ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 137 สรรพชีวิต (1)
เมื่อเฝิงซาน เฝิงหนิวเอ้อร์และพวกพ้องเห็นครอบครัวสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เฉกเช่นเดียวกับเฉินอี้ผู้ดูแลสมาคมเรือ จ้าวหนิงย่อมเลือกโจมตีจุดตายนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
วิธีการล้วนเรียบง่าย มีเพียงข่มขู่ให้หวาดกลัวและล่อลวงด้วยผลประโยชน์
ทว่าหมากตานี้มีเงื่อนไข จ้าวหนิงต้องกุมชะตาครอบครัวพวกมันให้ได้เสียก่อน เวลานี้ชีวิตคนเหล่านั้นล้วนตกอยู่ในกำมือของขุนนางบุ๋น หรือกล่าวให้ชัดคือ อยู่ใต้การควบคุมของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง
จำต้องโยกย้ายครอบครัวผู้ต้องหาออกจากที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง นำมาไว้ในเงื้อมมือตน หรืออย่างน้อยต้องให้อยู่ภายใต้การดูแลของขุนนางตระกูลยากไร้
ลำพังจ้าวหนิงไม่อาจจัดการได้ ทว่าคนเบื้องหลังของถังซิงมีสิทธิ์ขาดในเรื่องนี้
จ้าวหนิงเอ่ยเสียงเรียบกับพวกเฝิงซาน “หากก่อนรับสินบน พวกเจ้าสืบข่าวที่นาตระกูลจ้าวสักนิด ย่อมกระจ่างใจ ไม่ว่าปีนั้นฟ้าฝนจะดลบันดาลให้พืชผลดีร้ายเพียงใด ตระกูลจ้าวข้าไม่เคยขูดรีดเสบียงจากชาวนาเช่าแม้แต่น้อย”
“หากครอบครัวชาวนาเจ็บไข้ เพียงแจ้งผู้คุมไร่ ทางเราย่อมเชิญหมอมาตรวจรักษา ไร้ซึ่งการดูดายปล่อยให้ผู้ใดตกตาย พวกเจ้าเพิ่งย้ายมา ซ้ำยังมีอคติบังตาว่าตระกูลจ้าวชั่วช้า จึงมืดบอดต่อความเป็นจริง”
“หากล่วงรู้ความจริงข้อนี้ ย่อมเข้าใจว่าไม่ต้องเอาชีวิตเข้าแลกก็พลิกฟื้นฐานะครอบครัวได้ เพียงแค่นำเรื่องที่มีคนมาติดสินบน ไปแจ้งแก่ผู้คุมไร่”
วาจาจ้าวหนิงล้วนเป็นสัจธรรม ไร่นาทุกแห่งของตระกูลจ้าวล้วนยึดถือวิถีนี้
ประการแรก ตระกูลจ้าวตั้งมั่นในความยุติธรรม ประการรอง ในฐานะพระญาติและตระกูลขุนนางบู๊อันดับหนึ่ง ย่อมต้องถนอมกิตติศัพท์ดุจถนอมขนก
ประการที่สาม หลายปีมานี้ตระกูลขุนนางบุ๋นคอยหาช่องโจมตีขุนนางบู๊ไม่เว้นวัน ตระกูลจ้าวยิ่งต้องปกป้องชื่อเสียงมิให้มีรอยด่างพร้อย
ทว่าแววตาดื้อดึงของเฝิงซานบ่งบอกชัดเจน มันไม่เชื่อถือวาจาของจ้าวหนิงแม้แต่ครึ่งคำ
ย่อมต้องไม่เชื่อ หรือกล่าวให้ถูกคือต้องสะกดจิตตนเองให้ปฏิเสธ มีเพียงวิธีนี้จึงจะหลอกตนเองได้ว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นถูกต้อง หาใช่การเนรคุณทำร้ายคนดี จนกลายเป็นเพียงตัวหมากโง่งม
มนุษย์ล้วนชิงชังการยอมรับว่าตนเองต่ำทรามโง่เขลา คนส่วนใหญ่จึงปฏิเสธความผิดพลาดของตน แม้หลักฐานมัดตัวดิ้นไม่หลุด ก็ยังดันทุรังสรรหาข้ออ้างโยนความผิดให้ผู้อื่น
จ้าวหนิงไม่คิดบีบคั้นให้เชื่อในทันที เขาเอ่ยสืบไป
“คดีวิวาทที่เขื่อนอำเภอสือเหมิน พวกเราต่างมีจุดยืน ละทิ้งเรื่องถูกผิดไว้ก่อน ในเมื่อพวกเจ้าขายชีวิตแลกความมั่งคั่งให้ครอบครัว เช่นนั้นเส้นทางนี้ก็ใช่จะไร้ทางออก”
“พวกขุนนางบุ๋นเสนอสิ่งใด ตระกูลจ้าวข้าจะทบให้เป็นสองเท่า แม้พวกเจ้าต้องตายสถานเดียว แต่ข้ารับรองด้วยเกียรติ ครอบครัวของพวกเจ้าจะได้รับการคุ้มครองจากตระกูลจ้าว ไร้ผู้ใดกล้ารังแก”
“ว่ากันตามจริง ตระกูลจ้าวคือขุนนางบู๊อันดับหนึ่งแห่งต้าฉี ชื่อเสียงเกียรติยศย่อมหนักแน่นกว่าพวกขุนนางบุ๋นหน้าไหว้หลังหลอกเป็นไหนๆ”
“พวกขุนนางบุ๋นชักใยให้พวกเจ้าใส่ร้ายตระกูลจ้าว ก็นับเป็นวิถีคนพาลต่ำช้า คนพรรค์นี้สมควรได้รับความไว้วางใจสักเพียงใด จงเก็บไปตรองดู”
“วันนี้ที่ท่าเรือเพิ่งเกิดคดีฆาตกรรมมุ่งเป้ามาที่ตระกูลข้า ขุนนางบุ๋นก็บงการชาวบ้านเยี่ยงพวกเจ้าเช่นกัน ชายผู้นั้นนามเฉินอี้ เป็นผู้ดูแลสมาคมเรือ ข้าจะจัดให้พวกเจ้าได้พบกัน เพื่อให้ฟังจากปากมันเองว่าตระกูลขุนนางบุ๋นถีบหัวส่งขี้ข้าที่หมดประโยชน์อย่างไร”
สิ้นคำ จ้าวหนิงผุดลุกขึ้น “แน่นอน พวกเจ้ามีสิทธิ์ปฏิเสธ แต่หากเป็นเช่นนั้น พวกเราคงต้องแตกหักกันไปข้าง และครอบครัวของพวกเจ้าต้องคงต้องสิ้นชื่อทั้งหมด
“เพื่อพิสูจน์วาจาข้า ขอบอกให้กระจ่าง ต่อจากนี้เจ้าหน้าที่ขุนนางจะโยกย้ายพวกเจ้าและครอบครัวออกจากที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง มุ่งหน้าสู่คุกศาลต้าหลี่”
“ณ ที่แห่งนั้น ข้าจะจัดเตรียมให้พวกเจ้าได้พบหน้าครอบครัวอีกครา ส่วนคนของตระกูลขุนนางบุ๋น จะไม่มีสิทธิ์เสนอหน้ามาให้พวกเจ้าเห็นอีกตลอดกาล”
“ทว่าเมื่อถึงเวลานั้น ชีวิตของพวกเจ้าและครอบครัวจะตกอยู่ในกำมือข้าโดยสมบูรณ์ หากข้าต้องการสังหารครอบครัวพวกเจ้า เพียงอ้างโรคระบาดหรืออุบัติเหตุสักฉากก็เกินพอ”
“หากข้าบอกว่าแค่เล่นซ่อนหาก็ตกตายได้ พวกเจ้าจะเชื่อหรือไม่”
“จงนำไปใคร่ครวญให้ดี เมื่อถึงคุกศาลต้าหลี่ ยามที่คนของข้าไปเยือนอีกครั้ง พวกเจ้าต้องให้คำตอบชี้เป็นชี้ตาย”
สิ้นเสียง จ้าวหนิงไม่รั้งรอ เขาปรายตามองพวกเฝิงซานอย่างเย็นชา ก่อนสะบัดแขนเสื้อก้าวออกจากห้อง นำผู้คุ้มกันสองนายจากไปอย่างองอาจ
เฝิงซาน เฝิงหนิวเอ้อร์ และพรรคพวกต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สมองเร่งประมวลผลวาจาดุจคมมีดของจ้าวหนิง บรรยากาศอึดอัดเงียบงัน ไร้ผู้ใดกล้าปริปาก
ไร้ข้อกังขา จิตสังหารและแรงกดดันมหาศาลหนักอึ้งดั่งขุนเขาไท่ซานกดทับ ลำพังมดปลวกเช่นพวกมันย่อมไม่มีปัญญาต่อต้าน
จ้าวหนิงไม่บีบให้พวกมันต้องเลือก เพียงต้อนให้จนมุม
“พี่สาม ท่านเป็นอย่างไรบ้าง” เฝิงหนิวเอ้อร์ถลันเข้าไปประคองบาดแผลของเฝิงซาน “พี่สาม พวกเราจะเอาอย่างไรดี วาจาของคุณชายจ้าวเป็นความจริงหรือไม่ พวกเราสมควรเชื่อเขาหรือเปล่า”
ชาวบ้านหลายคนกรูเข้าช่วยปลดเชือกให้เฝิงซานและชายวัยกลางคน พลางละล่ำละลักถกเถียงอย่างร้อนรน
“หรือว่าตระกูลขุนนางบุ๋นจะถีบหัวส่งพวกเราจริงๆ หลอกใช้เสร็จก็ฆ่าล้างโคตรเพื่อยึดเงินก้อนโตนั้นคืน”
“พวกเราจะต้องย้ายไปศาลต้าหลี่อะไรนั่นจริงหรือ จะได้พบหน้าครอบครัวอีกครั้งจริงๆ ใช่ไหม”
“คุณชายจ้าวจะมอบเงินสองเท่า และคุ้มครองครอบครัวพวกเราไปชั่วชีวิตจริงหรือ”
เผชิญความหวาดระแวงของพรรคพวก เฝิงซานขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างหนัก ทว่าไม่อาจให้คำตอบแน่ชัด มันมืดแปดด้าน ไม่รู้ว่าตระกูลขุนนางบุ๋นจะรักษาสัจจะหรือไม่ และไม่อาจหยั่งรู้ว่าวาจาของจ้าวหนิงเป็นจริงเพียงใด
มันเป็นเพียงชาวนาต้อยต่ำ ไร้ซึ่งวิสัยทัศน์กว้างไกลหรือสติปัญญาลึกล้ำ
แม้จะโดดเด่นเหนือชาวบ้านทั่วไป เป็นผู้นำตัดสินใจและกล้าเอาชีวิตเข้าแลก ทว่าหมากกระดานนี้ซับซ้อนเกินกว่าสติปัญญาของมันจะรับมือไหว
จวบจนบัดนี้ เฝิงซานเพิ่งตระหนักแจ้ง นับแต่รับเงินสกปรกจากขุนนางบุ๋น พวกมันและครอบครัวได้ก้าวสู่เส้นทางสายมรณะที่ไม่อาจหันหลังกลับ
เบื้องหน้าขุมอำนาจมหึมาอย่างตระกูลขุนนางบุ๋น พวกมันไร้สิทธิ์กำหนดชะตาตนเอง ทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับการบีบคั้น การตัดสินใจคราแรกคือการผลักทุกคนลงเหวลึกด้วยมือตนเอง
ไร้กิเลสย่อมแข็งแกร่ง ทว่าพวกมันล้วนละโมบ ซ้ำยังเดินหมากผิดตาจนก้าวล่วงสู่แดนสังหาร ยามนี้จึงกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แขวนชีวิตอยู่บนเส้นแบ่งความเป็นตาย
กระนั้นเฝิงซานไม่เคยเสียใจ หากไม่ยอมเสี่ยงเดิมพันด้วยชีวิต ครอบครัวและลูกหลานย่อมตกเป็นทาสชั้นล่างที่อดมื้อกินมื้อไปชั่วกัปชั่วกัลป์ ต้องทนให้ผู้อื่นเหยียบย่ำข่มเหง มีชีวิตเยี่ยงสุนัขจรจัดไร้ศักดิ์ศรี
การเดิมพันด้วยชีวิตครานี้ คือหนทางเดียวที่จะพลิกชะตาครอบครัว ภายภาคหน้าจะได้ลืมตาอ้าปากเยี่ยงมนุษย์ปุถุชน
โทษสิ่งใดได้ นอกจากสวรรค์ลิขิตให้พวกมันเกิดมาต่ำต้อย ไร้ที่พึ่งพิงและมือเปล่า
เฝิงซานกุมบาดแผล ขมวดคิ้วเค้นสมองอยู่นาน ในที่สุดก็ตัดสินใจเด็ดขาด
“พวกเราต้องไปถามนักโทษคนอื่น… คนที่ไม่ได้พัวพันกับการใส่ร้ายตระกูลจ้าว ดูสิว่าพวกเขาคิดเห็นอย่างไร ลองสืบดูว่าตระกูลจ้าวปฏิบัติต่อชาวนาเช่าเช่นไรกันแน่”
ล่วงเลยมาถึงขั้นนี้ ต่อให้ต้องยอมรับว่าตนเองโง่เขลาน่าขันเพียงใดก็ต้องทำ เพราะเมื่อเทียบกันแล้ว ชะตากรรมและอนาคตของครอบครัวย่อมสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
หากตระกูลจ้าวมีชื่อเสียงทรงธรรมและน่าเชื่อถือ พวกมันจึงจะกล้าเดิมพันเชื่อวาจาของจ้าวหนิง
ชีวิตที่ทิ้งไปล้วนเพื่อครอบครัว หาใช่พลีชีพเพื่อพวกขุนนางบุ๋น จะพลิกลิ้นเปลี่ยนฝ่ายหรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ของครอบครัวเป็นที่ตั้ง
เฝิงซานเอ่ยเสียงหนัก “รอดูว่าพวกเราจะต้องย้ายคุกตามคำขู่หรือไม่ เมื่อถึงที่นั่น คนของขุนนางบุ๋นจะหายหัวไปจริงไหม และพวกเราจะได้พบหน้าครอบครัวอีกครั้งจริงหรือเปล่า”
“หากทุกสิ่งเป็นจริง ย่อมพิสูจน์ได้ว่าชีวิตพวกเราและครอบครัว ล้วนตกอยู่ในเงื้อมมือตระกูลจ้าว จนหมดสิ้นหนทางต่อต้าน”
“รวมถึงผู้ดูแลสมาคมเรืออะไรนั่น ลองไปเจรจาดูว่าอีกฝ่ายจะหลุดปากสิ่งใด น่าเชื่อถือเพียงใด เพื่อประเมินความเสี่ยงที่ตระกูลขุนนางบุ๋นจะฆ่าปิดปากพวกเรา” เฝิงซานตอกย้ำ
จังหวะนั้น ผู้คุมกลุ่มหนึ่งก้าวฉับๆ เข้ามา ลากตัวพวกมันออกจากห้องไต่สวน ก่อนโยนกลับเข้าห้องขังเดิมอย่างไร้ปรานี
……
ยามจ้าวหนิงก้าวพ้นประตูคุก ท้องฟ้าพลบค่ำพอดี แสงสายัณห์สาดส่องแดงฉานดุจโลหิตชโลมปฐพี ด้านที่รับแสงของอาคารและศาลาในที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงยังคงอาบไล้ด้วยประกายทองเรืองรอง ทว่าตามมุมอับแสงกลับถูกเงามืดกลืนกินลึกล้ำขึ้นทุกขณะ
โจวจวิ้นเฉินสาวเท้าจ้ำอ้าวสวนทางมา ไม่ได้ใส่ใจจ้าวหนิงที่สวมหมวกพรางหน้ามากนัก เพียงเอ่ยกับถังซิงตามตรง “คนของศาลต้าหลี่มาแล้ว สั่งการให้พวกเราส่งตัวผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดไปยังคุกศาลต้าหลี่”
ข่าวนี้มิได้สร้างความประหลาดใจแก่จ้าวหนิงหรือถังซิงแม้แต่น้อย
ผลพวงจากคดีตระกูลหลิวคราวก่อน ตำแหน่งตุลาการศาลต้าหลี่ถูกผลัดเปลี่ยน ผู้ดำรงตำแหน่งคนใหม่คือขุนนางตระกูลยากไร้
การล่มสลายของตระกูลหลิวทิ้งเก้าอี้ขุนนางว่างเปล่าเป็นเบือ ผู้ที่ฉกฉวยโอกาสสวมรอยมิได้มีเพียงขุนนางบุ๋น ขุนนางตระกูลยากไร้ก็กอบโกยส่วนแบ่งไปไม่น้อย ปัจจุบันศาลต้าหลี่แทบจะตกอยู่ใต้เงื้อมมือขุนนางตระกูลยากไร้อย่างเบ็ดเสร็จตั้งแต่บนลงล่าง
แม้มิได้ล่วงรู้เบื้องลึกการผลัดเปลี่ยนตุลาการศาลต้าหลี่ ทว่าจ้าวหนิงคาดเดาได้ไม่ยาก นี่คือผลพวงของการต่อรองอำนาจระหว่างโอรสสวรรค์กับขุนนางบุ๋น เฉกเช่นที่ผังเซิงยังคงรั้งตำแหน่งเจ้าเมืองเยี่ยนผิง แลกกับการเลื่อนขั้นของถังซิง โจวจวิ้นเฉิน และพรรคพวก
ในเมื่อโอรสสวรรค์ตัดสินใจใช้ขุนนางตระกูลยากไร้เป็นเขี้ยวเล็บเสริมพระราชอำนาจ ย่อมต้องเปิดทางให้ขุนนางกลุ่มนี้ทะลวงทัพเข้ายึดครองพื้นที่ในหน่วยงานต่างๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้
ก่อนหน้านี้ขุนนางบุ๋นกับตระกูลขุนนางบู๊ฟาดฟันแย่งชิงกรมกลาโหม มายามนี้ขุนนางตระกูลยากไร้ขับเคี่ยวกับตระกูลเก่าแก่จนยึดศาลต้าหลี่มาครอง ล้วนเป็นหมากกระดานเดียวกัน
นกพันตัวในป่ามิสู้นกตัวเดียวในกำมือ การกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในหนึ่งหน่วยงาน ย่อมพลิกแพลงใช้ประโยชน์ได้เฉียบขาดและคุ้มค่ากว่าการส่งสายลับแทรกซึมไปตามหน่วยงานต่างๆ
คาดเดาได้เลยว่า ตราบใดที่ขุมกำลังขุนนางตระกูลยากไร้ยังคงแผ่ขยาย ภายภาคหน้า หน่วยงานที่ร่วงหล่นสู่อุ้งมือของพวกเขาอย่างเบ็ดเสร็จเฉกเช่นศาลต้าหลี่ ย่อมผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดอย่างแน่นอน
เวลานี้ในเมื่อโอรสสวรรค์ประทานความช่วยเหลือแก่ตระกูลจ้าว การโยกย้ายคดีสู่ศาลต้าหลี่ย่อมสมเหตุสมผล เพราะคดีอุกฉกรรจ์ระดับนี้ล้วนอยู่ในขอบเขตอำนาจของศาลต้าหลี่แต่เดิม และการไต่สวนร่วมสามหน่วยงาน ก็มีเก้าอี้ของตุลาการศาลต้าหลี่จองไว้หนึ่งที่นั่ง
กระดานคดีตระกูลจ้าวยังไม่เคาะบทสรุปว่าจะเปิดศาลไต่สวนร่วมอย่างไร เมื่อคดีตกอยู่ในกำมือศาลต้าหลี่ที่ขับเคลื่อนด้วยขุนนางตระกูลยากไร้ สำหรับตระกูลจ้าวแล้ว การพลิกหมากย่อมง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ นี่คือหนึ่งในหมากตาสูงที่โอรสสวรรค์ยื่นมือเข้าสอดแทรกเพื่อช่วยตระกูลจ้าว
โจวจวิ้นเฉินมิได้ประหลาดใจที่พบจ้าวหนิง ทั้งสองเพียงประสานมือคารวะกันพอเป็นพิธี
เมื่อขบวนจ้าวหนิงบรรลุถึงประตูหลังที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง สายลับตระกูลจ้าวที่ดักรออยู่ก็เร่งรุดเข้ารายงาน ทัพตระกูลจ้าวได้วางกำลังคนไว้พร้อมสรรพ เตรียมประกบตัวผู้ต้องหาทุกคดีเพื่อประสานงานกับขุนนางตระกูลยากไร้ ปิดคดีทั้งหมดด้วยความเร็วสายฟ้าแลบ
แน่นอนว่าฉากหน้านี้จัดฉากให้พวกถังซิงรับชม ขุมกำลังตระกูลจ้าวแฝงกายประจำการมาเนิ่นนาน การเคลื่อนไหวใต้ดินล้วนลอบดำเนินไปอย่างรัดกุมมาระยะหนึ่งแล้ว
จังหวะนั้น ข้ารับใช้ผู้หนึ่งเร่งฝีเท้าออกจากระเบียงด้านข้าง กระซิบรายงานข้างหูถังซิงสองสามประโยค
ถังซิงรับฟังจบ สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม เอ่ยกับจ้าวหนิง “สายข่าวในวังรายงานว่า อัครเสนาบดีสวี เจิ้นกั๋วกง และขุนนางใหญ่ยังไม่ออกมาจากตำหนักฉงเหวิน ซ้ำขุนนางระดับสูงอีกหลายคนยังถูกเรียกตัวเข้าเฝ้าด่วน”
“ดูท่าแม้ฝ่าบาทตั้งพระทัยหนุนหลังตระกูลจ้าว ทว่าแรงต้านทานกลับหนักหน่วงไม่แพ้กัน อย่างน้อยขั้วอำนาจขุนนางบุ๋นย่อมไม่ยอมรามือโดยง่าย ยามนี้คงกำลังงัดข้อกันอย่างดุเดือด ไม่อาจคาดเดาว่าฝ่าบาทจะยื้อเวลาเปิดศาลไต่สวนร่วมออกไปได้นานเพียงใด
“พี่จ้าว พวกเราต้องเร่งกระชากหน้ากากผู้ชักใยคดีนี้ให้กระจ่างโดยเร็ว จะปล่อยให้ฝ่าบาทต้องแบกรับความกดดันนานเกินไปไม่ได้”
จ้าวหนิงผงกศีรษะ “ขอเพียงโยกย้ายผู้เกี่ยวข้องถึงคุกศาลต้าหลี่ สลัดพ้นหูตาขุนนางบุ๋น พวกเราย่อมลงดาบได้อย่างเต็มกำลัง ในเมื่อตระกูลจ้าวตกเป็นเหยื่อใส่ร้าย การลากไส้ผู้อยู่เบื้องหลังย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็น… ไปกันเถอะ”
สิ้นวาจา ขบวนของจ้าวหนิงก็ก้าวพ้นประตูจวน เหยียบย่างไปตามเงารัตติกาลที่คืบคลานเข้ากลืนกินสรรพสิ่ง เลือนหายไปในตรอกถนนอันทอดยาว
ท่ามกลางพายุโลหิตที่โหมกระหน่ำเมืองหลวงและอาณาบริเวณ พายุร้ายที่ชี้เป็นชี้ตายความรุ่งโรจน์และล่มสลายของบรรดาตระกูลเก่าแก่ รวมถึงสั่นคลอนโครงสร้างอำนาจสูงสุดแห่งราชวงศ์ บ้างจำต้องโอนอ่อนตามน้ำ บ้างฝืนกระแสทะยานข้ามขีดจำกัด บ้างนั่งทอดหุ่ยบนบัลลังก์วิจิตรคอยบัญชาเมฆาเรียกวายุ บ้างเร้นกายในเงามืดชักใยหมากสังหาร และยังมีผู้คนอีกนับไม่ถ้วนที่ต้องดิ้นรนคลุกฝุ่นเกลือกโคลน เพียงเพื่อเอาชีวิตรอดบนพื้นปฐพี
ผู้คนเหล่านี้ บ้างสู้ยิบตาเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตน บ้างยอมพลีชีพเพื่อแว่นแคว้นบ้านเมือง บ้างทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายปีนป่ายบันไดเลือดสู่อำนาจ หรือบ้างก็เพียงสู้ยิบตาแลกชีวิตเพื่อหยัดยืนให้เหมือนมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง
ในยุคสมัยอันโหดร้ายดุจสุนัขกินสุนัข เพื่อดิ้นรนเอาชีวิตรอด เพื่อช่วงชิงเศษเสี้ยวแห่งการดำรงอยู่ ทุกวินาทีล้วนชโลมไปด้วยน้ำตาแห่งการพลัดพราก เสียงหัวเราะแห่งความปิติ เพลิงโทสะแห่งความแค้น และรอยยิ้มจอมปลอมสลับฉากกันไป มิอาจหยั่งรู้ได้เลยว่ามีผู้คนจำนวนเท่าใดที่ถูกหล่อหลอมจนแปรสภาพ กลายเป็นอสูรร้ายที่สูญสิ้นเค้าลางความเป็นคน
ท่ามกลางสมรภูมิย่อมมีผู้ชนะและผู้ปราชัย มีผู้สรวลเสเฮฮาย่อมต้องมีผู้หลั่งน้ำตาเป็นสายเลือด
ค่ำคืนนี้แห่งเมืองเยี่ยนผิง ย่อมถูกสวรรค์ลิขิตให้เป็นอีกหนึ่งราตรีมืดมิดที่ไร้ผู้ใดอาจข่มตาหลับลง