่มีแม้แต่น้ำข้าวตกถึงท้อง น้องสาวพี่สามทนรับคำครหาอัปยศไม่ไหว ตัดสินใจกระโดดน้ำปลิดชีพ ท่านแม่ของข้าล้มป่วยหนักไร้ค่ายา ต่อให้ข้าคุกเข่าโขกศีรษะหน้าคฤหาสน์พวกมันจนเลือดอาบ พวกมันก็ไม่เจียดเงินให้แม้แต่อีแปะเดียว ท้ายที่สุด… ท่านแม่ก็ต้องตรอมใจหิวโหยจนขาดใจตาย”
“ก่อนสิ้นใจ ท่านไม่ยอมแตะน้ำข้าวแม้แต่หยดเดียว พร่ำบอกว่าตนเองไม่รอดแล้ว กินไปก็รังแต่สิ้นเปลืองเปล่า บังคับให้ข้ายัดลงท้อง เพื่อฝืนมีชีวิตรอดให้ถึงปีหน้า…”
เล่าถึงตรงนี้ เฝิงหนิวเอ้อร์ปล่อยโฮสุดเสียง เสียงสะอื้นโหยหวนปานขาดใจดุจสัตว์เจ็บปวด
จ้าวหนิงสะอึกงันจนไร้วาจา
แท้จริงแล้ว ‘ความสุภาพ’ ของคหบดีเหล่านั้น เป็นเพียงเล่ห์เหลี่ยมเลี้ยงสุนัขเฝ้าบ้าน หวังให้พวกมันกระดิกหางทำงานถวายหัว ไม่บีบคั้นเกินไปเพื่อกันมิให้ทาสหลบหนีหรือสุนัขจนตรอกแว้งกัด
กระทั่งลูกชายก่อเรื่องบัดซบ เพื่อตัดไฟแต่ต้นลมไม่ให้ทางการเข้ามายุ่งเกี่ยว พวกมันย่อมต้องสาดโคลนโยนความผิดว่าฝ่ายหญิงจงใจยั่วยวน
สรุปแล้ว ทุกสิ่งล้วนขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ ยามหน้าฉากราบรื่น พวกมันไม่รังเกียจที่จะสวมหน้ากากนักบุญแจกรอยยิ้ม ทว่าทันทีที่ผลประโยชน์ถูกแตะต้อง หน้ากากนั้นจะฉีกขาด เผยเขี้ยวเล็บอำมหิตโดยไม่ลังเล
ยามเกิดภัยแล้งจนผลผลิตตกต่ำ ความผิดหาได้อยู่ที่ชาวนา ทว่าพวกคหบดีปฏิเสธที่จะแบกรับการขาดทุนเพียงฝ่ายเดียว จึงผลักภาระตัดเสบียงผู้เช่านาอย่างเลือดเย็น ทั้งที่เสบียงส่วนนั้น เมื่อเทียบกับความมั่งคั่งของพวกมันแล้ว แทบไม่ต่างจากเศษขนมปัง
นี่คือสันดานตระหนี่ถี่เหนียวที่ฝังรากลึกในกมลสันดานคนรวย ‘ความใจกว้าง’ ไม่เคยมีอยู่จริง
คหบดียิ่งมั่งคั่ง ผู้ยากไร้ยิ่งถูกบดขยี้จนไร้ที่ยืนในสังคม
เมื่อตระหนักถึงความเน่าเฟะนี้ ภายในใจจ้าวหนิงพลันขุ่นมัวระคนเดือดดาล
ราชวงศ์ต้าฉีสถาปนามานับศตวรรษ ยุคทองอันรุ่งโรจน์ในปัจจุบันถูกเหล่าบัณฑิตกวีแซ่ซ้องสรรเสริญ ทว่าเบื้องหลังความวิจิตรตระการตา ปัญหาการกว้านซื้อที่ดินกลับกัดกินรากฐานจนเกินเยียวยา
ทุกๆ ปี ราษฎรนับแสนคนต้องสูญเสียที่ดินทำกิน กลายเป็นคนจรจัด หากไม่บ่ายหน้าขึ้นเขาเป็นโจร ก็ต้องลงเรือเป็นสลัด ร้ายสุดคือถูกขายเป็นทาสหรือทอดร่างไร้โลงกลบฝัง ความคับแค้นแสนสาหัสไร้หนทางระบาย
นั่นเพราะวิธีการบีบคั้นสูบเลือดของชนชั้นสูงล้วนกระทำอย่าง ‘ชอบธรรม’ ภายใต้ร่มเงากฎหมาย ทั้งเส้นสายในราชสำนักและอำนาจควบคุมกระแสสังคม พวกคหบดีล้วนเหยียบย่ำราษฎรตาดำๆ ได้อย่างเบ็ดเสร็จ
ยุคทองอันรุ่งโรจน์ แท้จริงเป็นเพียงแดนเริงรมย์ของชนชั้นสูงที่มัวเมาในตัณหา ไร้สัจจะและคุณธรรม ผลาญสมบัติหรูหราฟุ่มเฟือย ขณะที่ชนชั้นล่างดิ้นรนเจียนตายแต่กลับอดอยากปากแห้ง ความแค้นที่ถูกกดทับหล่อหลอมจนเกิดเป็นความบิดเบี้ยว
ยุคทองนี้… เป็นของคนรวย หาได้มีพื้นที่ให้คนจนซุกหัวนอนไม่
ภายใต้ความเน่าเฟะนี้ ยามทัพม้าเหล็กเป่ยหูเหยียบย่ำลงใต้ ราชวงศ์ต้าฉีที่หลงระเริงในยุคทองจอมปลอม ไฉนเลยจะไม่พ่ายแพ้ย่อยยับจนแผ่นดินแตกสลาย
ในฐานะทายาทสายตรงแห่งตระกูลขุนนางบู๊ สิ่งที่จ้าวหนิงซึมซับมาตั้งแต่เล็กล้วนเป็นตำราพิชัยสงคราม สิ่งที่สลักลึกในสมองคือการทวงชัยชนะและพิทักษ์แว่นแคว้น
สำหรับเรื่องการปกครองที่เป็นกงการของขุนนางบุ๋น เขาแทบไม่เคยแตะต้อง แม้ชาติก่อนจะพานพบราษฎรทุกข์ยากมาสิบปี เขากลับโยนบาปทั้งหมดให้ภัยสงคราม ไม่เคยเจาะลึกถึงรากเหง้าแห่งความเน่าเฟะ
ทว่าบัดนี้ ปัญหาเน่าขุมเหล่านั้นถูกโยนกระแทกหน้าเขาแล้ว
กองทัพของราชสำนักเทียนหยวนแข็งแกร่งดุดันเกินต้าน หากต้าฉีไม่อาจหลอมรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียว ย่อมไม่อาจสกัดกั้นหายนะ
จังหวะนั้น เฝิงซานกระอักไอออกมาสองครา ก่อนแค่นเสียงหัวเราะวิปริตชวนขนลุก
“คนเราตายได้ ถูกตีตายได้ ถูกฟ้าผ่าตายได้ ป่วยตายได้ แต่จะยอมอดตายไม่ได้เด็ดขาด”
“หากคนต้องอดตาย ยังนับเป็นคนได้อีกหรือ ชายชาตรีอกสามศอกอย่างข้า แขนขายังอยู่ครบ ร่างกายยังกำยำ หากต้องตายเพราะไม่มีข้าวยัดท้อง ข้าก็มีค่าด้อยกว่าสุนัขในบ้านคฤหาสน์พวกมันเสียอีก”
“โลกบัดซบ ไอ้พวกหน้าเลือด ในเมื่อพวกมันไม่เว้นทางรอดให้ข้า บีบให้ข้าขึ้นสวรรค์ไม่ได้ ลงนรกไม่ลง บีบจนข้าไม่เหลือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์… เช่นนั้นข้าก็จะไม่ขอเป็นคน”
“ข้าเชือดสุนัขลากไส้มันออกมา พาหนิวเอ้อร์กับพวกสวาปามจนอิ่มหนำ ตกกลางคืนลอบเร้นเข้าคฤหาสน์ บั่นคอลูกชายคนเล็กของมันล้างแค้นให้น้องสาว วางเพลิงเผาเรือน ปล้นชิงทรัพย์สินแล้วหนีฝ่าออกมา พอรอนแรมถึงเมืองหลวง ใต้เบื้องพระยุคลบาทโอรสสวรรค์ ข้าหลงคิดว่าจะรอดพ้นความหิวโหย ใครจะรู้ว่าสวะที่นี่ก็บัดซบไม่ต่างจากบ้านนอก โลกโสมมใบนี้… อยู่ที่ใดก็ระยำเหมือนกันหมด”
ใบหน้าเฝิงซานบิดเบี้ยวอำมหิตดุจสัตว์ร้ายต้อนจนตรอก มันแผดเสียงแหบพร่า
“ตระกูลจ้าวให้ข้าวพวกเรากินก็จริง แต่นั่นคือตอนที่พวกเราถูกทางการไล่ตะเพิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนบิดาชราของข้าต้องอดตายข้างถนนไปแล้ว”
“ตระกูลจ้าวบารมีล้นฟ้าก็จริง แต่พวกท่านกับไอ้เศรษฐีระยำพวกนั้นต่างกันตรงไหน รอจนภัยพิบัติมาเยือน ผืนนาไร้ผลผลิต พวกท่านก็ต้องตัดหางปล่อยวัดให้พวกเราอดตายอยู่ดี ภาพโศกนาฏกรรมของมารดาหนิวเอ้อร์ต้องวนเวียนกลับมาซ้ำรอยแน่”
“ดังนั้น เมื่อมีคนยื่นข้อเสนอ มอบเงินทองมหาศาลพอให้ครอบครัวข้าเสวยสุขไปชั่วชีวิต ข้ามีเหตุผลส้นตีนอันใดที่จะปฏิเสธ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังประทานโอสถวิเศษ เปิดเส้นทางบำเพ็ญเพียรให้ลูกหลานของพวกเรา รอจนเด็กรุ่นหลังปีกกล้าขาแข็ง พวกเราก็จะหลุดพ้นจากหล่มโคลน ไม่ต้องเป็นเบี้ยล่างให้ใครเหยียบย่ำ และพลิกชะตากลายเป็นผู้กุมอำนาจเสียเอง”
“นี่คือโอกาสเดียวในชีวิตที่จะพลิกชะตาฟ้า ไม่มีครั้งที่สอง ชีวิตบัดซบอย่างข้า ตายก็คือตาย ทอดร่างข้างถนนก็ไม่ต่างจากสุนัขจรจัดตัวหนึ่ง แต่บัดนี้ชีวิตสวะของข้า สามารถแลกกับรุ่งอรุณของลูกหลานได้… แล้วเหตุใดข้าต้องลังเล”
สิ้นคำราม เฝิงซานหอบกระเส่าสูญเสียเรี่ยวแรง ทว่าบนใบหน้าอาบเลือดกลับปรากฏรอยยิ้ม… รอยยิ้มที่คลุกเคล้าความสะใจ โศกเศร้า เคียดแค้น ปลดปลง ภาคภูมิใจ บิดเบี้ยว และน่าสมเพชไว้อย่างครบถ้วน
มันตวัดนัยน์ตาเบิกโพลงจ้องจ้าวหนิง
“คุณชายจ้าว ท่านคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ต่อให้ท่านเปี่ยมคุณธรรม ต่อให้ตระกูลจ้าวเที่ยงธรรมดั่งสวรรค์ นั่นก็เป็นสิ่งที่พวกท่าน ‘สมควร’ เป็น มีสิ่งใดให้น่าเชิดชูนักหรือ”
“ข้าเฝิงซาน... เพียงเพื่อปากท้องครอบครัว เพียงเพื่อเปิดทางให้ลูกหลานได้ยืนหยัดอย่างมนุษย์ จำต้องเอาชีวิตเข้าแลก แต่ต่อให้เป็นเพียงเศษเสี้ยวโอกาส ข้าก็ซาบซึ้งแทบกราบกราน ขอบคุณที่ในที่สุดสวรรค์บัดซบก็ยอมเบิกตาดูความระทมของพวกเรา”
“คุณชายจ้าว… เหยียบแผ่นดินต้าฉีเหมือนกัน เมืองหลวงรุ่งเรืองมั่งคั่ง ผู้คนเสวยสุข ทว่าพวกเรากลับเป็นดั่งหนูโสโครกในท่อระบายน้ำ ไร้คนเหลียวแล พวกเราทำผิดบาปอันใด”
“แม้ครานี้ข้าลงมือปลิดชีพคน แต่ข้าไม่เคยเสียใจ เพราะโลกใบนี้มันคือขุมนรกกลืนกินผู้คน ข้ายังคงยืดอกรับอย่างทรนง คุณชายจ้าว จะฆ่าจะแกงก็เชิญ แม้จะเป็นคนเหมือนกัน แต่ชะตากรรมคนละชั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าท่าน ข้ามันก็แค่มดปลวก หากท่านคิดจะขยี้ข้าให้จมดิน ย่อมทำได้ ทว่าหากคิดจะบีบให้ข้าเปิดปากทรยศ… ฝันไปเถอะ”
สดับวาจาของเฝิงซาน เฝิงหนิวเอ้อร์และชาวบ้านที่เหลือต่างมีสีหน้าบิดเบี้ยวเจ็บปวด บาดแผลในอดีตถูกกรีดซ้ำ ไม่นาน แววตาของพวกเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยวไร้กังวล บางคนถึงขั้นตวัดสายตาหาเหลี่ยมกำแพง หมายพุ่งชนปลิดชีพตนเองหนีการทรมาน
จ้าวหนิงจมอยู่ในความเงียบงัน
ตามจริงแล้ว แม้จะพานพบทาสรับใช้ในคฤหาสน์ตระกูลจ้าวอยู่เนืองนิจ ทว่าเบื้องลึกถึงความเน่าเฟะและการดิ้นรนของราษฎรตาดำๆ เขากลับมืดบอด เรื่องราวที่เฝิงหนิวเอ้อร์และเฝิงซานพรั่งพรูออกมากระแทกจิตใจเขาอย่างรุนแรง
อดีตเขามักทึกทักไปเองว่า มีเพียงตระกูลฉ้อฉลอย่างตระกูลหลิวเท่านั้นที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกคน ราษฎรถึงไร้ความเป็นธรรม ทว่าเขากลับตาสว่าง บนแผ่นดินราชวงศ์ต้าฉีแห่งนี้ ราษฎรนับไม่ถ้วนกำลังถูกบดขยี้จากระบบที่บิดเบี้ยว
ปัญหามหึมาเยี่ยงนี้ สมควรถูกชำระล้าง
ทว่า… มิใช่ในเพลานี้
ความเวทนาต่อเฝิงซาน เฝิงหนิวเอ้อร์ และพรรคพวก ก่อตัวขึ้นในใจเขา นั่นคือเรื่องจริง
ทว่าเขาต้องงัดปากพวกมันให้คายความจริงออกมาให้จงได้ เรื่องนี้ก็ไม่อาจประนีประนอมได้เช่นกัน
อย่างไรเสีย เดนมนุษย์กลุ่มนี้ก็ลงมือสังหารชาวบ้านหมู่บ้านเหอโข่วที่ตกระกำลำบากไม่ต่างกัน จ้าวหนิงไม่มีทางละเลยโทษทัณฑ์ข้อนี้ และที่สำคัญสุดยอดยิ่งกว่า… ในศึกสายเลือดทางการเมืองกับขุนนางบุ๋นครานี้ จ้าวหนิงและตระกูลจ้าวไม่อาจปราชัย
หากล้มเหลว ผู้ใดจะก้าวออกไปต้านทานทัพม้าเหล็กเป่ยหู
เฝิงซานมีสายเลือดที่ต้องปกป้อง จ้าวหนิงเองก็มีตระกูลเบื้องหลัง ความทะยานอยากที่จะปกป้องของเขา หาได้ด้อยไปกว่าเดนมนุษย์ตรงหน้าแม้แต่น้อย
จะทำเยี่ยงไรจึงจะทลายกำแพงความตายของอีกฝ่าย จะทำเยี่ยงไรจึงจะบีบให้พวกมันยอมศิโรราบ
คำถามที่เคยมืดแปดด้าน บัดนี้… นัยน์ตาของจ้าวหนิงทอประกายเยือกเย็น เขามี ‘คำตอบ’ ที่เฉียบขาดรอไว้แล้ว